cirkit
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 
กลยุทธ์การเก็งกำไร

กลยุทธ์การเก็งกำไร ข้อที่ 1-4
ต่อจากบทความตอนที่แล้ว เรื่องบนนำกลยุทธ์การเก็งกำไร ซึ่ง นักลงทุน หลายท่านชื่นชอบ ดังนั้นผมจึงสรุปหัวข้อเกี่ยวกับกลยุทธ์การเก็งกำไร มาให้ ซึ่งมีถึง 12ข้อ แต่วันนี้จะขอนำเสนอ ข้อที่ 1-4ก่อน โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าท่านหลายคนอาจจะกลัว เรื่องการเก็งกำไร แต่หากท่านสามารถเข้าใจ เรื่องความเสี่ยงแล้ว ท่านก็จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน เพราะไม่มีผู้ประสบความสำเร็จคนใด ได้ความสำเร็จ มาโดยไม่เคยเสี่ยง
โดยท่านสามารถหา อ่านหนังสือแปล ได้จากเรื่อง "กลยุทธ์การเก็งกำไร" ซึ่งแปลโดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ



ข้อ 1. เรื่องของความเสี่ยง
“ความวิตกกังวลไม่ใช่ความเจ็บป่วย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสุขสมบูรณ์ ถ้าหากว่าคุณยังไม่มีความวิตกกังวลแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่ได้เผชิญกับความเสี่ยงที่มากพอ”
1.1 จงเล่นเพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอเท่านั้น
1.2 จงหลีกเลี่ยงการกระจายความเสี่ยง
การกระจายความเสี่ยงมีข้อเสียใหญ่ๆ ด้วยกันสามประการคือ
การกระจายความเสี่ยงขัดกับหลักรองข้อ1 ซี่งกล่าวว่าคุณควรเล่นเพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองถ้าหากคุณตั้งต้นด้วยเงินทุนที่น้อยแล้ว การกระจายความเสี่ยงก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิมอีก
การกระจายความเสี่ยงทำให้ผลกำไรและขาดทุนของหลักทรัพย์แต่ละตัวลบล้างกันไป ผลก็คือคุณจบลงที่จุดตั้งต้น
การกระจายความเสี่ยงทำให้คุณกลายเป็นนักเล่นกลที่พยายามโยนลูกบอลขึ้นไปในอากาศมากลูกเกินไปในเวลาเดียวกัน หากคุณมีลูกบอลถึงหนี่งโหลลอยอยู่ในอากาศพร้อมกัน โดยที่ครึ่งหนึ่งทำท่าว่าจะวิ่งเฉไปทางอื่นแล้ว โอกาสที่คุณจะแก้ไขสถานการณ์คงเป็นไปได้ยาก และอาจพลอยทำให้บอลที่เหลือตกพื้นไปหมดด้วย

ข้อ 2. เรื่องของความโลภ
“จงฉวยกำไรโดยเร็วที่สุด ทำไมถึงต้อง “เร็วที่สุด” ด้วย? เพราะคุณควรจะหยุดเล่นและเก็บเงินเข้ากระเป๋าก่อนที่โชคของคุณจะหมดไปซิ จงอย่าพยายามเล่นจนเฮือกสุดท้าย เพราะโอกาสที่คุณจะเป็นผู้ชนะจนถึงจุดนั้นคงเป็นไปได้น้อยมาก จงอย่ากังวลว่าโชคของคุณจะยังคงดีติดต่อกันอีกนานหรือไม่ เพราะคุณไม่มีโอกาสที่จะทราบว่าโชคครั้งสุดท้ายของคุณในวันนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร ขอให้เอากำไรใส่กระเป๋าและเลิกเล่นจะดีกว่า”
2.1 จงตัดสินใจก่อนว่าคุณต้องการทำกำไร และจงเลิกเล่นทันทีที่คุณทำได้ตามเป้านั้น
ในโลกแห่งการพนันหรือการเสี่ยงโชคนั้น คุณไม่สามารถมองหาจุดหมายปลายทางได้ คุณจะต้องเป็นผู้กำหนดจุดหมายปลายทางของคุณเองเท่านั้น จริงอยู่มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนส่วนใหญ่ และหลายคนได้มองข้ามจุดนี้ไปโดยสิ้นเชิง แต่คุณจำเป็นต้องฝึกหัดตนเองเอาไว้ เพราะมันคือเครื่องมือที่จำเป็นอย่างหนึ่งในการเก็งกำไรของคุณ ขอให้คุณปลูกฝังนิสัยนี้เอาไว้ และทันทีที่คุณบรรลุถึงเป้าหมาย ขอให้คุณเลิกเล่นทันที เว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งต้องเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างเกิดขึ้นและทำให้คุณมั่นใจว่าคุณจะยังคงเป็นผู้ชนะไปอีกระยะ จึงจะยังไม่เลิกเล่น


ข้อ 3. เรื่องของความหวัง
“ถ้าเรือกำลังจะล่ม อย่ามัวแต่สวดภาวนา ให้กระโดดลงน้ำทันที”
การรู้จักหลบเลี่ยงจากเหตุการณ์ที่เลวร้าย ถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะฝีกสอนกันได้ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนๆหนึ่งแตกต่างจากคนที่เหลือ บางคนถึงกับกล่าวว่าการรู้จักทางหนีทีไล่เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของนักเก็งกำไร หรือนักการพนัน
การที่นักเก็งกำไรไม่รู้จักกระโดดออกจากเรือที่กำลังจะจมโดยเร็วเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้พวกเขาเสียเงินมากกว่าเหตุผลอื่นและเป็นเหตุผลที่ได้ทำให้นักเก็งกำไรน้ำตาตกกันมามากต่อมากแล้ว ขอให้สังเกตคำพูดให้ดีว่า “เรือกำลังจะจม” จงอย่ารีรอเรือจมไปแล้วครึ่งลำจึงค่อยกระโดดหนี
การตัดสินใจที่จะกระโดดออกจากเรือนั้นจะมีอุปสรรคอยู่ด้วยกัน 3 ประการ

อุปสรรคข้อแรก คือ ความกลัวว่าจะผิดหวัง กลัวว่าหุ้นที่คุณขายทิ้งจะมีราคาสูงขึ้นอีก และทำให้คุณพลาดโอกาสทองไป
อุปสรรคข้อสอง คือ คุณจะขาดทุนทุกครั้งที่คุณใช้หลักใหญ่ข้อ 3 หลายคนจะรู้สึกเจ็บใจต่อการขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคุณจะเจ็บใจน้อยลงเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง
อุปสรรคข้อสาม คือ มนุษย์เรามักปากแข็งและไม่ยอมรับว่าตนเองทำผิด เพราะฉะนั้นคุณจะต้องยอมรับให้ได้เสียก่อนว่าคุณได้ทำผิดหรือคาดการณ์ผิดไปแล้ว ในกรณีที่คุณพลาดจริงๆ
3.1 จงถือว่าการสูญเสียเล็กๆน้อยๆ เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตและจงเตรียมพร้อมกับการสูญเสียเล็กน้อยหลายๆครั้ง ก่อนที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลในวันข้างหน้า
โดยความเป็นจริงแล้ว คุณควรจะยินดีกับการสูญเสียเล็กๆน้อยๆบ้าง เพราะมันจะช่วยป้องกันมิให้คุณสูญเสียเงินก้อนใหญ่ในภายหลัง จงฝึกนิสัยการรู้จักสูญเสียเล็กๆน้อยๆเอาไว้ ถ้าหากลงทุนในหลักทรัพย์ชนิดหนึ่งไม่สัมฤทธิ์ผลแล้ว ก็ขอให้ลองกับหลักทรัพย์ชนิดใหม่ จงอย่าได้นั่งอยู่เฉยๆในเรือที่กำลังจะจมน้ำเพราะคุณจะพาลจมน้ำไปพร้อมกับเรือด้วย ใครก็ตามที่ไม่เข้าใจหลักนี้ย่อมเป็นนักเสี่ยงโชคที่ดีไม่ได้


ข้อ 4. เรื่องของการพยากรณ์
“คุณไม่สามารถทำนายพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ดังนั้นจงอย่าหลงเชื่อใครก็ตามที่อ้างว่ามองเห็นอนาคต”
เพราะไม่มีใครที่สามารถทำนายอนาคตได้ ไม่ว่าอนาคตนั้นจะใกล้เพียงหนึ่งวันหรือไกลเป็นปีสองปีก็ตาม ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนแล้ว ขอให้คุณเลิกฟังคำทำนายทั้งหมด และที่สำคัญที่สุด คือ อย่าขอคำแนะนำจากนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ตลาด หรือนักการเมืองหน้าใดทั้งนั้น เพราะตลาดหุ้นคือที่รวมความรู้สึกของมนุษย์จำนวนมาก ราคาของหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มนุษย์คิด ทำและรู้สึก ราคาหุ้นของบริษัทหนึ่งๆไม่ได้ขยับสูงขึ้นเนื่องจากตัวเลขในงบการเงินเปลี่ยน หากแต่เกิดจากการที่มนุษย์คิดว่าอนาคตของบริษัทจะดีขึ้นต่างหาก
ตอนที่ 3 บทความกลยุทธ์การเก็งกำไร ข้อ 5-8


ตอนที่ 3 บทความกลยุทธ์การเก็งกำไร ข้อ 5-8 นั้น มีหัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งหลักการโดยรวมแล้วบอก ให้เรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอนตายตัว ดังนั้นจงอย่ายึดติด อย่าติดกับกรอบความคิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น หรืออย่างนี้ ตามจินตนาการของผู้คิด ดังนั้นสรุปได้ว่า ควรจะต้องมีวิจารณญาณ และความคิดเป็นของตัวเอง ถึงจะสามารถประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรได้



ข้อ 5. เรื่องของความมีระเบียบ

“ความสับสนไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่ถ้าเมื่อใดมันกลายเป็นความมีระเบียบแล้ว ก็ขอให้ระวังให้ดี”

ทุกคนต้องการได้สูตรหาเงินทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสูตรราคาหุ้น ราคาทอง ฯลฯ แต่น่าเสียดายที่ว่าในโลกนี้ไม่มีสูตรที่ถูกต้อง สาเหตุก็เพราะว่าโลกแห่งการเงินเป็นโลกที่ไม่มีระเบียบและเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย จริงอยู่ความมีระเบียบอาจปรากฎให้เห็นเป็นครั้งคราวบ้างเหมือนกับความมีระเบียบของก้อนเมฆบนท้องฟ้า แต่นั่นก็เป็นปรากฏการณ์ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ดังนั้นการอิงแผนงานสำคัญกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างมาก ความมีระเบียบเป็นภาพลวงตา ซึ่งสามารถหลอกคนมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่ถ้าเป็นนักลงทุนที่ฉลาดจริงๆพวกเขาจะไม่ในใจความมีระเบียบหรือสูตรสำเร็จทั้งหลาย
5.1 “จงระวังกับดักจากประวัติศาสตร์”
กับดักจากประวัติศาสตร์ คือภาพลวงตาแบบหนึ่งที่เกิดจากความเชื่อเก่าๆที่ว่าประวัติศาสตร์มักจะเกิดซ้ำรอยเดิม ผู้ที่มีความเชื่อดังกล่าว (ซึ่งมีกว่า 99 % ของมนุษย์ในโลกนี้) ย่อมเชื่อว่าการที่ประวัติศาสตร์เกิดการซ้ำรอยทำให้การพยากรณ์อย่างแม่นยำเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่จงอย่าหลงเชื่อกับดักนี้เด็ดขาด ถึงแม้ว่าบางครั้งประวัติศาสตร์อาจจะเกิดซ้ำรอยเดิมแต่โดยปกติทั่วไปแล้วมันจะไม่เป็นเช่นนั้น และถึงแม้ว่ามันจะเกิดซ้ำรอยจริงแต่คุณก็จะไม่มีวันพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำว่าเมื่อไรมันจะเกิดขึ้นอีก

5.2 “จงระวังภาพลวงตาจากแผนภูมิ”
การใช้กราฟแทนตัวเลขมีทั้งประโยชน์และโทษ ประโยชน์คือกราฟช่วยให้คุณมองเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าตัวเลขเป็นกองภูเขา แต่กราฟก็มีโทษตรงที่ว่ามันทำให้แนวโน้มมีความน่าเชื่อกว่าความเป็นจริง ภาพลวงตาบนแผนภูมิถือเป็นกับดักทางประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่ง เพราะแผนภูมิที่คุณพิจารณาอยู่อาจจะเป็นภาพเพียงส่วนเดียวก็ได้ ในขณะที่ส่วนที่ขาดไปเป็นข้อเท็จที่คุณได้ละเลยมันไป

5.3 “จงระวังภาพลวงตาจากความสัมพันธ์ชนิดเหตุผล”
สมองของมนุษย์คืออวัยวะที่พยายามแสวงหาความมีระเบียบ เพราะคนเราจะไม่มีความสุขถ้าหากสมองเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง เพราะฉะนั้นถ้าหากมีเหตุการณ์มากกว่าหนึ่งชนิดเกิดขึ้นใกล้เคียงกันแล้ว เรามักจะหาทางเชื่อมเหตุการณ์ทั้งสองให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อขจัดความสับสนในการจดจำหรืออธิบาย การกระทำเช่นนี้อาจทำให้เราได้รับโทษมากกว่าคุณ แต่เราจะไม่คิดเช่นนั้นจนกระทั่งทุกอย่างสายเกินแก้แล้ว

5.4 “จงระวังกับดักของนักการพนัน”
กับดักของนักการพนันก็เป็นภาพลวงตาของความมีระเบียบอีกแบบหนึ่ง ในกรณีนี้ความเป็นระเบียบมิได้อยู่ในเหตุการณ์รอบตัว หากแต่อยู่ในตัวผู้พูดเอง ทุกครั้งที่คุณพูดว่าคุณกำลัง “ดวงดี” หรือรู้สึกว่า “วันนี้คือวันโชคดีของคุณ” นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังปล่อยให้เหตุการณ์แบบสุ่มมีอิทธิพลเหนือความคิดอ่านของคุณ ในโลกแห่งความสับสนนี้ เหตุการณ์ทุกอย่างกำลังผันแปรรอบตัวคุณทุกทิศทุกทาง คุณน่าจะทำตนให้เป็นหุ่นรูปปั้นที่สงบ ไม่หวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วคุณก็จะควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างให้สยบแทบเท้าคุณได้

ข้อ 6. เรื่องของการเคลื่อนย้าย
“จงอย่า งอกรากเพราะมันเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้าย”
ทฤษฎีทางจิตวิทยากล่าวไว้ว่า การไร้ที่พึ่ง(หรือไม่มีรากให้ยึดเกาะ) จัดเป็นสิ่งเดียวกับความกังวล เศร้าโศก และต่างมีผลร้ายต่อสุขภาพจิตทั้งนั้น การไม่รากให้ยึดเกาะก็ไม่ต่างกับการถูกทอดทิ้งให้ลอยล่องอย่างไร้จุดหมาย เพราะเหตุนี้เอง คนหลายคนจึงคิดว่าการมีรากให้ยึดเกาะจึงเป็นเรื่องดีงาม
แต่คุณจะต้องระมัดระวังเรื่องของรากในทางธุรกิจให้ดี การมีรากงอกในทางธุรกิจย่อมเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจทางการเงินอย่างมากและอาจทำให้คุณสูญเสียเงินจำนวนมากๆด้วย ยิ่งคุณอยากเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่มากเท่าไร โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุนก็มีน้อยลงเพียงนั้น
6.1 “จงอย่าติดกับดักของการลงทุนที่ไร้อนาคต เพราะสาเหตุจากความผูกพันและเสียดาย”
บางครั้งคุณก็ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างเงินและราก ถ้าหากคุณสนใจเงิน (ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น) คุณก็ไม่ควรปล่อยให้ตนเองมีความผูกพันกับอะไรก็ตามที่คุณใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และจงอย่าผูกพันกับหุ้นบริษัทด้วย เพราะถ้าคุณผูกพันกับมันคุณจะไม่มีวันทราบล่วงหน้าว่าเมื่อไรจึงควรขาย เพราะฉะนั้นจงอย่าปล่อยให้รากมาเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของคุณ
6.2 “ถ้ามีการลงทุนใหม่ที่น่าสนใจกว่า ก็ขอให้ลืมของเก่าเสีย”
จงอย่าผูกพันกับสิ่งของ แต่ให้ผูกพันกับคนก็พอแล้ว เพราะการที่คุณมีความผูกพันกับสิ่งของจะทำให้ความสามารถในการเคลื่อนย้ายถ่ายเททรัพย์สินลดลงอย่างมาก อย่าลืมว่าถ้าหากคุณมีโอกาสดีเมื่อไร คุณจะต้องตัดสินใจกระทำโดยเร็ว ถ้าหากคุณมีรากงอกแล้ว ประสิทธิภาพของความเป็นนักเก็งกำไรของคุณก็จะลดลงไปด้วย


ข้อ 7. เรื่องของลางสังหรณ์
“จงเชื่อลางสังหรณ์ ถ้าหากมันมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ”
ถ้าหากคุณเกิดลางสังหรณ์ สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ ถามตนเองก่อนว่า ในสมองของคุณมีข้อมูลพอที่จะสร้างลางสังหรณ์หรือเปล่า ถึงแม้ว่าคุณอาจไม่ทราบคำตอบหรือไม่ทราบแน่นอนวาเป็นข้อมูลประเภทไหน ก็ให้ถามตนเองดูให้ชัดว่ามันจะเป็นไปได้ไหมที่ข้อมูลดังกล่าวมีตัวตนอยู่? เหตุผลที่คุณจำเป็นต้องทดสอบลางสังหรณ์ก็เพราะ ในบางครั้งคุณอาจมีลางสังหรณ์ผลุบขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งลางสังหรณ์ประเภทนี้ก็คงไม่ต่างจากความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอะไรก็ตาม ขอให้อย่าลืมหลักการข้ออื่นๆด้วย ไม่ว่าคุณจะมีลางสังหรณ์ที่ดีขนาดไหนก็ตาม จงอย่ามีความเชื่อมั่นตัวเองมากจนเกินไป จงกังวลเหมือนเดิม ลางสังหรณ์ถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการเก็งกำไร แต่มันก็ไม่ใช่สูตรที่ประกันความถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะ “สูตรสำเร็จในการทำกำไร ไม่มีในโลก”
7.1 “จงอย่าสับสนระหว่างลางสังหรณ์กับความหวัง”
ทุกครั้งที่เกิดลางสังหรณ์ในสิ่งที่คุณต้องการให้เกิดแล้ว คุณควรสงสัยลางสังหรณ์นั้นเสียก่อน นั่นมิได้หมายความว่าลางสังหรณ์เช่นนี้จะผิดทุกครั้งไป แต่คุณควรใช้วิจารณญาณตรึกตรองให้รอบคอบมากกว่าปกติก่อนที่จะสรุปอะไรลงไป ในทางตรงกันข้าม คุณควรจะเชื่อลางสังหรณ์ที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณต้องการ มากกว่าลางสังหรณ์ที่คุณต้องให้เกิด


ข้อ 8. เรื่องของศาสนาและความลี้ลับ
“พระเจ้าคงไม่มีแผนที่จะทำให้คุณรวย รวมอยู่ในแผนการสร้างจักรวาลอย่างแน่นอน”
คุณไม่สามารถสวดมนต์ให้ตนเองร่ำรวยได้ และถ้าหากมีเรื่องเงินอยู่ในตอนสวดมนต์ภาวนาด้วยแล้ว โอกาสที่คุณจะสวดมนต์จนตนเองยากจนลงดูเหมือนจะมีมากกว่า จงอย่าบนบานพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการบันดาลให้คุณร่ำรวย เพราะคุณอาจยากจนลงกว่าเดิมก็ได้ เพราะฉะนั้นจงอย่าได้ไหว้วานให้พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้คุณร่ำรวยเลย เพราะการกระทำเช่นนี้จะไม่มีส่วนช่วยการเก็งกำไรของคุณแต่อย่างใด
8.1 “ถ้าโหราศาสตร์ใช้ได้จริง หมอดูทุกคนก็คงรวยไปนานแล้ว”
หลักรองข้อนี้กล่าวว่าถ้าโหราศาสตร์ใช้ได้จริง หมอดูทุกคนก็คงรวยไปนานแล้ว หรือพวกที่เชื่อไพ่หมอดูทุกคนก็คงรวยหมดแล้ว คนเราทุกคนมีสิทธิ์โชคดีได้ครั้งหรือสองครั้งเสมอ ดังนั้นคำพยากรณ์บางครั้งอาจถูกได้ แต่ไม่เสมอไป ซึ่งถ้าต้องการพิสูจน์ให้ถ่องแท้ว่าไพ่หมอดูหรืออะไรทำนองนี้ว่าทำเงินได้จริงหรือเปล่า ก็ขอให้ดูจากความสม่ำเสมอในการทำนายได้ถูกต้อง
8.2 “จงอย่าเชื่อถืออำนาจลี้ลับ แต่จงสนุกกับมันเป็นครั้งเป็นคราวและให้จังหวะที่เหมาะสม”
โอกาสที่คุณจะใช้ความเชื่อถือในอำนาจลี้ลับให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารเงินทองของคุณก็มีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีโอกาสหนึ่งและคุณสามารถหาจังหวะได้ไม่ยากนัก แต่ขอเน้นว่ามีเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น เพราะโอกาสอื่นยอมนำคุณสู่หายนะไม่ช้าก็เร็ว และโอกาสที่ว่านี้ก็คือโอกาสที่คุณไม่มีทางใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังก็คืออย่าให้ความเชื่อเหล่านี้มีอิทธิพลต่อคุณมากเกินไป ให้มีเพียงเล็กน้อยก็พอ

ตอนที่ 4 บทความกลยุทธ์การเก็งกำไร ข้อ 9-12 (ตอนจบ)
มาถึงตอนสุดท้าย สำหรับกลยุทธ์การลงทุน กันแล้วนะครับ ซึ่งใน4 ข้อสุดท้ายนี้ จะพูดถึง เรื่องสติกับการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ ครับ เพราะฉะนั้นต้องไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป มองในแง่ดีเท่านั้น ส่วนเรื่องความคิด ก็ต้องไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ หรือเก็งกำไรตามคนส่วนใหญ่ เพราะ จังหวะการลงทุนที่ดี ก็คือซื้อหุ้นตอนที่ไม่มีคนอยากซื้อ และกฎการเก็งกำไรข้อสุดท้าย ครับน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะพูดถึงเรื่องการวางแผนการลงทุน ทึ่ให้นักเก็งกำไรหลีกเลี่ยงการลงทุนในระยะยาว เพราะ เราไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร



ข้อ 9. เรื่องของทัศนคติมองโลก
“การมองโลกในแง่ดีคือความหวังที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดบังเกิดขึ้น ในขณะที่ความมั่นใจคือความรู้ตัวว่าจะสามารถรับกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ จงอย่าตัดสินใจโดยอาศัยการมองโลกในแง่ดีแต่เพียงอย่างเดียว”
หลักการข้อนี้กล่าวว่าคุณไม่ควรตัดสินใจโดยอาศัยทัศนคติมองโลกในแง่ดีเท่านั้น ก่อนที่คุณจะลงทุนขอให้ถามตนเอง ก่อนว่าทางออกของคุณคืออะไรถ้าหากทุกอย่างผิดพลาด และเมื่อใดก็ตามที่คุณทราบคำตอบนี้ล่วงหน้า คุณจะมีอะไรบางอย่างที่ดีกว่าการมองโลกในแง่ดี หรือเหนือกว่าคนทั่วไปมาก นั่นคือความมั่นใจในตนเอง

ข้อ 10. เรื่องของเสียงส่วนใหญ่
“จงอย่าฟังเสียงส่วนใหญ่ เพราะมันอาจจะผิดก็ได้”
เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของหลักการนี้คือ จงอย่าเชื่อเรื่องที่คนอื่นเล่าให้ฟัง จนกว่าคุณจะได้มีโอกาสคิดเองให้รอบคอบเสียก่อน จริงอยู่ที่คนส่วนใหญ่อาจจะถูก แต่โอกาสดังกล่าวก็เป็นไปได้น้อย ขอให้คุณอย่าเชื่อคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ โดยไม่มีการวินิจฉัยด้วยตนเอง ขอให้พิจารณาดูให้ถ่องแท้เสียก่อนและอย่ายอมให้เสียงส่วนใหญ่ปั่นหัวคุณเล่นได้

“จงอย่าเก็งกำไรตามคนส่วนใหญ่ ในหลายๆครั้งจังหวะที่เหมาะแก่การซื้อมากที่สุดคือเมื่อทุกคนไม่ต้องการซื้อ”
คุณควรจะดื้อรั้นและต่อต้านแรงกดดันของเสียงส่วนใหญ่ อย่าปล่อยให้ตนเองยินยอมกับตลาดเสมอ ขอให้ศึกษาสถานการณ์ด้วยตัวคุณเองให้ดี พยายามคิดวิเคราะห์ด้วยสมองคุณเอง และคุณอาจจะพบว่าคนส่วนใหญ่อาจผิดก็ได้เหมือนกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนใหญ่จะผิดเสมอไป ถ้าคนส่วนใหญ่พูดถูก คุณก็ต้องคล้อยตามพวกเขา หลังจากตรึกตรองดูแล้ว โดยสรุปแล้วไม่ว่าคุณจะตัดสินใจในเรื่องอะไร ขอให้คุณคิดอย่างอิสระด้วยตัวเองเสียก่อน อย่าไปสนใจเสียงหมู่มาก

ข้อ 11. เรื่องของความดื้อรั้น
“ถ้าผลลัพธ์ครั้งแรกไม่คุ้มค่า ก็ขอให้ลืมครั้งต่อไปเสีย”
ถ้าหากคุณลงทุนในหลักทรัพย์หรือศิลปวัตถุแล้วเกิดขาดทุนขึ้นมา คุณจะไปตีโพยตีพายว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็น “หนี้” คุณ ย่อมเป็นเรื่องเหลวไหล ผิดหลักตรรกวิทยา และยิ่งถ้าคุณมีความคิดผิดๆเช่นนี้ฝังลึกเท่าใด โอกาสที่คุณจะไล่ตามและเสียเงินเพิ่มก็มีมากขึ้นเท่านั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องได้กำไรจากหลักทรัพย์ที่คุณเสียไป เพราะกำไรที่คุณได้ย่อมเหมือนกันหมด ไม่ว่าจากหลักทรัพย์ตัวใดก็ตาม เพราะเงินก็คือเงินนั้นเอง
เหตุผลที่คนเราดื้อดึงนั้นคงเกิดจากอารมณ์เดือดปนกับความแค้น และความต้องการเอาชนะในสิ่งที่เสียไป ทำให้จิตใจของคุณวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปอย่างน่าเสียดาย คุณจำเป็นต้องบังคับมิให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ให้ได้

“จงอย่าพยายามบรรเทาความเสียหายของการลงทุนที่พลาดไปแล้ว ด้วยการเฉลี่ยความเสียหายให้น้อยลง”
การซื้อเฉลี่ยต้นทุน เป็นการกระทำที่โง่เขลาและหลอกลวงตนเอง เพราะการที่หุ้นได้ปรับลดลงมา ณ ระดับหนึ่งจะต้องมีสาเหตุอะไรอยู่เบื้องหลัง คุณน่าจะศึกษาหาสาเหตุที่ว่านี้ให้ได้ ซึ่งในที่สุดคุณก็อาจพบว่าบริษัทนี้กำลังเผชิญกับมรสุมเลวร้าย ผลกำไรตกต่ำ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมคุณจึงซื้อหุ้นบริษัทนี้เพิ่มล่ะ?
ทุกครั้งก่อนที่คุณจะซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อเฉลี่ยค่าความเสียหายต่อหุ้นลงนั้น ขอให้คุณลองถามตนเองก่อนว่า บริษัทนี้ดีพอที่คุณจะลงทุนเพิ่มแล้วหรือ? ถ้าหากคำตอบของคุณคือ “ไม่” ก็จงอย่าทุ่มเงิน ลงในหุ้นนี้อีกเลย

ข้อ 12. เรื่องของการวางแผน
“การวางแผนระยะยาวอาจทำให้ผู้วางแผนเข้าใจผิดคิดว่าตนเอง สามารถควบคุมอนาคตได้แล้ว เพราะฉะนั้นจงอย่ายึดถือแผนระยะยาวให้มากจนเกินไป”
การวางแผนคือภาพลวงตาของความมีระเบียบที่จะฝังแน่นกับคุณจวบจนตลอดชีวิต ที่กล่าวว่าเป็นภาพลวงตา เพราะในโลกแห่งการเงินในยี่สิบปีข้างหน้าเป็นโลกแห่งความมืดมนที่ซ่อนอยู่หลังม่านทึบและไม่มีแสงสว่างลอดผ่าน คุณไม่อาจทราบได้เลยว่าเมื่อถึงวันนั้นแล้ว โลกแห่งการเงินยังจะมีอยู่หรือเปล่า? เพราะฉะนั้นจงอย่าทำตามแผนซึ่งอาศัยภาพในอนาคตที่ยาวไกล แต่จงตอบสนองต่อเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจะดีกว่าและถ้าเมื่อใดที่คุณคิดว่ามีโอกาสดีก็ให้รีบลงมือ แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณมองเห็นความน่ากลัว ก็ขอให้รีบกระโดดหนี การวางแผนการเงินระยะยาวชนิดเดียวที่คุณต้องการคือความตั้งใจที่จะร่ำรวยเท่านั้น แต่ว่าจะด้วยวิธีใดโดยเฉพาะนั้นคุณไม่อาจจะทราบได้ ทราบแต่ว่าแผนการของคุณเองก็ควรจะมีความยืดหยุ่นด้วยเช่นกัน

“จงหลีกเลี่ยงการลงทุนระยะยาว”
เพราะคุณไม่มีโอกาสทราบว่าโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร และเมื่อถึงเวลานั้นคุณก็ไม่ทราบว่าโลกเราจะเปลี่ยนไปจนเงินที่คุณได้รับคืนจากการลงทุนระยะยาวจะมีค่าหรือไม่? เพราะฉะนั้นทำไมคุณจึงตัดสินใจมัดตัวเองกับแผนการลงทุนระยะยาวละ? เพราะสิ่งเดียวที่คุณจะทราบได้เกี่ยวกับอนาคตก็คือ เมื่อถึงวันนั้นคุณก็จะรู้เอง ว่าคุณไม่อาจมองเห็นอนาคตได้จากวันนี้ แต่อย่างน้อยคุณย่อมสามารถเตรียมตัวเผชิญหน้ากับโอกาสหรือความท้าทายในวันข้างหน้าได้ ไม่ควรอยู่เฉยๆ และรอให้ทุกอย่างมาถึงประชิดตัว

"การเป็นนักวิเคราะห์ เป็นงานที่หนัก การเป็นนักเก็งกำไร งานหนักกว่ามาก ผู้ที่ชนะในการเก็งกำไรประสบความสำเร็จได้นั้น มักเป็นผู้ที่ยินดีที่จะทำงานหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ ส่วนผู้ที่แพ้ในตลาด คือผู้ที่อยากได้สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด โดยไม่ได้ลงแรงอะไรเลย หวังว่าทุกอย่างเป็นสิ่งสำเร็จรูป"
"หากนักเก็งกำไร ไม่พัฒนาตัวเองไปกับการเปลี่ยนแปลงตลาดที่เกิดขึ้นตลอดเวลานั้น ก็จะอยู่ไม่นาน เพราะไม่มีตรรกของตลาดใดที่ เป็นอย่างเดิมตลอดไป"

*ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.siaminfobiz.com/mambo/index.php/content/view/1609/1/









Create Date : 01 สิงหาคม 2551
Last Update : 3 สิงหาคม 2551 10:21:50 น. 0 comments
Counter : 445 Pageviews.

ลีเปรม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




freedom trader และ ที่ปรึกษาการลงทุน
Friends' blogs
[Add ลีเปรม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.