人生は 山もあるし、谷もあります ^_^ invisible tracker
Group Blog
 
<<
มกราคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
3 มกราคม 2550
 
All Blogs
 
Devil Wears Prada & thoughts?



เมื่อคืนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนรุ่นพี่คนนึงที่ชิคาโก ไม่รู้ว่าทำไมแต่เวลาคุยกับเพื่อนคนนี้(สมมติว่าชื่อส้ม)ไปซักพักจะเริ่มลงลึกในประเด็นใดประเด็นนึงเสมอ จนเหมือนการอภิปรายมากกว่าการคุยโทรศัพท์ธรรมดา ซึ่งจะว่าไปก็ให้ความรู้สึกมันในอารมณ์ดี

เมื่อคืนเริ่มคุยกันเรื่องแฟชั่น แล้วโยงไปถึงหนัง The Devil Wears Prada ที่สร้างจากหนังสือ Best-seller ในชื่อเดียวกัน ตัวเอกของหนังคือ Andrea Sachs สาวที่เพิ่งเรียนจบจากรั้วมหาลัย และออกมาเผชิญโลกแห่งการทำงานในวงการแฟชั่น...วงการที่มีการฟาดฟันต่อสู้กันมากที่สุดวงการหนึ่ง ตำแหน่งของ Andrea คือ ผู้ช่วย บก.นิตยสารแฟชั่นอันดับ 1 (ประมาณ Vogue ในโลกแห่งความเป็นจริง)

ประเด็นที่จุดประกายการถกเถียงอย่างเมามันของเรากับส้มก็คือ ตอนที่เจ้านายของ Andrea และ staff คนอื่นกำลังเลือกระหว่างเข็มขัดสองเส้นว่าเส้นไหนจะได้ลงในนิตยสารฉบับต่อไป

แต่เจ๊ Andrea กลับขำและหลุดหัวเราะออกมานิดนึง หลังจากนั้นก็เหลือบไปเห็นสายตาหฤโหดของหัวหน้าประมาณว่า หัวเราะอะไรจ๊ะ? เจ๊ Andrea ของเราก็ตอบว่า ไม่มีอะไร แค่สำหรับตัวเธอนั้น เข็มขัดสองเส้นนี้ดูเกือบจะไม่แตกต่างกันเลย (ซึ่งเราเองก็เห็นด้วย)

แค่นั้นแหละ เจ้านายของเธอฉุนกึก...แล้วก็ร่ายย่าวเลยว่าเนี่ยรู้มั๊ยว่า สีของเข็มขัดนั้นน่ะ ดีไซน์เนอร์คนนึงเป็นคนสร้างขึ้นมาเมื่อ xx ปีก่อน แล้วหลังจากนั้นดีไซน์เนอร์คนอื่นๆ รวมทั้งเสื้อผ้าทุกยี่ห้อก็เริ่มรับไปใช้ ไม่นานคนตามท้องถนนก็มีเสื้อผ้าสีนั้นอยู่ในตู้เสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่เสื้อตัวที่เธอใส่อยู่ตอนนี้น่ะ (ซึ่งให้บังเอิญเป็นสีโทนเดียวกับสีของเข็มขัด) เธออาจจะไม่ได้ตระหนัก แต่มันก็ถูกกำหนดมาจากพวกเราในห้องๆนี้แหละ แล้วเธอยังจะเห็นว่าการเลือกระหว่างเข็มขัดสองเส้นนี้ของคนที่นี่เป็นเรื่องตลกอยู่อีกมั๊ย (ประมาณนั้น)

จากเนื้อหาตรงนั้น ก็เข้าสู่การอภิปรายของเรากะส้ม ดังนี้

ส้ม: เราคิดว่าซีนนั้นนะ รู้สึกเจ๋งมากเลย แบบมันใช่เลย

เรา: ไม่เห็นเห็นด้วยเลย รู้สึกว่าคนทำงานในวงการไหนก็ต้องเห็นว่างานของตัวเองสำคัญเป็นธรรมดา และที่สำคัญ ไม่เห็นด้วยว่าทุกคนจะโดนครอบงำโดยสิ่งที่นิตยสารกำหนดซะหมดทุกคน สมมติเค้าบอก ซีซั่นนี้ต้องใส่สีน้ำตาล Brown is the New Black ก็อาจจะจริงที่ว่า ร้านเสื้อผ้าจะมีเสื้อสีน้ำตาลมาขายมากขึ้น แต่เราในฐานะผู้บริโภคก็เลือกได้

ส้ม: ประเด็นของเราก็คือ วงการแฟชั่นสามารถสร้างอะไรซักอย่างให้ขึ้นมาเป็นเทรนด์ได้ อย่างเช่น ถ้าดีไซนเนอร์ของกุชชี่สร้างสีแดงเฉดใหม่ออกมาแล้วเค้าเรียก สีนี้ว่า Gocer ไม่นานร้านอื่นรับไปเค้าก็เรียกสีนี้ว่า Gocer ในที่สุดคนซื้อก็คิดว่าสีนี้คือ Gocer เพราะนิตยสารเค้าเรียกกันอย่างนั้น ทั้งๆที่สีนั้นมันอาจจะเป็นแค่สีแดงเฉดแปลกหน่อยธรรมดา

เรา: อืม อันนั้นเห็นด้วย คือ คนเราย่อมถูกกระทบด้วยวิธีการตลาด โดยเฉพาะโฆษณาที่มาในรูปของสื่อต่างๆที่มันล้อมรอบตัวเราอยู่ทุกวัน มันก็ต้องซึมซับไปบ้าง แต่มันก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของเทรนด์ใหม่ๆที่ถูกสร้างขึ้นมาอยู่ดี อย่างคนที่มีความรู้พอและรู้จักเลือกอะไรที่เหมาะกับตัวเองมากกว่าจะตามเทรนด์ในแม็กกาซีนตลอด
......

บทเรียนจากการอภิปรายนี้คือ
1. ควรแน่ใจว่าพูดเรื่องเดียวกันอยู่

2. การคุยเรื่องนี้แม้จะไม่ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจสำหรับเราและส้ม แต่ก็ได้จุดประเด็นที่น่าคิดเกี่ยวกับอิทธิพลของวงการแฟชั่นกับเสื้อผ้าที่เราใส่ในแต่ละวันว่ามีมากแค่ไหน

สำหรับข้อสองนี่เราเห็นว่า ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราอยู่ อย่างที่อเมริกานี่ วิถีชีวิตของเค้าจะค่อนข้าง standardized มาก อย่างเช่น ไม่ว่าคุณจะไปเมืองไหนก็จะมีร้าน Gap...Banana Republic...Old Navy เป็นต้น ร้านเสื้อผ้าส่วนใหญ่จะเป็น Chain ส่วนร้านเล็กๆที่คนเป็นเจ้าของเองไม่ค่อยมี (ยกเว้นในเมืองใหญ่) ทำให้ง่ายที่จะกำหนดทิศทางเสื้อผ้าของคนที่นี่ หรือถ้าจะใช้ศัพท์ทางธุรกิจ ก็คือ High Consolidation

แต่สำหรับในไทย เราว่าเสื้อผ้าเป็นอะไรที่คนยังมีตัวเลือกอยู่มาก อย่างคุณอาจจะไปซื้อจาก ประตูน้ำ บางลำภู เวิลด์เทรด หรือ พารากอน ก็จะมีเสื้อให้คุณเลือกแตกต่างกันไป นั่นคือข้อดีของเมืองไทย คุณสามารถเลือกเสื้อผ้าที่ represent สไตล์ของคุณเองได้เพราะธุรกิจแฟชั่นยังไม่มีการกระจุกตัวมากนัก

พูดมาซะยาว...เหนื่อย บอกแล้วว่า ลงลึก

มีใครดูเรื่องนี้แล้วบ้างมั๊ย รู้สึกว่าแฟชั่นเลือกคุณ หรือคุณเลือกแฟชั่น?...



Create Date : 03 มกราคม 2550
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2550 23:13:31 น. 10 comments
Counter : 303 Pageviews.

 
I love this movie and of course the book because I love fashion. But I wear clothes that suit me, not what Anna Wintour tells me and the world to wear.


โดย: Rive Gauche วันที่: 4 มกราคม 2550 เวลา:0:10:42 น.  

 
Thank you Khun Rive!!! That's exactly what I thought!!!

PS I really wanna know what Anna Wintour (Vogue's Editor-in-Chief) thinks about this movie & book :)


โดย: Bumu_Chan (Bumu_Chan ) วันที่: 4 มกราคม 2550 เวลา:1:53:39 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยค่ะ หนังสือก็ยังไม่ได้อ่าน

ถึงเราจะชอบแฟชั่นมากๆ แต่ยังไงก็ยังเลือกรับเฉพาะบางเทรนด์เท่านั้น และบางทีก็ไม่ได้สนใจว่ามันอินเทรนด์รึเปล่าด้วย ขอแค่รู้สึกมันสวย เหมาะกับเรา ก็พอ! แต่เอ๊ะ...หรือเราจะโดนครอบงำโดยไม่รู้ตัว (แต่ไม่น่านะ แหะๆ)

เขียนอ่านแล้วน่าสนใจดีค่ะ ขอ add นะคะ จะได้ตามอ่านเรื่อยๆ


โดย: MaRiMeKKo วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:0:47:43 น.  

 
Exactly, style is yours, not in fashion magazines.


โดย: afro girl (afro girl ) วันที่: 9 มกราคม 2550 เวลา:2:54:40 น.  

 
หวัดดีค่ะ ก็ได้ดูหนังเรื่องนี้จากการที่ชอบหนังสือ (เราอ่านฉบับแปลไทย เพราะเข้าใจง่ายกว่า) ช่วงท้ายที่สุดของหนัง กับการเลือกตัดสินใจที่จะไม่ทำต่อไป เพราะคุณค่าของการทำงานให้ดี มันไม่ใช่ต้องฟาดฟันหรือเหยียบหัวคนอื่นเสมอไป (ซึ่งเราก็ยอมรับ มันมีอยู่จริง แต่ดูอย่างนางเอกก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนอ่ะนะ) เจ๊มิแรนด้าก็เหลือเกิน อีโกเยอะมาก คือเข้าใจว่าแฟชั่นมันเป็นตัวกำหนดสังคมพอสมควร มันก็แค่คนกลุ่มหนึ่งจริงๆ ที่มันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือบางเมืองที่คนเขามองกันหัวจรดเท้าว่าต้องเก๋ เนี้ยบ เดิ้น ก็สังคมกลางเมืองอีกนั่นแหล่ะ เช่นนิวยอร์ค ปารีส (แอลปารีส ออกอาทิตย์ละครั้งอ่ะ ใครอยากวิ่งบ้าง วิ่งเลยค่ะตามแฟชั่น) ลอนดอน เราส่วนตัวอ่านแอลมาตั้งแต่เรา 15 เราชอบอ่านแฟชั้น ไม่ได้ชอบตัดเย็บ แต่งหน้าบ้างนิดหน่อย ไม่ได้เป็นสไตล์ลิส แต่เราเห็นว่าบางอย่างสวยดี เป็นวัฒนธรรมฝรั่งซะส่วนมาก อันไหนดูดีพอจะ Adapt แต่อ่านมากๆเข้า ก็มีเหมือนกันที่ฝรั่งบ้านนี้เมืองนี้ (เพื่อนแฟน) มาถามเราเวลาซื้อเสื้อผ้ารองเท้าว่าอันไหนดีก็ช่วยเขา กำลังจะบอกว่า อืมเป็นเรื่องจริง แฟชั่นเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม ไม่ทุกคนจะรู้จักแฟชั่น โจทย์ง่ายๆใส่ยังไงไม่ให้มันดูเหมือนกลับชาติมาเกิด คนละยุคสมัยอะไรขนดนั้น จะบอกว่ามันไม่ใช่ "It's a job that million girls is dying to work for" หรอก ท้ายที่สุดนางเอกก็หาทางไปถูก แต่ก็มีดีเรื่องไม่ให้ย่อท้อในการทำงาน ให้พยายามยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่
มันเป็นความพยายามที่จะเอาใจผู้หยิงที่เอาใจตัวเองอ่ะ ยากค่ะยาก แล้วก็แบบถ้าอยากทำงานนี้ก็ตรงคงได้ของสวยๆงามๆ ฟรีๆ มาบ้างแต่อาจจะเป็นบ้าขึ้นสมองเดินถือปราด้าอ่ะนะ ดูจะแรงๆไปนิด แต่ก็ชอบนะจี ดีใจที่มีคนพูดถึงในบล็อคแกงค์ เพราะอยากออกความเห็นเหมือนกัน อิอิ


โดย: Nok (nokjeffus ) วันที่: 11 มกราคม 2550 เวลา:3:55:24 น.  

 
ขอบคุณคุณ Nok ที่แวะมาเมนต์ซะยาวเลยนะคะ

ถ้าชอบเรื่องนี้ ขอแนะนำบล็อกของคุณ Rive Gauche อันนึง (คนที่เมนต์อันแรกอ่ะค่ะ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Anna Wintour (มิแรนด้าตัวจริง) อ่านแล้วได้รู้อะไรฮาๆเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย...


โดย: Bumu_Chan วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:21:47:58 น.  

 
ดูแล้วค่ะ แล้วก็เพิ่งคุยกะเพื่อนที่เป็นสไตลิสต์ เมื่อวานเอง

ไอ้เราก็ไม่ได้อยู่วงการแฟชั่น ก็เลยถามความเห็นเพื่อน

แต่ขอบอกว่า เราจี๊ดฉากที่ ส้ม บอกนะ เราก็บอกเพื่อนแบบนั้นง่ะ



โดย: tistoo วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:1:15:27 น.  

 
แหม ถ้าส้มเค้าได้อ่านที่คุณ tistoo เขียนคงดีใจ...



โดย: Bumu_Chan วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:1:52:37 น.  

 
เอาละคับ เท่าที่พี่ๆเล่ากันมาเรื่องเข็มขัด พมดุหนังเรื่องนี้มา100 กว่ารอบเเล้วม่างคับ555+ ชอบ
เเต่พมกก้อม่ายเหงภาพอยู่ดิ เอาอย่างงี่ละกานนะคับ พมพอรุ้จักคนที่เเปลหนังอยุ เค้าพอมีบทบรรยายไทยอยุบ้างเดี่ยวเอามาไห้อ่ากานนนะคับ
.
.
.
.
.
มิรันด้า: ตัวนี้น่าสนใจ คิดว่าเป็นยังงาย..เเต่มันจะดูเหมือน
ไนเจล: ของ ลาคัว ฉบับเดือนกรกฎา..อ่อหรอ ..ไม่หรอกหน่า เรายังมีเครื่องประดับที่คล้ายกันอยู่
มิรันด้า: เเละเข็มขัดละอยู่ไหน
ดิไซร์เนอร์: อ่อ... อยู่นี่คะ(รีบวิ่งตัดหน้า มิรันดร้า ไปเอาเข็มขัด)
มิรันด้า: ชั้นไม่เข้าใจทำไมถึงไม่มีใครพร้อมเลยสักคน
ดิไซร์เนอร์: อยู่นี่คะ(พร้อมชูเข็มขัดทั้ง 2 เส้นขึ้น)มันต่างกันมาก
เเอนเดรีย: (มองไปที่เข็มขัด เเละขำออกมาเบาๆ)
มิรันด้า: (หันไปมองหน้านางเอกเเละเครืองมาก)เธอขำอะไรหนะ
เเอนเดรีย: ป่าวๆ..ชั้นเเค่มองเห็นว่า เข็มขัด 2 เส้นนั้นดูเหมือนกันเปรียบเลยอ่าคระ สำหรับชั้น..สงสัยชั้นคงต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้อีกเยอะอ่าคะ
มิรันด้า: เธอว่า.........เรื่องพวกนี้อย่างง่านหรอ
....อ่อออ ชั้นรู้เเล้ว เธอคงคิดว่าเรื่องพวกนี้หนะ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ เธอเปิดตู้เสื้อผ้า เเละเลือกหยิบสเวสเตอร์ สีฟ้าสะตึ เพื่อประกาศให้โลกรู้หนะว่าเธอหนะเป็นคนเอาจิงเอาจัง จนขาดการใส่ใจในเรื่องเสื้อพ้าที่ใส่ เเต่ที่เธอไม่รู้คือ เสื้อนั้นมันไม่ใช่เเค่สีฟ้า ไม่ใช่เทอคล้อย ไม่ใช่สีน้ำเงิน เเต่มันเป็นสีฟ้าใส เเละเธอคงไม่รู้อิกชิว่า เมื่อปี2002 ออสตัน ดาราเรนท่า เคยพาททำเสื้อคลุมสีฟ้า ลอง อีฟซานโร ก้อยังเคยโชว์ชุดทหารสีฟ้า เรายังต้องใช้จักเกตร์อิกตัว(พร้อมหันไปบอกดิไซร์เนอร์).. สีฟ้าถูกตัดเป็นอีก 8 คอเเลคชั่น เเละมันระบาดไปทั่วทุกห้างสรรพสินค้า เเละก้อตกยุค ถูกกองสุมในเเผนกเสื้อราคาถูก ที่เธอคงจะคุ้ยขี้นมาได้ตอนที่เข้าเอามาโล๊ะขาย... อย่างไรก้อตามสีฟ้าจึงหมายถึงเงินหลายล้านเหรียญ เเละงานอิกนับไม่ท้วน
.....หน้าขันที่เธอคิดว่าเธอได้เลือกในสิ่งที่ทำให้เธอ ไม่ได้อยู่ในวงการเเฟชั่น เเต่ทั้งที่จิงเเล้ว เธอกำลังสวมสเวสเตอร์ ที่ถูกเลือกให้โดยคนที่นี่...........จากกองเสื้อผ้ามหึมา...............................................


โดย: เดก แฟชั่น มศว. IP: 124.120.237.78 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:8:51:59 น.  

 
อยากได้ซีลไห้อิกบอกด้ายนะคับบบบบบบบบบ


โดย: เดก มศว IP: 124.120.237.78 วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:8:52:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Bumu_Chan
Location :
* United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"All man's miseries derive from not being able to sit quietly in a room alone."
- Blaise Pascal
Friends' blogs
[Add Bumu_Chan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.