สิงหาคม 2556

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
สอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (ทุนมง) Part 2 : สอบสัมภาษณ์


มาติดตาม สอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (ทุนมง) Part 2 : สอบสัมภาษณ์ กันต่อเลยครับ


หลังจากที่ประกาศผลข้อเขียนก็จะมีเวลาเตรียมตัวในการสัมภาษณ์เกือบๆอาทิตย์ครับ ผมก็หาข้อมูลและคำถามสัมภาษณ์จากทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ช่วยในการเตรียมตัวได้มากๆเลย การสัมภาษณ์จะเน้นหัวข้อวิจัยและ Study Plan ของเราที่จะไปทำที่ญี่ปุ่นเป็นหลักเลย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยคณะกรรมการชาวญี่ปุ่น 4 คน โดยมี 1 ท่านเป็นเลขาฑูต


ก่อนถึงคิวเราสัมภาษณ์ 15 นาทีเค้าจะให้หัวข้อเรามา 4 หัวข้อ เพื่อแนะนำตัวเองประมาณ 5 นาที จาก 4 หัวข้อเรื่อง คือ


1. Introduce yourself.

2. What is your objective/goal in studying in Japan?

3. Study Plan.

4. What is your plan after returning to Thailand?


สำหรับคนที่ผ่านข้อเขียนและกำลังเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ให้เตรียมแนะนำตัวเองประมาณ 5 นาทีตามหัวข้อนี้ไปเลยครับ (เหมือนกันทุกปี) รับรองมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะว่าถ้าเราเตรียมตัวไปดีในตรงนี้ สามารถแนะนำตัวเอง และพูดในสิ่งที่ตัวเองจะไปทำอะไรที่ญี่ปุ่นได้ดี ก็สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการได้สูง


มารยาทในการสัมภาษณ์แบบคนญี่ปุ่นก็สำคัญมากครับ ยิ่งถ้าพูดภาษาญี่ปุ่นได้ก็จะดีมากและได้เปรียบพอสมควร แต่ถ้าไม่ได้เลยอย่างผมก็เตรียมท่อง แนะนำตัวเราสั้นๆ เพื่อสร้างความประทับใจ Smiley


พอทักทายคณะกรรมการด้วยมารยาทญี่ปุ่นเสร็จ ผมก็แนะนำตัวไปด้วยความตื่นเต้น แถมยังลืมภาษาญี่ปุ่นที่อุตส่าห์ท่องมาอีกต่างหาก Smiley เลยต้องแนะนำตัวต่อเป็นภาษาอังกฤษ จนเกิน นาที ทั้งๆที่ก็เตรียมตัวมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่วาย ยิ่งพอกรรมการมองเวลาว่า เกิน 5 นาทีหรือยัง ผมยิ่งลน จนต้องรีบเร่งให้จบ Smiley


หลังจากแนะนำตัวเองและพูดในหัวข้อที่เค้ากำหนดมาจบ กรรมการก็ยิงคำถามแรกใส่ผมทันที!!! (ตายแน่ตู Smiley !!)


Q : ทำไมถึงอยากทำหัวข้อวิจัยนี้ที่ญี่ปุ่น

A : เพราะว่ารูปแบบของ Social Enterprise Model ในเมืองไทยนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอังกฤษแต่ก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ทั้งหมดเนื่องด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน แต่ญี่ปุ่นและไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมที่ใกล้เคียงกันมากกว่าซึ่งจะเห็นได้จากนโยบาย OTOP ที่ไทยนำมาจากญี่ปุ่น ก็ประสปผลสำเร็จมากๆในประเทศไทย ดังนั้น ผมก็มั่นใจว่า Social Enterprise Model ที่ผมจะไปศึกษาและทำวิจัยที่ญี่ปุ่น ก็จะประสปความสำเร็จในประเทศไทยอีกเช่นกัน


ถึงแม้ว่าสำหรับญี่ปุ่นเรื่องนี้ก็ยังใหม่อยู่มาก แต่ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นเล็งเห็นถึงความสำคัญของ Social Business จึงได้มีการจัดตั้ง Social Business Research Center (SBRC) เมื่อปี 2009 ขึ้น เพื่อที่จะ Promote Social Business ในประเทศญี่ปุ่นเองและเป็นเสมือน hub ทั่วภูมิภาคเอเชียดังนั้น การที่ผมได้มีโอกาสไปทำวิจัยที่นี่ นอกจากจะได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังมีโอกาสได้ศึกษา Case Study จากประเทศอื่นๆทั่วภูมิภาคเอเชียด้วย โดยเฉพาะภูมิภาค ASEAN ที่เรากำลังจะเปิด ASEAN Economic Community ภายในสิ้นปี 2015


Q : รู้จัก Social Business ที่ Fukuoka City ไหม มีที่ไหนบ้าง

A : (ตอนนั้น บอกตรงๆผมนึกไม่ออกเลยว่ามีที่ไหนบ้าง คิดในใจ ตายล่ะวา!! Smiley ลืมหาข้อมูลมาตรงนี้ ที่หามาก็มีแต่ในประเทศญี่ปุ่น!!ก็เลยเลี่ยงตอบไปว่า) ผมไม่แน่ใจว่าที่ Fukuoka City มีที่ไหนบ้าง แต่ถ้าในประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีอย่าง…(ซวยล่ะตู!!  Smiley อยู่ดีๆก็ดันนึกชื่อไม่ออกขึ้นมาซะงั้น มันติดอยู่ที่ปาก โอ๊ยย ซวยซ้ำซวยซ้อน!!!  Smiley ) ขอโทษนะครับ พอดีผมนึกชื่อองค์กรนี้ไม่ออก (ตอนนั้นในใจคิด ทำไม๊?? ดันมาลืมชื่อตอนนี้ได้ Smiley ) อยู่ที่เมือง Yokohama ซึ่งเป็น social business ที่จะแก้ไขปัญหา homeless ในเมือง Yokohama ซึ่งมากกว่า 60% ของ homeless คือ ชาวญี่ปุ่นที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 


Q : คุณเคยได้ยินชื่อ Uniqlo ไหม? นั่นก็ถือว่าเป็น Social Business นะ

A : (ผมก็เลยนึกขึ้นได้ก็เลยตอบกรรการไป) ใช่แล้วครับ Uniqlo ที่ไปลงทุน Social Business ในประเทศบังคลาเทศ ขอโทษด้วยนะครับเมื่อสักครู่ผมนึกไม่ออก ซึ่งนอกจาก Uniqlo แล้วก็ยังมี Grameen –Yukiguni Maitake ผลิตเห็ดไมตาเกะ ซึ่งเป็น Joint Venture ของญี่ปุ่นและบังคลาเทศด้วยเช่นกัน (ในใจก็นึกว่ารอดตายคำถามข้อนี้ไปได้หวุดหวิด!! ดีนะ!! กรรมการถามว่ารู้จักไหม เลยสามารถอธิบายต่อได้ Smiley )


Q : รู้ไหมว่าที่เมืองไทยก็มีศูนย์ Social Business Research Center (SBRC)

A : รู้ครับ ที่ AIT ก็มีศูนย์  SBRC แต่ว่าคนส่วนมากก็ยังไม่รู้ตรงนี้เพราะขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีด้วย สำหรับ SBRC ที่ญี่ปุ่นจะเปรียบเสมือน Hub ของภูมิภาคเอเชีย ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นประเทศเดียว ทั้งยังมีการจัด Social Business Asia Forum ขึ้นทุกปี ซึ่งในงานมีการ present Social Business Project ที่ถูกคัดเลือกจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดการแข่งขัน Social Business Plan ในประเทศญี่ปุ่นเองอีกด้วย


Q : อยากจะเรียนต่อถึงปริญญาเอกไหม? ถ้าคุณจะเรียนนี่ กว่าคุณจะจบ คุณก็อายุเกือบ 40 แล้วนะ ถือว่าอายุเยอะแล้ว ที่ญี่ปุ่นมีผลมาก ยิ่งถ้าคุณอยากจะกลับมาเป็นอาจารย์ด้วย 40 นี่ ผมบอกได้เลยว่าสายเกินไป!

A : (ผมอึ้งไปกับคำถามนี้ 10 วิ  Smiley !! คำถามแรงงงงงง!!! ตายล่ะวา Smiley แล้วตูจะตอบยังไงดีล่ะนี่ ก็ยิ้มแบบเจื่อนๆ ก่อนที่จะตอบว่า) ผมเข้าใจนะครับ ว่าการที่จะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ยิ่งเริ่มเรียนปริญญาเอกตั้งแต่อายุน้อยเท่าไหร่ ก็จะสามารถกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เร็วขึ้น แต่ในสาขาบริหารธุรกิจ การที่อาจารย์มีประสปการณ์ในภาคธุรกิจด้วย จะทำให้สามารถถ่ายทอดประสปการณ์ และองค์ความรู้ให้นักศึกษาได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะปัญหาที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันคือ อาจารย์สายบริหารธุรกิจ แม้จะจบปริญญาเอก แต่ก็ขาดประสปการณ์ในการทำงานจากภาคธุรกิจ จึงไม่สามารถที่จะถ่ายทอดตรงนี้ให้กับนักศึกษาได้


ถึงแม้ว่าถ้าผมจะศึกษาต่อปริญญาเอก กว่าจะจบก็เกือบอายุ 40 แต่ผมมีประสปการณ์ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารเกือบๆ 10 ปี จากภาคธุรกิจเอกชน ในบริษัทข้ามชาติที่เป็นอันดับต้นๆของในแต่ละสายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสายวิศวกรรมศาสตร์จากบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Schlumberger บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเองอย่าง Toyota, Maersk Sealand บริษัท Shipping & Logistic อันดับ ของโลก ธนาคาร Standard Chartered Bank ประเทศไทยสิงคโปร์ และมาเลเซีย ธนาคาร HSBC ประเทศไทยและสิงคโปร์ บริษัท Procter & Gamble (P&G) และบริษัท AIA ซึ่งผมเชื่อว่า อาจารย์ที่อายุน้อยๆ ไม่ได้มีประสปการณ์ทำงานทั้งในและต่างประเทศในหลายสายธุรกิจเท่าผม ยังขาดการมองภาพในโลกของธุรกิจ และไม่สามารถที่จะถ่ายทอดประสปการณ์ตรงนี้ให้กับนักศึกษาได้เหมือนผม


นอกจากประสปการณ์ทำงานเกือบ 10 ปีของผม ผมก็ยังสามารถที่จะถ่ายทอดประสปการณ์กิจกรรมที่ผมเคยเข้าร่วมและทุนการศึกษาที่ผมเคยได้รับ ไม่ว่าจะเป็นประสปการณ์นักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ในประเทศเยอรมัน, Mister University Thailand Award, การเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด Mister University International ที่ประเทศเกาหลีกิจกรรมลูกเสือโลกทุน The Best & Brightest จากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดูงานประเทศเยอรมัน ฮังการี ออสเตรีย และโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ซึ่งผมมั่นใจว่า จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาได้ Smiley


Q : ภาษาญี่ปุ่นยากมากนะ คุณยังคิดจะเรียนอีกเหรอ โดยปรกติแล้วคนที่จะเรียนภาษาได้ไวต้องอายุไม่เกิน 25 ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่นะ? 33? ผมบอกตรงๆเลยว่า มันยากมากๆเลยสำหรับคุณ!

A : (ในใจก็นึก น่านนน!! โดนอีกดอก!! สกัดดาวรุ่งตูอีกล่ะ Smiley !! ก่อนจะตอบว่าผมเข้าใจว่าภาษาญี่ปุ่นยากมาก ซึ่งอายุผมก็ไม่ได้น้อย อาจจะเรียนรู้ภาษาได้ช้ากว่าคนที่มีอายุน้อยกว่า แต่ผมเชื่อว่าของอย่างนี้มันขึ้นอยู่ที่ใจและความมุ่งมั่นมากกว่าเรื่องอายุ  Smiley ซึ่งผมมีความมุ่งมั่นและตั้งใจสูงที่จะเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น และผมมั่นใจว่าความมุ่งมั่นและตั้งใจของผมนั้นสูงกว่าคนที่อายุน้อยกว่าผมซะอีก อีกอย่าง นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับผมในการเรียนรู้ภาษาที่สาม เพราะว่าผมก็เคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่ประเทศเยอรมันมาก่อน โดยที่ผมไม่ได้มีความรู้ภาษาเยอรมันเลย แต่ผมก็ยังสามารถที่จะสามารถเอาตัวรอดในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเยอรมันได้ สามารถที่จะพูดภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว และเรียนในชั้นเรียนที่สอนภาษาเยอรมันได้อย่างเข้าใจภายในระยะเวลา เดือน


ซึ่งถ้าผมได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ผมก็จะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นทันที ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดคอร์สแบบเร่งรัดให้เรียนที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดินทางไปถึงอยู่แล้ว แต่ผมต้องการที่จะรู้ภาษาญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุดก่อนที่เดินทางไปถึงญี่ปุ่น เพื่อที่จะได้เอาเวลาไปทุ่มให้กับทำการวิจัย และเรียนรู้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และวิธีคิดของชาวญี่ปุ่นให้เร็วที่สุด


Q : แล้วทำไมคุณไม่เริ่มเรียนตอนนี้เลยล่ะ? จะรอทำไม?

A : (ดอกที่สามติดกัน!! กรรมการได้แฮทริกซ์แล้วคราฟฟฟ!! Smiley ) ที่ผมยังไม่ได้เริ่มเรียน เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาสได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นหรือเปล่า ผมเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย จนสามารถพูดได้นิดหน่อย แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ ก็เลยหยุดเรียนในที่สุด แล้วก็ลืมไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าผมรู้ว่าผมมีโอกาสได้ใช้แน่ๆ ผมจะเริ่มต้นเรียนทันที และก็จะลงทะเบียนแบบ Intensive Course ในตอนกลางวันทุกวันด้วย เพื่อที่จะเข้าใจภาษาญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุดก่อนที่ผมจะเดินทางไปถึงญี่ปุ่น


ติดตามตอนต่อไปได้ที่  สอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (ทุนมง) Part 3 : สอบสัมภาษณ์ (ต่อ)




Create Date : 08 สิงหาคม 2556
Last Update : 1 กรกฎาคม 2557 22:28:00 น.
Counter : 8676 Pageviews.

10 comments
  
อยากทราบว่า MBA ที่พี่ได้ไปเรียนไปที่ university ไหนหรอคะ แล้วส่วนใหญ่เลือกไปไหนกัน

ขอบคุณค่ะ

โดย: SS IP: 110.168.216.43 วันที่: 3 พฤษภาคม 2557 เวลา:8:16:37 น.
  
พี่ค่ะ คือสนใจทุนนี้
มากแต่อ่านมาทั้งหมดรู้สึกหินมากๆเลยค่ะ แหะๆ
นู๋จะทำได้รึเปล่าน้า ^_^"
โดย: nanniizz IP: 122.154.22.40 วันที่: 21 ธันวาคม 2557 เวลา:15:29:37 น.
  
หลังจากแบคแพคไปเที่ยวญี่ปุ่นมาหนึ่งครั้ง แล้วเกิดอาการหลงรักญี่ปุ่นหัวปักหัวปำ กลับมาหาทุนเรียนฟรี ของญี่ปุ่น ตอนนี้แค่ได้อ่านประกาศรับสมัครทุนและบลอคของคุณ(พี่)แล้ว หัวใจเต้นแรงมาก

สนใจทุนฝึกอบรมครู กับทุนวิจัย ทางด้าน Sociology (เป็นครูรัฐที่กำลังต่อโทสาย Socio ) กำลังอยู่ในช่วงหาข้อมูลเลย
ติดตามบลอคของคุณอยู่นะคะ อัพบ่อยๆนะคะ ได้โปรดดดดด


โดย: kiawkoii IP: 182.93.138.161 วันที่: 22 มกราคม 2558 เวลา:20:34:27 น.
  
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ และดีใจมากถ้า blog จะเป็นประโยชน์ต่อน้องๆ

@kiawkoii ทุนฝึกอบรมครู ผมไม่มีข้อมูลเท่าไหร่ครับ แต่เท่าที่ทราบคือการแข่งขันไม่ได้สูง เพราะเหมือนคนไม่ค่อยทราบข่าว เลยมีผู้สมัครน้อย เท่าที่เคยคุยกับผู้ได้ทุน การคัดเลือกก็น่าจะต่างกับทุนวิจัย และทุนฝึกอบรมครู เหมือนจะเน้นการกระจายโอกาสมากกว่าครับ
โดย: Charlie Man IP: 218.251.113.57 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:11:41:13 น.
  
ติดตามมาจากกระทู้ที่แล้ว ที่บอกว่า ข้อสอบของ research กับ undergraduate เป็นข้อสอบเดียวกัน เลยสงสัยว่าเกณฑ์รับสมัครเหมือนกันหรือเปล่าคะ จาก ส่วนนี้

[[[[[ แต่...ช้าก่อนครับ!!! ถ้าใครเกรดไม่ถึงตามที่กำหนดไว้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็อนุโลมให้ได้ โดยต้องมีผลคะแนนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency Test : JLPT) ให้ได้ระดับดังต่อไปนี้

- เกรดมากกว่า 2.80 ส่งผลระดับคะแนน JLPT Level 1 หรือ N1

- เกรดมากกว่า 3.0 ส่งผลระดับคะแนน JLPT Level 2 หรือ N2

- เกรดมากกว่า 3.15 ส่งผลระดับคะแนน JLPT Level 3 หรือ N3/N4 สำหรับคนที่จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี

- เกรดมากกว่า 3.30 ส่งผลระดับคะแนน JLPT Level 3 หรือ N3/N4 สำหรับคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท ]]]]]


research กับ graduated เกณฑ์เดียวกันไหมคะ

** ขออภัยหากถามซ้ำ เพราะเนื้อหาเยอะเลยตาลาย **
โดย: phatwann IP: 27.145.102.45 วันที่: 3 เมษายน 2558 เวลา:19:38:57 น.
  
@phatwann สำหรับข้อมูลที่พี่โพสต์ไป เป็นการสอบแบบ research student ครับ ส่วน แบบ undergraduate ก็มีข้อมูลที่พี่แจ้งไว้ให้แล้ว คือ ต้องจบม.ปลาย หรือกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 ด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.80 ขึ้นไป
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 5 เมษายน 2558 เวลา:16:34:50 น.
  
พี่คะ เราจำเป็นต้องมี contact กับมหาลัยหรืออ.ที่นู่นมั้ยคะ แล้วก็เรื่อง study plan อยากให้พี่ช่วยแนะนำวิธีการเขียนหน่อยได้มั้ยคะ
โดย: PS IP: 110.77.215.241 วันที่: 7 กรกฎาคม 2558 เวลา:23:09:01 น.
  
ขอโทษทีค่ะ พอดีไม่ได้กดไปดูกระทู้ถัดไป คำถามข้างบนขอ cancel นะคะ
ต้องขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆค่ะ แต่หนูขอสอบถามนิดนึง พี่ได้ทุนวิจัยไปแล้วพี่ก็ไปทำวิจัยอยู่ที่นู่นประมาณปีนึง แล้วพี่ถึงสอบเข้าโทของที่ม.นั้นใช่มั้ยคะ หมายถึงยังไงก็ต้องไปทำวิจัยก่อนถึงจะสอบเข้าโทได้ แล้วถ้าเราสอบได้จากทุน2ปี ก็จะเพิ่มมาเป็น7ปี (ในกรณีที่ได้เรียนเอกด้วย) หนูเข้าใจถูกมั้ยคะ
อีกเรื่องคือ อย่างหนูอ่ะค่ะ มีprofessor ที่รู้จักอยู่ที่นู่นอยู่แล้ว เหมือน adviser ของหนูที่ไทยเขาเคยไปทำแล็ปอยู่ที่นู่นแล้วร้จักกัน เขาสามารถapply ทุนให้หนูได้มั้ยคะ หรือว่า ก็เหมือนปกติแค่หนูสามารถเขียน study plan ได้ง่ายขึ้น รบกวนพี่ด้วยนะคะ
โดย: kk IP: 180.183.165.37 วันที่: 7 กรกฎาคม 2558 เวลา:23:47:03 น.
  
@PS ไม่จำเป็นต้องมี contact กับอาจารย์ที่นู่นก่อนครับ และโดยปรกติแล้ว ถ้าจะติดต่อไปที่อาจารย์ที่โน่นโดยที่ไม่ได้มีอาจารย์ที่เมืองไทยแนะนำ ทางอาจารย์หรือมหาวิทยาลัยก็จะบอกให้สอบให้ผ่านสัมภาษณ์ก่อน แล้วค่อยติดต่อมาครับ แต่ถ้ารู้จักกับอาจารย์ที่นั่นเป็นการส่วนตัว หรืออาจารย์ที่เมืองไทยเรามี connection ด้วยอยู่แล้ว ถ้าขอ LOA มายื่นวันสัมภาษณ์ได้ ก็จะดีกว่าไม่มีครับ แต่การที่ได้ LOA มายื่นวันสัมภาษณ์ ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเราจะได้ทุน แต่จะแสดงให้เห็นว่าเรามีความพร้อม ความตั้งใจในการที่จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมากขึ้น

@kk ทุนวิจัย ให้ 2 ปี ภายในสองปีนี้ต้องสอบเข้า ป.โท หรือ ป.เอกให้ได้ แต่ถ้าไม่อยากเป็นนักศึกษาวิจัย แล้วสามารถสอบเข้า ป.โทหรือ ป.เอกได้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ก่อนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น ก็สามารถเข้าเรียน ป.โท หรือ ป.เอกได้เลยครับ

ในกรณีที่จะให้อาจารย์ที่โน่นสมัครทุนให้ ทุนมงประเภทนี้จะเรียกว่า University Recommend ครับ ซึ่งโอกาสได้จะมีมากกว่าทุนมงผ่านทางสถานฑูต เพราะไม่ต้องสอบแข่งขันกันอย่างดุเดือด และหลายๆคนที่ไม่ผ่านข้อเขียนหรือผ่านสัมภาษณ์ทุนมงแบบสถานฑูต ส่วนมากก็จะไปได้ทุนมงแบบผ่านทางมหาวิทยาลัย หรือ University Recommend กันครับ ถ้ารู้จักกับอาจารย์ที่โน่นอยู่แล้ว ลองติดต่อสอบถามไปเลยครับ ว่าจะสามารถสมัครทุนมงแบบ University Recommend ได้ไหม ซึ่งยิ่งถ้าอาจารย์มีผลงานวิจัยอยู่เยอะ โอกาสได้ทุนประเภทนี้ก็มีสูงมากครับ

ขอให้โชคดีครับ ^^
โดย: Charlie Man IP: 94.23.252.21 วันที่: 21 กรกฎาคม 2558 เวลา:8:57:11 น.
  
ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆเลยค่ะพี่ แสดงว่าทุนมงแบบ University Recommend นี่ขึ้นอยู่กับอ.นู่นซะส่วนใหญ่เลยใช่มั้ยคะ แล้วเราต้องสอบอะไรเพิ่มเติมมั้ยคะ รบกวนด้วยนะคะพี่
โดย: kk IP: 171.96.176.11 วันที่: 25 กรกฎาคม 2558 เวลา:22:32:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

CHaRLiE San
Location :
Tokyo  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]