cirkit
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 

การให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน (Investor Education)

การให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน (Investor Education)

ในหัวข้อนี้ คุณจะได้ทราบเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมากขึ้น ทั้งเรื่องวิธีการทำงานของเรา และเรื่องวิธีการ ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การลงทุนไม่ใช่เรื่องยากเลย คุณเพียง แค่ต้องทำความเข้าใจกับมันให้ถ่องแท้เท่านั้น

ในหัวข้อ ก้าวสู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ คุณจะพบข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เหตุผลที่คุณควร จะเข้ามาลงทุน สินค้าต่างๆ ของเรา และวิธีการลงทุน คุณจะพบคำตอบต่างๆ ได้ที่นี่ โดยก่อนที่จะลงทุน เราขอแนะนำให้ คุณลองศึกษาคู่มือการลงทุนของเราที่มีทั้งในรูปแบบ text, flash เสียก่อน

และโดยเฉพาะในปัจจุบัน ทางสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ได้สร้างมิติใหม่ แห่งการเรียนรู้ โดยพัฒนา หลักสูตร E-Learning ให้กับบุคลากร ที่ปฏิบัติงานในตลาดเงิน ตลาดทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงบุคคลผู้สนใจทั่วไป ในการพัฒนาความรู้ ทักษะและจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ โดยในหลักสูตรได้นำเสนอเนื้อหาด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ และเสียง มีระบบบันทึก ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสามารถลดข้อจำกัดของเวลา สถานที่ และเอื้ออำนวยต่อผู้เรียนที่
มีพื้นฐานความรู้ที่ แตกต่างกัน ให้สามารถเรียนด้วยตนเอง ผ่านทาง Internet ได้


หลังจากที่คุณได้ทราบความรู้เบื้องต้นแล้ว อย่าลืมว่า คุณต้องทำการติดต่อกับโบรกเกอร์ของคุณก่อน ที่จะทำการลงทุน ในหัวข้อ รู้จักกับโบรกเกอร์ คุณจะพบข้อมูลเกี่ยวกับโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อให้คุณได้ทำความคุ้นเคยกับโบรกเกอร์ เช่น บริการต่างๆ และบทบาทของโบรกเกอร์ในการลงทุนของคุณ และวิธีการเลือกโบรกเกอร์

ในการลงทุน ความรู้เรื่องข้อมูลการลงทุนเบื้องต้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน คุณสามารถคลิก เข้าไปที่ ข้อมูลพื้นฐานการลงทุน เพื่ออ่านข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการลงทุนที่คุณมักจะพบบ่อยๆ ในรายงานเกี่ยวกับภาวะ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และการอภิปรายต่างๆ

ในหัวข้อ ความเสี่ยงและผลตอบแทน คุณจะพบข้อมูลเกี่ยวกับหลักการเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน อย่าลืมว่าการลงทุน มีความเสี่ยง และคุณก็คงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็ย่อมสูง" ในหัวข้อนี้ คุณจะพบวิธีการลดความ เสี่ยง และทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและข้อควรระวังในการ ลงทุนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เรายังตระหนักดีว่าการคุ้มครองผู้ลงทุนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน และการเติบโตของ ตลาดการคุ้มครองผู้ลงทุนดังกล่าวนับว่าเป็นการรวมเอามาตรการต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน มาตรการเหล่านั้นรวมถึง (แต่ไม่ จำกัดอยู่เพียงเท่านั้น) กฎระเบียบและข้อบังคับของตลาด ความน่าเชื่อถือของระบบการซื้อขาย และการชำระราคา การเปิดเผยข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม คุณสามารถคลิก เข้าไปดูได้ที่หัวข้อ การคุ้มครองผู้ลงทุน

รู้จักกับองค์ประกอบการลงทุน (Know Investment Components)

องค์ประกอบที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศ ไทย ได้แก่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง
การซื้อขายหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ตัวตลาดหลักทรัพย์เองไม่ได้ทำหน้าที่ซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง
แต่จะควบคุมดูแลให้การซื้อขายหลักทรัพย์ดำเนินไปอย่างมีระเบียบ คล่องตัว โปร่งใสและยุติธรรม
เพื่อสร้างความมั่นใจ แก่ผู้ลงทุน และส่งเสริมให้เกิดการระดมเงินออมจากประชาชนไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยรวม


บริษัทสมาชิก (Broker) ทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป โดยบริษัทสมาชิก
ได้รับค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทน คุณสามารถ ดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสมาชิกใน
รู้จักกับโบรกเกอร์ (Know the Broker)


หลักทรัพย์จดทะเบียน (Listed Securities) หมายถึง หลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่
จดทะเบียนหลักทรัพย์ของตนให้มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ โดย ทั้งหลักทรัพย์จดทะเบียน
และบริษัทจดทะเบียนผู้ออกหลักทรัพย์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด
และเป็นไปตามข้อตกลงการจดทะเบียนหลักทรัพย์ (Listing Agreement) คุณสามารถทำความรู้จักกับ
ประเภทของ หลักทรัพย์จดทะเบียนได้ที่ Our Products


ผู้ลงทุน (Investor) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ลงทุนอาจเป็นประชาชนทั่วไป
หรือนิติบุคคล ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศที่เข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์โดยหวังผลตอบแทนในรูปของกำไร
จากการซื้อขาย (ผู้ลงทุนระยะสั้น) หรือดอกเบี้ย และ เงินปันผล (ผู้ลงทุนระยะยาว)

ในลำดับถัดไป คุณจะได้เรียนรู้ว่าทำไมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเกี่ยวข้องกับตัวคุณ

ทำไมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเกี่ยวข้องกับตัวคุณ (Why Invest?)

ถึงตอนนี้คุณคงพอจะทราบบ้างแล้วว่าตลาดหลักทรัพย์คืออะไร มีวัตถุประสงค์และองค์ประกอบอย่างไร แต่ยังมี
อีกคำถามหนึ่ง ที่เราเชื่อว่า กำลังเกิดขึ้นในใจของคุณหลาย ๆ คนคือ ตลาดหลักทรัพย์จะเข้ามามีความเกี่ยวข้อง
กับตัวคุณได้อย่างไร เพราะเมื่อ กล่าวถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่
สลับซับซ้อนและมีความยุ่งยาก ไม่อยากที่จะเข้าไป เกี่ยวข้องด้วย หรือแม้อยากเข้าไปลงทุน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะ
ทำอย่างไร หรือบางคนอาจมีข้อสงสัยว่าการนำเงินออมไปลงทุน ใน ตลาดหลักทรัพย์จะได้รับผลตอบแทนดีกว่า
หรือมีข้อแตกต่างจากการออมเงินในรูปเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์อย่างไร ดังนั้น ในหัวข้อนี้เราจะอธิบายให้คุณ
เข้าใจถึงความสำคัญของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวคุณ

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อาจเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนออมเงิน
ระยะยาวของ คุณได้ การที่คุณเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ในธุรกิจที่คุณมีความเชื่อมั่นว่าจะสร้างผลกำไร และเจริญรุ่งเรือง
ต่อไปในวันข้างหน้า จะทำให้ คุณมีฐานะเป็น "ผู้ลงทุน" และเป็น "เจ้าของกิจการ" ไปในขณะเดียวกัน ซึ่งมีสิทธิ
ได้รับเงินปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้น ในการทำ ธุรกิจนั้นทุก ๆ ปี ตราบที่คุณยังถือหลักทรัพย์ นั้นอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถคาดหวังให้หลักทรัพย์ที่คุณถืออยู่ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ ถ้าธุรกิจนั้นเจริญเติบโตและมี
ผลกำไรเพิ่มขึ้น และเมื่อถึง เวลาที่ตัดสินใจขายหลักทรัพย์นั้นออกไปก็จะได้ราคาที่สูงกว่าเมื่อแรกซื้อมา

ด้วยเหตุนี้ คุณจะเห็นได้ว่าการลงทุนในหลักทรัพย์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีเงินออมที่แสวงหาผลตอบแทน
โดยระดับของ ผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์มีความผูกพันใกล้ชิดกับปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจ
และระบบเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อ ธุรกิจที่คุณลงทุนนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับการลงทุนประเภทอื่นๆ
หากธุรกิจที่คุณ เลือกลงทุนเผชิญสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยหรือผลประกอบการตกต่ำลง ย่อมส่งผลให้เงินปันผล
ที่คุณพึงจะได้รับลดลงไปด้วย และในกรณีที่ธุรกิจนั้น ประสบภาวะขาดทุนจนต้องปิดกิจการลง คุณจะได้รับเงินลงทุนคืน
ก็ต่อ เมื่อธุรกิจยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ หลังจากชำระส่วนที่เป็นหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้ ทั้งหมดแล้ว

นอกจากนี้ ในฐานะผู้ถือหุ้น มูลค่าหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่คุณ "ถือ" หรือ "เป็นเจ้าของ" อยู่ ก็สามารถปรับตัวขึ้นลงได้เช่นกัน
ซึ่งใน บทต่อไป คุณจะได้ทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขึ้นลงของ มูลค่าหลักทรัพย์ และผลตอบแทน
ที่ท่านจะได้รับ

ถึงตอนนี้คุณอาจมีข้อสงสัยอีกว่า ในเมื่อการลงทุนในหลักทรัพย์มี ความเสี่ยง เหตุใดผู้ลงทุนจึงไม่เลือกลงทุนโดยวิธีอื่น
ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า?

คำตอบง่าย ๆ และชัดเจนที่สุดของคำถามข้างต้นนี้คือ อัตรา ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สูงกว่าเมื่อ
เปรียบเทียบ กับการลงทุนประเภทอื่น ๆ เช่น การลงทุนในรูปเงินฝากกับธนาคาร พาณิชย์ ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็น
การลงทุน ที่ปลอดภัย เพราะได้รับดอกเบี้ย จากเงินต้นที่ฝาก และสามารถเรียกคืนได้เมื่อต้องการ อย่างไรก็ตาม
ในความเป็นจริงโอกาส ที่ผู้ออมจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราที่สูง หรือเท่าเทียมระดับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ตามภาวะเศรษฐกิจ นั้นไม่ได้ เกิดขึ้นเสมอไป และหากเงินเฟ้อมีอัตราสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
อยู่ลดต่ำลง ผลตอบแทนจากเงินออม ดังกล่าวก็ลด ค่าลงด้วยเช่นกัน

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกัน
การขาดทุนที่ เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุน
และให้ผลตอบแทนในรูป ของเงินปันผล, กำไรส่วนทุน และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ในราคาต่ำแก่ผู้ลงทุนอีกด้วย
และหากผู้ลงทุนมีความรอบรู้และ ชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกซื้อเลือกขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ ในระดับราคา
และจังหวะเวลาที่ให้ผลตอบแทน ได้สูงกว่า

เมื่อมองในภาพรวมแล้ว คุณจะเห็นได้ว่าตลาดหลักทรัพย์อาจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวคุณได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
และหาก คุณมีความสนใจและความพร้อมเพียงพอการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็อาจ เป็นการออมเงินอีกรูปแบบหนึ่ง
ที่ให้ผลตอบแทน ที่คุ้มค่าในระยะยาวได้

หลังจากที่คุณได้รู้จักตลาดหลักทรัพย์ในเบื้องต้นแล้ว คราวนี้ เราจะอธิบายถึงระบบวิธีการลงทุนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
พอที่คุณ จะสามารถมองภาพได้ว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่พูดกันในภาษา ทั่ว ๆไปว่า การซื้อ-ขายหุ้นนั้น
เขาทำกันอย่างไร ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง มี ข้อควรและไม่ควรปฏิบัติอย่างไร เพราะการลงทุนทุกชนิด ผู้ลงทุนควร
จะได้มีการเตรียมพร้อมที่ดีก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นที่มีหลายปัจจัย ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น ซึ่งนั่นก็คือ
เม็ดเงินที่คุณกำลังจะนำมาลงทุน นั่นเอง


ก่อนอื่น เรามาทำความคุ้นเคยกับสินค้าของตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกโดยรวมว่า ตราสาร อันหมายถึงเอกสาร ทางการเงินที่ บริษัทผู้ออก หลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุนและเปิดให้มีการซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังนี้

หุ้นสามัญ (Common Stock)

เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน* เพื่อให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือคุณมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ มีสิทธิในการลงคะแนน เสียง ร่วมตัดสินใจในปัญหาสำคัญ ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น อาทิ การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การควบรวมกิจการ คุณ จะมีสิทธิออกเสียง ตามสัดส่วนของหุ้นที่คุณถืออยู่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรง ก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้น (ในกรณีที่ขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาเมื่อซื้อมา) และสิทธิใน การจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มี การ เพิ่มทุนจดทะเบียน

ผลตอบแทนจากหุ้นสามัญไม่มีความแน่นอน อาจสูง หรือต่ำ หรือขาดทุน (ในกรณีขายคืนได้ราคาต่ำกว่าเวลาซื้อ) ขึ้น อยู่กับผลของการดำเนินงาน ของบริษัทนั้น ๆ ตลอดจนปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ซึ่งคุณ ในฐานะผู้ลงทุนจะต้องศึกษาจาก แหล่งข้อมูล ที่น่าเชื่อถือพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง


หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)

เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุน ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ หุ้นประเภทนี้มีไม่มากนัก ในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายกันน้อยหรือภาษาเทคนิคเรียกว่ามีสภาพคล่องต่ำ หุ้นบุริมสิทธิบนกระดานหุ้นสังเกตได้จาก สัญลักษณ์ -P ท้ายอักษรย่อ ของหุ้นสามัญ


หุ้นเรา้ (Debenture)

เป็นตราสารที่บริษัทเอกชนออก เพื่อเรา้เงินระยะยาวจากผู้ลงทุน ผู้ลงทุนเมื่อตัดสินใจซื้อหุ้นเรา้ จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของ กิจการ บริษัทจะต้องจ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือตามระยะเวลา และอัตราที่กำหนด ผู้ถือจะได้เงินต้นคืน ครบถ้วน เมื่อสิ้นสุดอายุตามระบุในเอกสาร ตลาดหุ้นเรา้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่มากนัก ส่วนใหญ่ ซื้อขายโดย ผู้ลงทุนประเภทสถาบัน หรือ ผู้ลงทุนระยะยาว


หุ้นเรา้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)
หุ้นเรา้แปลงสภาพคล้ายคลึงกับหุ้นเรา้ในข้อ 3 แตกต่างกัน ตรงที่หุ้นเรา้แปลงสภาพมีสิทธิที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญในช่วงเวลา อัตรา และราคาที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี หุ้นประเภทนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะผู้ซื้อคาดหวังผลตอบแทนที่จะได้จากราคาหุ้นเมื่อแปลงสภาพแล้ว ซึ่งจะทำกำไรได้มากกว่าผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยของหุ้นเรา้ธรรมดา


ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)

เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นเรา้ หรือตราสารอนุพันธ์ ในราคาท่
กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ (ซึ่งราคาจองซื้อมักจะกำหนดไว้ต่ำ หรือบางครั้งอาจได้รับหุ้นสามัญโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)ใบสำคัญแสดงสิทธิ จะออกควบคู่กับการเพิ่มทุนเป็นเทคนิคการตลาด ของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ในการจูงใจ ให้ผู้ลงทุน จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นบุริมสิทธิ หรือหุ้นเรา้ เป็นต้นว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นเพิ่มทุนในวันนี้ จะได้รับใบสำคัญ แสดงสิทธิฟรี หรือในราคาที่กำหนด เช่น 12 บาท ในเวลาที่กำหนด อาจเป็นในระยะเวลา 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า


ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short-Term Warrant)

ใบสำคัญแสดงสิทธิชนิดนี้จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน และเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการระดมทุนจากผู้ถือหุ้น แทนการจัด สรรสิทธิในการจองซื้อหุ้น (Rights) และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ สามารถยื่นคำขอให้รับเป็นหลักทรัพย์ประเภทนี้ ซื้อขายหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ได้


ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW)

เป็นตราสารที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับใบสำคัญแสดงสิทธิทั่วไป (Warrant) โดยจะให้สิทธิแก่ผู้ถือ DW ในการซื้อ หรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง (Underlying Securities) ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์ (Stock) หรือดัชนีหลักทรัพย์ (Index) ในราคาใช้สิทธิ อัตราการใช้สิทธิ และระยะเวลาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ โดยบริษัทผู้ออก DW (Issuer)จะเป็นผู้กำหนดว่าจะเลือก ทำการส่งมอบให้แก่ผู้ถือ DW เป็นหลักทรัพย์ หรือเงินสดก็ได้



หน่วยลงทุน (Unit Trust)

คือตราสาร ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในรูปของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งเป็น รูปแบบหนึ่ง ของการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม จะเป็นผู้บริหารกองทุน ให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด แล้วนำมาเฉลี่ยคืน ให้แก่ผู้ถือหน่วยในรูปของเงินปันผล กองทุนรวมมีหลายประเภท ซึ่งคุณ สามารถศึกษารายละเอียดได้ ในหนังสือชี้ชวนซื้อหน่วยลงทุนของแต่ละกองทุน ซึ่งจะมีการกำหนดนโยบาย การลงทุนที่ชัดเจน

ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือ จะมีผู้บริหารมืออาชีพดูแลเงินลงทุนแทนคุณ มีการกระจายความเสี่ยงลงในหุ้น กลุ่มต่าง ๆ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เพราะเป็นเงินกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก ในกรณีที่คุณลงทุน ด้วยตัวเอง

* การนำบริษัทมหาชนจำกัด เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียกกันว่า บริษัทจดทะเบียน (Listed Company) มีประโยชน์อย่างยิ่งในทางธุรกิจ สำหรับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นเดิม สามารถจะระดมทุน เพื่อขยายกิจการได้ ในต้นทุนที่ต่ำกว่าการเรา้ยืมจากสถาบันการเงิน ทั้งเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมีการ
ตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน สำหรับประชาชนทั่วไป ก็จะมีทางเลือกในการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น มีโอกาสที่ดีในการ
เข้าถือหุ้น ในกิจการที่ตนสนใจ และเชื่อว่าจะเจริญก้าวหน้า

ผู้ลงทุนจะได้รู้จักกับหลักทรัพย์อื่นๆ อีกหลายรูปแบบ เช่น ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (Non-Voting Depository Receipt) หรือ NVDR (เริ่มซื้อขาย 11 มิถุนายน 2544) และ SET50 Options ซึ่งเป็นหนึ่งในตราสารอนุพันธ์ประเภทออปชั่น อย่างไรก็ตาม นอกจากหลักทรัพย์ที่พบเห็นและเลือกลงทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรต่างๆ ทั้งที่ออกโดยภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย ซึ่งเป็นตลาดรองสำหรับการซื้อขายตราสารหนี้โดยเฉพาะด้วย

จากการพิจารณาตราสารทั้งหมดที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เราอาจจัดประเภทของตราสารเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามศักยภาพและความต้องการของผู้ลงทุน ได้ดังนี้

ผู้ลงทุน ตราสารที่เหมาะกับการลงทุน
มีความเข้าใจระบบตลาดหลักทรัพย์เพียงพอ
มีเวลาศึกษาติดตามข้อมูล สถานการณ์
มีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ และเชื่อถือได้
ต้องการผลตอบแทนรวดเร็วและพร้อมรับความเสี่ยง
หุ้นสามัญ
หุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นเรา้แปลงสภาพ
ใบสำคัญแสดงสิทธิประเภทต่าง ๆ

คาดหวังผลตอบแทนระยะยาว
เน้นการออมและการลงทุนระยะยาว
ต้องการความเสี่ยงต่ำ
หุ้นเรา้ หุ้นสามัญ หรือ หุ้นบุริมสิทธิ
ในกลุ่ม Blue Chip
ตราสารในภาครัฐบาล
ตราสารในภาครัฐวิสาหกิจ

คาดหวังผลตอบแทนในระยะปานกลาง
ถึงระยะยาว
ไม่เชี่ยวชาญในการซื้อขายหลักทรัพย์
ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์
ไม่มีความคล่องตัวในการลงทุน
หน่วยลงทุนในกองทุนรวม
ประเภทต่างๆ

คู่มือสำหรับผู้ลงทุนภายในประเทศ
(A Guide for Local Investors)
ขั้นที่ 1 : ทำความรู้จักกับสินค้า

ถ้าคุณเข้าใจว่าสินค้าแต่ละตัวคืออะไรแล้ว คุณก็จะสามารถ
เลือกประเภทของสินค้าที่จะลงทุนตามความสนใจของคุณ
ได้ง่ายขึ้น

เรามีสินค้าหลากหลายให้คุณเลือกลงทุนได้ โดยหลักทรัพย์ที่
จดทะเบียนและมีการซื้อขายใยตลาดหลักทรัพย์
มี 7 ประเภทด้วยกันคือ:

หุ้นสามัญ (ordinary shares)
หุ้นบุริมสิทธิ (preferred shares)
หุ้นเรา้ (debentures)
หุ้นเรา้แปลงสภาพ (convertible debentures)
หน่วยลงทุน (unit trusts)
ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหลักทรัพย์ (warrants)
ตราสารอนุพันธ์ (derivative warrants)
เราขอแนะนำให้คุณดูคำจำกัดความของสินค้า
แต่ละชนิด เพิ่มเติม

A Guide for Local Investors




หากคุณต้องการดูคู่มือเป็นภาพเคลื่อนไหว
กรุณาติดตั้งโปรแกรม
Macromedia Flash Player
โดยคลิกที่รูปด้านล่างนี้


ขั้นที่ 2 : รู้จักตัวเอง และเลือกบริษัทนายหน้าที่เหมาะสำหรับคุณ

ถามคำถามต่อไปนี้กับตัวคุณเอง ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าพร้อมหรือยังที่จะลงทุนในหลักทรัพย์ :

จุดประสงค์ของการลงทุนในหลักทรัพย์ของคุณคืออะไร ?
คุณพร้อมจะรับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่คุณซื้อไว้แล้วหรือไม่ ?
คุณมีงบประมาณในการลงทุนเท่าไร ?
คุณต้องการลงทุนแบบใด ซื้อหุ้นเอง (single share) หรือลงทุนในกองทุนรวม (investment fund) ?
คุณจะเสี่ยงได้แค่ไหน ?
เมื่อคุณรู้จักความต้องการของตัวเองมากขึ้นแล้ว คุณควรตั้งคำถามต่อไปนี้กับบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณสนใจ
เพื่อช่วยในการเลือกบริษัทที่จะทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการ
ของคุณมากที่สุด

คุณต้องใช้เงินเท่าไรสำหรับการเปิดบัญชี ?
บริษัทให้บริการอะไรแก่คุณบ้าง ?
บริษัทคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร ?
บริษัทมีแผนกวิจัยของตัวเองหรือไม่ ?
คุณจะได้รับข้อมูลวิจัย และข้อมูลอื่นของบริษัทเป็นประจำหรือไม่ ?
บริษัทจะส่งข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของตลาดให้คุณอย่างไร และบ่อยแค่ไหน ?

คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทและบริการของบริษัทหลักทรัพย์เหล่านี้ ตลอดจนวิธีการพิจารณา
คุณสมบัติของโบรกเกอร์ที่ดีในรู้จักกับโบรกเกอร์


ขั้นที่ 3 : การสั่งซื้อขายหลักทรัพย์

ถ้าคุณคิดว่า ตลาดหลักทรัพย์เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายหลักทรัพย์ ความเข้าใจของคุณถูกต้อง แต่ถ้าคุณ
คิดว่าคุณสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นให้กับตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ความเข้าใจของคุณยังคลาดเคลื่อน
เพราะว่าการซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องทำผ่านบริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่มิใช่สมาชิก
(ซับโบรกเกอร์) เท่านั้น

คลิกที่นี่เพื่อหารายละเอียดสำหรับติดต่อบริษัทหลักทรัพย์

คำตอบของบริษัทหลักทรัพย์ต่อคำถามต่างๆในขั้นตอนที่ 2 จะเป็นข้อมูลให้คุณเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณพอใจได้
หากคุณยังไม่ทราบดีถึงความแตกต่างระหว่างโบรกเกอร์และซับโบรกเกอร์ เราขอให้คำจำกัดความดังนี้ :ในนิยามที่ใช้กันทั่วไปในธุรกิจหลักทรัพย์ไทย โบรกเกอร์คือบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทย ส่วนซับโบรกเกอร์ ก็เป็นบริษัทหลักทรัพย์เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
โดยโบรกเกอร์จะมีสิทธิส่งคำสั่งซื้อขายเข้าสู่ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ได้โดยตรงในขณะที่
ซับโบรกเกอร์จะไม่สามารถติดต่อโดยตรงกับระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่จะต้องส่งคำสั่งซื้อหรือขาย
ของคุณไปที่โบรกเกอร์ เพื่อให้ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ให้อีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเปิดบัญชีกับ
บริษัทหลักทรัพย์ใดก็ได้ ถึงแม้ว่าบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวจะไม่ได้เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม
เมื่อคุณเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์แล้ว บริษัทจะต้องทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์
อย่าลืมสอบถามข้อมูลการวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่คุณสนใจ รวมทั้งข้อมูลอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ขั้นที่ 4 : ทำความเข้าใจกับค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์

คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่คุณซื้อหรือขายหลักทรัพย์ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมให้บริษัทนายหน้า หรือ
โบรกเกอร์ ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ซื้อหรือขาย (T+3 )นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผลและภาษีดอกเบี้ย เป็นต้น

เราขอแนะนำให้คุณดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ และภาษีอากรที่เกี่ยวข้องหลักทรัพย์

ขั้นที่ 5 : ศึกษาและติดตามข้อมูลก่อนและหลังการซื้อขายหลักทรัพย์

คุณควรจะศึกษาและติดตามข้อมูลทั้งก่อนและหลังการซื้อขาย โดยคุณสามารถใช้บริการข้อมูลต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์และของบริษัทนายหน้าของคุณซึ่งมีอยู่หลากหลายประเภท ทั้งที่ให้บริการฟรี และ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

คุณสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ และ บริการข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ

ขั้นที่ 6 : รู้จักจังหวะเวลาในการตัดสินใจลงทุน

ก่อนตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ คุณควรขอคำปรึกษาจากแหล่งต่าง ๆ ก่อน เช่น จากโบรกเกอร์ของคุณ
จากเพื่อน ๆ รวมทั้งหาข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์และแหล่งอื่น ๆ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น อย่าลืมว่า คุณจะต้อง เป็นผู้ตัดสินใจเองในที่สุด ! อย่าลืมว่า การลงทุนใด ๆ ย่อมมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แต่การวางแผนที่รอบคอบ ช่วยให้ความเสี่ยงลดน้อยลงได้

เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณก็ได้ทำความเข้าใจครบ 6 ขั้นตอนสำหรับผู้ลงทุนหน้าใหม่แล้ว เราหวังว่าคู่มือนี้จะช่วยให้
คุณมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ดีขึ้น


การเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (How to Open an Account)

เมื่อผู้ลงทุนต้องการซื้อขายหลักทรัพย์ จะต้องติดต่อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์ก็ได้
เพื่อดำเนินการเปิดบัญชีลูกค้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งโบรกเกอร์และซับโบรกเกอร์แต่ละแห่งจะมีเงื่อนไข
ในการพิจารณาเปิดบัญชีให้กับลูกค้าแต่ละบริษัทอาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ในหลักการใหญ่ๆ
แล้วจะมีมาตรฐานเดียวกัน คือจะพิจารณาฐานะการเงินและความน่าเชื่อถือของผู้ขอสมัครเป็นลูกค้า โดยจะดูจาก
หลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงทรัพย์สิน กระแสรายได้ หรือตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกค้าหรือบุคคลที่เป็นผู้ค้ำประกัน
เป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการอนุมัติวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากนั้นแล้วโบรกเกอร์จะต้องศึกษา
ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เพื่อให้รู้จักลูกค้าอย่างเพียงพอในเรื่องต่างๆได้แก่ เป้าหมายการลงทุน ความรู้ ความเข้าใจ
เกี่ยวกับการลงทุนในหลักทรัพย์และระดับการยอมรับความเสี่ยง รวมถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา
ภาระหนี้สิน ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าทั้งหมดจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับโบรกเกอร์ ในการให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้อย่าง
เหมาะสม

1. ประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์

ในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โบรกเกอร์จะให้ลูกค้าเปิดบัญชีแต่ละประเภทเพียงหนึ่งบัญชีเท่านั้น และไม่ให ้
เปิดบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นด้วย บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

บัญชีเงินสด (Cash Account) เป็นบัญชีสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์โดยชำระค่าหลักทรัพย์
เต็มจำนวนด้วยเงินสด บัญชีเงินสดนี้โบรกเกอร์จะพิจารณาอนุมัติวงเงินที่เหมาะสมกับฐานะการเงิน
และความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งนี้การซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องชำระค่าซื้อภายใน 3 วัน นับจากวันที่ซื้อ
หลักทรัพย์
บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ได้นำระบบเครดิตบาลานซ์ (Credit
Balance System) มาใช้สำหรับลูกค้าที่ต้องการเรา้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือต้องการยืม
หลักทรัพย์เพื่อขายชอร์ต ก่อนเริ่มซื้อหรือขายชอร์ตหลักทรัพย์ในแต่ละครั้ง โบรกเกอร์จะกำหนดให้ลูกค้า
บัญชี Credit Balance ต้องวางเงินสดไว้เป็นหลักประกัน โดยต้องวางไว้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าจำนวนที่เป็น
Initial Margin ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด (คือมูลค่าหลักทรัพย์ที่ซื้อหรือขายชอร์ต x อัตรา Initial
Margin) เงินจำนวนนี้จะลงเครดิตไว้ในบัญชี Credit Balance ของลูกค้านั้น เมื่อลูกค้าสั่งซื้อหลักทรัพย์
โบรกเกอร์จะหักเงินค่าหลักทรัพย์ออกจากยอดเงินดังกล่าว ถ้าลูกค้าซื้อหลักทรัพย์เป็นมูลค่าเกิน
จำนวนเงินที่วางไว้ โบรกเกอร์จะให้เรา้ยืมเงินส่วนที่ขาดอยู่นั้น ในกรณีที่ลูกค้าขายชอร์ตลูกค้าจะต้องยืม
หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์เพื่อส่งมอบให้ผู้ซื้อ โบรกเกอร์จะถือเอาเงินวางประกันและเงินค่าขายหลักทรัพย์
ดังกล่าวเป็นหลักประกันการส่งคืนหลักทรัพย์ ความสามารถที่ลูกค้าจะซื้อหรือขายชอร์ตหลักทรัพย์ หรือที่
เรียกว่า Purchasing Power ในตอนเริ่มแรกนี้จะมากหรือน้อยจึงขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ลูกค้า
นำมาวางเป็นประกัน แต่ทั้งนี้ลูกค้าจะซื้อหลักทรัพย์หรือขายชอร์ต โดยรวมเกินกว่าวงเงินที่ได้รับ
อนุมัติจากโบรกเกอร์ไม่ได้
การลงทุนด้วยระบบมาร์จินมีความซับซ้อนที่ต้องระวังอยู่ที่ วงเงินเรา้ที่คุณใช้ลงทุนอยู่นั้นสามารถเพิ่มขึ้นหรือ
ลดลงตลอดเวลา และอาจรวดเร็วรุนแรงตามสภาพการณ์ของตลาดหลักทรัพย์และของตัวหุ้นที่คุณถือลงทุนด้วย
ระบบมาร์จินอยู่ หากคุณคิดที่จะลงทุนด้วยระบบมาร์จินนี้ คุณควรศึกษาอย่างละเอียดถึงกฎระเบียบที่มีมากมาย
โดยเฉพาะในกรณีเมื่อราคาตลาดลดต่ำลงมา จะมีการเรียกหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นมาวางประกันเพิ่มตลอดจน
การบังคับขายหุ้นในบัญชีลูกค้า ซึ่งความเสียหายในการลงทุนด้วยระบบนี้ค่อนข้างรุนแรง

2. เอกสารที่ต้องใช้เพื่อเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์

เมื่อคุณตัดสินใจจะเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ คุณต้องจัดเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบสำคัญคนต่างด้าว หรือสำเนาหนังสือเดินทางในกรณี
เป็นชาวต่างชาติ
สำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีธนาคาร(Bank Statement) หรือสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์
ย้อนหลัง 6 เดือน
หลังจากคุณจัดเตรียมเอกสารต่างๆ พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่การตลาดผู้ซึ่งจะเป็น
ผู้ดูแลการลงทุนของคุณจะสอบถามรายละเอียดต่างๆ จากคุณ อาทิ

ฐานะทางการเงินของคุณ วงเงินลงทุนที่คุณจะใช้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
วัตถุประสงค์ในการลงทุนของคุณ เป้าหมายในการลงทุนของคุณ เพื่อจะได้ทราบว่าคุณเป็นผู้ลงทุน
ประเภทใด ลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว คุณคาดหวังผลตอบแทนในรูปแบบใด พร้อมรับความเสี่ยง
มากน้อยเพียงใด คุณต้องการได้สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือไม่ เป็นต้น
พูดคุยซักถามแลกเปลี่ยน เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ชี้แจง
ผลดีผลเสียการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ทราบว่าคุณมีความรู้และทัศนคติในการลงทุนอย่างไร
และมากน้อยเพียงไร
จากนั้นเจ้าหน้าที่การตลาดจะให้คุณเขียนใบคำขอเปิดบัญชีซื้อ-ขายหลักทรัพย์ และเมื่อได้รับการอนุมัติให้
เปิดบัญชีแล้ว คุณจะได้รับแจ้งหมายเลขสมาชิก หรือรหัสประจำตัวลูกค้า ซึ่งจะใช้ในการส่งคำสั่งซื้อ-ขาย
เปลี่ยนแปลง ยกเลิก รวมทั้งการชำระเงิน หรือในการติดต่อใดๆกับโบรกเกอร์ รหัสนี้คุณต้องเก็บเป็นความลับ
เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจมีผู้แอบอ้างทำให้เกิดความเสียหายได้

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว แต่ก่อนที่คุณจะเปิดบัญชีกับใคร เราขอแนะนำให้คุณ
ทำความรู้จักกับบริการและบทบาทของโบรกเกอร์ และพิจารณาว่าคุณควรจะเลือกซื้อขายกับโบรกเกอร์ใด ซึ่งคุณ
สามารถดูข้อมูลได้ในรู้จักกับโบรกเกอร์ (Know Your Broker)

วิธีการซื้อขายหลักทรัพย์ (How to Trade)

1. การส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการวันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดธนาคาร ซึ่งคุณจำง่ายๆ คือ วันไหนธนาคารทำการ ตลาดหลักทรัพย์ก็มีการซื้อ-ขาย และวันที่ธนาคารหยุด ตลาดหลักทรัพย์ก็หยุดทำการด้วย ส่วนเวลาทำการนั้นจะแตกต่างกันบ้าง โดยตลาดหลักทรัพย์จะเปิดให้มีการซื้อขายวันละ 2 รอบ รอบแรก ตั้งแต่เวลาเปิดที่ได้จากการสุ่มเลือกเวลาในช่วง 9.55-10.00 น. จนถึงปิดตลาดภาคเช้า 12.30 น. และรอบที่สอง ตั้งแต่เวลาเปิดที่ได้จากการสุ่มเลือกเวลาในช่วง 14.25-14.30 น. จนถึงปิดตลาดที่ได้จากการสุ่มเลือกเวลาในช่วง 16.35-16.40 น. นอกจากเวลาปกติแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังเปิดให้มีการซื้อขายนอกเวลาทำการเพิ่มขึ้นอีก 20-25 นาที นับตั้งแต่เวลาปิดทำการซื้อขายประจำวันที่ได้จากการสุ่มเลือกจนถึง 17.00 น.ด้วย

สำหรับวิธีการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถทำได้ 3 วิธี คือ

สั่งด้วยตนเองที่ห้องค้าหลักทรัพย์ของบริษัทสมาชิกที่เป็นลูกค้าอยู่ โดยกรอกใบคำสั่งซื้อหรือขาย พร้อมเซ็นชื่อกำกับ
สั่งทางโทรศัพท์ โดยโทรหาเจ้าหน้าที่การตลาดที่ดูแลบัญชีให้
สั่งผ่านอินเทอร์เน็ต ตามเว็บไซต์ของแต่ละบริษัทสมาชิกที่เป็นลูกค้า
ไม่ว่าจะส่งคำสั่งด้วยวิธีใด คุณควรเป็นผู้ส่งคำสั่งด้วยตัวคุณเองเสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดเสียหาย ทั้งนี้ การส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนต้องเสนอราคา ให้ตรงตามช่วงราคาการปรับขึ้น-ลงของราคาซื้อขาย หลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติม >> คลิกที่นี่

อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อขายหลักทรัพย์แต่ละวันสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นสูงสุดหรือลดลงต่ำสุดได้ ไม่เกินร้อยละ 30 ของราคาซื้อขายสุดท้ายในวันทำการก่อนหน้า ยกเว้นการซื้อขายหลักทรัพย์บางประเภท เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิต่าง ๆ หรือหลักทรัพย์ที่ถูกสั่งพักการซื้อขายเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

หากคำสั่งซื้อขายได้รับการจับคู่ซื้อขายแล้ว เจ้าหน้าที่การตลาด จะรายงานผลการซื้อขายให้ผู้ลงทุนทราบ ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อหลักทรัพย์ หรือรับเงินค่าขายหลักทรัพย์ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่ซื้อขายพร้อมทั้งจ่ายค่า ธรรมเนียม(รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7) แก่บริษัทสมาชิกทุกครั้งที่มีรายการซื้อขายเกิดขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2544 เป็นต้นไป ตลาดหลักทรัพย์ได้ออกข้อบังคัยโดยให้บริษัทสมาชิกเรียกเก็บจากลูกค้า ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.25 ของมูลค่าการซื้อขายสำหรับลูกค้าทุกประเภท และอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.20 สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต

2. ข้อควรระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์

เนื่องจากการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ค่อนข้างมีกระบวนการที่ซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จึงอาจเกิดปัญหาขึ้นได้
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เราจึงอยากแนะนำให้คุณตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง
กับการซื้อ-ขาย อย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนั้น คุณควรติดตามและหมั่นตรวจสอบบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เสมอ ดังนี้


คำสั่งซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ในกรณีที่คุณส่งคำสั่งซื้อ-ขาย ณ ห้องค้าหลักทรัพย์ คุณต้องมั่นใจว่า
เขียนรายละเอียดต่างๆครบถ้วน ทั้งชื่อและรหัสของคุณ ชื่อหลักทรัพย์ จำนวน และราคาหุ้นที่
ถูกต้องชัดเจน และเซ็นชื่อท้ายคำสั่งทุกครั้ง สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าหยิบคำสั่งซื้อขายมาเขียนสลับกัน
เพราะคุณจะสูญเสียโอกาสเสียเงิน และเสียอารมณ์อย่างยิ่ง


Contract และ Invoice เป็นเอกสารซึ่งโบรกเกอร์จะส่งมาให้คุณเซ็น เพื่อรับทราบผลของการซื้อขาย
หลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ Contract และ Invoice จะออกมาคู่กัน เพื่อแจ้งรายการที่คุณสั่งว่าได้ซื้อ
หรือขายหุ้นเมื่อใด หุ้นอะไร จำนวนและราคาเท่าไร เป็นเงินที่คุณจะต้องจ่าย (กรณีซื้อ) หรือได้รับ
(กรณีขาย) เท่าไร หักค่าธรรมเนียม (commission) แล้วจะเป็นเท่าใด คุณไม่ควรลงลายเซ็น
ก่อนการตรวจสอบตัวเลขและรายละเอียดทั้งหมดว่าถูกต้องหรือยัง ทุกครั้งทุกกรณี สำเนาเอกสาร
จากโบรกเกอร์ทุกชิ้น คุณต้องเก็บรักษารวบรวมให้เป็นระบบและครบถ้วน เพราะ Contract และ
Invoice มีความสำคัญมาก เป็นหลักฐานสำคัญในกรณีเกิดเหตุผิดพลาดทางบัญชี


รายงานยอดหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี บางครั้งคุณอาจหยุดการซื้อขายไประยะหนึ่ง แต่ทุกสิ้นเดือน
โบรกเกอร์จะแจ้งยอดหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชีของคุณมาให้ เหมือนกับที่ธนาคารพาณิชย์
แจ้งยอดบัญชีกระแสรายวันให้คุณในช่วงสิ้นเดือน ซึ่งคุณจะต้องตรวจสอบความถูกต้องว่าหลักทรัพย์
ของคุณยังคงมีอยู่ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เพราะโบรกเกอร์อาจมีลูกค้ามาก หรือระบบคอมพิวเตอร์
อาจคลาดเคลื่อน ทำให้ยอดหลักทรัพย์คงเหลือของคุณผิดพลาดไปได้ ถ้าหากเกิดความผิดพลาด
หรือหากคุณไม่แน่ใจ คุณอาจติดต่อกลับไปยังเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทโบรกเกอร์ที่ดูแลบัญชีของคุณ
ให้ช่วยตรวจสอบได้ทุกเวลา


ในกรณีที่คุณใช้ระบบมาร์จิน คุณต้องตรวจสอบเพิ่มเติมถึงวงเงินคงเหลือ อัตรามาร์จินที่อาจ
เปลี่ยนแปลงไปหรืออื่นๆ ซึ่งคุณต้องละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะระบบการซื้อ-ขาย ด้วยบัญชีมาร์จิน
มีความซับซ้อน ตัวเลขเคลื่อนไหวทุกวัน และมีรายละเอียดขั้นตอนมาก จึงควรศึกษาเพิ่มเติม หลังจาก
มีความเข้าใจกระบวนการซื้อ-ขายหลักทรัพย์แบบพื้นฐานดีพอแล้ว โดยอาจสอบถามได้จากโบรกเกอร์
ที่คุณเป็นลูกค้า หรือกำลังจะเป็นลูกค้า จะได้รับการอธิบายที่ชัดเจนขึ้น

ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Trading Commission Fees)

เมื่อคุณได้รับการยืนยันผลการซื้อขาย คุณจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อหลักทรัพย์ หรือรับเงินค่าขายหลักทรัพย์
ณ วันทำการที่ 3 หลังจากเกิดรายการซื้อหรือขายขึ้น (T+3 โดย T = วันที่เกิดรายการซื้อขาย) ซึ่งคุณจะต้อง
จ่ายค่าธรรมเนียม หรือ "คอมมิชชั่น" ในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้โบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการ
ในอัตราที่ตกลงกันไว้ พร้อมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้บริษัทสมาชิก
เรียกเก็บเงินจากลูกค้าในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.25 ของมูลค่าการซื้อขายสำหรับลูกค้าทุกประเภท และอัตรา
ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.20 สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต

ภาษีอากรที่เกี่ยวข้อง (Taxation)

เมื่อได้อ่านชื่อของหัวข้อนี้ บางคนอาจมีความคิดอยู่ในใจว่า ภาษีเป็นเรื่องยาก และยังไม่มีความจำเป็น
ที่คุณซึ่งอาจจะเป็นผู้ลงทุนหน้าใหม่ต้องรู้ละเอียดมากนัก ทำให้อยากข้ามไปอ่านหัวข้ออื่นต่อไป แต่แท้จริงแล้ว
เราอยากบอกว่า ภาษีอากรไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คุณคิด และยังจัดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเป็นลำดับแรก
ที่ผู้ลงทุนควรจะได้ทราบและมีความเข้าใจเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เพราะการจ่ายภาษีอากรให้ถูกต้องและครบถ้วน
ตามกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนทุกคนต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเมื่อก้าวเข้ามาสู่สนามของการลงทุน
ในตลาดหลักทรัพย์

1. ภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดา

ในเบื้องต้นนี้ เราได้รวบรวมหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นเรา้ หน่วยลงทุน
และพันธบัตรขององค์กรของรัฐบาลที่คุณควรทราบและง่ายต่อการทำความเข้าใจมาแสดงไว้ในตารางดังนี้


ประเภท
ภาษีอากร ประเภทของเงินได้ หลักเกณฑ์การเสียภาษีอากร

ภาษีเงินได้
บุคคลธรรมดา กรณีที่คุณได้รับเงินกำไรจากการ
ขายหลักทรัพย์จดทะเบียนใน
ตลาดหลักทรัพย์
คุณจะได้รับการยกเว้นไม่ต้อง
นำเงินกำไร นั้นมารวมคำนวณเป็น
เงินได้เพื่อเสียภาษี

กรณีที่คุณได้รับเงินปันผลจากบริษัท
จดทะเบียน, บริษัทจำกัด, หรือบรรษัท
เงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%
และเลือกที่จะนำเงินปันผลนั้นมารวม
คำนวณเพื่อเสียภาษีหรือไม่ก็ได้

คุณจะได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล
หากเลือกจะนำเงินปันผลนั้นมารวม
คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

กรณีที่คุณได้รับเงินปันผลจาก
กองทุนรวม
คุณจะเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
หรือจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณ
เป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปีก็ได้ (*)

กรณีที่คุณได้รับเงินปันผลจากบริษัท
ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
คุณจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำเงิน
ปันผลนั้นมารวมคำนวณเป็นเงินได้
เพื่อเสียภาษี

กรณีที่คุณได้รับดอกเบี้ยหุ้นเรา้
หรือดอกเบี้ยพันธบัตรขององค์การ
ของรัฐบาล
คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15%
และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำดอกเบี้ยนั้น
มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้


ภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณจะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทหลักทรัพย์ที่บริการนายหน้าซื้อขาย
หลักทรัพย์ให้แก่คุณในอัตราร้อยละ 7 ของค่าตอบแทนที่บริษัทหลักทรัพย์นั้นเรียกเก็บ


อากรแสตมป์ ในการโอนใบหุ้น, ใบหุ้นเรา้ และพันธบัตร คุณต้องติดอากรแสตมป์บนตราสารการโอน
ในอัตรา 1 บาท สำหรับทุกจำนวน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท โดยคิดตาม
ราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสารโอน (แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) ยกเว้น
ถ้าเป็นการโอนหลักทรัพย์จดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์หรือ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์
(ประเทศไทย) จำกัด เป็นนายทะเบียน หรือเป็นการโอนพันธบัตรรัฐบาล และหน่วยลงทุน
ไม่ต้องติดอากรแสตมป์



* กรณีผู้ลงทุนเป็นชาวต่างประเทศ จะไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่สิ้นปีต้องนำเงินปันผลไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเสมอ

2. ภาษีอากรสำหรับนิติบุคคล

บริษัทไทยหรือนิติบุคคลต่างประเทศที่ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นจะต้องเสียภาษี
เงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ประเภท นิติบุคคล เงินกำไรจากการขาย หลักทรัพย์, เงินปันผล, ดอกเบี้ย เงินปันผลจากบริษัทไทย หรือกองทุนรวม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย
บริษัทไทย และนิติบุคคล ต่างประเทศ ที่ประกอบ กิจการใน ประเทศไทย กรณีผู้มีเงินได้ เป็นนิติบุคคลที่ได้ รับเงินกำไรจาก การขายหลักทรัพย์, เงินปันผล, และ ดอกเบี้ย ต้องนำ รายได้ดังกล่าว มารวมคำนวณ หากำไรสุทธิเพื่อ เสียภาษีในอัตรา ร้อยละ 30
กรณีผู้มีเงินได้ เป็นบริษัทจดทะเบียน จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำเงินปันผล ดังกล่าวมารวมเป็น รายได้ ในการคำนวณ เพื่อเสียภาษี
กรณีผู้มีเงินได้เป็น บริษัทจำกัด ที่ถือหุ้น ในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงิน ปันผลไม่น้อยกว่า ร้อยละ 25 ของหุ้น ทั้งหมด และบริษัทผู้ จ่ายเงินปันผล มิได้ ถือหุ้นในบริษัทผู้รับเงินปันผลเลยจะได้รับการ ยกเว้นไม่ต้องนำเงิน ปันผลดังกล่าวมารวม เป็นรายได้ในการ คำนวณเพื่อเสียภาษี
กรณีบริษัทไทยหรือ กองทุนรวมจ่ายเงินปันผล ให้แก่บริษัทไทยที่ไม่ใช่ บริษัทจดทะเบียนหรือนิติ บุคคลต่างประเทศ จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ร้อยละ 10 (กรณีจ่ายให้แก บริษัทจดทะเบียน จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย)

นิติบุคคลต่าง ประเทศที่ไม่ได้ ประกอบกิจการ ในประเทศไทย กรณีเงินกำไรจากการขายหลักทรัพย์, เงินปันผล, และดอกเบี้ย ผู้จ่ายเงินได้จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราต่อไปนี้
- เงินกำไรจากการขายหลักทรัพย์หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15
- เงินปันผล หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10
- ดอกเบี้ยหุ้นเรา้และพันธบัตรหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15
กรณีดอกเบี้ยหุ้นเรา้จากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาลจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี



หมายเหตุ: บริษัทนิติบุคคลทุกประเภทจะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการนายหน้าและตัวแทนซื้อขาย หลักทรัพย์ในอัตราร้อยละ 7 ของค่าตอบแทน


ที่มา http://www.thaijaidee.com/forum/index.php?topic=242.msg989




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2551
9 comments
Last Update : 3 สิงหาคม 2551 10:34:01 น.
Counter : 3639 Pageviews.

 

ขอแอดเป็นเฟรนลิ้งนะคะ ได้ความรู้ดีค่ะ

 

โดย: หมอภัทร (patra_vet ) 3 สิงหาคม 2551 10:26:42 น.  

 

มาเยี่ยมชมกิจการจ้า

 

โดย: pumpond 7 สิงหาคม 2551 7:09:04 น.  

 

Just come to say hello and read the informative
message.

 

โดย: Ratana IP: 58.8.118.168 10 สิงหาคม 2551 23:39:52 น.  

 

สวัสดีวันจันทร์ตอนบ่ายๆจ้า
ไทยได้เหรียญทองแล้วนะเมื่อวาน ฮิ้วๆ

 

โดย: pumpond 11 สิงหาคม 2551 13:52:17 น.  

 

เข้ามาเยี่ยมค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
...

คุณเซอร์กิตไม่เปิดห้องธรรมซักห้องเหรอคะ

 

โดย: ส. IP: 118.173.3.18 20 สิงหาคม 2551 15:22:20 น.  

 

สวัสดีครับ
เข้ามาทักทายมีblogครับ

 

โดย: chat156 15 กันยายน 2551 21:14:16 น.  

 

 

โดย: patra_vet 29 ตุลาคม 2551 15:56:02 น.  

 

หวัดดีค่ะ เข้ามาเยี่ยมชมและหาความรู้ สมัครเป็นสมาชิกทำงัยอ่ะ

 

โดย: หมูออมสิน IP: 58.9.87.247 20 มีนาคม 2552 14:56:38 น.  

 

เห็นมีข้อมูลดีๆ
เลยแวะมาดูค่ะ
อ่านแล้วได้ประโยชน์ดีค่ะ
แต่เลิก up blog แล้วเหรอ
เว็บดีๆอย่างนี้..น่าเสียดายจัง

 

โดย: delsi 18 พฤษภาคม 2553 11:39:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ลีเปรม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




freedom trader และ ที่ปรึกษาการลงทุน
Friends' blogs
[Add ลีเปรม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.