กันยายน 2558

 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
รู้ละ ทำไมพักนี้ตรูเครียดสะสมลงกระเพาะ
https://www.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/723031957800823:0 

 [ Inside Out และ Our Little Sister ]
ไหนๆก็เป็นบทความที่มาช้ากว่าของเพจอื่นๆแล้ว หมอก็จะขอพูดถึง Our Little Sister หนังญี่ปุ่นแสนอบอุ่น (ผู้กำกับคนเดียวกับ Nobody Knows , Air Doll , I Wish และ Like Father, Like Son ... ชอบทุกเรื่องเลย) 
พ่วงกับ Inside Out - การ์ตูนจากค่ายPixar ที่จิตแพทย์ทุกคนแซ่ซ้องด้วยเลยแล้วกัน
"ไรลีย์" สาวน้อยอเมริกันวัย11ขวบที่ต้องปรับตัวกับย้ายบ้าน กับอารมณ์ต่างๆ(ในหัวสมอง)ของเธอ
และ
"ซาจิ , โยชิโนะ และ จิกะ" สาวสามใบเถาที่รับอุปการะ "ซึสึ" น้องสาวต่างมารดาซึ่งพบหน้ากันครั้งแรกในงานศพพ่อ
หนังสองเรื่องสองรส ที่มี "ส่วนประกอบ" บางอย่างเหมือนกัน
+ + + + + อย่างแรกที่โดดเด่นที่สุด คงเป็นเรื่องความรู้สึก + + + + +
1) Inside Out ทำให้เราได้เห็นว่า พฤติกรรมที่เห็นภายนอก เกิดจากอารมณ์ภายใน
2) และความรู้สึกแต่ละอย่างก็มีประโยชน์ของมัน เช่น Fear ทำให้เราระมัดระวังอันตราย Disgust ทำให้เราถอยห่างจากสิ่งไม่น่าพึงประสงค์
3) การคิดบวกเป็นสิ่งที่ดี ทว่า มันไม่สามารถใช้ได้ผล "เสมอ"
ในตอนต้นเรื่อง Joy คือนางเอกที่โดดเด่น เธอควรค่ากับตำแหน่งนี้เพราะความสดใส มองเรื่องต่างๆในแง่บวกอยู่เสมอ เธอพยายามทำให้ไรลีย์มีความสุขในทุกๆสถานการณ์
ส่วน Sadness เป็นเหมือนตัวถ่วงที่สมควรต้องถูกเอาไปเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง เพราะเธอมองตัวเองแย่ มองโลกแย่ พอไปแตะลูกบอลความทรงจำเข้า ไรลีย์ก็มีอันต้องเสียน้ำตา
แต่...
ความเป็นจริง ... ชีวิต คือส่วนผสม ของสุขและทุกข์
ดังนั้นความพยายามของJoy - แม้ว่าจะเป็นเจตนาที่ดีที่อยากทำให้ไรลีย์มีความสุข มันจึงใช้ไม่ได้ผลใน "ทุกกรณี" (ตัวอย่างจริงง่ายๆ อย่างเรื่องระเบิดที่ราชประสงค์ จะให้มองแง่บวกว่ายังไง)
และคำปลุกปลอบใจทั้งหลายแหล่ มันยิ่งจะทำให้คนๆนั้นรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเข้าใจ
ดังที่ไรลีย์พูดกับแม่อย่างเหลืออดริมสนามฮอกกี้ว่า "หยุดพูดว่าเดี๋ยวทุกๆอย่างจะดีเองซะทีได้มั้ย!!" และ Anger เองก็เคยท้กท้วงJoy ด้วยการพูดความจริงที่ว่า "ตอนนี้น่ะ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ไรลีย์จะมีความสุขเลยนะ"
คนที่รับมือกับความทุกข์ได้ดีที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนที่รู้จักมันดีอย่าง Sadness 
ตอนที่ปิ๊งป่อง (เพื่อนในจินตนาการของไรลีย์ในวัยเด็ก) เริ่มร้องไห้ Joyพยายามที่จะ cheer upเขาเฉกเช่นที่เคยทำ(และมักจะสำเร็จ) แต่คราวนี้ มันกลับทำให้ปิ๊งป่องยิ่งเงียบ 
ถึงกระนั้น Joyก็ยังไม่รู้ตัวว่าวิธีนี้มันไม่ได้ผล แถมยังกุมขมับเมื่อเห็นSadnessเดินเข้าไปเพราะคิดว่าปิ๊งป่องจะยิ่งแย่
แต่การณ์กลับตรงกันข้าม...
ปิ๊งป่องคลายจากความเสียใจได้ เมื่อSadnessมานั่งอยู่ข้างๆ.. รับฟังเขาสะอึกสะอื้นอื้น.. สะท้อนความรู้สึกของเขา 
Sadnessไม่ได้ "ทำ" อะไรมากไปกว่า "ยอมรับ"ความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่ตัดสิน ... เธอเพียงฟังเขาด้วยหัวใจเท่านั้น
มันคงเป็นอย่างที่SadnessเคยพูดกับJoy(ก่อนจะฟุบหน้ากับพื้น)ว่า "การร้องไห้ทำให้ฉันเย็นลงและก้าวข้ามปัญหาชีวิต"
คำแนะนำไม่ใช่สิ่งผิด แต่มันควรมาทีหลัง การฟังอย่างตั้งใจ (active listening) และความเห็นอกเห็นใจ (empathy)
เมื่อบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่ต้องทำคือปฐมพยาบาล ไม่ใช่การตำหนิที่ประมาท หรือพูดถึงวิธีป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอย
4) และการร้องไห้ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ
มันไม่ได้ต่างอะไรกับการอาเจียนเมื่อคลื่นไส้ การที่มือเย็นเมื่อตื่นเต้น
หากมันจะเป็นสัญญาณ มันคงเป็นวิธีที่ร่างกายพยายามจะบอกกับเราว่า หัวใจของเรากำลังสั่นไหว
5) ความรู้สึก คือสิ่งที่เราต้องทำความ "รู้จักและยอมรับ" เราจึงจะจัดการมันได้
ในฐานะจิตแพทย์ หมอพบผู้คนมากมายที่เก็บและกดความเครียดเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันก็ไม่ได้หายไปไหน(เพราะไม่ได้ปล่อยไป แค่ซ่อนไว้) หากแสดงออกมาเป็นอาการทางร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ แน่นหน้าอก ฯลฯ หรือโรคต่างๆแทน
และที่หลายๆคนเป็นแบบนี้ ปัจจัยที่มีส่วนอย่างมาก ได้แก่ "ท่าทีของพ่อแม่"
แทบจะทุกครอบครัวของคนไข้ ล้วนมีลักษณะเหมือนๆกันคือ ทำดีไม่เคยได้รับคำชม / พูดอะไรไปพ่อแม่ก็ไม่ค่อยรับฟัง นอกจากไม่สนใจแล้วยังค้านกับตำหนิเป็นหลัก 
ดังนั้นเมื่อประสบปัญหา คนๆนั้นก็เลยเลือกที่จะเก็บงำความว้าวุ่นเอาไว้ ดีกว่าไปเล่าแล้วเจอคำพูดทำนองว่า จะคิดมากทำไม , เรื่องแค่นี้ , สู้สิ , ทำไมไม่ทำอย่างงี้อย่างโง้น
เหตุผลสุดคลาสสิกที่คนไข้บอกเหมือนๆกันก็คือ ไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ , ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วง ... มันน่าแปลกจริงๆ คนรักกันจะเป็นห่วงกัน มันน่าจะเป็นเรื่องปกติมิใช่หรอกหรือ?
เมื่อพ่อแม่ไม่ยอมรับความรู้สึกด้านลบ(คนอื่นๆนอกจาก Joy)ของลูก เด็กก็จะเรียนรู้ว่า เขาเปิดเผยได้เฉพาะเรื่องดีๆเท่านั้น อย่าไปเล่าปัญหาให้โดนว่าซ้ำเติม
หากบุคคลไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ไม่รู้จักสาเหตุแห่งทุกข์ เขาจะหาทางออกจากทุกข์ได้อย่างไรกัน?
ซึ่งตรงนี้หมอคิดว่า เป็นเพราะพ่อแม่เอง ก็ไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเองและจัดการได้ไม่ดีพอ
>>> มาพูดถึงประเด็นข้างต้น ในเรื่อง Our Little Sister บ้าง <<<
ซึสึ ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านของ ซาจิ , โยชิโนะ และ จิกะ 
เธอหน้าตาน่ารัก แต่มีสีหน้าที่เรียบเฉย และท่าทางเคร่งขรึม ... เกินกว่าที่เด็กม.ต้นคนนึงน่าจะเป็น หลังจากพ่อเพิ่งเสียชีวิต โดยที่สูญเสียแม่ไปก่อนหน้านั้นด้วย
นอกจากความเสียใจแล้ว ความอึดอัดที่ต้องอยู่กับแม่เลี้ยง ความเคว้งคว้างที่ไม่เหลือญาติสนิท ความหวาดหวั่นว่าพี่สาวต่างมารดาอาจจะไม่ชอบเธอ คงจะหนักอึ้งอยู่ในใจด้วย
ซาจิ พี่สาวคนโต ดูแลน้องๆเสมือนแม่มาตลอด นับแต่แม่ตัวจริงทิ้งไปเมื่อพ่อไปมีภรรยาใหม่(แม่ของซึสึ) 
เธออาจจะมองเห็นภาพตัวเองในซึสึ ... จึงรู้สึกถูกชะตาและรับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน
เธอคงเข้าใจหัวอกซึสึ ... จึงเฝ้าสังเกตและพูดกับน้องว่า "ถ้ามีอะไร บอกพี่ได้นะ" สีหน้าและแววตาตอนพูดแสดงถึงความห่วงใยอย่างชัดเจน
"พ่อเป็นคนใจดี แต่เขาก็เป็นคนใช้ไม่ได้" ซาจิพูดคำนี้มากกว่า1ครั้ง
พ่อเป็นคนดี แต่ก็ทำเรื่องแย่ๆบางอย่าง ตามประสาปุถุชน
ซาจิรักพ่อ แต่ก็ไม่ชอบบางสิ่งที่พ่อทำ ตามประสาคนธรรมดา
เธอรู้และยอมรับความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้
ที่เนินเขาแห่งหนึ่ง เป็นมุมส่วนตัวที่ซาจิจะมาทอดสายตาชมวิว และบางทีก็กรีดร้อง ตะโกนว่า "พ่อบ้าาา!!!"
เมื่อได้เห็นว่า การปลดปล่อยความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อตรงไม่ใช่เรื่องผิด
ซึสึก็ตะโกนออกมาว่า "แม่บ้าาา!!! .... เราน่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่านี้" น้ำตาของเธอไหลมาจากความเสียดาย คิดถึง..โหยหา
แม้ว่าซึสึต้องย้ายเมือง ย้ายโรงเรียน เหมือนกับไรลีย์ แถมหนักกว่าตรงที่ต้องมาอยู่กับคนแปลกหน้า(ถึงจะพ่อเดียวกันก็เถอะ)
แต่เธอก็ปรับตัวได้ไม่ยากนัก ทั้งกับครอบครัวใหม่ เพื่อนใหม่ สังคมใหม่
ที่ซึสึค่อยๆคลายความทุกข์ คงเพราะเธอไม่ได้ถูก "เร่ง" ให้มีความสุขเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
#หมอมีฟ้า 
กรี๊ดดดดด...นี่เพิ่งพูดเรื่องความรู้สึกไปประเด็นเดียว ยังไม่ได้พูดถึงความทรงจำและช่วงเวลาดีๆ(quality time) ... สลบแพพ
!! หมายเหตุ !!
>>> Inside Out ทำสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เข้าใจได้ง่ายก็จริง แต่ด้วยความที่รายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของสมองนั้นมีเยอะมาก 
ข้อจำกัดของหนังอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ที่สำคัญ ได้แก่
* อารมณ์ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดการแสดงออก จริงๆแล้วความรู้สึกนั้นเชื่อมโยงกับความคิดเป็นอย่างมาก (ในหนังมี train of thoughtด้วย น่าเสียดายที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้อง ... แต่เท่านี้ก็ดีงามแล้ว)
* สิ่งที่ควบคุมพฤติกรรม คือ สมองส่วนหน้า (Frontal lobe) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในเรื่องการยับยั้งชั่งใจ การวางแผน สมาธิ ความจำ ฯลฯ โรคที่มีพยาธิสภาพ(ไม่ว่าในแง่โครงสร้างหรือสารสื่อประสาทก็ตาม) ก็จะเกิดอาการผิดปกติ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น เป็นต้น (..... ชักจะเยอะละ เริ่มมึน +_+ ศาสตร์ด้านระบบประสาท(neuroscience) นี้ #หมอคลองหลวง เชี่ยวชาญมาก ช่วยกันนิมนต์แกมาเขียนต่อหน่อย แกเคยลั่นวาจาเอาไว้)
>>> Our Little Sister ดูแล้วจะหลงรักสาวๆทั้งสี่คน heart emoticon

----------------
รู้สาเหตุละ ทำไมตรูเครียด
ฉันต้องการคนที่ยอมรับฟังความรู้สึกของฉันอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อนึกถึงพ่อ..ฉันโกรธพ่อ แต่ฉันบอกแม่ไม่ได้ บอกน้องไม่ไ่ด้ บอกพี่บอกเพื่อนไม่ได้
ฉันรู้สึกผิด บาป ที่โกรธเค้า ที่ไม่อยากเจอ ไม่อยากเห็น ไม่อยากยุ่งเกี่ยว และเฉยชา
ฉันพูดกับใครไม่ได้ เพราะกลัวว่าจะโดนว่า กลัวคนจะมองไม่ดี
กลัวจะกลายเป็นลูกอกตัญญู ในสายตาใครๆ
ฉันรู้สึกผิด ที่จะแสดงออกไปตรงๆ หรือบอกกับใครออกไป ว่าฉันโกรธพ่อ
โกรธมาก โกรธจนไม่อยากยุ่งเกี่ยว


เมื่อนึกถึงเหตุการณ์โดนขโมยที่กีโต้..
ฉันเครียดที่แฟนฉันไม่ตอบโต้ ไม่มีความเห็น ไม่ให้ความร่วมมือกับการอัพยูทูบ 
เหมือนสิ่งที่ฉันทำเป็นเรื่องผิด เหมือนถูกปฏิเสธ หรือกระทั่งต่อต้าน
ขณะเดียวกันฉันก็เครียด เมื่อนึกถึงการแก้แค้น
ใจหนึ่งฉันเจ็บใจ แค้นใจ อยากเอาคืน
แต่ฉันก็เกลียดการผูกพยาบาท เกลียดการจองเวร
ฉันอยากจบมัน อยากลืมมัน อยากไม่รู้สึกอะไร แล้วเดินหน้าต่อไป
แล้วมีความสุข
เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น
ฉันรู้สึกว่า ฉันกำลังสร้างกรรมใหม่ กำลังจองเวร
ฉันกลัวบาปกรรม ฉันกลัวกรรมตามสนอง
ไม่มีใครรับฟัง หรือเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ของฉันเลย
ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพูดกับใคร ฉันสับสน ฉันเครียด 
ฉันโกรธพวกโจร แต่ฉันก็ไม่อยากบอกใครๆว่าฉันอาฆาต 
ฉันไม่อยากบอกแฟนฉัน ว่าฉันยังลืมไม่ได้
ฉันรู้สึกว่าเขาไม่ยอมรับ ไม่อยากฟัง ไม่อยากมีส่วนร่วม และไม่เข้าใจฉันเลย


เมื่อนึกถึงแม่..
แม่ผู้มีแต่มองโลกในแง่ร้าย
เมื่อฉันกลับมาบ้าน สิ่งที่ออกจากปากแม่ ก็มีแต่เรื่องที่แม่เครียด และกังวลไปเองทั้งหมด
ทั้งๆที่หลายๆเรื่อง มันเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิด
ไม่จำเป็นต้องเครียด..ไม่จำเป็นต้องโกรธอะไรเลย

แม่รักฉันมาก และฉันเหมือนเป็นคนคนเดียวที่จะรับฟังแม่ได้
แต่ฉันก็ไม่อยากรับฟัง
ฉันไม่อยากรับมลพิษ ไม่อยากรับฟังเรื่องราวการมองโลกในแง่ร้ายของแม่
แต่ฉันก็รู้สึกผิด..ถ้าไม่ฟังเค้า
ฉันไม่อยากให้แม่รู้สึกเหมือนตัวคนเดียว

ทว่า..
เมื่อฉันรับฟังแม่ ฉันก็มีอารมณ์ร่วมตามไปด้วย
ฉันไม่อาจเอาหัวใจออกมาวางไว้ข้างนอก โดยไม่รู้สึกอะไรเลยตามแม่ไปด้วย
เหมือนที่พี่ส่วและน้องชายฉันทำ
แต่เมื่อฉันฟัง ฉันก็อิน โมโหไปด้วย เครียดไปด้วย โกรธ เกลียดไปด้วย
ขณะเดียวกัน ฉันก็ต่อต้าน ฉันคิดว่าแม่ไม่ควรจะเครียดกับเรื่องเหล่านั้น
ฉันคิดว่าแม่คิดมากเกินไป เอาเรื่องเล็กมาเครียดทำไม
ฉันคิดว่าแม่มองโลกในแง่ลบมากเกินไป

ฉันไม่อยากฟังแม่ ฉันไม่อยากเครียดตามไปด้วย
แต่ฉันก็รู้สึกผิด..มาก ถ้าไม่ฟัง 
..ฉันจึงเครียด..

เหล่านี้เป็นสิ่งที่บอกใครไม่ได้
เมื่อบอกเพื่อน เพื่อนก็ด่า บอกว่านี่แม่นะ ว่าแม่ได้ไง
ฉันไม่มีคนที่จะรับฟังฉันเลยสักคน
ฉันไม่มีใครเลย ที่จะเข้าใจฉัน และรับฟัง โดยไม่ตัดสิน
ฉันเกลียด ฉันโกรธ ฉันอาฆาต ฉันรู้สึกผิด
ฉันเป็นแค่คนธรรมดา ที่มีอารมณ์เหล่านี้
แค่นี้เอง ที่ฉันอยากให้มีใครสักคนที่เข้าใจ
อย่าตัดสินฉันเลย
เห็นใจฉันบ้าง
เถอะนะ

บทความข้างบนบอกว่า เพราะพูดกับใครไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าไม่มีคนเข้าใจ
จึงเครียดสะสม
เมื่อได้เขียนระบายออกมา เมื่อได้เข้าใจตัวเอง
ตอนนี้ฉันดีขึ้น หายใจโล่งขึ้น และ สบายใจขึ้น
ความเครียดที่เขม็งเกลียวในท้อง รู้สึกว่าจะมลายหายป
มันผ่อนคลายขึ้น..จริงๆ
ที่ได้รู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ที่เราจะยอมรับ และแสดงออกความรู้สึกของเรา 
อย่างตรงไปตรงมา
ก็ฉันเป็นแค่คนธรรมดา..นี่นา
ขอบคุณผู้อ่าน ทีผ่านมา และเข้าใจ
ขอบคุณจริงๆ




Create Date : 03 กันยายน 2558
Last Update : 3 กันยายน 2558 0:40:24 น.
Counter : 377 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

cinta
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่า ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค้า
แบบว่ายังใหม่มากๆสำหรับที่นี่
เห็นบล็อกคนอื่นเค้าสวยๆงามๆก็ให้อิจฉาตาร้อนผ่าวๆ
ไม่รู้เค้าทำกันยังไง
ใครมีจิตเมตตาก็มาบอกกันมั่งเน้อ
free counters
New Comments