Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2548
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
25 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 

"ขุนพล"บ้านพิษฯ "เงาความคิด"ข้างกาย"น้าชาติ"

คอลัมน์ ความทรงจำเมื่อวันวาน
โดย อนุรักษ์ ทรัพย์เฮง
( มติชน )




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2548
8 comments
Last Update : 25 กรกฎาคม 2548 2:39:30 น.
Counter : 340 Pageviews.

 

หลัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2531 มีการกำหนดให้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2531

การเลือกตั้งครั้งนี้ ว่ากันว่า..เป็น "จุดเปลี่ยน" ที่สำคัญทางการเมืองครั้งหนึ่งของประเทศไทย

เพราะขณะนั้น ประเทศไทยว่างเว้นจากการมีนายกรัฐมนตรี ที่ "มาจากการเลือกตั้ง" นานถึง 11 ปี

ทำให้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ต่อสู้กันอย่างเต็มที่ในสนามเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รับชัยชนะและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคชาติไทย ที่มี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง 87 เสียง(จาก ส.ส.ทั้งหมด 357 คน)

พล.อ.ชาติชายได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ของประเทศไทย

การเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ชาติชายครั้งนั้น ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยมากพอสมควร ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชน การออกกฎหมายสำคัญๆ เพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นสากล

เบื้องหลังความสำเร็จของ พล.อ.ชาติชาย ส่วนหนึ่งมาจากคณะที่ปรึกษา "บ้านพิษณุโลก" หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า "ที่ปรึกษาบ้านพิษฯ" ซึ่งเป็นที่รวมตัวของนักวิชาการรุ่นใหม่ในขณะนั้น

ซึ่งขณะนั้นผู้ที่เป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่าง พล.อ.ชาติชาย และนักวิชาการหัวก้าวหน้าที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษ คือ “อาจารย์โต้ง” ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บุตรชายของ พล.อ.ชาติชาย

"ตามปกติผมจะมีเพื่อนๆ ที่เป็นนักวิชาการมานั่งกินข้าวคุยกันที่บ้านในซอยราชครูเป็นประจำ จำได้ว่าวันนั้นมี ชัยอนันต์ สมุทรวณิช ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร พันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ และผม กำลังนั่งกินข้าวและคุยกันเรื่องบ้านเมืองอยู่ พ่อ(พล.อ.ชาติชาย) ก็เดินเข้ามาพร้อมกับโค้งให้พวกเรา และบอกว่ารัฐสภาจะทูลเกล้าฯเสนอชื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี และขอเชิญพวกเราทุกคนให้ไปช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย"

"ลูกชายโทน" ของ พล.อ.ชาติชายเล่าบันทึกที่ยังคงอยู่ในความทรงจำด้วยรอยยิ้มระคนเสียงหัวเราะ

 

โดย: copy (ไทเมือง ) 25 กรกฎาคม 2548 2:26:43 น.  

 

โจทย์ที่ พล.อ.ชาติชายต้องการในขณะนั้นก็คือ การบริหารประเทศที่เปลี่ยนไปจากยุคของ พล.อ.เปรมโดยเฉพาะเรื่องการ "หยุดสงครามเย็น" ที่เป็นปัญหาในการพัฒนาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นในทุกด้าน

โจทย์ที่ได้รับ..ทำให้ "ไกรศักดิ์" คิดว่าเฉพาะนักวิชาการที่นั่งหารือกันในคืนนั้น คงไม่พอจะทำได้ทุกเรื่อง จึงจำเป็นต้องหาผู้ที่มีความรู้ในหลายด้าน รวมถึงผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ และกฎหมายระหว่างประเทศ

"เบื้องต้นเราตัดสินใจจะเชิญ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาร่วมทีม โดย พันธ์ศักดิ์รับอาสาเป็นผู้ไปชักชวน และต่อมาบวรศักดิ์ก็ได้ไปชวน วิษณุ เครืองาม ซึ่งสนิทสนมกันให้โอนย้ายมาช่วยงานในสำนักเลขาธิการ ครม."



บ้านพิษณุโลกที่เคยถูกใช้เป็นบ้านพักนายกรัฐมนตรี ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นออฟฟิศเพื่อใช้ทำงานของคณะที่ปรึกษา

จนเป็นที่มาของชื่อ "ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ" โดยทีมงานส่วนใหญ่จะใช้ห้องชั้นล่างด้านซ้ายเป็นห้องทำงาน ด้านขวาจะใช้เป็นห้องรับแขก หรือใช้เป็นห้องประชุมร่วมกับ พล.อ.ชาติชาย ส่วนชั้นบนของบ้านจะเป็นห้องทำงานของ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย"

"ตอนนั้นทุกคนในทีมที่ปรึกษาฯส่วนใหญ่อายุ 30 กว่าๆ เท่านั้น มีพันธ์ศักดิ์แก่ที่สุด เลยได้เป็นประธานที่ปรึกษาบ้านพิษฯ"

เมื่อทุกอย่างพร้อม..เครื่องจักรทุกตัวก็เดินงาน..โดยมีค่าตอบแทน ที่ พล.อ.ชาติชาย ควักทุนทรัพย์ส่วนตัวจ่ายเป็นเงินเดือนให้คณะที่ปรึกษา คนละ 30,000 บาท สำหรับผู้ที่ทำงานเต็มเวลา ส่วนผู้ที่ทำงานไม่เต็มเวลาจะได้เดือนละ 15,000 บาท

"เนื้องานที่ทำตอนนั้น มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันชัดเจน โดยคนที่เป็นนักปฏิบัติจะอยู่ในแถวหน้า ส่วนพวกนักคิด นักวางแผนจะอยู่ด้านหลังคอยให้การสนับสนุน"

"ไกรศักดิ์" จะดูเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน สิทธิมนุษยชน การเจรจาสันติภาพในกัมพูชากับเขมร 3 ฝ่าย การยกเลิก ปร.42

"บวรศักดิ์" ดูเรื่องระเบียบข้อกฎหมาย การร่างวาระ ครม. และระบบการบริหารงานต่างๆ ของนายกฯ

"สุรเกียรติ์" ดูด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การเจรจาการค้าและท่าทีต่างๆ ของรัฐบาลในระดับสากล

"ชัยอนันต์" ดูเรื่องการปฏิรูปการเมือง

"นิคม จันทรวิทุร" กับ "สังศิต พิริยะรังสรรค์" ดูด้านสังคมและแรงงาน

ส่วน "พันธ์ศักดิ์" จะคอยคิดวิเคราะห์นโยบายการลงทุนของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน อย่างเช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร โครงการทางด่วนยกระดับ และโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร ฯลฯ

 

โดย: Copy (ไทเมือง ) 25 กรกฎาคม 2548 2:29:46 น.  

 

พล.อ.ชาติชายจะประชุมร่วมกับทีมที่ปรึกษาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเย็นวันศุกร์ หรือเย็นวันจันทร์ ของทุกสัปดาห์

โดย "บวรศักดิ์" และ "สุรเกียรติ์" จะเป็น "หัวใจ" สำคัญในการทำงานทั้งหมด

"อย่างโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) นี่คือเรื่องที่บวรศักดิ์ทำ ซึ่งเมื่อก่อนไม่มี เราให้สภาพัฒน์(สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)รับผิดชอบ เมื่อมีอีไอเอทำให้โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ 4 เขื่อนในตอนนั้นไม่ผ่านการอนุมัติให้ก่อสร้างคือ เขื่อนแก่งกรุง เขื่อนน้ำโจน เขื่อนเหวนรก เขื่อนแก่งเสือเต้น มีเขื่อนปากมูลแห่งเดียวที่หลุดไป เพราะไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานฯ"

ต้องถือว่า "อีไอเอ" เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยสมัย พล.อ.ชาติชาย โดยมี "บวรศักดิ์" เป็นหัวเรือใหญ่

ขณะที่งานของ "สุรเกียรติ์" ส่วนใหญ่จะเป็นการเจรจากับมหาอำนาจ หรือการเปิดตลาดสินค้าใหญ่ๆ ตามคอนเซ็ปต์ของ พล.อ.ชาติชาย คือ "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า"



"เป็นแนวคิดของพ่อ ที่ต้องการเห็นสันติสุขในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกัมพูชา ทีมที่ปรึกษาต้องมาดูว่าต้องทำอย่างไร"

งานนี้ "ไกรศักดิ์" ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจากับทางการกัมพูชา ขณะที่ "สุรเกียรติ์" ต้องไปเจรจากับทางการสหรัฐ เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในกัมพูชา

"สุรเกียรติ์เดินทางไปสหรัฐเป็นว่าเล่น บางครั้งต้องไปเจรจากันที่ใต้ถุนไวท์เฮาส์ เพื่อกล่อมทีมที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐให้เข้าใจ เพราะตอนนั้นสหรัฐสนับสนุนฝ่ายเจ้านโรดม สีหนุ ส่วนผมต้องไปเจรจากับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อขอให้ยุติการสนับสนุนเขมรแดง เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยในกัมพูชา"

ยุคนั้นการเมืองในกัมพูชา แบ่งเป็น 4 ฝ่าย คือ ฮุน เซ็น เป็นนายกรัฐมนตรี มีเวียดนามสนับสนุน ขณะที่ เจ้านโรดม สีหนุ, นายพลซอน ซาน และเขมรแดง มีสหรัฐและจีนสนับสนุน

การเจรจาให้เกิด "สันติภาพ" เป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะ "ฮุน เซ็น" มีท่าที "แข็ง" ไม่ต้องการให้สหประชาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เมื่อมีความพยายาม..ความสำเร็จก็รออยู่เบื้องหน้า..!!

"ผลการเจรจาสามารถยุบรวมเขมร 3 ฝ่ายเข้าด้วยกันได้เป็นกลุ่มเดียว เพื่อเจรจากับฮุน เซ็น แต่ก็ใช่ว่าจะสำเร็จในทันที คุณเชื่อมั้ย ผมต้องนั่งเรือเลาะไปตามแม่น้ำชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อไปเจรจากับ ซก อาน รัฐมนตรีกัมพูชา นายทหารคนสนิทของฮุน เซ็น ในที่สุดก็มีการตกลงตั้งโต๊ะเจรจา และเกิดการเลือกตั้งขึ้นในที่สุด"

ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากน้ำมือของ "ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ" โดยแท้..เพราะครั้งนั้น "ไกรศักดิ์" บอกว่า กระทรวงการต่างประเทศ ที่มี ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ คัดค้านแนวนโยบายดังกล่าวอย่างหนัก

ทุกอย่างต้องเดินเกม "ใต้ดิน"..ไม่ได้ใช้วิถีทาง ทางการทูต เหมือนกรณีอื่นๆ แต่อย่างใด..?

นั่นคือ "งาน" ตามยุทธศาสตร์ที่ พล.อ.ชาติชายได้วางเป้าหมายในการ "พลิกภูมิภาคเอเชีย" และ "พลิกประเทศไทย" เอาไว้

แต่การเปลี่ยนแปลง..จะทำเพียงด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้..!!

มีบางครั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ต้องเข้าไปคลุกวงในเหมือนการเจรจาสงบศึกในกัมพูชา หรือการเข้าไปเพื่อ "ล็อบบี้" การผ่านกฎหมายสำคัญๆ ของประเทศ

"ครั้งหนึ่ง บวรศักดิ์ถูกแต่งตั้งให้ไปเป็น ส.ว. เพื่อล็อบบี้กฎหมายประกันสังคม และยังต้องเข้าไปชี้แจงโน้มน้าวรัฐมนตรีในที่ประชุม ครม.ในฐานะรองเลขาธิการนายกฯ ให้เห็นชอบกับกฎหมายประกันสังคมด้วย"

เป็นยุทธวิธี "รุกคืบ" เพื่อให้งานเดินหน้า..จึงไม่แปลกที่ทีมที่ปรึกษาต้องทำทุกวิถีทาง

แต่ที่สุดก็... "สะดุดตอ"..?



เพราะต้องไม่ลืมว่า ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ประกอบด้วยหลายกลุ่มการเมือง ทั้งภายในพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล การเข้าไปทำงานท่ามกลางผลประโยชน์มหาศาล ทำให้ฝ่ายการเมืองเริ่มไม่พอใจ

"ระยะหลังพวกรัฐมนตรี ก็เริ่มมีปัญหากับเรามากขึ้น เพราะเขาอาจไม่พอใจเรา อย่างคุณมนตรี(พงษ์พานิช) หัวหน้าพรรคกิจสังคม ในขณะนั้น ก็ไม่พอใจเราอย่างมาก ตอนนั้นคุณมนต รี เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ขออนุมัติโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ให้ภาคเอกชนเข้ามาทำโครงการ คือเขาส่งเอกสารเป็นวาระการประชุมมีเหตุผลมาแค่หน้าเดียว แล้วก็เซ็นชื่อมาขอให้อนุมัติ คิดดูโครงการเป็นแสนล้านมีแค่กระดาษแผ่นเดียว เราก็บอกไม่ได้ ต้องให้เหตุผลมาว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ลงทุนอย่างไร คุณมนตรีก็เลยส่งเอกสารใส่รถบรรทุก 6 ล้อเอามาให้ที่บ้านพิษฯ เหมือนประชดเรา"

 

โดย: Copy (ไทเมือง ) 25 กรกฎาคม 2548 2:31:44 น.  

 

การเผชิญหน้า ระหว่างรัฐมนตรีและทีมที่ปรึกษาฯ เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ..!!

"เราก็มานั่งคุยกัน โดยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยให้พ่อเป็นผู้เจรจาเอง บางครั้งการเจรจาก็ล้มเหลว และเพื่อรักษาความเป็นรัฐบาลไว้ ก็ทำให้ทีมที่ปรึกษาต้องยอมถอยในหลายเรื่อง อย่างเรื่องป่าชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีมากอันหนึ่งและองค์กรเอกชนก็เห็นด้วยกับเราหมด แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯในขณะนั้นไม่ยอม ทำให้เรื่องนี้ไม่ผ่านการพิจารณาของ ครม."

"ไกรศักดิ์" บอกว่า..นั่นคือความจริง..และบางครั้งก็ต้องยอมรับความจริง..!!

แม้ว่าการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น เข้าสู่ภาวะเฟื่องฟู มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด

ขณะเดียวกัน ก็ถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของการคอร์รัปชั่น จนได้รับฉายา "บุฟเฟ่คาร์บิเนต" และนำไปสู่การเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

หลังจาก พล.อ.ชาติชายพ้นจากตำแหน่ง ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ก็แตกกระสานซ่านเซ็น บางคนกลับไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ บางคนที่หลงใหลเสน่ห์การเมือง ก็เริ่มหันเหชีวิตเข้าสู่ถนนสายอำนาจ

อดีตทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯหลายคนเข้าไปเป็น "ฟันเฟือง" สำคัญของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"พันธ์ศักดิ์" เป็นประธานที่ปรึกษานายกฯด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ "สุรเกียรติ์" นั่งเป็นรองนายกฯ ส่วน "บวรศักดิ์" เป็นเลขาธิการ ครม.

แต่อดีตที่ปรึกษาบ้านพิษฯเหล่านี้ "ไกรศักดิ์" มองว่า เปลี่ยนไป..

เปลี่ยนไปที่ แต่ก่อนมีแต่ให้ "คำแนะนำ"..แต่ปัจจุบันได้แต่ "รับคำสั่ง"

"คนกลุ่มนี้ไปเสริมอำนาจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แทนที่จะไปเสริมอำนาจประชาชน ไม่เหมือนกับสมัยที่เราเป็นที่ปรึกษาให้ พล.อ.ชาติชาย ที่เราพยายามทำให้ประชาชนมีอำนาจการต่อรองมากขึ้น คนเรามันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ที่จริงเราอาจจะต่างกันตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้ เพราะแต่ละคนก็มาจากพื้นฐานที่ต่างกัน"

ด้วยคำพูดที่เสียงแทงใจดำในลักษณะนี้ ทำให้ระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักวิชาการที่เคยเข้ามาเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษฯด้วยกัน ต้องห่างเหินกันไป และบางคน "ไกรศักดิ์" ถึงกับเอ่ยขึ้นมาว่า "แทบจะไม่มองหน้ากันเลย"

เหล่านี้คือเรื่องราวของ "ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ" ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จการทำงานตลอดเวลา 2 ปี 8 เดือน ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คนไทยยังเล่าขานถึง..!!

 

โดย: copy (ไทเมือง ) 25 กรกฎาคม 2548 2:33:22 น.  

 

บางทีการพูดคุยถึง"ความหลัง" ก็อาจพอมองออกว่า
"ที่ปรึกษา"กับ"ลูกน้อง" แตกต่างกันยังไง


 

โดย: Can (ไทเมือง ) 25 กรกฎาคม 2548 2:37:37 น.  

 

น่าสนใจครับ

 

โดย: POL_US IP: 12.221.102.112 27 พฤศจิกายน 2548 15:50:26 น.  

 

สุดยอดๆๆ อยากให้ชาติชายยังไม่ตาย

 

โดย: เบียร์ IP: 61.90.234.3 24 ธันวาคม 2548 10:27:49 น.  

 

 

โดย: ll IP: 125.24.87.2 16 มีนาคม 2549 14:22:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ไทเมือง
Location :
อุบลราชธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ไทเมือง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.