" ค ว า ม สุ ข ผ ลิ ใ บ ใ น ทุ ก เ ช้ า" หนังสือเล่มใหม่ของ "ปะการัง" วางตลาดแล้ว
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 

บทเริ่มต้นที่หนึ่ง - ปะการัง


ผมอยากเป็นนักเขียนจริงๆหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ- -

แต่ผมเริ่มวาดการ์ตูนตั้งแต่ยังเป็นเด็กชั้นประถม วาดไม่สะสวยเหมือนคนอื่นเขาหรอก เพราะความที่เป็นคนใจร้อน ไม่ชอบการฝึกหัดที่มีพื้นฐานเป็นขั้นเป็นตอน ผมก็เลยวาดแค่ตัวเองพอดูออกว่านี่เป็นคน นี่เป็นดาบ นี่เป็นม้า หลังจากนั้น ผมก็เอากระดาษพิมพ์ดีดมาพับครึ่ง เย็บเล่ม แล้วกระโจนเข้าใส่ทันที เริ่มวาดเป็นการ์ตูนช่อง สร้างตัวละครขึ้นมา ให้มีเรื่องมีราวดำเนินไป.. แค่นั้น ชีวิตในวัยเด็กของผมก็มีความสุขแล้ว (ผมน่ะ พอเพียงตั้งแต่พอศอนู้นแล้ว.. จะบอกให้)

แต่วาดไม่เคยจบเล่ม เพราะใจร้อน ทนเบื่อไม่ไหว พอไปอ่าน, ไปพบ, ไปเห็นอะไีมา ก็อยากเขียนเรื่องใหม่อีกแล้ว.. และที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือพอไปดูหนังกลับมา แล้วรู้สึกว่าหนังไม่สนุกดังใจเรานึกหรืออยากให้เป็น ผมก็จะเขียนการ์ตูนเล่าเรื่องใหม่ในแบบที่ผมต้องการทันที

..แต่ไม่เคยจบ

จนพักหลังคุณแม่ เริ่มสังเกตเห็นและบ่นอยู่บ่อยๆว่าเขียนไม่จบ แล้วไปเริ่มเรื่องใหม่ เปลืองกระดาษจริงๆ- - พอบ่นหนักๆเข้า ผมก็เลยพับฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนลงเสียดื้อๆ นึกหงุดหงิดในใจว่า “ดี.. ไม่วาดก็ได้.. อดมีลูกชายเป็นนักวาดการ์ตูนชื่อดังไม่รู้ด้วยนา..” ว่าแล้ว ผมก็หันไปเขียนหนังสือแทน

ชีวิตในวัยเด็กของผม ไม่เคยไปเล่นนอกบ้านหรอกครับ เพราะผมมีความสุขกับดินสอและกระดาษของผม (ที่ยืมคุณแม่มานั่นแหละ) จนวันหนึ่งพี่สาวคนที่สามมีการบ้านจากโรงเรียน ครูให้แต่งกลอนแปด เขาเห็นว่าผมเป็นคนชอบขีดๆเขียนๆ หน่วยก้านเข้าท่าที่สุดในบ้าน ก็เลยโมเมว่าผมต้องเขียนได้ ผมเกิดมายังไม่เคยรู้ว่าเขียนกลอนแปดอย่างไร แต่พอพี่สาวให้ดูแผนผังการส่ง-รับสัมผัสเสียงและตัวอย่างจากครู ผมก็ทำให้ได้ทันที และได้คะแนนเต็มเสียด้วย

นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อเสียงของผมก็เริ่มเป็นที่รู้จักภายในครอบครัวว่าผมแต่งกลอนได้ จากพี่สาวคนที่สาม ก็มาถึงพี่สาวคนที่สี่, ห้า ตามลำดับ จนกระทั่งน้องสาว ล้วนใช้บริการการแต่งกลอนจากฝีมือผมทั้งสิ้น หลังจากนั้น ไม่นาน ชื่อเสียงผมก็ค่อยๆขจรขจายไปไกลถึงข้างนอก คือเป็นที่รู้กันในหมู่ญาติพี่น้อง ผมก็เริ่มรับงานนอกบ้าน- -ฝีมือไม่เคยตก แต่เชื่อไหมครับ พอถึงคราวที่ผมเขียนกลอนส่งครูเอง ผมกลับได้คะแนน แค่เจ็ดเต็มสิบ แถมยังโดนแก้ตัวแดงเถือก!!

จริงๆแล้ว ผมไม่แน่ใจหรอกว่า ผมอยากเขียนกลอนตั้งแต่แรก เพราะผมเองก็ใช่ว่าจะชอบวรรณคดีหรือภาษาไทยมากนัก.. แต่ผมคิดว่าผมเริ่มที่กลอนโดยบังเอิญจากการทำการบ้านให้พี่สาว และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะความใจร้อน-ทำอะไรก็อยากให้เสร็จเห็นผลงานทันทีนั่นเอง ผมเลยรู้สึกว่าเขียนบทกลอนนี่ง่ายดี เพราะมันสั้น ไม่มีจำนวนบทแน่นอน เขียนแค่สี่บรรทัดก็จบได้แล้วหนึ่งบท (ฮา) ถ้าเป็นเรื่องสั้น ต้องอย่างน้อยสองสามหน้าขึ้นไป เมื่อก่อนเขียนอย่างไร ก็ไม่ถึงสามหน้าสักที นับแล้วนับอีก จนหลับคากระดาษ

พูดถึงเรื่องหลับคากระดาษ แม้แต่เขียนกลอนยังหลับเลย ตอนนั้นอยู่ ม.ศ. สี่ มั้ง (เขาเรียกอย่างนี้กันในสมัยนู้นนน..) จำได้ว่า นึกอยากเขียนกลอนส่งเข้าประกวดเอาในวันสุดท้าย เป็นกลอนสำหรับวันที่ห้าธันวา หลังจากที่ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ผมแอบนอนเขียนบนเตียง เปิดไฟดวงเล็กๆไว้ แต่งกลอนได้สามบท แล้วก็เผลอหลับไป มาตื่นอีกทีตอนตีสอง ตายละวา ยังเขียนไม่เสร็จ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปโรงเรียนด้วย ก็เลยพยายามฝืนลืมตาไว้ข้างหนึ่ง กับสมองอีกข้าง ใช้มือข้างที่เหลือค้ำหัวไว้ เขียนต่อจนจบ แล้วให้เด็กที่บ้าน รีบเอาไปส่งถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า ปรากฏว่าได้รางวัลที่สอง เป็นเงินสดหนึ่งร้อยบาท !! (สมัยนู้นนน.. สำหรับผมเยอะเหมือนกันนา)

จริงๆแล้ว ก่อนหน้านั้น ผมได้ลงกลอนเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก ที่ชัยพฤกษ์ (ตอนอายุสิบสี่หรือสิบห้าปีประมาณนั้น) ผมก็เลยนึกในใจ เออแฮะ เขียนกลอนดีกว่า สั้น เสร็จเร็วดี วันเดียวก็มีงานให้ชื่นชมแล้ว.. ไม่เปลืองกระดาษพิมพ์ดีดด้วย หน้าเดียวก็พอถมถืด คุณแม่จะได้ไม่ต้องบ่นหรือค่อนขอดว่าเขียนไม่เคยจบ

หลังจากได้รางวัล ผมก็เขียนกลอนวิจารณ์บ้านเมืองให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตั้งแต่ยังนุ่งกางเกงขาสั้นเรียนหนังสืออยู่ที่ภูเก็ตนั่นล่ะ.. ขอย้อนรอยทรงจำนิดนึง ก่อนหน้านั้น ไม่กี่ปี กระแสการเมืองแนวซ้ายมาแรงมาก ผมก็เติบโตมากับหนังสือประเภทนั้น ตั้งแต่ข้อเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ ไปจนถึง บทกวีของ หลู่ซิ่น ผมอ่านและสะสมหนังสือแนวนี้ไว้มากมาย จนพี่สาวผมซึ่งเรียนอยู่ปีสุดท้ายที่ธรรมศาสตร์ ถูกจับในเหตุการณ์ 6 ตุลา เธอและเพื่อนปรากฎเป็นภาพข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ - -ผมอยากเขียนบันทึกเรื่องราวของเธอมาก แต่ต้องขออนุญาตเธอก่อน ไม่แน่ใจว่าเธอจะยินดีหรือเปล่า เพราะผมจำวันคืนที่มืดมน, สับสน, และน่ากลัวเหล่านั้นได้ดีที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา เราได้รับข่าวสารสารพัดจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน.. และที่ผมจำได้ไม่ลืม คือ มีผู้หวังดีเตือนเราว่า สันติบาลจะมาตรวจค้นที่บ้าน ทุกคนจึงขอร้องให้ผมเผาทำลายหนังสือที่ผมมีทิ้งเสีย..

หลังจากควันไฟแห่งการเผาทำลาย “ความคิด” มอดลง.. โลกวรรณกรรมของผมและของยุคนั้นก็เปลี่ยนไป..

อันที่จริง ก็นับว่ามีส่วนดีสำหรับผม เพราะกระแสวรรณกรรมก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะกลอนที่เขียนกันต้องเป็นประเภทหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เหงื่อไหลริน อะไรปานนั้น ผมก็พยายามเขียนในลักษณะนั้นอยู่บ้างเหมือนกัน และก็เริ่มกลุ้มใจนิดๆที่ไม่รู้จะเขียนอะไรดี เพราะผมไม่ได้เป็นลูกชาวนา มาจากอีสาน ที่มีชีวิตรันทด ข้นแค้นขนาดเขียนได้ราวกลั่นออกมาจากจิตวิญญาณ อย่าง ลาว คำหอม- - เมื่อกระแสเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของบ้านเมือง ผมก็เริ่มมีเวลาหยุดคิด ตั้งหลัก และค่อยๆสั่งสมความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

และเพราะการเรียนหนักในช่วงมอปลาย, การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มทำให้ผมห่างเิหินจากการเขียนกลอนไปเป็นระยะๆ แต่ผมก็ยังสนใจในเรื่องการเขียนอยู่ และเริ่มปักใจชอบในการเขียนกลอน เพราะ สั้น เสร็จเร็วดี ไม่ต้องยืดเยื้อหลายหน้ากระดาษอย่างเรื่องสั้น หรือหลายตอนจบอย่างนวนิยาย อย่างที่บอกข้างต้น

วันหนึ่ง, ผมมีโอกาสเจอหนังสือบทกวีประเภทกลอนเปล่าของพิบูลศักดิ์ ละครพลเป็นครั้งแรก ถ้าจำชื่อไม่ผิด ชื่อปกว่า บทกวีจากภูเขา- - ผมอ่านแล้ว ก็ชอบใจ นึกในใจว่า เฮ่ย นี่ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ไม่มีฉันทลักษณ์เลย ใครเขียนนะนี่ แค่ซอยเป็นบรรทัดๆก็เป็นบทกวีแล้ว (ฮา) ผมอ่านแล้วชอบ ก็เลยเดินตามรอยเท้าพี่เขาเสียเลย

แต่จริงๆแล้ว หลังจากที่ผมอ่านของพี่ปอน-พิบูลศักดิ์ ละครพลมากเข้า ผมก็เริ่มมองเห็นถึงความสวยงามของภาษาอย่างจริงจัง ความไพเราะในท่วงทำนองของถ้อยคำ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฉันทลักษณ์มากำกับเสียง จนเป็นกรอบจำกัดและซ้ำเดิม..

กลอนเปล่าดูปลดปล่อย เป็นอิสระดี และมีชีวิต สามารถลื่นไหลไปเรื่อย เหมือนบรรเลงเพลงแจ๊ส ประกอบกับช่วงนั้น ผมได้อ่านงานแปลเพลงของ สิเหร่ (จีรภัทร อังศุมาลี-คนภูเก็ตเหมือนกัน) ในชุด “บทกวีในเสียงเพลง” ผมรู้สึกชอบมาก เลยทำให้สิ่งเหล่านี้ค่อยๆสะสม ผสมผสาน กลมกลืน สร้างขึ้นมาเป็นท่วงทำนองแห่งบทกวีในแนวของ “ปะการัง” ในเวลาต่อมา-- -

ปะการัง

บันทึกที่ CA, USA
8/6/07

* โปรดรออ่านตอนที่สอง (ถ้ามี)




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2550
10 comments
Last Update : 7 สิงหาคม 2550 8:51:14 น.
Counter : 1851 Pageviews.

 

ปะการังครับ


ตอนสองต้องมีสิครับ
ก็เพราะมีตอนหนึ่งแล้วนี่

เดี๋ยวเอาหน้านี้ไปสลับกับจดหมายผมบ้างก็ได้
คนจะได้เข้ามาอ่าน

 

โดย: โดม (ชบาฉาย ) 9 สิงหาคม 2550 14:08:14 น.  

 

ว่างแล้วจะแวะมาละเลียดอ่านค่ะ

 

โดย: หนอนเมืองกรุงฯ IP: 202.28.180.201 10 สิงหาคม 2550 10:31:38 น.  

 

แอบเข้ามาอ่านหน้านี้แล้ว....จะรออ่านตอนสองต่อ

 

โดย: แม่ปัน-ปอง IP: 125.25.213.227 10 สิงหาคม 2550 11:40:50 น.  

 

คุณปะการังคะ

โอ้โฮ สนุกจังเลย

มาเล่าต่อนะ

พออ่านแล้วก็จะนึกถึงวัยเด็กของตัวเอง
ต่างกันตรงที่
หนอนฯ โตมาแล้วไม่ได้เขียนหนังสือหรือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก
ยังได้แต่อ่านอยู่นั่นแล้ว

เราน่าจะเป็นคนร่วมยุคสมัยเดียวกัน
แก่กว่ากันไม่น่าเกิน 4-5 ปี
เพราะอ่านอะไรคล้าย ๆ กันค่ะ

บทกวีจากภูเขา และถนนสีแดง
เป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ของพิบูลศักดิ์
ที่หนอนฯ อ่านแล้วหลงใหลในหนังสือของพี่เขา
จนต้องติดตามอ่านหนังสือของพี่เขาในเวลาต่อมา
และต่อมา...
จนถึงทุกวันนี้

อยากบอกคุณปะการังว่า
ทุกวันนี้ ทางภูเก็ตมีนักเขียนเยอะมาก
และส่วนใหญ่เป็นนักเขียนคุณภาพ
ที่มีรางวัลต่าง ๆ เป็นหลักประกันอยู่
แต่ที่สำคัญ...หนอนฯ ทึ่ง
ที่เขาเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นทีเดียว
การพบปะกันก็มักจะเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์
เวลาพบนักเขียนภูเก็ต
ก็มักจะพูดถึงพรรคพวกเพื่อนฝูงให้ฟัง
บรรยากาศงานวรรณกรรมแถบถิ่นนั้น
จึงดูน่าอบอุ่นไม่น้อยค่ะ

แล้วมาเล่าตอนที่สองต่อนะ

 

โดย: หนอนเมืองกรุงฯ IP: 202.28.180.201 10 สิงหาคม 2550 17:33:34 น.  

 

สวัสดีครับปะการัง


คุณเงียบหายไป ไม่ตอบจดหมายผม

ผมก็เลยเอาหน้าบันทึกของคุณมาไว้ที่หน้าหลักนะครับ


เมื่อคุณตอบจดหมายผมแล้วค่อยปรับใหม่

เป็นไง หน้าตาบล็อกใหม่ คุณเลือกสีแบ็คกราวนด์ได้ตามใจชอบนะครับ

 

โดย: โดม (ชบาฉาย ) 14 สิงหาคม 2550 6:37:23 น.  

 

อ้าว ...ไหนว่าจะเขียน เรื่องที่พบพระเจ้าได้อย่างไร ไม่ใช่หรือ

ขอโทษที่ทวงถามเพราะอยากอ่านอยากรู้ในส่วนนั้นจริง ๆ แต่ไม่เป็นไร


ฉบับก่อนคุณบอกเราว่า ถ้ามีเมืองไทยจะมาเยี่ยมเรากับพี่หนอมที่บ้าน บอกพี่หนอมแล้ว แกว่า ตอบกลับไปเลยว่า ยินดีมาก ๆ จะรอวันนั้น

 

โดย: แพรจารุ 14 สิงหาคม 2550 11:55:50 น.  

 

สวัสดีค่ะ
เพิ่งได้มาอ่านวันนี้
ขอติดตาม
มารอตอนสองด้วย (ถ้ามี)
ระหว่างรอ ขออ่านอื่นๆ
ขอเก็บไว้ในลิ้งเพื่อนนะคะ

 

โดย: ตา (ta/'o-o/' ) 4 พฤศจิกายน 2551 18:10:10 น.  

 


คิดถึงคุณปะการังค่ะ
เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาเจอ
ติดตามผลงานมาตลอด
ช่วงปี 2528-2532 สมัยอยู่ท่าพระจันทร์
แต่เสียดายที่หนังสือถูกทำลายไปหมด
เมื่อสิบปีที่ผ่านมา

ดีใจค่ะที่ได้เจออีกครั้ง

 

โดย: ลูกแม่โดม IP: 125.25.241.155 28 พฤศจิกายน 2551 21:30:54 น.  

 

รู้สึกผมจะนิสัยคล้ายๆคุณ ปะการังเลยครับ
วาดการ์ตูนไม่จบเรื่อง

 

โดย: กลิ่นดอย 29 มกราคม 2553 20:54:02 น.  

 

อยากอ่าน "บทกวีในเสียงเพลง" ขอยืมได้มั๊ยคะหาไม่ได้เลย

 

โดย: Kullanuch IP: 171.99.162.201 23 มิถุนายน 2560 11:30:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ชบาฉาย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




"ปะการัง" เป็นนักเขียนที่มีผลงานบทกวีและเพลง เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน.. กลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง ตามคำชักชวนและได้รับเอื้อเฟื้อบล็อก "ชบาฉาย"นี้ จากโดม วุฒิชัย



เริ่ม 13 ส.ค. 2550
เชิญ!!!

คลิกอ่านเรื่องของ"พ่อพเยีย"



~ คลิกดูภาพถ่ายสไตล์"ปะการัง" ~
Friends' blogs
[Add ชบาฉาย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.