Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
31 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 

# 76 - # 85 :: 4th Wrap-Up ::


...




# 76

Hosseini, Khaled. (2013). And the mountains echoed. New York: Riverhead Books.

เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของพี่ชายและน้องสาวตัวน้อย แม้กาลเวลาจะผันผ่านไปนานเพียงใด สายใยรักระหว่างพี่น้องก็ไม่อาจขาดสะบั้นลงได้ เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว เริ่มแรกที่พ่อผู้ยากไร้ในอัฟกานิสถานจำต้องส่งลูกสาวคนเดียวไปให้ครอบครัวที่รวยกว่าในเมืองเลี้ยงดู จากนั้นก็เป็นการเล่าผ่านชีวิตของตัวละครอื่นๆ ที่ก้องสะท้อนมาจากเหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้น (ซึ่งน่าจะเป็นธีมของเรื่องที่ชีวิตหนึ่งชีวิตสะท้อนภาพของชีวิตอื่นๆ เป็นทอดๆ ต่อกันไปเหมือนหุบเขาที่สะท้อนเสียงตะโกนร้อง) 

ภาพชีวิตที่สะท้อนมาจากเหตุการณ์จำพรากกันของสองพี่น้อง ก็นับตั้งแต่ชีวิตของผู้เป็นลุงที่ทำงานเป็นพลขับให้กับนายผู้ร่ำรวย แต่กลับแอบหลังรักคุณนายยังสาวซึ่งรับเลี้ยงหลานสาวเอาไว้เนื่องจากไม่มีลูก เรื่อยไปจนถึงชีวิตของตัวน้องสาวในวัยต่างๆ ซึ่งเติบโตในฝรั่งเศสหลังจากหนีออกนอกประเทศมากับแม่เลี้ยงเพียงสองคน นอกจากนั้นก็สะท้อนมาการเล่าเรื่องชีวิตของลูกสาวตัวเอง และตัวละครอื่นๆ ที่ผู้เขียนขมวดเป็นปมไว้ตอนต้นเรื่อง ทั้งหมดจะมาคลีคลายออกมาเป็นการเชื่อมโยงชีวิตที่ต่อเนื่องกันโดยมีฉากหลังเป็นประเทศอัฟกานิสถาน ประกอบไปด้วยช่วงประวัติศาสตร์แห่งสงครามและการถูกยึดครองโดยต่างชาติ 

นับเป็นอีกผลงานหนึ่งของผู้เขียนที่น่าตรึงใจ หลังจากได้อ่านมาสองเล่มก่อนหน้า คิดว่าเล่มนี้ผู้เขียนก็ทำได้ดีในเรื่องการแจกแจงอารมณ์ตัวละคร ทรมานคนอ่านให้สะเทือนใจไปพร้อมๆ กับชะตากรรมตัวละคร คนเขียนเก่งในการเล่าเรื่องทำให้ตามติดอ่านได้ไม่อยากวาง อย่างไรก็ดีเราว่ายังด้อยกว่าเล่มก่อนหน้า เราชอบ A Thousand Splendid Suns มากที่สุด


# 77

Berg, Elizabeth. (2001). Open house. New York: Ballantine Books.

หญิงสาวที่กำลังเข้าสู่วัยกลางคนและชีวิตครอบครัวล่ม เพราะสามีนอกใจทิ้งเธอไปหาหญิงคนใหม่ เหลือเธอและลูกชายวัยสิบกว่าขวบไว้ในความดูแล เธอเสียอกเสียใจอยู่นาน แต่ก็ได้กำลังใจจากแม่ผู้ทำตัวเปรี้ยวผิดวัย และเพื่อนรักที่อยู่ต่างเมืองคอยให้กำลังใจ เธอต้องเปิดบ้านรับคนมาแชร์เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ก็ได้เจอคนหลากหลายประเภท ทั้งดีและแปลกๆ ปนกันไป อย่างไรก็ดีเธอมีที่ปรึกษาเป็นเพื่อนบ้านหนุ่มร่างท้วม เขาคอยให้คำแนะนำในการดึงสามีกลับมา แต่เมื่อเธอทำสำเร็จ กลับไม่รู้สึกรักสามีเช่นเคย เนื่องจากตัวเธอเองเปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน จึงหันกลับมารักที่ปรึกษาหนุ่มคนนั้นแทน ถึงประเด็นหลักของเรื่องจะดูน่าเศร้า แต่จริงๆ หนังสือเป็นแนวคอมมาดี ไม่ได้ซีเรียสมากนัก อ่านได้เเรื่อยๆ แอบหน้าเบื่ออยู่เหมือนกัน


# 78

McDonagh, Martine. (2006). I have waited, and you have come. Brighton: Myriad Editions.

เรื่องนี้เป็นแนว Post-apocalyptic เมื่อเมืองต่างๆ ในไอร์แลนด์พังพินาศด้วยภัยธรรมชาติ อากาศเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายและกลายเป็นพิษ ผู้คนเหลือรอดตายกันเพียงไม่มาก อาศัยหลบอากาศแปรปรวนกันอยู่เป็นกลุ่มๆ เรียกว่าชุมชนต่างๆ มีชุมชนเลี้ยงสัตว์ปลูกผักเป็นอาหาร มีชุมชนทำตัวคล้ายสำนักศาสนาคอยวางแผนการที่จะผลิดเด็กทารกแห่งอนาคตด้วยการจับคนมาผสมพันธุ์กันตามวิถีของตน ฯลฯ ตัวเอกของเรื่องคือ Rachel เธออยู่คนเดียวในบ้านหอคอยกังหันหลังจากแฟนหนุ่มหายไป เรื่องมาเริ่มตรงที่เธอถูกติดตามจากชายแปลกหน้า ความน่ากลัวเริ่มคลืบคลานเข้ามาเมื่อชายคนที่ชื่อ White คนนี้คอยติดตามเธออย่างไม่ลดละ หญิงสาวตัดสินใจที่จะสืบตามหาที่อยู่ของเขาแทน เรื่องจึงกลายเป็นแนวแมวไล่จับหนู วนเป็นวงกันไปอย่างนี้ 

คนเขียนพยายามทำบรรยากาศของเรื่องให้อึมครึม และตื่นเต้นเป็นแนว suspense อีกทาง แต่ก็เหมือนไม่สุด อย่างไรก็ดีความคิดตั้งต้นของเรื่องดี จบท้ายก็มีหักมุมเล็กน้อย ทำให้ไม่น่าเสียดายที่ได้อ่านเสียทีเดียว


# 79

Ondaatje, Michael. (1993). The English patient. New York: Vintage Books.

เรื่องราวของคนต่างที่มาที่ไป แต่มารวมกันอยู่ที่คฤหาสน์ร้างทางตอนใต้ของอิตาลีเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะยุติลง เหลือเพียงซากปรักหักพังของบ้านเรือนไว้ดูต่างหน้า ที่คฤหาสน์แห่งนั้น Hana หญิงสาวชาวแคนาดาผู้มาเป็นพยาบาลอาสากำลังดูแลชายผู้ถูกไฟครอกจนมองไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริง เขาบอกว่าเป็นคนอังกฤษที่เครื่องบินตกในทะเลทราย ก่อนฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกจะนำเขามายังรักษาในโรงพยาบาลชั่วคราวที่อิตาลีนี้ นอกจากนั้นยังมี Caravaggio หัวขโมยสายลับชาวอิตาลีที่เคยรู้จักกับครอบครัว Hana มาก่อน เดินทางมาหาเธอเมื่อรู้ข่าวว่าเธออยู่ที่นี่เพียงลำพังกับผู้ป่วยรายหนึ่ง ผู้มาสมบทอีกรายหนึ่งคือ Kip นักเก็บกู้ระเบิดคนอินเดียนับถือซิกซ์ ชายหนุ่มผู้นี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของ Hana จากความสงสัยใคร่รู้ในอาชีพทหารเก็บกู้ระเบิดในกองทัพอังกฤษ กลายมาเป็นความสนิทสนมและเอื้ออาทรต่อกัน แต่ Kip กลับมีโลกส่วนตัวที่จมปลักอยู่กับความเคียดแค้นต่อแนวความคิดแบบเจ้าอาณานิคมกับชนพื้นเมืองที่เขาเคยประสบมาตั้งแต่เด็ก

ผู้ป่วยชาวอังกฤษของ Hana ผู้นั้น เล่าเรื่องราวในชีวิตของตนเองเมื่อก่อนสงครามให้ฟัง เขาบอกเธอว่าเป็นนักสำรวจทางโบราณคดี เดินทางตามหาถ้ำประวัติศาสตร์ในทะเลทราย ก่อนจะเล่าต่อถึงเรื่องราวของการเป็นชู้กับหญิงสาวที่แต่งงานมีเจ้าของแล้วให้ฟังต่อ เขาเล่าว่าคนทั้งสามถูกขีดเส้นทางให้มาพบกันที่ดินแดนแอฟริกาทางตอนเหนือ โศกนาฎกรรมเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินส่วนตัวของสองสามีภรรยาที่ตั้งใจบินมาหานักสำรวจเกิดตกในทะเลทรายก่อนถึงถ้ำประวัติศาสตร์ จะเป็นด้วยโชคชะตาหรือเจตนาของฝ่ายสามีที่รู้ว่าภรรยานอกใจหรือไม่ก็ตามที เครื่องบินไปตกที่แคมป์ที่ชายคนเล่าออกไปสำรวจพอดี ฝ่ายสามีเสียชีวิต แต่หญิงชู้ยังมีชีวิตรอด ชายนักสำรวจจึงทำทุกวิธีทางที่จะพาเธอกลับไปรักษาในเมือง เขาจำได้ว่ามีเครื่องบินฝังกลบทรายทิ้งเอาไว้ จึงพยายามซ่อมและพาหญิงคนรักกลับเข้าเมือง แต่ก็ต้องมาประสบชะตาเครื่องบินตกในที่สุด

คนเขียนเล่าเรื่องราวที่เป็นปมเบื้องหลังของตัวละคนแต่ละตัวสลับกันไปมา โดยเฉพาะชีวิตของนักสำรวจที่ถูกไฟครอกนั้น ไม่ค่อยจะปะติดปะต่อตามสัมปชัญญะของคนป่วย แต่ก็มาเฉลยในตอนท้ายเมื่อ Caravaggio เป็นคนใช้มอฟีนกระตุ้นสติของคนป่วยให้เล่าความได้อย่างต่อเนื่องได้ในที่สุด และค้นพบว่าเขาไม่ใช่คนอังกฤษแต่เป็นคนฮังการีในคณะสำรวจโบราณคดีเดียวกันเพื่อปกปิดฐานะที่แท้จริงและหลีกหนีจากอดีตอันเศร้าสลดของตน 

เรื่องมาจบตรงที่เขาเล่าความจนจบและเสียชีวิตลง Hana หมดภาระในการดูแล ซึ่งเธอทำลงไปด้วยปมในใจที่ว่าเธอไม่อาจดูแลพ่อที่เดินทางมาร่วมรบในสงครามโลกและถูกไฟครอกตายโดยที่เธอไม่มีโอกาสดูแล ส่วน Kip ก็ทิ้งเธอไปเช่นกัน เขาขับรถเครื่องคันเก่าหนีหายไปจากคฤหาสน์ร้าง ไม่ย้อนกลับมาหาเธออีก ไปใช้ชีวิตตามแบบของเขาเองที่บ้านเกิด แม้หากจะยังระลึกถึงเรื่องราวในหนหลังนี้อยู่บ้าง ก็ดูจะเลือนรางเต็มทน








# 80

Mones, Nicole. (1999). Lost in translation. New York: Delta.

Alice ทำงานเป็นล่ามอยู่ที่ปักกิ่ง เธอหนีจากการบงการชีวิตของพ่อผู้เป็น สส.ที่อเมริกา มาทำมาหากินที่จีนแผ่นดินใหญ่ทั้งๆ ที่รายได้ไม่ค่อยพอเลี้ยงชีพ เมื่อรู้ข่าวว่ามีนักมานุษยวิทยากายภาพเดินทางมาตามหาโครงกระดูกดึกดำบรรพ์และต้องการล่าม เธอจึงกระโดดเข้ารับงานทันที นักวิจัยชาวอเมริกันเล่าให้ฟังว่า โครงกระดูกนี้บาทหลวงฝรั่งรายหนึ่งเคยขุดค้นพบและแอบซ้อนไว้กลางทะเลทรายตอนเหนือของจีนเพื่อหลบภัยสงครามโลกครั้งที่ 2  อย่างไรก็ดีเธอมารู้ภายหลังว่าศาสตราจารย์รายนี้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนให้ทำวิจัย แต่ก็ด้วยความเชื่อมั่นและปณิธานอันแรงกล้าของเขาทำให้เธอใจอ่อน ยอมช่วยเหลือโดยรับค่าตอบแทนในภายหลัง กระนั้นด้วยความที่เธอเป็นล่าม ที่สำคัญคือเป็นชาวต่างชาติ จึงเป็นที่จับตาของเจ้าหน้าที่ทางการเป็นพิเศษ เมื่อออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทะเลทรายทางตะวันตกของปักกิ่ง เธอได้มีโอกาสเดินทางไปกับด็อกเตอร์หนุ่มชาวจีนชื่อ Lin ที่เธอพึงใจอยู่ลึกๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ แนบแน่นขึ้นเป็นลำดับระหว่างการเดินทางตามรอยบาทหลวงรายนั้น 

สุดท้าย หลังจากผจญกับเรื่องราวมากมาย คณะเดินทางกลับคว้าน้ำเหลว เพราะคนที่บาทหลวงฝรั่งฝากหีบกระดูกให้เก็บรักษาไว้นำมันไปขายทิ้งนานแล้ว แต่กระนั้นคณะเดินทางก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลวเสียทีเดียว ชุมชนห่างไกลความเจริญนั้นยังรักษาสมบัติทางโบราณคดีอื่นๆ ไว้อีกมาก บรรดานักวิจัยจึงหันไปให้ความสนใจด้านอื่นแทน ส่วน Alice ก็ปรับความเข้าใจกับด็อกเตอร์ Lin หลังจากเข้าใจผิดเรื่องภรรยาเก่าที่ตายจากไปนานแล้ว พร้อมๆ กับพ่อผู้เป็น สส.ของเธอซึ่งคัดค้านการมีคู่เป็นคนจีนได้เสียชีวิตไปเช่นกัน ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ณ แผ่นดินจีนอีกครั้ง


# 81

Sabatini, Rafael. (2011, 1915). The Sea-Hawk. London: Vintage Books.

เรื่องราวของ Sir Oliver ที่โชคชะตากลั่นแกล้งต้องกลายมาเป็นโจรสลัดเพราะถูกน้องชายใส่ร้ายว่าเป็นคนฆ่าพี่ชายของหญิงสาวคนรัก ทั้งๆ ยังไม่ทันแก้ต่างให้ตัวเอง Oliver ก็ต้องถูกจับตัวลงทะเลไปขาย ในสมัยนั้นถึงแม้อังกฤษกับสเปนยังเป็นเจ้าน่านน้ำอยู่ แต่ก็ยังพ่ายกับโจรสลัดในทะเลเมดิเตอเรเนียนในหลายๆ ครั้ง Oliver ตกเข้าไปเป็นทาสของโจรสลัด โชคชะตาพัดพาให้เขาได้มีโอกาสแสดงฝีมืดให้บรรดาหัวหน้าโจรเห็น และเกิดความนับถือเขาจนได้รับโอกาสให้เข้าพวก โดยการเปลี่ยนศาสนาและร่วมเป็นโจรกับคณะขึ้นตรงกับหน้าหน้าใหญ่ ซึ่งอยู่ที่เมือง Algiers หัวหน้าผู้นี้รักในน้ำใจของเขายิ่งกว่าลูกชายคนเดียวของตนเสียอีก 

ระยะเวลาเพียงห้าปีที่ Oliver จากมา เปลี่ยนเขาให้กร้านโลก แต่สิ่งที่ชายหนุ่มไม่เคยลืมเลือน คือการถูกหักหลังจากน้องชายแท้ๆ ของตนเอง เมื่อ Oliver ซึ่งบัดนี้ได้ฉายาว่า Sea-hawk รู้เรื่องราวที่แท้จริง จึงคิดที่จะบุกไปยังบ้านเกิดหลังทราบข่าวว่าน้องชายตัวดีกำลังจะแต่งงานกับ Rosamund คนรักเก่าของเขา เมื่อกางใบเรือมุ่งหน้าสู่บ้านเกินจนลักพาตัวน้องชายและคนรักมาได้สำเร็จ เขาก็ต้องผจญกับปัญหาที่ Algiers อีกเมื่อถูกใส่ความจากภรรยาของหัวหน้า นอกจากนั้นก็ยังต้องแย่งยื้อ Rosamund กลับมาจากหัวหน้าที่ติดเนื้อพึงใจในตัวเธอจนอยากได้มาครอบครองเสียเอง 

อย่างไรก็ดีเรื่องราวมาคลีคลายตอนที่ทั้งหมดออกทะเลเพื่อปล้นสะดมตามฤดูกาลอีกครั้ง ชายหนุ่มวางแผนลักลอบพา Rosamund หนีไปด้วยหลังจากปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ว่าที่แท้เขาไม่ใช่คนฆ่าพี่ชายของเธอเมื่อห้าปีก่อน ทั้งนี้เมื่อพากันเดินทางกันไปได้ครึ่งทางเขากับเธอก็ถูกจับได้ แต่ขณะเดียวกันโชคก็เข้าข้าง เมื่อมีเรือจากอังกฤษหรือก็คือ Sir John ผู้ปกครองของ Rosamund เดินทางมาตามหาหญิงสาวพอดี จากนั้นก็เกิดการสู้รบ สุดท้ายหัวหน้าโจรจบชีวิตลง พร้อมกันนั้น Oliver ก็ถูกนำตัวไปพิจารณาคดีที่เรือของ Sir John จนได้รู้ความจริงจากปากของน้องชายตนเองที่สารภาพความจริงออกมาก่อนตายในที่สุด 


# 82

Walton, Leslye. (2014). The strange and beautiful sorrows of Ava Lavender. London: Walker Books.

เรื่องเริ่มขึ้นที่ Seattle ในเมืองเล็กๆ เมื่อเด็กหญิง Ava เกิดมาพร้อมกับปีกอย่างนก ส่วนน้องชายฝาแฝดเป็นเด็กไม่พูด แรกๆ ทุกคนลงความเห็นว่าเธอเป็นนางฟ้าที่จุติมาเกินเป็นมนุษย์ แต่นานๆ ไปคนก็ค่อยๆ ลืมเลือน เนื่องจากแม่และย่าของเธอเลี้ยงดูเธอห่างไกลจากชุมชนภายในบ้านบนเนินเขาห่างออกมาจากความสับสนวุ่นวาย หนังสือเริ่มเรื่องแบบ family saga คือเล่าถึงการเดินทางของตาทวดและยายทวดจากฝรั่งเศส เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 มาปักหลักที่นิวยอร์ก เล่าถึงยายที่ต้องเติบโตมาในย่านโกโรโกโสของเมืองใหญ่ ยายมีพี่น้องหลายคน แต่ละครล้วนจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร รวมถึงพ่อและแม่ของยายด้วย เมื่อโตเป็นสาว ยายจึงแต่งงานกับตาที่เป็นโปลิโอด้วยความหวังสุดท้าย แล้วอพยพหนีออกมาจาสภาพเก่าๆ เดิมๆ สู่เมืองชายฝั่งตะวันตกสุดของอเมริกา ยายเลี้ยงลูกสาวคนเดียวมาจนโต เพราะตาเสียชีวิตด้วยหัวใจวายกระทันหันทั้งๆ ร้านเบเกอรีทำท่าว่าจะไปได้สวย ลูกสาวโตขึ้นมาก็หลงรักหนุ่มข้างบ้าน จนแอบมีอะไรกันจนตั้งท้องออกมาเป็น Ava ในที่สุด แต่พ่อของเธอไม่รับผิดชอบ กลับแต่งงานไปกับผู้หญิงร่ำรวยแล้วไม่สนใจแม่กับเธออีกเลย

Ava โตพร้อมกับเพื่อนสาวคนหนึ่งเป็นคนสนิทเนื่องจากเธอไม่ได้เข้าโรงเรียน อยู่มาวันหนึ่งเมื่อย่างเข้าวัยสาว ชายผู้คลั่งศาสนาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในระแวกใกล้เคียง เขาคอยจับตาเด็กสาวมีปีกไม่วางตา ด้วยหลงใหลว่าเป็น angel ของเขา จึงคอยหาเวลาเข้าใกล้และทำความรู้จัก ระหว่างนั้นน้องชายฝาแฝดผู้ไม่ยอมพูดก็เริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ ออกมา เหมือนล่วงรู้โศกนาฏกรรมล่วงหน้า แต่ก็ไม่มีใครไขปริศนาออก หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจ 

ไม่นานต่อจากนั้น เมื่อเทศกาล Solstice มาถึง ทั้งชุมชนแต่งกายแฟนซีไปฉลองกันในเมือง Ava กับเพื่อนสาวจึงวางแผนกันไปร่วมงาน โดยหลอกคนทั่วไปว่า ปีกของ Ava คือปีกแฟนซี ไม่มีปัญหาในการทำตัวกลมกลืน ทั้งคู่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นโอกาสให้ชายคลั่งศาสนาผู้นั้นจะลักพาตัวขณะเด็กสาวยืนหลบฝนเตรียมตัวกลับบ้าน Ava เกือบจบชีวิตลงที่บ้านของชายแปลกหน้า เธอถูกข่มขืนและทรมานด้วยการ “เด็ดปีก” จนเกือบเสียชีวิต กระทั่งมีคนมาช่วยเหลือไว้ได้ทัน ส่วนชายผู้นั้นก็หายสาปสูญไปหลังจากเสียสติเมื่อพบว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาที่มีปีก ไม่ใช่เทพธิดานางฟ้าอย่างที่ตนคลั่งใคร้ใหลหลง Ava รักษาตัวอยู่นาน หลังจากไม่มีปีก เธอค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตเป็นเด็กสาวปกติได้อีกครั้ง


# 83

Orwell, George. (1992, 1949). Nineteen eighty-four. London: Everyman’s Library.

Winston เริ่มตั้งคำถามกับสังคมที่เขาอาศัยอยู่ นี่คือสามสิบกว่าปีหลังสงครามโลก สังคมอังกฤษถูกปกครองด้วยคณะบิ๊กบราเธอร์ที่ควบคุมพลเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่ การทำงาน อาหาร ภาษา ฯลฯ เขาทำงานในกระทรวงหนึ่งซึ่งควบคุมการเสพข่าวต่างๆ Winston ทำหน้าที่เขียนข่าวในอดีตด้วยภาษาใหม่ Newspeak ซึ่งเป็นการทำให้ภาษาสั้นกระชับลง ลดทอนความเยิ่นเย้อและคลุมเคลือออกไป อยู่มาวันหนึ่งเขาได้เจอกับหญิงสาวอายุอ่อนกว่าเขาหลายสิบปี เธอต้องการจะมีความสัมพันธ์กับเขา เธอเองก็มีวิญญาณขบถในตัวที่ต้องการแหกกฏของสังคม ทั้งคู่ลักลอบได้เสียกันในที่ต่างๆ โดยพยายามหลบเครื่องตรวจจับการกระทำผิดของคนในสังคม เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดจะมีจอยักษ์หรือไม่ก็ไมค์ลับคอยจับตาและจับเสียงอยู่ตลอดเวลา นี่เองปลุกจิตวิญญาณแห่งการปลดแอดตัวเองในตัวชายหนุ่ม เขาบังเอิญได้ติดต่อกับ O’Brien ซึ่งเป็นคนวงในคณะปกครองแต่มีแนวคิดที่เขาคิดว่าตรงกัน O’Brien ได้มอบหนังสือต้องห้ามให้ชายหนุ่ม 

ตัวหนังสือเล่าถึงความเป็นไปในโลกขณะนั้นซึ่งกำลังเกิดสงครามในสามฝ่าย บทความในหนังสือตั้งข้อสงสัยเรื่องสงครามที่ผู้คุมสังคมป่าวประกาศให้คนเป็นทาสความคิดอยู่เสมอว่า Oceania ทำสงครามอยู่กับ Eurasia ไม่ก็ Eastasia ปั่นหัวคนให้หลงเชื่อ ไม่คิด ไม่พิจารณาความเป็นจริง กระบวนการลบความทรงจำและทำลายความคิดในอดีตเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ จากตอนแรกที่ต้องการล้มล้างทุนนิยม ตั้งเป็นสังคมอุดมการณ์ขึ้นเพื่อล้มล้างชนชั้น แต่ก็หนีระบอบชนชั้นได้ไม่สำเร็จอยู่ดี เพราะระบอบใหม่ของ Ingsoc ที่ชายหนุ่มอาศัยอยู่นี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำให้คนเกลียดกันในหมู่คนระดับล่าง เพื่อรักษาฐานที่มั่นของคนระดับสูงซึ่งกุมอำนาจไว้ตลอดนั่นเอง

อย่างไรก็ดีเมื่อ Winston กับคู่รักถูกจับได้ เขาก็ได้รู้ความจริงว่า O’Brien นั้นหลอกใช้เขา ชายหนุ่มถูกจับมาทรมานให้เกลียดชังหญิงคนรัก ฟูมฟักความระแวงแคลงใจระหว่างกัน ซึ่งนี่เองเป็นเชื้อไฟในการดำรงอยู่ของสังคมนี้ Winston ถูกทรมานจนบอบช้ำ ผอมโกรกไม่เหลือเค้าเดิม ในที่สุดเขาก็ถูกล้างสมองสำเร็จ ไม่คิดกรอง ไม่ตั้งคำถามกับกลุ่มผู้ปกครองดูแลสังคมอยู่ ณ ตอนนั้นอีกต่อไป







# 84

Maugham, W. Somerset. (1952, 1925). The painted veil. London: Penguin Books.

Kitty สาวสำรวยสวยเก๋ในสังคมลอนดอนช่วงก่อนสงครามโลก เธอเฉิดฉายในอยู่สังคมเพื่อเลือกคู่ครองแต่ก็ไม่สำเร็จเสียทีเพราะเลือกมาก เมื่ออายุย่าง 24 น้องสาวคนเดียวกำลังจะแต่งงานตัดหน้า เธอจึงตกลงปลงใจแต่งกับชายคนเดียวที่เข้ามาขอเธอแต่งงานตอนนั้นทันที Walter เป็นนักแบคทีเรียวิทยาซึ่งกำลังเดินทางกลับไปทำงานต่อที่ฮ่องกง Kitty จึงเดินทางตามไปด้วย แรกๆ ที่เธอคิดคือชีวิตน่าตื่นเต้นสนุกสนาน แต่กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างน่าเบื่อสำหรับเธอหมด อยู่มาวันหนึ่งเธอได้รู้จักกับ Charlie เธอเกิดหลงรักเขาทันทีและลักลอบเล่นชู้กันโดยที่ภรรยาของอีกฝ่ายก็ไม่รู้ อย่างไรก็ดีความลับไม่มีในโลก Walter กลับบ้านมาเห็นเข้าในบ่ายวันหนึ่ง เขาเก็บงำเรื่องราวไว้จน Kitty แทบเป็นบ้า จนในที่สุดเขาก็เสนอให้เธอเดินทางไปยังพื้นที่ระบาดของโรคอหิวาต์ร่วมกับเขา หากไม่อยากถูกฟ้องหย้าให้อื้อฉาว Kitty จำใจเดินทางร่วมไปด้วยทั้งๆ รู้ว่าเหมือนเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ 

อย่างไรก็ดี Kitty เรียนรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อ Walter ใหม่ หลังจากได้รู้จักกับคณะแม่ชีที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าและอาศัยอยู่ในพื้นที่อย่างไม่กลัวตาย เธอคิดว่าตัวเองช่างไร้ค่าไร้ความหมายเมื่อเทียบกับสามีที่อุทิศตัวเพื่อคนป่วยในถิ่นนั้น Kitty จึงอาสาเข้าไปช่วยงานในโบสถ์ แต่เมื่อสำนึกได้ก็เมื่อสายเกินไป Walter ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนป่วยและติดเชื้ออหิวาต์เสียเอง เขาเสียชีวิตลงกระทันหัน หญิงสาวต้องถูกส่งตัวกลับฮ่องกงพร้อมลูกในท้องที่กำลังตั้งครรภ์ จากนั้นเธอก็กลับไปอยู่บ้านที่ลอนดอน ขณะเดินทางลงเรือก็ได้รู้อีกว่า แม่ของตนได้จากโลกนี้ไปแล้วเช่นกัน ชีวิตสอนให้เธอเข้มแข็งขึ้น รับรู้ข่าวร้ายอย่างใจเย็น โชคยังดีที่เธอมีกำลังใจจากพ่อ พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในโลกเพื่อลูกในท้อง

พล็อตแนวตัวละครมีพัฒนาการไปในทางที่ดีหลังจากเจอวิกฤติแบบนี้ อ่านแล้วชอบจริงๆ เพราะอ่านแล้วรู้สึกอิ่มหลังจากคอยเอาใจช่วยตัวละครให้คิดได้ แม้จะจบแบบเศร้าแสนเศร้า ก็ยังดีกว่าตามอ่านตัวละครแบบแบนราบ แบบที่ว่าตายไปก็ไม่น่าสงสารหรือเสียดาย เพิ่งรู้ว่าเรื่องนี้ทำเป็นหนังแล้วด้วย ไปลองเสิร์ชดูก็พบว่า หนังให้นำหนักไปที่ Walter พอสมควร แต่ในหนังสือ กลับเน้นที่ความนึกคิดและการกระทำของ Kitty เสียเป็นส่วนใหญ่

ป.ล. ชอบหน้าปกเล่มนี้มากๆ


# 85

Zafon, Carlos Ruiz. (2013). Marina, translated by Lucia Graves. London: Phoenix.

Oscar เด็กหนุ่มผู้ค้นพบเรื่องลึกลับหลังจากได้รู้จักกับ Marina ผู้มีพ่อเป็นจิตรกร เด็กหนุ่มโดดเรียนจากโรงเรียนประจำมาพบกับเด็กสาวเสมอๆ ยิ่งพอได้ทราบว่าพ่อของเธอป่วยหนัก เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ก็ยิ่งพลอยเสียใจแทนเด็กสาว มากกว่านั้นทั้งคู่ยังได้ร่วมผจญภัยอย่างไม่คาดฝันด้วยกัน เมื่อวันหนึ่งเด็กหนุ่มตามเธอไปพบกับหญิงในชุดคลุมปริศนาที่สุสานร้าง กระทั่งนำพาทั้งคู่ไปพบกับโรงเรือนลึกลับโรงหนึ่งซึ่งเคยเป็นโรงงานประกอบชิ้นส่วนมนุษย์สำหรับคนพิการ ตอนนั้นเอง Oscar เผลอหยิบอัลบัมประหลาดที่มีแต่ภาพคนไม่สมประกอบติดมือมาด้วย คืนเดียวกันนั้นเองเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อมีปีศาจร้ายมาตามเอาภาพเหล่านั้นคืน เด็กหนุ่มหนีมาหลบยังบ้าน Marina จากนั้นเขากับเด็กสาวก็ร่วมกันไขปริศนาที่โยงใยไปถึง Mijail ผู้ตายจากไปหลายสิบปีแล้ว ชายผู้นี้เองเป็นเจ้าของโรงเรือนแห่งนั้น 

ทั้งสองคนตามไปพบจิ๊กซอว์สำคัญตัวหนึ่ง คือศัลยแพทย์ผู้เป็นเพื่อนของ Mijail นายแพทย์ได้เล่าความในหนหลังให้ฟัง ว่า Mijail มีปมเรื่องความพิการในใจ เขาต้องการที่จะทำให้ชีวิตเป็นอมตะ เมื่อร่างกายเขาปรากฏโรคร้ายที่ค่อยกัดกินกระดูดเขาให้ดูพิกลพิการ จึงพยายามที่จะทดลองสร้างให้ตัวเองรอดพ้นจากความตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือเวทมนต์ก็ตาม 

หลังจากนั้น Oscar กับ Marina สืบเสาะไปจนพบว่าหญิงปริศนาในชุดคลุมนั้นคือภรรยาของ Mijail ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง หญิงผู้นี้มีใบหน้าอัปลักษณ์เพราะเสียโฉมจากการถูกสาดน้ำกรด เธอเป็นอดีตนักร้องเสียงใส แต่งงานกับMijail ก็เพราะต้องการหนีจากชายผู้ปกครองเธอ แต่ก็ถูกชายคนนั้นเอาน้ำกรดสาดหน้าด้วยความแค้นใจที่ Mijail หักหลังเอาตัวหญิงสาวไป ไม่เท่านั้นหญิงสาวผู้นี้ยังเล่าถึงผีเสื้อดำที่ฟื้นคืนชีพขึ้นได้จากการเป็นดักแด้ใหม่อีกครั้ง ผีเสื้อดำแบบนี้เองที่ Mijail อาศัยหลักการเดียวกันในการทำให้ตัวเองเป็นอมตะ ครั้นฟังจบ Oscar กับ Marina จึงเข้าใจทันทีว่าปีศาจนิรนามที่ตามมาทำร้าย Oscar ก็คือ Mijail ที่พยายามทำตัวเป็นอมตะและต้องการตามมาเก็บอัลบัมประหลาดคืนไปนั่นเอง 

เรื่องราวมาขมวดปมลงที่โรงละครซึ่ง Mijail สร้างขึ้นให้ภรรยาสาวนักร้องเสียงสวรรค์แต่ทิ้งร้าง ปีศาจ Mijail ย้อนกลับมาเอาเซรั่มให้การฟื้นคืนชีพสมบูรณ์ แต่ภรรยาผู้เสียโฉมไม่ต้องการให้เขาฝืนธรรมชาติ จึงจัดการเผาโรงละครร้างพร้อมกับตัวเธอเองและสามีผู้กลายเป็นปีศาจไปพร้อมๆ กัน

เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเรื่องมาเฉลยตอนท้ายว่า Marina เองต่างหากที่เป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย ไม่ใช่พ่อของเธอ การที่เธอกับพ่อเดินทางไปโรงพยาบาลทุกๆ วันจันทร์นั้น คือตัวเธอต้องไปตามนัดของแพทย์ เด็กสาวไม่ต้องการบอกความจริงให้ Oscar รู้ เพราะต้องการเก็บช่วงเวลาดีๆ ไว้ เด็กหนุ่มเสียใจเป็นอันมาก คิดหาทางไปเอาเซรั่มชุบชีวิตจากศัลยแพทย์เพื่อนของ Mijail  แต่ก็ถูกปฏิเสธว่ามันได้หายสูญไปกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ครั้งนั้นแล้ว ดังนั้นสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มทำได้ คือทำใจยอมรับชะตากรรมที่ใกล้เข้ามาถึงเท่านั้นเอง

ตามอ่านงานของคนเขียนคนนี้มาหลายเรื่องแล้ว ชอบการสร้างบรรยากาศในเรื่องให้อึมครึม หม่นๆ มัวๆ การเล่าเรื่องซ้อนเรื่อง รวมถึงการวางปมและการคลายปมในตอนท้าย จับทางคนเขียนได้อย่างว่า สไตล์การเขียนในหลายๆ เรื่องจะเป็นลักษณะให้ตัวละครเอกเดินทางไปพบตัวละครปริศนาต่างๆ เพื่อเล่าปมปัญหาให้ฟัง เหมือนให้คนอ่านต่อจิ๊กซอว์ตามไปด้วย เรื่องนี้เกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว ประเด็นต่างๆ ที่เขียนขึ้น ปมที่ผูกไว้น่าสนใจ เพียงแต่ยังขมวดมาจบไปพร้อมๆ กันยังไม่คมเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจได้ว่านี่เป็นเล่มแรกๆ เรามีโอกาสอ่านงานเล่มหลังๆ ของเขาที่ดีมากๆ มาก่อน ก็เลยอดตั้งความหวังกลับเล่มนี้ไม่ได้นั่นเอง


...






 

Create Date : 31 ธันวาคม 2557
8 comments
Last Update : 2 มกราคม 2558 13:11:07 น.
Counter : 1091 Pageviews.

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะน้องบอยน์ ยังคงอ่านหนังสือเยอะเหมือนเดิมนะคะ ปีใหม่ 2015 นี้ขอให้น้องบอยน์มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวย และสมหวังในหน้าที่การงานและความรักนะคะ

 

โดย: Sab Zab' 31 ธันวาคม 2557 22:00:44 น.  

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้มีความสุขความเจริญตลอดไปนะคะ

หนังสือเซ็ทนี้ของคุณบอยน์แม่ไก่ไม่รู้จักเลยสักเล่ม แต่สนใจเล่มแรกมาก ๆ ว่าง ๆ จะหามาอ่านมั่งค่ะ ติดใจคนเขียนจากเด็กเก็บว่ามาแล้ว

 

โดย: แม่ไก่ 31 ธันวาคม 2557 22:34:37 น.  

 

สวัสดีปีใหม่เช่นกันครับพี่ฝนกับคุณแม่ไก่

 

โดย: Boyne Byron 1 มกราคม 2558 12:15:20 น.  

 

อ่านแต่หนังสือดีๆทั้งนั้นเลย ไม่เหมือนเราอ่านแต่YA *อับอาย* 555

 

โดย: Ro-Mi-Gee 3 มกราคม 2558 21:30:46 น.  

 

YA ผมก็อ่านนะครับ อย่าง The strange and beautiful sorrows of Ava Lavender นี่เห็นเขาว่าก็จัดเป็น YA เหมือนกัน

 

โดย: Boyne Byron 4 มกราคม 2558 10:17:13 น.  

 

The English patient เคยดูเป็นหนังค่ะ แต่ยังดูไม่จบ มาต่อจนจบตอนได้อ่านจากบล็อกนี้แหละ อิอิ

 

โดย: kunaom 5 มกราคม 2558 9:09:54 น.  

 

แวะมาทักทายพร้อมสวัสดีปีใหม่ครับ
มีหลายเล่มที่น่าสนใจ+แถมยังเป็นหนังหลายเล่มเลยนะครับ

 

โดย: ปีศาจความฝัน 5 มกราคม 2558 23:41:51 น.  

 

แวะมาทักทายยามดึกครับพี่บอยน์ ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้นะครับ

 

โดย: ปีศาจความฝัน 4 กุมภาพันธ์ 2558 23:42:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Boyne Byron
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Friends' blogs
[Add Boyne Byron's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.