ความทรงจำ...ทมยันตี ( 3 )
จาก...นิตยสารศรีสยามปีที่ 1 ฉบับที่ 4

ประจำวันพฤหัสบดีที่ มกราคม พ.ศ. 2540  (หน้า 43)


สัมภาษณ์พิเศษ               

                                   มุติ





ความทรงจำ


               เมื่อสมองคนมิใช่สมองกล การเก็บใครสักคนเพื่อบันทึกไว้ในความทรงจำที่ดีจึงเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน เนื่องเพราะมนุษย์มีความละเอียดลึกซึ้งในการรัก ชอบ เกลียด ชัง แตกต่างกัน

แต่ขณะเดียวกันภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คนบางคนกลับเข้าไปอยู่ในหัวใจของใครต่อใคร ทั้งในยามที่ยังมีลมหายใจจวบจนเหลือเพียงชื่อให้จดจำ หรือเขาคนนั้นจะเป็นคนพิเศษ ที่มีรายละเอียดชีวิตเหมาะควรที่จะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้กล่าถึง

เฉกเช่นที่สุภาพสตรีท่านนี้เคยบอกไว้ว่า สักวันตัวเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย...

“...วันหนึ่งคุณจะเห็นแต่หนังสือของดิฉัน แต่ยัยทมยันตีหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้...เพราะฉะนั้นต้นฉบับที่เป็นลายมือนี่ควรเข้าไฟล์เก็บไว้เพราะต่อไปจะไม่มีลายมือทมยันตีอีกแล้ว เก็บไว้เถอะ วันหนึ่งมันจะเป็นประวัติศาสตร์ เพราะมักชอบบอกใคร ๆ เสมอว่า ตอนนี้อายุมากแล้ว คงอยู่อีกไม่นานหรอก

“เมื่อตายเคยบอกว่าให้ผ่าสมองไปดองใส่โหลไว้  ใคร ๆจะได้ดูว่านี่คือสมองยัยทมยันตี เป็นอย่างนี้นี่เอง พิลึกกึกกือ ดิฉันก็อยากเห็นมันสมองตัวเองเหมือนกัน เพราะเขาบอกว่าลูกอีช่างคิดทั้งหลาย รอยพับของมันสมองจะลึกกว่าปกติ ลูกดิฉันก็อยากเห็น เขาว่าสมองแม่อาจเรียบก็ได้ หรือความจริงแม่อาจจะไม่มีสมองคิดอะไรเลย แม่เขียนส่งเดชไปอย่างนั้นเอง

“เขาว่าแม่อาจมั่ว แล้วบังเอิญเป็นการมั่วที่ดีจนคนจับไม่ได้ แม่ดิฉันคือคุณยายของเจ้าลิงทั้งสามตัวนั่น ก็บอกว่า ลูกคนนี้ช่างปั้นน้ำเป็นตัว ผิดศีลห้า มุสาวาทคนทั้งประเทศทุก ๆ วัน สมัยก่อนพอดิฉันจับปากกาเขียนหนังสือ แม่จะบอกว่า เอาละมุสาวาทเวรมณีแล้วจะถือศีลได้ยังไง ศีลข้อนี้ผิดตั้งแต่อายุ 14 อย่างแน่นอน ตั้งแต่เริ่มเขียนหนังสือ แม่บอกว่าปั้นน้ำเป็นตัวขายชาวบ้านทุกวัน มันเป็นลูกเจ้าของโรงน้ำแข็ง คนอื่นไม่เข้าใจว่าพูดเรื่องอะไรกัน มีแต่คนในบ้านนี้หัวเราะ”

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงวาระหนึ่ง บางคนสามารถปล่อยวางกิเลสตัณหาทั้งมวลได้ บั้นปลายของคนเหล่านี้จึงสงบสุขอิ่มเอมกับการมีอยู่ของชีวิตที่เหลือ และพร้อมที่จะรับสัจธรรม ทมยันตีพูดถึงตัวเองว่า

“เมื่อดิฉันตาย ถ้าต้นฉบับเงียบหายไปแล้วทางโรงพิมพ์โทรศัพท์มาตาม ทางบ้านก็จะบอกว่าตายไปแล้วละ คุณจะไม่เห็นศพดิฉันเพราะทันทีที่ตาย ถ้าไปตายที่โรงพยาบาล เขาอาจตั้งศพไว้สัก  24 ชั่วโมงในห้องนั้น แล้วก็ให้โรงพยาบาลไปเลย เพราะเดิมดิฉันทำมอบให้ศิริราชไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้ทำใบมอบหายไปไหนก็ไม่รู้ คิดอยู่ว่าจะย้ายโรงพยาบาลหรือกลับไปเจ้าเก่าดี นี่กำลังถามอยู่ว่าใครต้องการกระดูกทมยันตี รีบแจ้งความจำนงมา

“...แล้วดิฉันนี่ไม่ต้องรดน้ำศพ ไม่ลงโลง สั่งเด็ดขาดใครเอาศพไปลงโลงจะโกรธ ไม่ใช่กลัวนอนในโลง แต่เสียดายไม้ เผาทีละสี่แผ่น ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไหร่ สงสารไม้ ทำอะไรกันอย่างนั้น บอกลูกถ้าให้โรงพยาบาลแล้วไม่เอากระดูกคืนด้วย จะขูดไปตั้งเป็นโครงกระดูกแขวนก็แล้วแต่ หรือจะเอาไปผ่าเป็นชิ้น ๆ เหลือแต่กระดูกแล้วทิ้ง ก็ไม่ว่า เผาก็ไม่ว่า แปลกดีนะคะ ดองแล้วเอากระดูกมาผูก ใส่ตู้แขวน แล้วบอกว่า นี่ไงที่ยืนยิ้มแหงแก๋ฟันหลออยู่คือทมยันตีละตัวเอง

“แต่ลูกเขามีข้อแม้นิดเดียวว่า ใครเอากระดูกแม่เขาไปแขวนต้องนุ่งกางเกงในกับเสื้อชั้นในสวยๆ ให้ด้วย เขาจินตนาการว่าทนดูแม่ยืนแก้ผ้าล่อนจ้อนไม่ได้ ก็ยังนึกกันอยู่ว่าจะใส่เซนต์ไมเคิลหรือเสื้อคอกระเช้ากางเกงในหรูลายพร้อยดี แต่ตอนนั้นมันเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของดิฉันแล้ว

“เคยบอกคุณวิศวนาถไว้เหมือนกันว่า ถ้าเผื่อเขาโยนกระดูกคืนมาให้ช่วยเอาไปทิ้งไว้ในป่า โคนต้นไม้ที่ออกดอกสีม่วงได้ไหม เขาบอกว่าตอนนั้นเขาคงบวชไปแล้ว พอเป็นพระจะหิ้วกระดูกสีกาได้ยังไง บอกอะไรเหลือแต่กระดูกนี่นะ เขาเลยสารภาพ ความจริงมันหนักน่ะ หิ้วไปทำไม เลยบอกงั้นโยนไว้ที่ต้นโพธิ์นั่นแหละ ไม่ต้องหิ้วไปไหน ขนาดกระดูกดิฉันยังบอกว่าหนักไม่แบกให้เสียเวลาหรอก นี่เจ้าลูก มันปลอบใจ ถ้าไม่มีใครเอามันจะฝังที่โคนต้นมะม่วงหน้าบ้าน จะได้เป็นปุ๋ยมะม่วงจะได้ลูกดก คนบ้านนี้เป็นอย่างนี้ล่ะคะ ไม่ติดเรื่องจะเป็นจะตายอะไร ถือเป็นเรื่องปกติ

“ตอนต้นฉบับลงพิมพ์นี่ คุณหมออรศรีจากโรงพยาบาลจุฬาฯยอมรับศพดิฉันแล้ว หลังจากเร่ร่อนแจ้งความจำนงอยู่นาน ที่...‘ปื้มแย่’...ตามสำนวนเจ้ายอดคือ คุณหมอ ยอมรับโครงกระดูกดิฉันเข้าพิพิธภัณฑ์ หากพอเจ้าสามตัวมันรู้ มันกลับหัวเราะกันกลิ้ง มันบอกว่า เห็นไหม แม่ทั้งเก่าทั้งแก่จนเขาต้องเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ อาจจะได้ตั้งคู่กับโครงกระดูกไดโนเสาร์ โครงกระดูกของแม่จะได้เป็นไดโนย่า ส่วนอวัยวะอื่น ๆ เขาก็บอกว่า เสื่อมจนใช้ไม่ได้ จนคุณยุวดี จากสภากาชาด ยอมตัดใจเอาลูกกะตาแล้วกัน...ใครได้ลูกกะตายัยทมยันตีไป จะได้ดูโลกผ่านสายตาดิฉันไง ต่อไปถ้าใครจะเป็นนักเขียน ขอให้เอาดอกไม้สีม่วงสักดอกไหว้ครู หน้าโครงกระดูกดิฉัน แล้วจะ ‘อวย’  คืออวยพรให้ไง จะได้เป็นพวกลูกเจ้าของโรงน้ำแข็ง ปั้นน้ำเป็นตัวเหมือน กัน”

...บางคนอยู่และจากลาเพื่อให้ใครต่อใครทั้งโลกได้จดจำ แต่มีอีกมากที่แม้กระทั่งวันหมดลมหายใจก็ไม่มีใครอยากรับรู้--แล้วคุณละ เลือกที่จะเป็นแบบไหน





Create Date : 10 สิงหาคม 2556
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 16:46:29 น.
Counter : 830 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

พ ชมภัค
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



เป็นคน...ยาก
ยากเป็น...คน
คน...เป็นยาก

โดยเฉพาะถ้าคิดจะบรรลุจุดมุ่งหมาย
...ยากยิ่งกว่ายาก

หนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ล้วนจำเป็นต้องเสียสละ เสียสละ...และเสียสละ

--------------------พระสนมเฉียนเฟย-----------


** ** ** ** **

อย่าได้คิดจะยอมแพ้และละทิ้งไปง่าย ๆ แบบนี้...

ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ

ถ้าไขว่คว้าความฝันนี้ไม่ได้...
ก็เปลี่ยนเป็นความฝันอื่นเสียก็สิ้นเรื่อง

ยิ้มสักครั้งสิ ความสำเร็จ ชื่อเสียงไม่ใช่ปลายทาง

ทำให้ตัวเองมีความสุขต่างหาก... ถึงจะเรียกว่าคุณค่าและความหมาย

....ไม่ต้องกลัวหัวใจจะแหลกสลาย....

----------------โจว เจี๋ยหลุน (Jay Chou)-------
สิงหาคม 2556

 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
MY VIP Friends