Group Blog
 
 
สิงหาคม 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
5 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
แรกเริ่มก่อนเดินทาง



ผมเชื่อว่าคนรักการเดินทางท่องโลกจะมีชื่อ “ประเทศญี่ปุ่น” เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องไปให้ถึงอย่างน้อยสักครั้งแลผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ในตอนแรกจะค่อยเป็นไปแบบซึมลึก ไม่ได้เร่งร้อน แต่รอให้ถึงวันที่พร้อมจริงๆระหว่างนั้นก็ได้แต่เก็บเล็กผสมน้อยเสพภาพงามๆ อ่านข้อมูลและเฝ้าฝันถึงญี่ปุ่นกับตัวเองเงียบๆ


แต่บทจะได้ไปญี่ปุ่นกลับมาแบบปุบปับแทบไม่ทันตั้งตัวโดยก่อนนั้นทราบแต่ว่าเพื่อนผมจองตั๋วเพื่อลุยเดี่ยวเที่ยวญี่ปุ่นไปไงมาไงไม่รู้พอใกล้วันเอ่ยปากชวน ไอ้เราก็ใจง่ายอยู่แล้ว ทันทีที่จบประโยคนั้นความรู้สึกต่อญี่ปุ่นที่ซ่อนลึกอยู่ในใจผุดขึ้นมาเป็นภาพชัดเจนขึ้นๆ นั่งคำนวณความเป็นไปได้เรื่องค่าใช้จ่ายวันลา และแผนการเดินทาง ทุกอย่างดูเข้าเค้าและลงตัวจึงใช้เวลาอันน้อยนิดนั้นเพื่อเตรียมตัวทุกอบ่างแบบเร่งรัด  และเกิดขึ้นเป็นทริป Wintertime is coming in Japan ในครั้งนี้


แผนการเดินทางของเราเริ่มจากลงเครื่องที่สนามบินคันไซที่โอซาก้า เลาะเที่ยวแถบคันไซ คือโอซาก้า เกียวโต แล้วผมแยกไปเที่ยวฮิโรชิมาแล้วกลับมารวมกับเพื่อนมุ่งต่อไปยังทาคายามา ชิราคาวาโก ต่อไปฮาโกเน่ นิกโก้ และปิดท้ายที่โตเกียวและบินกลับจากสนามบินนาริตะ รวมทั้งหมดเป็นเวลา 11 วันหรรษาสุดๆไปเลยคร้าบบบบ 



วันหนาวที่ญี่ปุ่น

จริงๆ ผมไม่ได้กลัวหนาว หรือกลัวหิมะ แต่ก็แอบแปลกใจตัวเอง ที่เดินทางไปประเทศในฝัน แต่ไม่ได้ไปช่วงเวลาในฝันอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะภาพฤดูใบไม้ร่วง ที่เปลี่ยนทั่วบริเวณให้เป็นสีเหลือง ส้ม แดง เป็นฉากหลังให้กับสถาปัตยกรรม และศิลปะรูปทรงญี่ปุ่นต่างหากที่ฝันถึงเสมอ  แต่เมื่อตกกระไดพลอยโจรต้องมาเที่ยวหน้าหนาวแบบนี้ เลยพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นภาพหิมะในขณะที่ร่วมหล่นเป็นปุยขาวๆ จากท้องฟ้าเลย เอาล่ะ เหตุผลดูเข้าท่า เอาเป็นว่าผมเลยตั้งเป้าหมายการเดินทางคราวนี้คือเป็นทริปตามหาหิมะแทนซะเลย

ข้อดีของการเที่ยวหน้าหนาว คือการได้เห็นญี่ปุ่นในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เมืองจะแปรสภาพเป็นสีขาวทั่วบริเวณ คนเมืองร้อน(สุดๆ)อย่างผมถือว่านั่นเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ และประทับในความทรงจำอย่างสุดซึ้งทีเดียว แต่ข้อเสียก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะเป็นคนเมืองร้อนอีกนั่นแหละ ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพเร็วที่สุด เพราะอากาศที่เจอมันหนาวมากกกกก เรียกว่าหนาวสุดขั้ว วิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมที่สุด ลองจอน เสื้อกันหนาวหลายๆ ชั้น หมวก ถุงมือ รวมถึงแว่นกันแดดเพื่อกันแสงแดดที่สะท้อนหิมะล้วนแต่จำเป็นทั้งสิ้น ส่วนที่แก้ไขอะไรไม่ได้มากนั้นคือคือเวลาการท่องเที่ยวหน้าหนาวมันสั้นแบบน่าตกใจ เพราะสี่โมงห้าโมงเย็นก็ดูมืดค่ำ การเที่ยวแต่ละวันจึงสิ้นสุดเร็วกว่าหน้าอื่นๆ แอบรู้สึกเสียเปรียบเรื่องเวลาการเที่ยวยังไงไม่รู้ แต่มาถึงขั้นนี้ถอยไปก็เท่านั้น ยอมรับสภาพและลุยเที่ยวใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า



Japanese Novel 

ขอเท้าความสักเล็กน้อย ช่วงหลายปีมานี้ ผมเรียกว่าบ้าอ่านหนังสือแปลจากญี่ปุ่น โดยเน้นหนักพวกบรรดาหนังสือลึกลับ ฆาตกรรมซ่อนเงื่อน ยิ่งช่วงก่อนหน้าที่ค่าย  bliss จะปิดตัวไป มีหนังสือประเภทนี้กระหน่ำออกมาไม่ขาดสาย ผมก็กระหน่ำซื้อ กระหน่ำอ่านอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกัน ผมกล้าพูดได้ว่าผมมีหนังสือแนวมากว่า 80% ของที่วางวางขายนั่นเลยละครับ  ไล่มาตั้งแต่นิยายสยองขวัญ  "RING" , แนวฆาตกรรมแนวจิตป่วงของโอตสึ อิจิ , แนวจิตวิทยาหลอนๆ ของมิยาบิ มิยูกิ , ฆาตกรรมแนวรันทดหดหู่ แฝงปรัชญาล้ำลึก ที่มักเอาช่วยฆาตกรทุกทีของ เคโงะ ฮิงาชิโนะ หรือแนวเบาสมองอย่าง มิเกะเนโะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ ของอะคากาวา จิโร ก็ล้วนแต่เป็นเล่มโปรดทั้งนั้น แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกินคำว่าประทับใจไปแล้ว เพราะมันเป็นความผูกพัน คือหนังสือชุด "คินดะอิจิ ยอดนักสืบ" ของโยโคมิเซะ เซชิ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าเป็นหนังสือแปลญี่ปุ่นที่ได้รับความสำเร็จมากชุดหนึ่ง มีแฟนตามอ่านล้นหลาม หนังสือชุดนี้จึงออกเรื่อยมาตลอดระยะเวลาหลายปีถึงวันนี้ก็กว่ายี่สิบเล่มไปแล้ว


นั่นคงเพียงพอที่จะทำให้ คินดะอิจิ เป็นตัวละครที่อยู่ในความทรงจำ และคุ้นเคยมากที่สุดตัวหนึ่งสำหรับผม เพราะนักสืบไม่มีมาด แต่ฉลาดสุดๆ แถมไปอยู่ที่ไหนมักเกิดเหตุฆาตกรรมตามพี่แกไปตลอดซะงั้น ทำให้ผมเป็นแฟนเหนียวแน่น แม้ว่าพออ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เริ่มรู้สึกจับทางได้และความสนุก ตื่นเต้นก็ลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อมีการออกตอนใหม่ก็หยุดตัวเอง ห้ามตัวเองไม่ให้ซื้อไม่ได้อีกเหมือนกัน ตรงกันข้ามถ้าหาไม่เจอเข้าขั้นร้อนรน เหมือนจะลงแดงขนาดนั้นเลย 555...
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ได้อ่าน คินดะอิจิ ยอดนักสืบ และนวนิยายแปลจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีสิ่งหนึ่งที่ผมซึมซับเรื่อยมา และรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศของความเป็นอยู่ของญี่ปุ่นทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน จากหนังสือทำให้ผมเห็นภาพบ้านเรือน ภาพสังคม ความเป็นอยู่ อาหารการกิน ยิ่งได้เห็นภาพจากสื่อต่างๆ เหมือนมันต่อกันติดในเวลาอันรวดเร็ว และบรรยากาศที่ผมหลงใหลอยากสัมผัสที่สุดกลายเป็นจากเรื่องคินดะอิจิ ที่แม้จะไม่น่าจะหลงเหลือในญี่ปุ่นอีกแล้ว เพราะเนื้อเรื่องที่ย้อนยุคไปช่วงหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามหมาดๆ บ้านเรือน ความทันสมัย การแต่งเนื้อแต่งตัวจึงยังเป็นแบบโบราณอยู่ แต่ก็มากพอให้อยากไปเห็นภาพญี่ปุ่นของจริงอยู่ดี



ญี่ปุ่นภาคโหดๆ

“ฮิงาชิโนะ เคโงะ” เป็นนักเขียนอีกคนที่ทำให้ผมติดหนึบกับหนังสือของเขา นักเขียนคนนี้ถือเป็นอัจฉริยะในแง่การผูกเรื่องสำหรับผมจริงๆ นิยายส่วนใหญ่ของเค้าจะเป็นแนวสืบสวนสอบสวน แต่ใส่ความเป็นมนุษย์ให้ตัวละครแบบน่าเชื่อว่ามีอยู่จริง และเกือบทุกเรื่องของเค้า มักมีเรื่องเซอร์ไพรซ์ให้ผมหน้าหงายมาแล้วทั้งนั้น แต่หน้าหงายแบบ...  เอ่อ... คิดได้ไงฟะเนี่ย

แต่เล่มที่สุดยอดสำหรับผมชื่อเรื่อง “รักลวงตาย” ครับ และเป็นเล่มที่ได้รางวัลในญี่ปุ่นมากมาย แถมมีการสร้างเป็นซีรีย์ในชื่อเนื่อ “Galileo” มาแล้ว ถ้าใครเป็นแฟนซีรีย์ญี่ปุ่นน่าจะคุ้นเคยดี


ส่วนอีกเล่มของนักเขียน .... ชื่อเรื่อง “OUT คดีฆ่าหั่นศพ “ ก่อนหน้าที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ภาพส่วนของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในหัวจะออกมาโทนสวยงาม บ้านเรือนน่าอยู่ บรรยากาศสวยงาม ผู้คนน่ารัก.... พอมาอ่านนิยายเรื่องนี้เหมือนถูกตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง แต่ทำให้เราจะเข้าใจได้ดีขึ้นว่าภาพทุกภาพมักมีสองด้านเสมอ เนื้อหาและบรรยากาศเรื่องมีทั้งความหดหู่ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด แม้ในประเทศที่เรามองว่าสวยงามอย่างญี่ปุ่น ตัวละครส่วนใหญ่ทั้งเรื่องเป็นชนชั้นแรงงานของญี่ปุ่น คนตกงาน แม้แต่แรงงานต่างด้าว เนื้อเรื่องที่เข้มข้น สนุกแต่หดหู่ชะมัด ที่สำคัญทำให้เราไม่มองภาพญี่ปุ่นให้สวยงามเกินจริง ก่อนที่จะได้เห็นด้วยตา



บทเรียนสำคัญ กับเรื่องรองเท้า

เหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่มารู้ซึ้ง และได้รับบทเรียนอย่างสาสมเอาตอนที่สายซะแล้ว เป็นเพราะผมประเมินการเดินเที่ยวญี่ปุ่นไว้ต่ำไป !! ... ด้วยความที่อ่อนประสบการณ์ด้านเที่ยวญี่ปุ่น ก่อนไปแค่เตรียมใจว่าต้องเดินเยอะหน่อย แต่เอาเข้าจริงกลับต้องเดินเยอะกว่าที่คิดไว้มากมายหลายเท่า ตั้งแต่เดินในสถานีรถไฟเพื่อต่อขบวนอื่น การเดินเพื่อหาทางออก การเดินเพื่อหาที่พัก และเดินเที่ยวที่ต่างๆ ซึ่งถ้าสภาพปกติ แม้มันจะเหนื่อย แต่ก็มีความสุขมาก เพราะเหมือนเราได้เดินเที่ยวเรื่อยๆตอนผมเลือกรองเท้าคิดแค่ว่ามันหนาว ต้องเจอหิมะ เลยเลือกรองเท้าหนังหุ้มข้อ ที่เพิ่งใส่ได้นาน ยังไม่คุ้นเท้า วันแรกๆ ไม่เท่าไหร่ พอเริ่มเข้าวันที่สามเท้าเริ่ม บวมแดง ปวด เจ็บได้ใจ เริ่มเดินประคองๆ เริ่มเดินกระเผลก พอลงน้ำหนักไม่เท่ากันก็ลามไปเจ็บกล้ามเนื้อขา ก่อนจะปวดลามไปทั่ว นี่ถ้าไม่อาศัยใจรักและแรงฮึดคงหมดแรงเที่ยวไปแล้ว (กว่าจะมีโอกาสได้ซื้อคู่ใหม่ก็ล่วงเลยไปช่วงวันที่ 5-6 ของทริปเลย)  มีช่วงก่อนเปลี่ยนรองเท้า ลืมอาย ลืมหนาวหมดสิ้น จัดการใส่ถุงเท้า แล้วลากสลิปเปอร์จากโรงแรมขึ้นชินคันเซนจากโอซาก้าจนถึงทาคายามามาแล้ว เย็นเท้าไม่เท่าไหร่ แต่คนมองนี่สิ 555  
....ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเอง !!! .....



JR pass

ช่วงมึนที่สุดสำหรับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่นของผม การคำนวณค่าเดินทางโดยรถไฟคงถือเป็นอันดับต้นๆ แน่ๆ หลังจากพยายามอ่านข้อมูลมากมาย รวมทั้งคนแนะนำว่าหากไม่ได้เดินทางไกลมากลองศึกษาเส้นทางดีๆ อาจจะไม่ต้องซื้อตั๋ว JR Rail Pass ก็ได้ จะประหยัดไปได้เยอะ ซึ่งผมว่าจริง แต่ดูวี่แววของตัวเองแล้ว มีความสามารถพิเศษในงานมั่ว งง หลงทิศตลอด แถมมีความตื่นตูมไร้สติทุกครั้งที่เกิดตกอยู่ในอาการหลงทาง จึงคิดว่า JR pass น่าจะช่วยตัดความกังกลได้ส่วนหนึ่ง เอาสมาธิที่มีอยู่น้อยๆ ไปขึ้นรถไฟให้ถูกดีกว่า 5555

แต่การที่ผมไป 10 วันตั๋ว 7 วันก็ไม่ครอบคลุม ตั๋ว 14 วันก็เยอะไป แถมแพงอีกต่างหาก ทริปนี้ผมเลยแตก pass ออกเป็นอีกหลายใบ ทั้งแบบเป็นเที่ยวๆ /  Osaka Unlimited Pass / Kansai Thru pass / Hiroshima pass แม้จะค่อนข้างเปลืองแต่เอาให้หลง ให้รู้กันไปเลยสำหรับครั้งแรกนี้ ถ้ามีคราวหน้าก็ไม่น่าจะหลงแล้ว(มั้ง)



Hyperdia – เว็บสามัญประจำทริป

น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเที่ยวญี่ปุ่นจริงๆ ทั้งจากที่ฟังจากเพื่อนๆ และประสบการณ์ตรง ที่เว็บนี้ทำให้การขึ้นรถไฟไปยังสถานที่ต่างๆง่ายขึ้นเป็นกอง นึกภาพไม่ออกเหมือนกันนะครับ ว่าถ้าไปโดยไม่มีเว็บนี้จะออกมายังไง 


และอีกอย่างที่คิดว่ามีได้ใช้ประโยชน์คือเน็ทผ่านมือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรมมิ่ง Pocket Wifi หรือการหาซิมที่โน่นใช้ นอกจากจะเช็คตารางรถไฟแล้ว อาจได้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน อย่างตอนที่พวกเราไป มีช่วงพลัดหลงกัน ยังดีที่เพื่อนเปิดโรมมิ่งจากเมืองไทยไป ไม่งั้นการเที่ยววันนั้นของเราเห็นท่าจะดูไม่จืดแน่ๆ



เมื่อถึงวันเดินทาง

เที่ยวบินที่ไปคราวนี้ ไฟล์ 08.30 แถมมีคนฝากไปรับของที่ Duty Fee อีกต่างหาก ทำให้ต้องเดินทางออกจากบ้านแต่เช้ามาก เพื่อนที่ถึงก่อนโทรมาให้ทำใจตั้งแต่ระหว่างนั่งรถไปสนามบินว่าแถวเช็คอินยาวมากถึงมากที่สุด กว่าจะเรียบร้อยเล่นเอาต่อแถวจนเมื่อย รู้สึกที่ดีใจที่เผื่อเวลาไว้เยอะ

ระหว่างนั่งรอที่เกทเพื่อขึ้นเครื่องได้แต่นึกว่า ถึงเวลาที่เราจะได้เจอกันสักทีนะญี่ปุ่น อีกประมาณหกชั่วโมงข้างหน้าภาพฝันต่างๆที่เกี่ยวกับประเทศนี้จะถูกทำให้เป็นจริงแล้ว ตื่นเต้นแทบรอไม่ไหวแล้วล่ะครับ ...















Create Date : 05 สิงหาคม 2555
Last Update : 2 เมษายน 2557 13:34:54 น. 6 comments
Counter : 2148 Pageviews.

 
น่าเที่ยวมากๆ


โดย: ความรักสีจาง วันที่: 5 สิงหาคม 2555 เวลา:17:51:08 น.  

 
ผูกพันธ์กับญี่ปุ่นมากเหมือนกันค่ะ ยังไม่เคยไปเลยสักครั้ง
แต่คิดว่าในชีวิตต้องไปให้ได้ค่ะ ^ ^


โดย: annabet วันที่: 5 สิงหาคม 2555 เวลา:20:33:34 น.  

 
@ ความรักสีจาง เป็นอีกนึ่งแห่ง ที่ไปเที่ยวแล้วประทับใจมากๆ ครับ

@ annabet จริงครับ ก่อนหน้านี้ก็คิดตลอด พอได้ไปแล้วอยากไปอีก อิอิ..


โดย: cold river วันที่: 5 สิงหาคม 2555 เวลา:22:15:48 น.  

 
ว้าว...อยากอ่านต่อแล้วนะคะ คุณเดี่ยวแวะมาอัพบ่อยๆ นะคะ ^^


โดย: Yai Klong_Tour Rai วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:17:20:30 น.  

 
เลิกเที่ยว แล้วมา up blocg ได้แล้วล่ะ คุณหนาวน้ำ


โดย: Grabong IP: 124.121.63.15 วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:23:51:42 น.  

 
กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น แล้วจะไปทาคายามาด้วย เลยมีโอกาสที่คุณโพสต์ไว้ใน BP แต่อยากตามมาเม้นที่ blog มากกว่า อ่านแล่วสนุกมากคะ ชอบที่ไปถ่ายรูปกับคุนป้าเจ้าของร้านอะ น่ารักดี เป็นมิตรภาพที่ดีมากๆของการท่องเที่ยว กดไลค์เลยคะ


โดย: dek_wis IP: 27.55.165.226 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2555 เวลา:0:52:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

cold river
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add cold river's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.