วันนี้วันที่ ๓ แล้วที่ฉันไม่มีพ่อ
ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๓ ทุ่มของประเทศญี่ปุ่น
จำได้ว่าวันนั้น ฉันร้องไห้หนักมาก จนไม่สามารถจะทำอะไรต่อไปได้
มันไม่ใช่ฉันเพียงฉันคนเดียวหรอกที่เป็นแบบนั้น แต่คนไทยหลายคนที่นี่
เกือบทุกคนที่นี่มีความทุกข์ไม่แพ้กัน ไม่มีใครเบิกบานและสดใสเหมือนเช่นแต่ก่อน

ขณะที่ฉันนั่งรถเมล์กลับห้องพัก ฉันพูดกับพี่ชาวไทยว่า "สงสัยตอนทุ่มนึงจะต้องประกาศสิ่งนั้นแน่"
ทั้งๆที่รู้ และทำใจอยู่ลึกๆ แต่ฉันก็อยากจะให้มันเป็นเพียงแค่ความคิดเพ้อเจ้อของเด็กคนหนึ่งเท่านั้น
พ่อเป็นคนรักษาสัญญาเสมอ พ่อเคยตรัสว่าจะอยู่ถึง ๑๒๐ ปี ท่านพูดเช่นนั้น ท่านต้องรักษาสัญญา
เพียงแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์แต่ฉันก็อยากจะมีความหวัง ต่อให้เป็นแค่ ๐.๐๐๐๑ เปอร์เซ็นต์ฉันก็เชื่อว่า "คนไทยก็อยากหวัง"

ในใจก็รู้อยู่ ว่าถ้าพ่อเห็นว่าฉัน หรือใครๆทำอะไรไม่ได้นอนไม่หลับแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี

คืนนั้น ฉันไม่ได้เป็นเหมือนคนอื่นๆที่ร้องไห้และหลับไป หรือร้องไห้จนตาบวมฉันนอนหลับสนิทดี
เช้าวันถัดมาฉันไม่ได้ไปมหาลัย ไม่มีกำลังใจจะไปจริงๆ
เอาแต่นั่งอยู่ที่ห้องดูรูปนั้นนี้จากทางอินเตอร์เน็ต เฟสบุ๊ค มันทรมานใจเหลือเกินที่ไม่สามารถไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้
ไม่สามารถไปร่วมส่งท่านได้ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
นักเรียนอย่างฉันได้แค่ปลอบใจตัวเองว่า.. เราต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจทำหน้าที่ของเรา
เอาความรู้ของเราไปพัฒนาบ้านของเราต่อ ก่อนหน้านี้ในหลายๆครั้งฉันไม่ค่อยอยากจะกลับไปประเทศของเราเสียเท่าไหร่
เนื่องจาก.. . ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับฉัน
หลายคนมีความคิดที่ผิดแปลกและใจแคบเหลือเกิน ทุกๆครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง
หรือเหตุการณ์สำคัญ ในด้านต่างๆ ก็มีฝ่ายต่างๆออกมาทวงผลประโยชน์ให้ตนเอง

แล้วพวกฉันตาดำๆเล่า มีใครเลยเห็นหัวบ้างหรือไม่

แล้วยิ่งสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวฉันด้วยแล้ว ในที่ทำงานก็มีแต่คนหัวโบราณใจแคบ
ที่ไม่ยอมรับความคิดของคนสมัยใหม่ ปรับตัวไม่ทันบ้างหล่ะ มันใหม่เกินไปบ้างหล่ะ เสี่ยงบ้างหล่ะ
ในหัวก็มีแต่คิดว่า ถ้าไม่ปรับตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าไม่ยอมเสี่ยงเพื่อสิ่งใหม่ๆบ้าง แล้วเมื่อไหร่เล่าจะพัฒนา

ยิ่งการใส่ร้ายกันในที่ทำงาน ตอนเด็กๆฉันมองเป็นเรื่องตลก พอโตมาทำงานจริงๆ ก็ได้แต่
"อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า" ก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่จะเกิดกับตัวเองไปอย่างห้ามไม่ได้

ไม่เหมาะกับฉันในทุกๆเรื่อง ยกเว้นสภาพแล้วล้อม ที่มันแสนจะสบาย อาหารก็แสนจะอร่อย ผู้คนก็มักง่ายดี
กินที่ไหนก็โยนๆที่นั่น ขยะก็ไม่ต้องแยก ต่างๆนานา เออ อยู่ง่าย

จนมาถึงวันนี้วันที่พ่อของฉันจากไป
มันเหมือนว่าม่านที่บังฉากหลังไว้มันร่วงลงมา
ฉันมองเห็น "โอโห นั่นไงคนที่อยู่ข้างฉัน อยู่ข้างประชาชนตาดำๆแบบฉัน" คนที่พยายามเพื่อให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้น

ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็น
ขณะที่ฉันอายุได้ ๒๕ ฉันยังคงเรียนหนังสือ และไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ต้องพึ่งพาเงิน ของพ่อแม่แล้ว
แต่ฉันยังไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้คนรอบข้าง ฉันไม่สามารถช่วยใครได้เลย
ทั้งหมดเพื่อตัวฉันเองในอนาคต หลายคนมีความหวังว่า อนาคตฉันจะมีเงิน ทำงานนั่นนี่
ปลูกบ้านให้พ่อ เลี้ยงดูครอบครัวและสอนลูกให้เป็นคนดี
พ่อของฉันมีจุด ประสงค์อะไรหนอ จิตใจทำด้วยอะไรหนอถึงได้เสียสละเพื่อคนที่ไม่เคยรู้จัก
และคนที่ไม่เคยเห็นหน้าคราตากันเช่นฉัน ท่านมีแรงบันดาลใจอย่างไรหนอที่ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย
ฉันเห็นสิ่งท่ีท่านยังทำอยู่แล้ว ฉันก็น้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่หยุด มีอะไรบ้างเล่าที่ทำเพื่อตัวท่านเอง
ชีวิตในวัยเด็ก ที่คนอายุ ๒๕ ทั่วไปทำกัน ท่านทำอะไรอยู่เหรอ
ชีวิตที่เด็กสมควรจะเป็น

๓ วันแล้วที่ความโศกเศร้านี้ยังคงไม่หายไป ไม่ได้ทุเลาหรือลดลง
อีกทั้งยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉันยิ่งศึกษามันทำให้ฉันยิ่งรู้จักพ่อของฉันมากขึ้น
ความรู้สึกมันก็มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
ฉันช่างโง่เขลาเหลือเกินที่ไม่เคยรู้ หรือสนใจสิ่งมีค่าที่มีอยู่
เวลานี้ ในปีนี้ถ้าฉันได้กลับไปประเทศไทย ต่อให้ฉันไปนั่งรอที่สนามหลวงเป็นชาติ นั่งไปจนชั่วชีวิต
พ่อที่นั่งรถผ่านและคอยโบกไม้โบกมือนั่นก็ไม่มีอีกแล้ว
จะทำอย่างไรพ่อก็ไม่มีวันฟื้นคืนมาให้ฉันได้อีกแล้ว

ทรมานใจเหลือเกิน
เสียใจเหลือเกิน ฉันเสียใจ ที่เรียนรู้เพียงแต่ผิวเผินมาตลอด
เสียใจที่คิดเพียงว่าสิ่งที่ท่านทรงกระทำมันดีต่อทุกคน
แต่มันไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับฉัน
มันไม่ใช่หน้าที่ที่ฉันจะต้องใส่ใจต่อความทุกข์ร้อนของคนอื่นมากนัก
ฉันเสียใจเหลือเกินที่เรียนมาสูงกว่าคนอื่นๆ มีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ
แต่กลับมาโลกทัศน์ที่แคบเพียงเล็กน้อย ฉันเห็นแก่ตัวเหลือเกิน

พ่อจ๋า ลูกทรมานใจเหลือเกิน ที่พ่อจากลูกไป
ลูกทรมานใจเหลือเกิน ที่เคยมองข้ามสิ่งต่างๆที่พ่อทำ
เสียใจเหลือเกินที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อพ่อได้เลย

ลูกไม่อยากจะต้องรอ เพื่อมาเสียใจในภายหลังหรือรอที่จะต้องสูญเสียใครไปแล้วทำการสำนึกอีกแล้ว
ลูกจะขอยึดแนวทางของพ่อ และปฏิบัตามคำสอนของพ่อจนกว่าชีวิตลูกจะหาไม่
ลูกจะใช้ความรู้ที่ลูกได้ร่ำเรียนมา
พ่อจ๋า ลูกขอตั้งปณิทานว่าจะไปให้สูงสุดเพื่อบอกคนอื่นๆว่าลูกนั้นเป็นคนไทย
จะรู้ให้จริงเพื่อจะนำมาปฏิบัติใช้
และลูกจะเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

ลูกรู้ว่ามันสายไปในทุกๆด้าน แต่ลูกเชื่อและมีใจมุ่งมั่นเหลือเกินว่าลูกจะสามารถทำมันสำเร็จ

ดูความสำเร็จของลูกนะพ่อจ๋า


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อนขอเดชะ
นางสาวสุรภา หงษ์เทียบ


ครั้งหนึ่งเป้าหมายในชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไป เพราะการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต
ฉันจะจดจำไปจนตลอดชั่วชีวิต ว่าจะไม่ยอมทิ้งเวลาให้สูญเปล่า และมาร้องไห้เอาทีหลัง
มันช่วยอะไรฉันในวันนี้ไม่ได้เลย มันเปลี่ยนความเสียใจในวันนี้ไม่ได้เลย





Create Date : 16 ตุลาคม 2559
Last Update : 16 ตุลาคม 2559 10:02:45 น.
Counter : 207 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

lustig
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
ตุลาคม 2559

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog