เล่ห์ซ่อนใจ : บทที่ 3

บทที่ 3


แจ็คพาชาร์ล็อตไปที่สระว่ายน้ำของรีสอร์ทซึ่งแม้ว่าจะไม่มีคนมาว่ายน้ำแล้วแต่ก็ยังคงเปิดไฟประดับสะท้อนกับผืนน้ำเป็นประกายระยับ เขายังคงกุมมือเธอเอาไว้ในขณะที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำจนกระทั่งเขาพาเธอมาอยู่ตรงบาร์เครื่องดื่มที่เปิดอยู่ข้างสระว่ายน้ำ

“คุณนั่งรอผมตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมจะไปเอาเครื่องดื่มมาให้... คุณอยากดื่มอะไรครับ?”

แล้วเขาก็ยิ้มเมื่อเห็นสายตาของเธอที่มองเขา น่าแปลกที่นึกเอ็นดูยามที่เธอมองเขามาด้วยความสงสัยปนระแวงแบบนี้

“ผมแค่อยากจะนั่งคุยกับคุณเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกนะครับ”

สีหน้าของเธอที่มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อในคำพูดของเขาทำให้แจ็คต้องกลั้นหัวเราะแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น

“เมื่อกี้ผมกำลังเครียดก็เลยอยากจะหาเพื่อนคุยเพื่อให้ตัวเองสบายใจ แล้วผมคิดว่าปล่อยให้คุณไปเดินเล่นคนเดียวตามลำพังในตอนกลางคืนแบบนั้นคงไม่ดีนัก”

พอพูดจบแจ็คก็เห็นว่าเธอเงียบไปคล้ายกับกำลังไตร่ตรองคำพูดของเขาว่าจะเชื่อถือได้มากแค่ไหน ริมฝีปากอิ่มของเธอเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง หากเพียงแค่ชั่วครู่ก็คลายออกพร้อมกับกล่าว

“ถ้าหากคุณแค่อยากจะหาคนมาเป็นเพื่อนคุยด้วยฉันก็ไม่ขัดข้องอะไรหรอกค่ะ แต่บอกไว้ก่อนนะคะว่าฉันไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีสักเท่าไหร่”

“คุณดูไม่เหมือนคนพูดไม่เก่งเลยนะ” เขาว่าพลางขมวดคิ้ว

“เปล่าหรอกค่ะ ที่บอกว่าเป็นผู้ฟังที่ไม่ค่อยดีเพราะว่าฉันไม่ใช่คนชอบสงบปากสงบคำกับเรื่องที่คิดว่าไม่ถูกต้องกับตรรกะของฉัน”

“ดูจากท่าทางของคุณตลอดสองวันที่เราทำงานร่วมกันผมก็รู้แล้วล่ะครับ” แล้วเขาก็หัวเราะเมื่อเธอทำหน้างอใส่เขา

“คุณจะดื่มอะไรครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง ตอบแทนที่คุณช่วยยอมอยู่เป็นเพื่อนกับผม”

“น้ำผลไม้ก็ได้ค่ะ แต่ไม่เอาเหล้า”

“คุณไม่ดื่มเหล้า?” เขาถามพลางเลิกคิ้วใส่เธอด้วยความประหลาดใจ

“ฉันอยากมีสติครบถ้วนในระหว่างคุยกับคุณน่ะค่ะ” เธอตอบพลางย่อตัวนั่งลงแล้วก็ยักคิ้วใส่เขา “คงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ?”

แจ็คยิ้มขันกับถ้อยคำที่เต็มไปด้วยไหวพริบของเธอ “แค่คุณยอมอยู่เป็นเพื่อนกับผมก็ถือว่าดีมากแล้ว ผมคงไม่คิดบังคับให้คุณทำอะไรตามใจผมหรอก”

แล้วเขาก็เดินไปที่บาร์เพื่อสั่งเครื่องดื่มให้กับตัวเองและเธอก่อนที่จะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเดียวกับเธอ “บอกตามตรงนะ ตอนแรกที่สก็อตโทรมาขอให้ผมช่วยเป็นช่างภาพของงานนี้แทนเขา ผมไม่ค่อยเต็มใจอยากจะทำสักเท่าไหร่หรอก”

“ทำไมล่ะคะ คุณไม่ชอบงานถ่ายภาพแฟชั่นเหรอ?”

“ไม่เชิงหรอกครับ” เขาหยุดพูดเมื่อบริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้แก่ทั้งคู่

“ฉันนึกว่าคุณจะสั่งน้ำผลให้กับฉันเสียอีก” ชาร์ล็อตเลิกคิ้วกับแก้วมิลก์เชคที่วางอยู่ตรงหน้าตน

“คุณไม่ชอบเหรอครับ”

“ไม่ใช่ไม่ชอบหรอกค่ะ แค่แปลกใจแล้วฉันเองก็นึกว่าคุณจะดื่มเหล้าเสียอีก”

“พอดีผมก็ไม่อยากดื่มเหมือนกันน่ะครับ แล้วคุณเองก็ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กินอะไรหวานๆ จะได้สดชื่นขึ้น... ที่ผมไม่ค่อยอยากถ่ายภาพแฟชั่นเพราะผมต้องถ่ายภาพตามความต้องการของคนอื่น ไม่ใช่ของตัวผมเอง”

“แต่ฉันก็เห็นช่างภาพที่เคยทำงานด้วยหลายคนก็ถ่ายงานมาแบบตามใจตัวเองนะคะ” แล้วเธอก็หยุดพูดก่อนจะยิ้มแหยใส่เขาเมื่อรู้ว่าเธอกำลังเถียงเขาแทนที่จะฟัง “ขอโทษค่ะ ฉันบอกคุณแล้วว่าฉันไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดกัน” เขายิ้มเป็นการยืนยันแล้วกล่าวต่อ

“คุณพูดมาก็ถูกว่าช่างภาพก็มีสิทธิ์ที่จะทำงานได้อย่างที่ตัวเองต้องการ แต่นั่นก็เป็นเฉพาะช่างภาพที่มีชื่อเสียงมากจนได้รับการยอมรับแล้วเท่านั้น ถ้าหากไม่ใช่ช่างภาพชื่อดังก็คงไม่มีเครดิตมากพอที่จะมีปากมีเสียงกับพวกกองบรรณาธิการหรอก”

“แสดงว่าคุณเป็นคนไม่ชอบให้ใครมาบังคับอย่างนั้นเหรอคะ?”

“ผมไม่ชอบความไม่เป็นธรรมชาติมากกว่าครับ แฟชั่นเป็นศิลปะอย่างหนึ่งแต่นั่นก็เป็นงานที่ผ่านการปรุงแต่งให้ดูสวยงาม แต่ผมชอบความงามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมากกว่า”

“แต่ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่ชอบแฟชั่นอย่างคุณจะถ่ายภาพออกมาได้ดีขนาดนี้”

“ไม่ชอบไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ ผมเลือกที่จะไม่ทำมากกว่า แล้วที่รูปมันออกมาดีส่วนหนึ่งก็เพราะคุณด้วย”

เธอเบิกตากว้างกับคำพูดของเขาแล้วแก้มทั้งสองข้างก็เป็นสีชมพูระเรื่อแต่เพียงแค่ครู่เดียวเธอก็ปรับสีหน้าให้นิ่งเป็นปกติก่อนจะตอบ

“ขอบคุณที่ชมค่ะ แต่ฉันเองก็โพสท่าและแสดงอารมณ์ไปตามที่คุณบอกเหมือนกัน”

“แต่นางแบบบางคนก็โพสท่าหรือแสดงสีหน้าไม่ได้อย่างที่คุณทำนะครับ แล้วเผื่อว่าคุณไม่รู้ตัว ผมยืนยันได้เลยว่าคุณเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก”

แก้มของชาร์ล็อตเป็นสีชมพูระเรื่ออีกครั้งแล้วแกล้งกระแอมเพื่อกลบเกลื่อน

“นี่ยังเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่หรือเปล่าคะ”

แจ็คหัวเราะกับคำถามของเธอ “ผมบอกคุณแล้วว่าผมไม่คิดจะจีบคุณและนี่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก... ทำไมล่ะครับ คุณกลัวผมจะจีบคุณมากถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ค่อยจะเวิร์คเท่าไหร่สำหรับฉันน่ะค่ะ”

“ดูคุณจะเป็นคนที่จริงจังในเรื่องความสัมพันธ์มากกว่าที่ผมคิดนะครับ... แล้วคุณเริ่มมาเป็นนางแบบได้ยังไงเหรอครับ ชอบในเรื่องแฟชั่นมาก่อนหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนางแบบหรอกค่ะ แต่เผอิญว่ามีแมวมองของโมเดลลิ่งมาทาบทามฉันก็เลยลองไปแคสติ้งดู พอแคสติ้งงานผ่านจนได้ถ่ายแบบไปเรื่อยๆ จนดีไซน์เนอร์เจ้าดังของปารีสเห็นงานที่ฉันถ่ายแล้วเกิดสนใจเลยจองตัวฉันให้ไปเดินแฟชั่นวีค และหลังจากนั้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้ฉันเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น”

“บางครั้งโอกาสและโชคก็ทำให้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนไป”

เธอหัวเราะก่อนจะพยักหน้า “ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนางแบบตั้งแต่แรก แต่ว่าการเป็นนางแบบก็ทำให้ฉันมีทุนที่จะทำให้ฉันเรียนจบและทำอะไรอย่างที่ฉันต้องการทำได้... แล้วคุณล่ะคะ มาเป็นช่างภาพได้ยังไง”

“พ่อให้กล้องถ่ายรูปตัวแรกเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุสิบสองน่ะครับ ท่านบอกว่าผมเป็นคนช่างจดช่างจำเรื่องราวต่างๆ รอบตัว การมีกล้องถ่ายรูปคงจะเป็นประโยชน์กับผมบ้าง แล้วเมื่อได้ลองถ่ายภาพดูผมก็เข้าใจว่าผมสามารถเก็บเอาช่วงเวลาต่างๆ ในไว้ในภาพแต่ละภาพและแบ่งปันให้คนอื่นได้เห็นซึ่งมันก็ดีกว่าจะเก็บสิ่งที่พบเจอเอาไว้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ พอโตขึ้นผมก็เลยตัดสินใจเรียนต่อทางด้านถ่ายภาพและยึดอาชีพนี้”

“ดีจังค่ะ ฉันว่าคุณเองก็โชคดีนะคะที่ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบตั้งแต่ยังเด็ก”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ว่าการเดินทางไปที่ต่างๆ ก็เจอทั้งเรื่องที่ทั้งสนุกและอันตรายอยู่บ้างเหมือนกัน มีบางที่ที่เขาไม่ต้อนรับชาวต่างชาติหรือคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนที่สะพายกล้องห้อยคอเอาไว้อย่างผมด้วยแล้วก็ยิ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษ”

“แล้วมันจำเป็นด้วยเหรอคะที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในสถานที่อันตรายแบบนั้น”

“เรื่องบางเรื่องถึงแม้จะอันตรายแต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยงน่ะครับ” เขาหัวเราะเมื่อเห็นสายตาของเธอที่มองมาที่เขา

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็เป็นพวกชอบเสี่ยงหรือผจญภัยด้วยสิคะ ฉันว่าครอบครัวคุณคงต้องรู้สึกเป็นห่วงคุณไม่น้อยเลยล่ะ”

“แม่ของผมท่านก็บ่นอยู่เรื่อยแหละครับ แต่ท่านก็รู้ว่าท่านห้ามผมไม่ได้ อย่างน้อยผมก็ให้สัญญาท่านว่าผมจะกลับบ้านแบบครบสามสิบสอง”

“แล้วพ่อของคุณล่ะคะ?” เธอถามเขาแล้วก็ต้องแทบกัดลิ้นตัวเองเมื่อเห็นสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปพร้อมกับที่เธอนึกถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ของเขาที่เผอิญได้ยินเมื่อครู่

“ขอโทษค่ะ... ฉันลืมไป”

“ไม่เป็นไรครับ... พ่อของผมตอนที่ท่านยังอยู่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรกับการทำงานของผมหรอกครับ แค่บอกให้ระวังตัวบ้าง”

“ฟังแล้วน่าอิจฉาจังนะคะที่มีพ่อแม่คอยเป็นห่วงเวลาไปไหนมาไหน” เธอกล่าวแล้วก็ลอบถอนหายใจเมื่อนึกเปรียบเทียบกับเรื่องของตัวเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของแจ็คที่มองเธออยู่แล้ว

“พ่อแม่คนไหนก็ต้องเป็นห่วงลูกตัวเองทั้งนั้นแหละครับ ทำไมคุณถึงพูดเหมือนไม่มีใครสนใจคุณอย่างนั้นล่ะ... จะว่าไป คุณเองน่าจะมีชื่อภาษาไทยนะครับ”

หญิงสาวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “มีสิคะ ฉันมีชื่อกลางเป็นภาษาไทยค่ะ”

“หมายถึง ชาร์ล็อต ซี. น่ะเหรอครับ? ตอนแรกผมนึกว่าเป็นนามสกุลเสียอีก”

“ฟังดูอาจจะตลกนะคะ แต่ทั้งชื่อจริงนามสกุลและชื่อกลางของฉันขึ้นต้นด้วยตัว C หมดเลยน่ะค่ะ”

“ก็ฟังดูง่ายดีนะครับสำหรับชื่อที่ใช้ในวงการ แต่ว่า C นี่ย่อมาจากอะไรเหรอครับ”

เธอนิ่งคิดไปอยู่ครู่หนึ่งอย่างชั่งใจดูว่าเธอควรจะบอกเขาไหม เพราะจริงๆ แล้วแทบไม่มีใครรู้เรื่องราวส่วนตัวของเธอมากนัก เพราะเธอไม่ค่อยมีใครถามและเธอเองก็ไม่อยากจะพูดถึงเพราะไม่อยากให้ใครรู้ด้วย

“ถ้าหากคุณไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมเข้าใจ” แจ็คกล่าวเมื่อเห็นท่าทางลังเลของเธอ

เธอส่ายหน้าเป็นเชิงบอกเขาว่าไม่เป็นไร “ชรัมพรค่ะ คุณย่าท่านตั้งให้แปลว่าน้ำกับฟ้า และเพราะสีของดวงตาฉันเป็นสีฟ้าด้วยชื่อเล่นของฉันก็เลยชื่อฟ้า”

“ชรัมพร... ฟ้า... ชื่อสวยเหมาะกับคุณดีนะ”

“ขอบคุณค่ะ เพิ่งเคยมีคนพูดกับฉันแบบนี้เป็นครั้งแรกนะเนี่ย” เธอยิ้มให้กับเขาก่อนที่จะถอนหายใจ “แต่มาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศแบบนี้ก็เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ชื่อภาษาไทยสักเท่าไหร่ แล้วชาร์ล็อตก็อ่านง่ายเขียนง่ายกว่าด้วย”

“แต่คุณก็พูดภาษาไทยชัดนะครับ”

“ตอนเด็กๆ ฉันถูกส่งให้ไปอยู่เมืองไทยไปอยู่กับคุณย่าช่วงปิดเทอมทุกปี แต่เข้าไฮสกูลก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับไปบ่อยอย่างสมัยก่อนจนกระทั่งไม่ได้กลับไปอีกเลย...” แล้วเธอก็ยิ้มพลางถอนหายใจ “ฉันอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน คุณคงเข้าใจนะคะว่าจะเป็นยังไง”

เขายิ้มขันก่อนจะพยักหน้า “เป็นเรื่องปกติครับ ผมเข้าใจดี”

“แล้วหลังจากนั้นไม่นานคุณย่าท่านก็เสีย พ่อของฉันเลยตัดสินใจขายบ้านของคุณย่าที่เมืองไทยทิ้งไป”

“เพราะอย่างนั้นคุณเลยไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกสินะครับ”

“ค่ะ เรื่องมันก็เป็นแบบนั้น” เธอกล่าวสรุปเรื่องของตัวเองง่ายๆ ก่อนที่จะเอนหลังกับพนักเก้าอี้แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

“ท้องฟ้าคืนนี้สวยจังเลยนะคะ เห็นดาวชัดกว่าเมื่อคืนอีก”

“คงเป็นเพราะฝนตกไปตอนกลางวันพอหยุดฟ้าเลยโล่งละมั้งครับ... ถ้าอย่างนั้นก็พอดีเลย” แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน “คุณรอผมอยู่ตรงนี้สักเดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมมา”

ชาร์ล็อตพยักหน้าแล้วเขาก็ยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนที่จะเดินไปทางโซนห้องพัก หญิงสาวมองตามหลังของเขาด้วยความงุนงงว่าเขาไปไหน พร้อมกับนึกหวั่นใจว่าหรือเขาคิดว่าการนั่งคุยกับเธอมันน่าเบื่อเกินไปจนต้องรีบชิ่งไปกลางคันแบบนี้หรือเปล่า

หากชาร์ล็อตก็เป็นกังวลอยู่ได้ไม่นานนัก แจ็คก็เดินกลับมาพร้อมกับกระเป๋ากล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่สะพายอยู่ตรงบ่าทั้งสองข้าง

“นี่คุณไปเอาของพวกนี้มาทำไมเหรอคะ”

“คุณจำเรื่องที่เราคุยกันเมื่อคืนได้ไหมครับ น่าเสียดายที่ตอนกลางวันฝนตกก็เลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายแบบคุณที่สวนมูนเกท แต่ว่าตอนนี้ฝนก็หยุดตกและฟ้าก็เปิดขนาดนี้ ผมเลยคิดว่าจะชวนคุณไปถ่ายรูปกัน”

รอยยิ้มของแจ็คที่เหมือนกับเด็กกำลังชวนเพื่อนไปเล่นซนไม่มีผิดนั้นเห็นแล้วชาร์ล็อตก็นึกขัน

“ไหนบอกว่างานเสร็จแล้วไงคะ”

“ก็ใครบอกว่าผมจะชวนคุณไปถ่ายแฟชั่นล่ะ ผมชวนคุณไปถ่ายท้องฟ้าตอนกลางคืนต่างหาก อยากลองหัดถ่ายไหมผมจะสอนให้”

เธอมองกระเป๋าใส่อุปกรณ์ถ่ายภาพของเขาอย่างชั่งใจ ใช่ว่าเธอจะไม่เคยลองจับกล้องถ่ายภาพมาก่อน แต่ว่าก็เป็นแค่การที่ได้ลองตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นและไม่เคยมีช่างภาพที่ร่วมงานด้วยคนไหนเสนอตัวที่จะสอนโดยที่เธอไม่เคยเอ่ยปากขอมาก่อนเช่นเขาเลย

“จะดีเหรอคะ ฉันได้ยินมาว่าช่างภาพน่ะกล้องถ่ายรูปมากจนไม่ยอมให้คนอื่นจับหรือใช้ไม่ใช่เหรอ”

“ผมมีกล้องสำรองเอาไว้เตรียมเปลี่ยนเผื่อกล้องตัวหลักที่ผมใช้เสียกะทันหัน ผมจะให้คุณใช้กล้องตัวนั้นแหละ” เขาตอบง่ายๆ แล้วยื่นมือมาหาเธอ

“มาสิครับ เดี๋ยวจะดึกไปเสียก่อน”

พอเห็นสีหน้าของเขาแล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะโคลงศีรษะก่อนจะหัวเราะ “ก็ได้ค่ะ นี่เห็นแก่เพราะคุณอุตส่าห์ขนอุปกรณ์มาขนาดนี้ ถ้าหากไม่ยอมไปกับคุณเดี๋ยวจะโดนคุณเอาไปว่าทีหลังได้ว่าฉันเป็นคนใจร้าย”

“ผมไม่กล้าว่าคุณแบบนั้นหรอกครับ” เขาพูดกลั้วเสียงหัวเราะแล้วออกแรงดึงให้ชาร์ล็อตลุกขึ้นยืน ซึ่งเธอก็เกือบเซถลาไปตามแรงดึงของเขาแล้วหากก็ยังทรงตัวเอาไว้ได้ และหรี่ตามองเขาเป็นเชิงบอกว่ารู้ทันว่าเขากำลังคิดจะทำอะไรอยู่

“ฉันคงไม่ซุ่มซ่ามแบบเดิมเป็นครั้งที่สองหรอกค่ะ” เธอกล่าวพลางดึงมือของตัวเองออกแล้วเดินนำไปตามทางเดินที่พาไปสู่สวนมูนเกท โดยที่มีแจ็คเดินตามหลังไปพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอกับความช่างระมัดระวังตัวของเธอ


*******************************


ชาร์ล็อตคิดเอาไว้ว่าการที่แจ็คชวนเธอมาถ่ายรูปนั้นคือการจะต้องมานั่งลงบนพื้นหญ้าและตากน้ำค้างในยามกลางคืน แต่พอไปถึงสถานที่จริงแล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างและหันไปมองคนที่เดินตามหลังมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“นี่แน่ใจเหรอคะว่าคุณไม่ได้คิดจะจีบฉันจริงๆ” เธอถามพลางมองไปที่ชุดเก้าอี้สนามพร้อมร่ม โดยที่บนโต๊ะนั้นมีเครื่องดื่มวางอยู่พร้อมกับแจกันดอกไม้และตะเกียงที่ส่องแสงวอมแวมชวนให้รู้สึกถึงความโรแมนติกเป็นที่สุด

“สงสัยพนักงานโรงแรมคงเข้าใจผมผิดไปโข เพราะผมแค่บอกว่าช่วยจัดเก้าอี้กับร่มกันน้ำค้างให้หน่อย แต่ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้” เขาบ่นกับตัวเองแล้วพอเห็นสายตาของชาร์ล็อตที่มองมาอย่างไม่เชื่อคำพูดของเขาเท่าไรนักแล้วก็หัวเราะก่อนจะกล่าวย้ำเธออีกครั้ง

“ผมไม่ใช่คนโรแมนติกถึงขนาดนั้นหรอกครับ วางใจเถอะ”

แจ็ควางกระเป๋ากล้องลงบนเก้าอี้และหยิบเอากล้องและอุปกรณ์สำหรับการถ่ายภาพออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเธอ

“เริ่มกันเลยดีไหมครับ ผมจะพยายามอธิบายให้คุณเข้าใจง่ายๆ ก็แล้วกัน”

แล้วแจ็คก็สอนการทำงานของกล้องให้เธอฟังไปพร้อมกับประกอบกล้องและเลนส์ไปพลางโดยที่ชาร์ล็อตเองก็ซักถามเป็นระยะเมื่อไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังอธิบาย หลังจากนั้นเขาก็ปล่อยให้เธอลองใช้กล้องถ่ายภาพอยู่หลายภาพและคอยแนะนำเธออย่างใกล้ชิด


*******************************


“ฉันคงไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้จริงๆ จะให้มาหลังขดหลังแข็งถ่ายรูปให้สวยแบบคุณคงทำไม่ได้แน่ๆ”

แจ็คหันกลับมามองชาร์ล็อตที่ถอดใจจากการถ่ายภาพแล้วถอยกลับมานั่งพักที่เก้าอี้และทำหน้าบึ้งแล้วก็หัวเราะก่อนที่จะกวักมือเรียกให้เธอเดินเข้าไปหาพร้อมกับกดปุ่มเปิดโชว์หน้าจอของกล้องถ่ายภาพให้เธอดู แล้วชาร์ล็อตก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเมื่อเห็นภาพของทางช้างเผือกที่ทอดเป็นแนวยาวอยู่บนท้องฟ้าผ่านกรอบประตูมูนเกทสีขาวที่เด่นอยู่ท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืน

เธอหันกลับมามองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ปรากฏ หากความรู้สึกอีกอย่างก็เข้ามาแทนที่เมื่อพบกับรอยยิ้มกว้างของเขา มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอได้พบกับเขาครั้งแรกเมื่อเช้าวานนี้ สีหน้าที่เหมือนเด็กซนๆ คนหนึ่งที่กำลังเจออะไรถูกใจซึ่งทำให้เธอรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายจนอยากยืดช่วงเวลาเช่นนี้ออกไปให้นานกว่าที่เป็น แต่เมื่อจิตใต้สำนึกร้องเตือนว่าเธอกำลังเผลอลดกำแพงของตัวเองลงชาร์ล็อตก็ต้องรีบหันหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนสีหน้าของตัวเองที่อาจจะแสดงออกมาให้เขาเห็น

“สวยจังค่ะ... นี่ใช่ตรงที่เรามองอยู่ตอนนี้จริงๆ เหรอคะ”

“ก็อาศัยเทคนิคในการถ่ายอย่างที่ผมบอกคุณไปไงครับ ที่เหลือเราก็แค่จัดภาพออกมาให้ดูดี”

“คุณพูดเหมือนง่ายนะคะ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่เห็นง่ายอย่างที่พูดเลย”

“ถ้าหัดถ่ายบ่อยๆ เดี๋ยวก็จับทางได้เองแหละครับ”

แล้วเขาก็เบี่ยงตัวหลบพลางพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เธอขยับเข้ามาใกล้แทนที่เขาตรงหลังกล้อง ชาร์ล็อตมองเขาด้วยความสงสัยหากก็เดินมาแทนตรงตำแหน่งหลังกล้องของเขาแต่โดยดี พอเล็งดูสิ่งที่เกิดขึ้นในช่องมองภาพ คิ้วของหญิงสาวก็ขมวดมุ่น

“ทำไมมันมืดไปหมดแบบนี้ล่ะคะ แล้วอย่างนี้จะโฟกัสภาพได้ยังไง” เธอเอ่ยถามในขณะที่ยังคงเพ่งสายตามองช่องมองภาพที่เธอเห็นเพียงแต่ความมืดสลัว

“ผมตั้งโฟกัสเอาไว้แล้วน่ะครับ”

เสียงห้าวทุ้มที่ดังอยู่ข้างๆ หูนั้นทำให้ชาร์ล็อตชะงัก เธอรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้มากจนรู้สึกได้ถึงไอร้อนและกลิ่นโคโลญจ์จากตัวเขา แล้วลมหายใจของเธอก็ต้องติดขัดเมื่อเขายิ่งขยับเข้ามาใกล้และยกมือขึ้นอ้อมตัวเธอไปจับที่ปรับระดับขาตั้งกล้องให้ลดลงมาอยู่ในระดับสายตาของเธอ

“เวลาถ่ายภาพผมถือคติว่าความงามของภาพขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนที่ถ่าย คุณถ่ายในแบบที่คุณต้องการก็พอแล้วล่ะครับ”

ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เธอชาร์ล็อตใจเต้นระส่ำ เธอเม้มริมฝีปากแน่นและสีหน้าให้นิ่งที่สุดแม้ว่าภายในใจนั้นกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงกับน้ำเสียงทุ้มต่ำและลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดตรงหัวไหล่ และเมื่อแจ็คถอยห่างออกไปเธอก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วปรับกล้องให้ได้มุมที่ต้องการแล้วกดชัตเตอร์ถ่ายไปหลายภาพ หลังจากนั้นเธอจึงถอยออกห่างเพื่อให้แจ็คได้ขยับเข้ามาดูกล้อง

“ก็ไม่เลวนักสำหรับมือใหม่นะครับ” ชายหนุ่มกล่าวหลังจากที่ดูภาพแล้ว

“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณพลางนึกเอ็ดตัวเองในใจเมื่อความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นยังไม่ไปไหน และใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าเธอจะมั่นใจว่าสีหน้าของเธอจะเป็นปกติ หากทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ชาร์ล็อตก็พบว่าแจ็คกำลังมองเธออยู่ หญิงสาวรู้สึกเหมือนกำลังถูกตรึงให้อยู่กับที่ด้วยสายตาของเขา ความหวั่นไหวที่คิดว่ามันควรทุเลาลงนั้นกลับยิ่งเพิ่มขึ้น

“ผมมีเรื่องจะสารภาพ” แจ็คกล่าวพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขานั้นไม่ต้องบอกเธอก็รู้ว่าเขาคงเห็นความหวั่นไหวที่แสดงออกมาทางสีหน้าของเธอแน่ๆ

“ที่ผมบอกว่าผมจะไม่จีบคุณน่ะ ผมโกหก”


*****************************


น่าแปลกที่คำสารภาพแบบตรงไปตรงมาของเขานั้นไม่ได้ ทำให้ชาร์ล็อตรู้สึกโกรธแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเธอเองก็พอจะเดาท่าทีของเขาออกอยู่แล้วว่าถ้าหากเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงๆ อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกก็คงไม่มองเธอด้วยสายตาแบบนั้น หรือการกระทำที่เหมือนจับตามองเธออยู่ทุกฝีก้าวเช่นนี้หรอก

“ฉันรู้อยู่แล้วล่ะค่ะ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมรับตั้งแต่แรกว่าคุณคิดจะจีบฉัน”

“ถ้าบอกไปแบบนั้น คุณจะยอมพูดกับผมเหรอครับ ผมคิดว่าคุณคงไม่ยอมหรอก ใช่ไหม?”

“ฉันบอกคุณแล้วว่าฉันไม่เชื่อเรื่องการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครทั้งที่รู้จักกันแค่ระยะเวลาสั้นๆ” เธอย้ำคำพูดของเธอให้เขาฟังอีกครั้งหากก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของเธอมันไม่ได้หนักแน่นเหมือนเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย

“ผมจำได้” เขากล่าวพลางเชยปลายคางเธอให้เงยขึ้นมาสบตา “แต่ว่าทุกข้อแม้ย่อมมีข้อยกเว้นไม่ใช่เหรอครับ”

ชาร์ล็อตเบือนหน้าหลบสายตาของเขา เธอรู้ตัวเองดีว่าเธอเองก็รู้สึกหวั่นไหวกับเขามากเพียงใด หากทว่าในใจของเธอนั้นก็พยายามย้ำเตือนตัวเองว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเป็นเพียงเพราะความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ก็ได้

“อย่าดีกว่าค่ะ” เธอกล่าวพลางยกมือขึ้นดันเขาออกห่าง “หลังจากวันนี้คุณกับฉันก็คงต้องแยกกันไปคนละทาง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่คุณกังวลอยู่ก็เพราะเรื่องนี้เหรอ”

“ก็แล้วจะให้เป็นเรื่องอะไรล่ะคะ ในเมื่อทั้งโลกของฉันและโลกของคุณคงไม่มีทางมาเจอกันได้ ถ้าไม่ใช่เพราะสก๊อตมาป่วยกะทันหันเราคงไม่มีวันที่จะได้มาเจอกัน และหลังจากนี้เราก็อาจไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก”

แล้วเธอก็ถอนหายใจก่อนที่จะกล่าวต่อ

“ในเมื่อเราเองต่างก็ไปคนละทาง แล้วอย่างนั้นเราจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กันได้ยังไงล่ะคะ”

ชาร์ล็อตมองแจ็คที่ยืนนิ่งฟังเธอด้วยสีหน้าที่บอกได้ยากว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูดกันแน่ และแม้ว่าเธอจะดันเขาออกห่างหากทว่าเขาก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงจนทำให้เธอชักหวั่นใจว่าเขาจะรับมือกับคำปฏิเสธของเธอในแง่บวกหรือลบ

“แจ็คคะ ฉันหวังว่าคุณคงเข้าใจที่ฉันพูดนะคะ”

“เพราะว่าเราจะอาจไม่ได้เจอกันอีก คุณเลยปฏิเสธผม?” เขาพูดออกมาหลังจากที่เงียบฟังเธอพูดอยู่นาน

“ก็มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นี่คะ”

“แล้วสมมุติว่าเราได้เจอกันอีกล่ะครับ ถ้าหากว่าชีวิตของเราไม่ได้แยกกันไปคนละทางอย่างที่คุณคิด”

คิ้วของชาร์ล็อตขมวดมุ่นด้วยความสงสัย เขาจึงยกมุมปากยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ

“ก็ถ้าหากว่าเราได้พบกันอีกครั้ง คุณจะเปลี่ยนความคิดไหม?”

คำถามของแจ็คทำให้หญิงสาวนิ่งงันไป เขามองชาร์ล็อตด้วยความเอ็นดูกับท่าทางลังเลใจของเธอ ก่อนที่จะก้าวเข้าไปใกล้ พร้อมกับประคองใบหน้าของเธอไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

“ผมอยากจะรู้จักคุณให้มากกว่านี้จริงๆ นะครับ ฟ้า... ผมเรียกคุณว่าฟ้าได้ไหม?”

ชาร์ล็อตรู้สึกเหมือนภายในร่างกายของเธอปั่นป่วนไปหมดเพียงแค่เขาเอ่ยชื่อเธอ และสายตาของเขาทำให้ความร้อนพุ่งมากระจุกอยู่ที่ใบหน้าของเธอทั้งที่ในเวลานี้เธอพยายามทำสีหน้าให้นิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในเวลานี้เธอก็ไม่อาจหาเหตุผลมาปฏิเสธเขาได้

“ไม่มีใครเรียกชื่อนั้นมานานแล้วล่ะค่ะ และถ้าหากคุณเชื่อว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งฉันก็ควรจะให้โอกาสกับคุณ”

ชาร์ล็อตเห็นเขายิ้มกว้างกับคำตอบของเธอก่อนที่เขาจะยกมือข้างหนึ่งของเธอขึ้นมาจรดริมฝีปาก และนั่นก็ทำให้ใจของเธอที่เร่งจังหวะการเต้นมากอยู่แล้วยิ่งเต้นกระหน่ำมากขึ้นไปอีกพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วทั้งร่างจากสัมผัสอุ่นจัดจากริมฝีปากของเขาที่แนบประทับอยู่ตรงหลังมือของเธอ

“ถือว่านี่แทนคำขอบคุณของผมก็แล้วกันนะครับ”

“อย่าเพิ่งมั่นใจนักเลยค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งฉันอาจเปลี่ยนใจแล้วก็ได้ หรือไม่เราก็ไม่มีทางได้พบเจอกันอีก” ชาร์ล็อตเอ่ยถามในขณะที่เธอบีบมือของตัวองเอาไว้แน่น

“ผมเชื่อลางสังหรณ์ของตัวเองครับ” เขาเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจจนเธออดที่จะสงสัยไม่ได้

“ยิ่งคุณพูดแบบนี้ฉันชักเริ่มกลัวแล้วนะคะว่าคุณจะเป็นพวกสตอล์กเกอร์หรือเปล่า”

“ผมไม่มีรสนิยมแปลกๆ แบบนั้นหรอกครับ นี่มันยุคดิจิตอลแล้ว ถ้าหากผมมีเบอร์โทรศัพท์กับอีเมล์ของคุณ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เราจะติดต่อกันไม่ใช่เหรอครับ”

“นี่คุณคิดว่าฉันจะให้เบอร์โทรศัพท์กับอีเมล์คุณง่ายๆ ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”

“แล้วผมจะส่งรูปที่คุณถ่ายเอาไว้ในกล้องของผมได้ยังไงล่ะครับ”

เธอกัดริมฝีปากอย่างขัดใจเมื่อดูเหมือนว่าเขานั้นหาทางออกเอาไว้สำหรับคำปฏิเสธของเธอเอาไว้แล้ว และรอยยิ้มที่บอกว่าเขารู้ทันว่าเธอจะบ่ายเบี่ยงเขาอย่างไรนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกหมั่นไส้เขาขึ้นมาติดหมัด

“เพราะอย่างนี้เลยชวนฉันออกมาถ่ายรูปอย่างนั้นล่ะสิ”

“ผมรู้ว่าคุณจะปฏิเสธ ผมก็แค่รอบคอบกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ”

แม้ว่าจะรู้สึกหมั่นไส้เขาที่ทำเป็นรู้ทันความคิดของเธอไปเสียทุกด้านหากเธอก็อดยิ้มกับความเจ้าเล่ห์ของเขาไม่ได้ ที่ผ่านมามีคนมากมายที่พยายามจีบเธอแต่ก็ไม่ได้ใช้วิธีแปลกประหลาดอย่างเขาเลยสักคน

“นี่คุณจีบผู้หญิงด้วยวิธีการแบบนี้เหมือนกันหมดรึเปล่าคะเนี่ย”

“ไม่กับทุกคนหรอกครับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และนิสัยด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคุณเจอมาหลายสถานการณ์แล้วล่ะสิ”

เขาแกล้งทำหน้านิ่วใส่เธอพลางส่ายหน้า “ไม่เยอะอย่างที่คุณคิดหรอก คนที่ผมเคยจีบน่ะมีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่ได้สำเร็จทุกครั้งด้วย”

“อย่างคุณเนี่ยนะคะ?” เธอถามพลางมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะด้วยรูปร่างและหน้าตาแบบเขาไม่น่าจะพูดได้ว่าจีบใครไม่เคยติด “ฉันนึกว่าช่างภาพแบบคุณจะมีแฟนไปทั่วซะอีก”

“ผมเดินทางบ่อยจนแทบไม่มีเวลาที่จะเหลวไหลแบบนั้นหรอกครับ” แล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือของเขามายื่นให้กับเธอ “อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์ครับ”

เธอตวัดค้อนใส่เขาเมื่อดูเหมือนว่าการเบี่ยงเบนความคิดของเขาดูเหมือนจะไม่ได้ผล ก่อนที่เธอจะรับโทรศัพท์จากมือของเขามากดใส่ข้อมูลติดต่อของเธอในสมุดรายชื่อ

“ฉันหวังว่าคุณคงไม่ใช่พวกโรคจิตที่ใช้โทรศัพท์ก่อกวนหรือคุกคามคนอื่นนะ”

แจ็คหัวเราะกับมุกตลกร้ายของเธอก่อนที่จะมองนาฬิกาที่ข้อมือ “นี่ก็ดึกแล้วนะครับ ผมได้ยินว่าคุณจะกลับวันพรุ่งนี้”

“ช่วงค่ำน่ะค่ะ หลังจากนี้ก็เป็นช่วงพักงานของฉันแล้ว” พูดถึงเรื่องพักงานชาร์ล็อตก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องทำแต่เธอกลับลืมไปเสียสนิท ซึ่งแจ็คเองก็ดูเหมือนจะอ่านสีหน้าของเธอออกเช่นกัน

“เดี๋ยวผมจะเก็บกล้องกับอุปกรณ์ คุณนั่งรอตรงเก้าอี้ก่อนก็ได้”

ชาร์ล็อตพยักหน้าและเดินไปนั่งรอเขาที่เก้าอี้อย่างว่าง่าย เธอนั่งไขว่ห้างเท้าคางมองเขาเก็บอุปกรณ์ไปเงียบๆ และแจ็คก็ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็เก็บอุปกรณ์การถ่ายภาพให้มันจัดเรียงอยู่ในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบเหมือนกับก่อนที่เขาจะหยิบมันออกมาใช้งานราวกับใช้เวทมนต์


**********************************


แจ็ครู้ตัวว่าเธอมองเขาอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองนางแบบสาวที่นั่งตาแป๋วมองเขาแล้วก็อมยิ้มด้วยความเอ็นดู ครั้งแรกที่เขาและเธอได้พบกันเมื่อวานเขาก็คิดว่าเธอน่าสนใจและอยากทำความรู้จัก คืนนี้เขาได้รู้จักเธอเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่พอ และนับว่าเขายังโชคดีที่เธอไม่ได้ปิดกั้นโอกาสกับเขาอย่างที่นึกหวั่นเอาไว้ และด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายและไร้ซึ่งกำแพงเหมือนก่อนหน้านี้ทำให้เขาตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาเธอที่นั่งรอเขาอยู่

“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

เธอเอ่ยถามเมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ร่างสูงของเขาบดบังแสงไฟประดับในสวนและแสงจันทร์จากบนท้องฟ้าทาบทับเป็นเงายาวลงบนตัวเธอ ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งเชยปลายคางของเธอขึ้นมาสบตา ดวงตาสีฟ้าสว่างของเธอที่สะท้อนประกายกับแสงสลัวของตะเกียงที่ชวนให้ลุ่มหลงเหมือนต้องมนต์สะกดนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ

“ผมพยายามเตือนตัวเองว่าผมต้องทำตัวดีๆ กับคุณเข้าไว้ก่อนที่ผมจะเสียโอกาสที่จะได้สนิทกับคุณมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะยากเกินกว่าที่คิดเอาไว้”

แจ็คหัวเราะเมื่อเห็นเธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเขาหมายถึงอะไร เขาประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ก่อนที่จะคลายความสงสัยของเธอด้วยริมฝีปากของเขาแนบประทับลงบนริมฝีปากของเธอ เขารู้สึกได้ว่าชาร์ล็อตนิ่งค้างไปด้วยความตกใจในทีแรกและในวินาทีต่อมาเธอก็ผ่อนคลายลง มือข้างหนึ่งของเธอก็แตะที่ต้นแขนของเขาพร้อมเงยหน้าขึ้นรับน้ำหนักที่บดเคล้าลงมาบนริมฝีปากให้ถนัดขึ้น

กลิ่นกายที่หอมกรุ่นและความอ่อนนุ่มของริมฝีปากเธอทำให้แจ็คต้องพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ทำอะไรเกินเลยไปกว่าการที่ริมฝีปากของเขาและเธอแนบสนิทกันเพราะยังไม่อยากจะใช้โอกาสที่มีอยู่ให้หมดไปกับความคิดเพียงชั่ววูบของตน

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกและมองชาร์ล็อตเพื่อรอว่าเธอจะมีปฏิกิริยากับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นไร เธอเม้มริมฝีปากแน่นและเบือนหน้าหลบสายตาของเขา

“ทำอย่างนี้แล้วไม่กลัวว่าฉันจะโกรธจนไม่อยากเจอหน้าคุณอีกเหรอคะ”

“ผมหวังว่าคุณคงไม่คิดแบบนั้น” แล้วเขาก็ยกมือของเธอขึ้นแตะริมฝีปาก “เพราะถ้าหากคุณโกรธผมจริงๆ คุณคงผลักผมกระเด็นไปแล้ว”

แล้วแจ็คก็กลั้นยิ้มเมื่อเห็นว่าแก้มของเธอขึ้นสีชมพูจัดด้วยความเขินอายแต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้อีก เขายืดตัวขึ้นยืนตรงพร้อมกับดึงมือของเธอให้ลุกตาม

“ไปเถอะครับ เดี๋ยวผมจะเดินไปส่งคุณที่ห้อง” แล้วเขาก็ต้องหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นสายตาที่ดูระแวงของเธอว่าเขาต้องการอะไรมากกว่านั้นไหมพลางโคลงศีรษะ “ไปส่งแค่หน้าห้องเหมือนเมื่อคืนไงครับ ผมยังไม่อยากใช้โอกาสของตัวเองให้หมดไปในครั้งเดียวหรอก”



โปรดติดตามตอนต่อไป


แล้วเจอกันตอนต่อไปนะคะ
รักคนอ่านค่ะ Smiley





Create Date : 20 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2558 19:15:52 น.
Counter : 470 Pageviews.

3 comments
  
รอ รอ ตอนต่อไปค่าาา
โดย: nako IP: 27.130.169.158 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2558 เวลา:17:54:01 น.
  
น่ารักๆๆๆๆๆๆ
โดย: aey IP: 124.109.31.10 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2558 เวลา:9:03:30 น.
  
น่ารัก
โดย: yapapaya IP: 27.55.12.114 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2558 เวลา:19:10:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ตัว(Z)
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ห้ามผู้ใดละเมิด โดยนำ ภาพถ่าย, รูปภาพ, บทความ งานเขียนต่างๆ รวมถึงข้อความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของข้อความใน Blog แห่งนี้ ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร


มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .





เติมรักลงกลางใจ






ลมหนาว ฟ้าใส หาดทราย ใบไม้เปลี่ยนสี






ให้หัวใจเติมเต็มรัก



รักต่างวัยหัวใจข้ามรั้ว





ข้อตกลงก่อนจะรัก





บอกได้ไหมว่าไม่ใช่รัก


พฤศจิกายน 2558

1
2
3
4
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
29
30
 
 
20 พฤศจิกายน 2558
MY VIP Friend