Hotline News Today
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 

10 Days with the Autumn in Japan



หนึ่งในที่ที่ผมตั้งใจมานานแล้วว่าถ้ามีโอกาสจะต้องแวะไปเยี่ยมชมให้ได้ นั่นก็คือ "ญี่ปุ่น" แม้ว่าก่อนหน้านี้ผมจะเคยเฉียดๆไปบ้าง แต่ก็เป็นแค่การแวะ transit เครื่องที่นาริตะ ตอนไปเรียนต่อเมื่อสิบปีก่อนเท่านั้น สิบปีผ่านไปผมก็ยังคงเก็บความฝันนี้ไม่ลืมเลือน แม้จะมีฝันแต่ก็ใช่ว่าจะไปได้ง่ายๆ ก็นะ..ค่าใช้จ่ายใช่ว่ามันจะุถูก และจากการเก็บหอมรอมริบมาหลายปี ในที่สุดความฝันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เราเริ่มวางแผนกันจริงๆจังๆเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว เรียกได้ว่าวางแผนข้ามปีกันเลยทีเดียว เราตัดสินใจที่จะเลือกการเดินทางแบบแบกเปล้เที่ยวแทนการจองทัวร์ และการจองที่พัก hostel แทนการพักในโรงแรมหรูๆ เพราะระยะเวลากว่า 10 วันที่ไป ก็ประหยัดงบประมาณไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แถมได้สัมผัสวิถีชีวิตญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และนี่ก็คือบันทึกการเดินทางของพวกเรา..

วันที่ 1 (24 พฤศจิกายน 2555) : 
เหินฟ้าสู่ดินแดนซามูไร กรุงเทพฯ - นาริตะ - โอซาก้า

การเดินทางวันแรกไม่มีอะไรมาก เป็นวันแห่งการเดินทางจริงๆ เราเริ่มการเดินทางด้วยสายการบิน Delta Airline มีหลายคนถามว่าทำไมไม่หาตั๋วไปลงโอซาก้าเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่ด้วยความงกที่ได้ตั๋วถูก round-trip 16,840 บาทเอง จะหาตั๋วลงโอซาก้า กลับโตเกียวก็จะแพงกว่านี้ ก็เลยยอมไปลงนาริตะ แล้วใช้ JR นั่งชินคันเซนมาโอซาก้าอีกที เพราะไหนๆใช้ JR นั่งฟรีอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

วันที่ 2 (25 พฤศจิกายน 2555) : 
ตามหาใบไม้เปลี่ยนสีที่โอซาก้า

Meiji-no-mori Mino Quasi-National Park (น้ำำตก Minoh)
น้ำตก Minoh เป็นวนอุทยานแห่งชาติ ตั้งอยู่บนหุบเขาของเมือง Mino-o ต้องนั่งรถไฟจากสถานี Hankyu Umeda นั่งสาย Hankyu Minoh 20 นาที ลงที่สถานี Hankyu Minoh เดิน 5 นาที รถไฟสายนี้เล่นเอางงตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วเลยครับ เพราะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาษาอังกฤษเลย ต้องแอบดูคนญี่ปุ่นแล้วค่อยทำตาม กว่าจะผ่านเข้ามาได้ ก็เหนื่อยพอควร แต่รถไฟดู classic สวยดี



ทางเข้าชมอุทยานต้องเดินเท้าเข้าไปเกือบ 3 กิโลเมตร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรมากมาย อาจจะเป็นเพราะพวกเรามัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับใบไม้หลากสีในบริเวณโดยรอบ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าสวยสมใจ หายเหนื่อยเลยจริงๆ





จุด Highlight ของที่นี่ คือน้ำตก Minoh เป็นส่วนที่อยู่ในสุด ตอนแรกนึกว่าจะไม่เห็นซะแล้ว เพราะเดินมาตั้งหลายชั่วโมงก็ไม่เห็นวี่แวว ว่าจะหาทางกลับ แต่แล้วภาพน้ำตกก็บังเกิดตรงหน้าพวกเรา พอได้เห็นก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะสวยสมคำร่ำลือจริงๆ



Osaka Castle
ช่วงบ่าย เรานั่งรถไฟกลับมายังปราสาทโอซาก้า ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองโอซาก้าเท่าไหร่นัก ปราสาทโอซาก้า ถือได้ว่าเป็น landmark แห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดถ้ามาที่นี่เลยทีเดียว เดิมที่เคยเป็นวัด Osaka Hongan-ji แต่เกิดสงครามได้ถูกทำลายลง จนกระทั่งมีการบูรณะใหม่เป็นปราสาทโอซาก้าในปัจจุบัน



วันที่ 3 (26 พฤศจิกายน 2555) : 
สัมผัสเมืองโรแมนติก Arashiyama และเมืองนารา

Saga-Arashiyama
มาที่นี่ พลาดไม่ได้ที่จะต้องนั่งรถไฟสายโรแมนติด (Sagano Romantic Train) รถไฟนี้ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีวิ่งผ่านแม่น้ำ Hozu และหุบเขาบริเวณ Arashiyama ของเกียวโต ตอนแรกคิดว่าคนคงจะไม่เยอะ เพราะไปจองตั๋วแต่เช้า ได้ตั๋วมาแบบงงๆเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านไม่ออก แต่พอจะเดาได้ว่าต้องขึ้นขบวนไหน เพราะมีเขียนอยู่ แต่ไม่ยักเห็นที่นั่ง ก็เลยเดาว่าคงไม่ Fit ที่นั่งมั้ง ก็เลยนั่งอย่างสบายอารมณ์ ที่ไหนได้พอสักพักนึงมีขบวนทัวร์ขึ้นมา เค้าก็ขอดูตั๋วเราแล้วก็พูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังออกแต่คำว่า stand คำเดียว เราก็เลยลุกมาอย่างงงๆ แต่โชคดีที่ตู้ถัดไปยังพอว่างอยู่ แต่เป็นตู้เปิดโล่งไม่มีหลังคา แต่ก็หนาวมากกกก แต่ก็ดีไปอีกแบบได้สัมผัสบรรยากาศและถ่ายรูปความงดงามของธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว





ขากลับ ก็ยังคงงงอยู่ว่าสรุปแล้วควรจะไปขึ้นขบวนไหนดี พอดีโชคดีเจอวัยรุ่นญี่ปุ่นที่พอเข้าใจภาษาอังกฤษ จึงถึงรู้ว่าตั๋วที่เราถืออยู่เป็นตั๋วยืน ไม่มีที่นั่ง เขาบอกว่าบางทีตั๋วนั่งอาจจะเต็มเพราะบางทีมีทัวร์จองไว้ล่วงหน้า ดังนั้น หากใครจะมาที่นี่ในช่วง high season จองตั๋วล่วงหน้าไว้ก็ดีนะครับ



Tofukuji Temple
แรกเริ่มเดิมที วัดนี้ไม่ได้อยู่ในแผนว่าจะไป แต่ด้วยความที่เป็นทางผ่านไปนารา เลยลองแวะไปดู พอไปถึง ถึงกับต้องบอกตัวเองไว้ว่าจะเสียดายมากๆ ถ้าไม่ได้มาแวะที่วัดนี้ วัด Tofukuji นี้เป็นวัดในนิกายเซน ตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโตติดกับเมืองนารา วัดนี้เป็นวัดที่มีชือเสียงมากๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เราจะได้เห็นความงดงามของใบไม้แดงของต้นเมเปิ้ลนับร้อยต้นที่สวยงามยากที่จะพรรณนาเลยทีเดียว







Todaiji Temple 
วัดโทไดจิ เป็นวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อยู่ในเมืองนารา ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นวัดที่มีอุโบสถไม้หลังใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุสึขนาดใหญ่ การเดินทางมาที่นี่ต้องนั่งรถไฟสายนารา วิ่งตรงมาจากโตเกียว ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน กว่าจะถึงก็ 4 โมงเย็น ใกล้เวลาที่วัดปิดแล้ว พวกเราจึงต้องรีบใช้บริการ taxi ถึงวัดได้ทันเวลาพอดี





และที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึงเมืองนารา ก็คือการชมฝูงกวางน้อย ซึ่งเราจะหามันได้ไม่ยากเพราะมันจะป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าวัดนี่เอง



วันที่ 4 (27 พฤศจิกายน 2555) : 
ตะลุยเมืองเกียวโต

การเดินทางในตัวเมืองเกียวโต คิดว่าหลงแน่ๆ เพราะการเดินทางส่วนใหญ่ในตัวเมืองเกียวโต จะไม่่ค่อยมีรถไฟ subway เท่าไหร่ คนที่นี่จะใช้รถเมล์เป็นหลัก เราจึงเลือกซื้อตั๋ว One Day Pass ในราคา 500 เยน และเมื่อลองใช้บริการดู พบว่าไม่ยากอย่างที่คิดเลย เพราะบนรถเมลล์จะมีป้ายบอกรายละเอียดแต่ละป้ายอย่างชัดเจนว่าอยู่ที่ไหน มีสถานที่อะไรอยู่ใกล้ๆบ้าง ยิ่งเป็นสายที่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ รับรองยิ่งไม่หลงแน่นอนครับ

Kiyomizu Temple (วัดน้ำใส)
วัดน้ำใส ตั้งอยู่บนเนินเขาฮิงายามา ว่ากันว่าวัดแห่งนี้มีน้ำศักดิสิทธิ์จากแม่น้ำ 3 สาย ที่ไหลลงมาจากยอดเขามานานนับพันปี โดยมีความเชื่อว่า
น้ำสายที่ 1 หากใครดื่มจะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา
น้ำสายที่ 2 จะสมหวังในความรัก
น้ำสายที่ 3 จะมีสุขภาพแข็งแรง
กระบวยที่ใช้รองน้ำ ไม่ต้องกลัวนะครับ เขามีการฆ่าเชื้อหลังจากรองน้ำดื่มแล้ว กระบวยที่วางจะถูกเข้าช่องฆ่าเชื่อ UV





Kinkakuji Temple (วัดศาลาทอง)
หากใครเคยชื่นชอบการ์ตูนอิ๊คคิวซัง คงไม่พลาดที่จะมาแวะมาวัดนี้ เพราะที่นี่เป็นที่พำนักของโชกุน และเป็นวัดที่อิ๊คคิวซังอาศัยอยู่นั่นเอง เรียกได้ว่าฉากในการ์ตูนแทบจะถอดแบบจากวัดนี้มาแทบไม่ผิดเพี้ยนเลยทีเดียว วัดนี้มีศาลาทองเป็นจุดเด่นของวัด เป็นตัวศาลาทองทั้งหลังปิดคลุมด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ บนยอดหลังคาของศาลามีรูปหล่องทองคำรูปนกโฮโอ





Ginkakuji Temple (วัดศาลาเงิน)
วัดศาลาเงิน สร้างขึ้นโดยโชกุนอาชิคางะ โยชิมาสะ โดยสร้างเลียนแบบวัดศาลาทอง เดิมที่ตั้งใจจะใช้แผ่นเงินแท้ปิดหุ้มผนังด้านนอกศาลา เพื่อให้เคียงคู่กับวัดศาลาทอง แต่ได้เกิดสงคราโอนินขึ้นก่อน การก่อสร้างจึงหยุดชะงัก ศาลาจึงเป็นสีดำอย่างที่เห็นทุกวันนี้



บริเวณรอบๆศาลาเงิน มีการจัดสวนแบบญี่ปุ่นสไตล์สวนหินและทราย สวยงามากเลยทีเดียว



Nijo Castle (ปราสาทนิโจ)
ปราสาทนิโจ เป็นปราสาทที่มีป้อมปราการที่เรียงตัวกันเป็นวงแหวนสองชั้น แต่ละชั้นจะมีทั้งกำแพงและคูน้ำกว้าง ภายในกำแพงชั้นในเป็นที่ตั้งของพระราชวังฮนมะรุ สามารถเข้าไปชมด้านในได้ จุดเด่นของที่นี่คือ เวลาเดินพื้นจะมีเสียงดัง เค้าว่ากันว่าดังเหมือนนกไนติงเกล จริงหรือไม่ ลองไปพิสูจน์กันดูนะครับ



Fushimi Inari Shrine (ศาลเจ้าสุนัขจิ้งจอก)
ศาลเจ้านี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น จุดเด่นของที่นี่คือ จะเห็นเสาโทริสีแดงแสดเป็นพันๆต้น และรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกตามรายทาง ว่ากันว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลที่ชาวนาสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ Inari ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งธัญพืช โดยมีสุนัขจิ้งจอกเป็นฑูตของเทพเจ้า และไฮไลต์ของที่นี่ก็คือเสาโทริซุ้มประตูสีแดงแสด ที่มีกว่าเป็นหมื่นต้นทอดยาวเป็นระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร และเป็นที่มาของฉากของภาพยนตร์เรื่อง Memories of Geishar ที่นางเอกของเรื่องวิ่งลอดซุ้มประตูเพื่อไปขอพรเทพเจ้าให้ตนเองสมปรารถนานั่นเอง































วันที่ 5 (28 พฤศจิกายน 2555) : 
ตามหาหมู่บ้านชาวนามรดกโลกที่ Shirakawago

Shirakawago 
Shirakawago เป็นหมู่บ้านโบราณเล็กๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาแอลป์ญี่ปุ่น ห่างจากตัวเมืองทาคายาม่าประมาณ 50 กิโลเมตร การเดินทางมาที่นี่ใช้เวลาพอสมควร พวกเราเดินทางออกจาก Osaka แต่เช้าตรู่เพื่อนั่งรถไฟมาลง Nagoya และ Takayama จากนั้นนั่งรถ Nohi Bus อีกประมาณ 1 ชั่วโมง จึงจะถึงหมู่บ้านแห่งนี้

หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านชาวนาที่มีการคงและอนุรักษ์ไว้และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UN บ้านที่นี่มีการปลูกสร้างสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน





วันที่ 6 (29 พฤศจิกายน 2555) : 
ชมปราสาท Matsumoto และดูลิงแช่ออนเซ็นที่ Nagano

Matsumoto Castle (ปราสาทอีกาดำ)
Matsumoto Castle มีอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทอีกาดำ เนื่องจากผนังปราสาทมีสีดำ และปีกด้านต่างๆของปราสาทแผ่กางออกเหมือนปีกนก ปัจจุบัน Matsumoto Castle ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่สวยที่สุด 



Jigokudani Wild Money Park (Snow Money Park)
อีกหนึ่งไฮไลต์ของทริปนี้คือ การเดินทางไปดูความน่ารักของลิงแช่ออนเซ็นกลางบ่อพุร้อนธรรมชาติที่ Nagano จริงๆแล้วช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาที่นี่จะเป็นช่วงหน้าหนาว เพราะฝูงลิงทั้งหลายจะพร้อมใจกันลงมาแช่ออนเซ็น ท่ามกลางธรรมชาติและวิวทิวทัศน์ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ แต่ไหนๆก็มาถึงแล้ว เราก็ไม่รีรอที่จะไปชมสักหน่อย

การเดินทางมาที่นี่ ถือว่ายากสุดของการเดินทางในทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะถึงแม้เราจะเดินทางมาถึง Nagano ด้วยรถไฟความเร็วสูง Shinkansen ด้วยระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม แต่ก็ต้องต่อรถไฟท้องถิ่น Nagano Electric จาก Nagano ไป Yudanaka ซึ่งก็คงเป็นที่ทราบดีว่าการนั่งรถไฟท้องถิ่นที่นี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะตั้งแต่ซื้อตั๋ว จนขึ้นรถไฟ จนถึงสถานี แทบไม่มีภาษาอังกฤษให้ทราบเลยว่า เราเดินทางมาถึงไหนกันแล้ว ยังดีหน่อยที่สถานีที่เราไปเป็นสถานีสุดท้าย ก็พอจะมั่วๆไปเลย พอไปถึงสถานี Yudanaka ก็ต้องนั่งรถเมลล์ท้องถิ่น ไป Kabayashi Onsen ซึ่งก็เหมือนเดิม ต้องใช้วิธีนับป้ายเอา ถึงจะลงถูกป้าย เสร็จแล้วต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปอีก 1.8 กิโลเมตร จนในที่สุด ความพยายามทั้งหมดของเราก็สัมฤทธิ์ผล ได้เริ่มเห็นฝูงลิงมาเรียกความน่ารักตั้งแต่ปากทาง แล้วมันก็พาพวกเราเดินมาเรื่อยๆจนในที่สุดก็มาพบครอบครัวลิงเล็กๆครอบครัวหนึ่งกำลังนอนแช่ออนเซ็นอย่างสบายใจให้อย่างน่าอิจฉา เรียกได้ว่าการเดินทางมาที่นี่แม้จะเหนื่อย แต่สิ่งที่ได้เห็นก็คุ้มค่ามากๆ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว





วันที่ 7 (30 พฤศจิกายน 2555) : 
ตามหาภูเขาไฟฟูจิ เยี่ยมชมทะเลสาบแห่งเมืองลาวา

อีกหนึ่งความฝันในการเดินทางมาที่ญี่ปุ่นนี้ ก็คือการมาตามหาภูเขาไฟฟูจิ เราตัดสินใจที่จะมาตามหาภูเขาไฟฟูจิเดินทางโดย Chuo Highway Bus จากสถานี Shinjuku มาสถานี Kawaguchiko ตั้งแต่เช้าตรู่ ใจก็เริ่มหวั่นๆ เพราะตั้งแต่ออกจากโตเกียวมา หมอกลงเมฆเต็ม ท้องฟ้าก็ครึ้มๆไม่มีท่าทีจะเปิดเลย ได้แต่คิดในแง่ดีว่า เดี๋ยวสายๆไปถึงที่โน่นท้องฟ้าน่าจะเปิดมากขึ้น แต่แล้ว เมื่อไปถึงสถานีรถบัส Kawaguchiko ก็รีบวิ่งออกมาดู เพราะจากที่อ่านหนังสือมา เขาบอกว่าหากออกมาข้างนอกสถานีหันหลังกลับไปด้านหน้าสถานี เราจะเห็นภูเขาไฟฟูจิเด่นสง่าอยู่ด้านหลังสถานี แต่พอวิ่งออกมาดู ใจก็เริ่มสลาย เพราะมองไม่เห็นอะไรเลยอ่า เห็นแต่เมฆสีเทาๆเต็มไปหมด T T

Lake Yamanaka
หลังจากที่ผิดหวังกับการเห็นฉากภูเขาไฟฟูจิหลังสถานีอย่างที่หวังไว้ เราก็ไม่ลดละพยายาม เราตัดสินใจนั่งรถบัสต่อไปทะเลสาบ Yamanaka เพื่อหวังว่าไปถึงที่โน่นฟ้าอาจจะเปิด โชคดีได้เห็นภูเขาไฟฟูจิบ้าง ทะเลสาบ Yamanaka เป็นหนึ่งในห้าทะเลสาบที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟ ล้อมรอบทางตอนใต้ของภูเขาไฟฟูจิบริเวณหมู่บ้าน Yamanakako ถือว่าเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทะเลสาบทั้งห้า  ใครที่เคยไปเยี่ยมชมทะเลสาบแห่งนี้ เราพยายามมองไปรอบๆเืพื่อหาตำแหน่งภูเขาไฟฟูจิ แต่แล้วก็ยังคงผิดหวังต่อไป ฟูจิซังก็ยังอายไม่ปรากฎให้เราเชยชมอยู่ดีื  





Lake Kawaguchiko
เรานั่งรถกลับมาที่สถานี เพื่อเดินทางไปต่อทะเลสาบ Kawaguchiko ซึ่งเป็นอีกหนึ่่ื่งในห้าทะเลสาบที่อยู่รอบๆภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบที่เข้าถึงง่ายที่สุดในบรรดาทะเลสาบทั้ง 5 เพราะไม่ไกลจากสถานีรถบัสมากนัก สามารถเดินไปได้ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึง 



หลังจากเรารอฟูจิซังมาจนกระทั่งบ่ายสี่โมง เราก็เดินทางไป Check-in โรงแรม แล้วก็ทำใจว่าวันนี้ คงไม่มีโอกาสได้เห็นแล้ว แต่แล้วระหว่างเดินทางไปโรงแรม เหมือนโชคชะตาก็เล่นตลก ในที่สุดฝันเราก็เป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ อยู่ๆฟ้าก็เป็นใจเปิดให้เราได้ยลโฉมความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิอย่างตระการตา แต่ละคนไม่รอช้ารีบคว้ากล้องมาถ่ายกันแบบไม่รีรอ  แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เราได้เห็น แต่ความงดงามภูเขารูปทรงกรวยสมมาตร และภาพหิมะบนยอดภูเขาที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าก็เป็นช่วงเวลาที่งดงามและคุ้มค่าแห่งการรอคอยจริงๆ



และนี่ก็คือที่พักของพวกเราในคืนนี้ K'House Mt Fuji มาญี่ปุ่นทั้งที ได้มีโอกาสปูฟูกนอนแบบญี่ปุ่น ก็รู้สึกอุ่นดีไม่น้อยทีเดียว 



วันที่ 8 (1 ธันวาคม 2555) : 
ตะลุยเมือง Hakone นั่งเรือโจรสลัด และดินแดนไข่ดำ

Lake Ashi และเรือโจรสลัด
ทะเลสาบอะชิ เป็นทะเลสาบที่มีภูมิทัศน์สวยงาม ตั้งอยู่บริเวณเมืองฮาโกเนะ มีลักษณะเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ ทอดตัวในแนวแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาดฮาโกเนะ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ทุกคนจะต้องมาก็คือ การนั่งล่องเรือโจรสลัดในทะเลสาบ ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 40 นาที เพื่อไปยังท่า Hakonemachi โดยตัวเรือจะุถูกตกแต่งให้เป็นเรือโจรสลัดย้อนยุค ก่อนจะถึงท่าเรือจะเห็นเสาโทริอิสีแดงอันใหญ่ของศาลเจ้าฮาโกเนะอยู่กลางริมน้ำ  







Owankudani ดินแดนไข่ดำ
Owankudani เป็นหุบเขาภูเขาไฟในเบริเวณเมืองฮาโกเนะ ประกอบด้วยเหมืองแร่กำมะถัน และน้ำพุร้อนเป็นจำนวนมา การเดินทางเราจะต้องนั่ง cable car จากทะเลสาบอะชิเพื่อขึ้นไปบนหุบเขา หุบเขาแห่งนี้มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในการต้อมไข่ดำ ซึ่งต้มในน้ำพุร้อนที่ประกอบไปด้วยแร่กำมะถันเป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อต้มแล้วเปลีือกไข่จะเป็นสีดำ ว่ากันว่าหากผู้ใดได้ทานไข่ดำที่นี่จะมีอายุยืนไปอีก 7 ปี





วันที่ 9 (2 ธันวาคม 2555) : 
เที่ยวเมืองโตเกียว ไม่ยากอย่างที่คิด

และแล้ว ก็มาถึงเมืองสุดท้าย "มหานครโตเกียว" เมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่ใครหลายๆคนไม่พลาดที่จะต้องมาที่นี่ นอกจากนี้แล้ว ที่นี่ ยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคม หน่วยงานราชการ และแหล่ง Shopping มากมาย จะว่าไป การเที่ยวเมืองโตเกียว จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ที่ว่าง่ายเนื่องจากในเมืองโตเกียวมีระบบการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว รถไฟใต้ดินเรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวแทบจะทุกตารางเมตร สามารถเดินทางไปแต่ละที่ได้สะดวกรวดเร็ว แต่ด้วยความที่มีระบบการคมนาคมที่ครอบคลุมทุกเส้นทางนี่แหละ บางครั้งมันก็เยอะซับซ้อนมาก จนทำให้เรางง หลงทางไปไม่ถูกเสียเวลาไปเป็นชั่วโมงก็มี

วัด Sensoji และศาลเจ้า Asakusa
วัด Sensoji และศาลเจ้า Asakusa ตั้งอยู่ภายในบริเวณเดียวกัน โดยวัด Sensoji เป็นวัดเก่าแก่ในโตเกียว ซึ่งเป็นวัดพุทธ บริเวณติดกับวัดจะเป็นที่ตั้งของศาล Asakusa ซึ่งเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต จุดเด่นของที่นี่ คือตรงประตูทางเข้าวัด จะมีโคมกระดาษขนาดใหญ่ แขวนไว้บนคานประตู นอกจากนี้บริเวณรอบๆวัดจะมีร้านค้าขายของที่ระลึก และอาหารพื้นเมืองญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวลำดับต้นๆของคณะทัวร์ จึงไม่ต้องแปลกใจหากเราจะได้เจอนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ และเพื่อนคนไทยมากหน้าหลายตากันในนี้



แหล่งช็อปปิ้งย่าน Shibuya 
ย่าน Shibuya เป็นสถานที่ยอดนิยมของวัยรุ่นที่นี่มาช้านาน เพราะที่นี่มีแหล่ง Shopping มากมาย ไม่ไกลจากสถานี Shibuya ที่นี่เราจะเห็นภาพคนเดินข้ามสี่แยกกันอย่างขวักไขว่เป็นเรื่องปกติที่จะมีให้เห็นได้ทุกวัน



พระราชวังอิมพีเีรียล
พระราชวังอิมพีเรียล เป็นพระราชวังของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ซึ่งรายล้อมไปด้วยสวนขนาดใหญ่ แต่เดิมเป็นที่ตั้งของปราสาทเอะโดะ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ แต่ถูกระเบิดทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้มีการบูรณะเป็นพระราชวังอิมพีเรียล ดังเช่นในปัจจุบัน สถานที่สำคัญของที่นี่คือ "สะพานนิจูบา" หรือที่ใครหลายคนอาจจะรู้จักในนามว่า "สะพานแว่นตา" ซึ่งเป็นสะพานที่พาดผ่านคูชั้นในของพระราชวัง ถือว่าเป็นสะพานที่มีทัศนียภาพสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และทำหน้าที่เป็นประตูเข้าสู่เขตพระราชฐานด้วย แต่โดยปกติจะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปข้างใน ยกเว้นแต่วันปีใหม่เท่านั้น



Tokyo Metro Government Building Office (จุดชมวิวเมืองโตเกียวฟรี)
มาโตเกียวทั้งที มีหรือจะพลาดขึ้นไปชมวิวมุมสูงของกรุงโตเกียว แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด จะขึ้นไปชมบน Tokyo Tower ก็ดูจะเสียดายเงินมิใช่น้อย จะมาชมวิวบน Tokyo Sky Tree ก็แพงยิ่งกว่า แถมยังต้องรอต่อคิวอย่างยาวเหยียด ด้วยความเสียดายเงินแต่ก็อยากชมวิว เราก็เลยเลือกไปชมวิวบนตึก Tokyo Metro Government Building Office แทน ที่นี่นอกจากจะเป็นหน่วยงานราชการ และที่ตั้งสำนักงานมากมายแล้ว ยังเปิดให้เป็นที่ชมวิวกรุงโตเกียวที่ระดับความสูงกว่า 200 เมตร บนชั้นที่ 45 อีกด้วย และที่สำคัญ เปิดให้นักท่องเที่ยวชม ฟรี! 555 เสร็จเรา ของฟรีอย่างนี้ มีหรือที่เราจะพลาด ^_^





วันที่ 10 (3 ธันวาคม 2555) : 
เก็บตกเมืองโตเกียว และเหินฟ้ากลับกรุงเทพมหานคร

Tokyo Sky Tree, Ueno & Harajuku
และแล้ว..การเดินทางของเราก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย เรามีเวลาไม่มากนักในช่วงเช้า เนื่องจากต้องรีบเดินทางไปสนามบินในช่วงบ่าย ก่อนกลับก็เลยขอแวะถ่ายภาพ Tokyo Sky Tree สักหน่อย หอคอยแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเนื่องจาก Tokyo Tower เดิม เริ่มมีความสูงไม่พอที่จะส่งสัญญาณคลื่นโทรทัศน์แบบดิจิตอลให้ครอบคลุม เพราะในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมากเริ่มมีอาคารและตึกสูงจำนวนมากสร้างขึ้นบังสัญญาณบริเวณใจกลางเมือง Tokyo Sky Tree เพิ่งจะสร้างเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการเมื่อเดือนพฤษภาคมนี้เอง และภายหลังการสร้างเสร็จ ตึกนี้ก็ได้กลายเป็นหอคอยสื่อสารที่สูงที่สุดในโลก



เราเดินเก็บตกไปเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ Harajuku แล้วก็กลับมาที่สวน Ueno ก่อนที่จะลากกระเป๋าขึ้นรถไฟต่อไปยังสนามบินนาริตะ และเหินฟ้ากลับกรุงเทพมหานครในช่วงเย็น

10 วันกับการเดินทางในญีปุ่น เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมจริงๆ มาที่นี่แม้จะเหนื่อย แม้จะหลงแต่ก็สนุกมากๆ การท่องเที่ยวที่นี่ด้วยตนเอง ทำให้เราได้พบประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นเป็นคนที่น่ารักมากๆ ทุกครั้งที่เราหลง เราก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นกันเอง แม้บางคนจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านั้นก็พยายามช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่และเต็มใจ เราอาจจะไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้เลย ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนเหล่านี้ ขอบคุณพวกคุณทุกๆคนจริงๆ และก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางนุช และกิฟท์ ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ดีๆในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้ ที่ทำให้การเดินทางที่จบด้วยความประทับใจไปแบบไม่มีวันลืมเลือน




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2555
4 comments
Last Update : 24 ธันวาคม 2555 23:07:16 น.
Counter : 4816 Pageviews.

 

เป็นบล็อกที่น่าประทับใจมากๆ บล้อกหนึ่งครับ ได้เห็นภาพวิวสวยๆ หลายรูปของญี่ปุ่น แล้วก็กระตุ้นต่อมอยากให้มากขึ้นรอก่อนนะญี่ปุ่น กำลังเก็บเงินอยู่อีกไม่นานเราคงได้เจอกัน สู้เขาต่อไปทาเคชิ....

ปล. แหมทริปนี้เที่ยวสนุกเพราะวิวสวย บรรยากาศดี หรือคนที่ไปด้วยกันนะ

 

โดย: JasonSจัง!!! 23 ธันวาคม 2555 10:47:31 น.  

 

โปรแกรมน่าสนใจจัง ต้องขอ copy มั่งแล้ว สรุปค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหน่คะ

 

โดย: tuktik IP: 202.28.118.121 25 ธันวาคม 2555 11:26:16 น.  

 

งบประมาณทั้งหมดรวมค่าเครื่องบิน ค่าตั๋ว JR ค่าที่พัก และค่ากิน รวมประมาณ 52,000 บาทครับ

 

โดย: Crackerjack 25 ธันวาคม 2555 22:00:39 น.  

 

เจ๋งมาก อ่านแล้วเหมือนได้เที่ยวเองเลย ไว้มีโอกาสจะตามรอยไปบ้างนะ

 

โดย: :) (Teddy Bear picnic ) 26 ธันวาคม 2555 1:22:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Crackerjack
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Google
Friends' blogs
[Add Crackerjack's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.