Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2548
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
4 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 
+:+:+กลับมาปัดหยากไย่ & แถมอะไรให้อ่านกันเล็กน้อย+:+:+

หายไปเดือนกว่า นานมากกกกกกกกกกกกก

ก็ไปจัดการเรื่องงานศพพ่อ เผาแล้ว ลอยอังคารไปแล้ว จัดการเรื่องงานคอนเสิร์ต ส่งของราลวัลที่ติดค้างไว้นานมาก แหะๆ ดูแลแม่ที่ค่อนข้างซึมไปถนัด ดูแลตัวเองด้วย เดือนนี้งานเยอะมาก ต้องทำหลายเล่มในเดือนเดียว จะรอดมั้ยเนี่ย เจ็บตาแล้วก็ปวดหลังจังเลย แงๆ

ถึงจะกลับมาปัดหยากไย่ แต่ก็ยังไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก เอางานแปลที่ลองแปลเล่นๆชิมลางมาแปะให้ดู ว่าจะฉีกแนวจากที่เป็นอยู่ซะหน่อย ไม่รู้จะไปไหวรึเปล่า ติชมได้เลยนะค้า

ปล. ขอไม่บอกนะคะว่าแปลจากเรื่องอะไร ความลับทางราชการ แหะๆ ใครรู้แล้วอย่าปูดเน้อ แล้วอันนี้ก็แปลแบบดิบๆ ยังมิได้ตรวจแก้ อย่าจับผิดเค้านะ กลัวๆๆๆ

เอเลน่า




เอเลน่านอนไม่หลับ ขยับตัวเพียงนิดเดียวก็เจ็บไปทั้งบั้นท้าย เธอยังคิดวนเวียนถึงแต่เหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งเกิดขึ้นในอ่างอาบน้ำเมื่อครู่ แม้ใจจะอยากเชื่อว่าที่ห้องน้ำพังนั้นไม่ใช่ความผิดของตน ทว่าเธอเองก็รู้อยู่แก่ใจ ความวิตกกังวลถึงเรื่องนี้ทำให้เอเลน่าข่มตาหลับไม่ได้

มันเกิดอะไรขึ้น

คำพูดของแม่ยังคงก้องอยู่ในหัว คนคนนั้นอาจเป็นแกก็ได้ น้ำเสียงของแม่เจือแววหวาดกลัวมากกว่าภาคภูมิใจ

เอเลน่าชักมือออกจากใต้ผ้าห่มขึ้นมาดูเป็นครั้งที่ร้อย แสงไฟมืดสลัวทำให้สีแดงบนฝ่ามือขวายิ่งดูเข้มขึ้น ยาที่แม่ชะโลมแขนให้ส่องแสงแวววาวอยู่กลางแสงจันทร์นวลที่สาดทะลุม่านเข้ามาในห้องนอน กลิ่นหอมฉุนของพืชวิทช์เฮเซลฟุ้งมาจากตัวยา วิทช์เฮเซล อากาศทุกอณูที่เธอสูดเข้าไปบ่งบอกถึงความกลัวของเธอ

แม่มด

ลุงโบลของเธอผู้ซึ่งเป็นดังขุมคลังเรื่องเล่าโบราณและนิทานปรัมปรา และทำให้เธอกับพี่ชายตัวสั่นอยู่บนที่นอนได้เสมอยามที่ลุงวางจากการล่าสัตว์ โดยลุงจะทำให้ทั้งคู่กระหายอยากฟังเรื่องราวของแม่มด ยักษ์กินคน และนางฟ้าตัวน้อย ตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมในความฝันและตำนาน เอเลน่ายังจำได้ ยามที่ลุงเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง ริมฝีปากของลุงจะแสดงถึงความจริงจัง ดวงตาเปล่งประกายแรงกล้าที่ลุกโชนด้วยแสงจากกองไฟปรุงอาหาร ราวกับลุงเชื่อในทุกสิ่งที่ตัวเองเล่า ลุงไม่เคยแกล้งขยิบตาหรือเลิกคิ้วเพื่อเพิ่มรสชาติ หากจะเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยเสียงทุ้มต่ำ อันเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้คนฟังหายใจไม่ทั่วท้อง

“นี่เป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับดินแดนของเรา” ลุงจะเล่าแบบนี้ “ดินแดนที่มีชื่อว่าอะลาชี ในยุคที่ผู้คนสามารถคุยกับอากาศ ผืนดิน และท้องทะเลได้ สัตว์ร้ายในทุ่งมีฐานะเท่าเทียมกับมนุษย์ที่เดินสองขา ส่วนผืนป่าอยู่ห่างไปทางด้านตะวันตก ซึ่งเรียกขานกันในสมัยนั้นว่าสุดขอบตะวันตก เป็นที่ซึ่งให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัว ใครก็ตามที่อาจหาญมองมันจะกลายสภาพเป็นหิน สุดขอบตะวันตกคือแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตอันแสนวิเศษที่เราต้องยอมทรุดกายลงคุกเข่าเพียงเพื่อให้ได้สัมผัส นี่แหละคือดินแดนอะลาชี ดินแดนของพวกเจ้า จงจำสิ่งที่ลุงบอกให้ดี วันหนึ่งมันอาจช่วยชีวิตเจ้าได้”

แล้วลุงก็จะเล่าต่อไปจนกระทั่งดึก

เอเลน่าพยายามนึกถึงเรื่องราวขบขันของลุงเพื่อให้ตนเองคลายความหวั่นวิตก แต่จิตใจอันสบสนวุ่นวายของเธอยังคงนึกถึงแต่เรื่องเล่าที่น่ากลัว เรื่องของแม่มด

เอเลน่าพลิกตัวนอนตะแคง ขาสองข้างถูไถกับผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม เธอดึงหมอนปิดหัว พยายามปิดกั้นเรื่องราวเก่าก่อนตลอดจนความกลัวที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่เป็นผล เธอยังคงได้ยินเสียงนกฮูกจากคานค้ำหลังคาโรงเก็บม้าที่อยู่ไม่ไกล เอเลน่าดึงหมอนที่ปิดหน้ามากอดแนบอก

เสียงนกฮูกร้องอีกครั้ง ก่อนที่เสียงกระพือปีกของมันขณะบินผ่านห้องนอนเธอเพื่อออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนจะดังตามมาติดๆ เจ้านกฮูกที่มีชื่อเล่นว่าพินเทลนี้หากินโดยการจับหนูตัวน้อยใหญ่ที่อยู่ใกล้กับถังเก็บข้าว อายุของมันใกล้เคียงกับเอเลน่า มันเกาะอยู่ที่คานค้ำหลังคาโรงม้าตั้งแต่สาวน้อยจำความได้ และออกล่าเหยื่อเวลาเดิมทุกคืน

แม้มันจะยังออกล่าเหยื่อ แต่วิสัยทัศน์ของมันก็มัวพร่าไปตามวัย ด้วยความเป็นห่วงปากท้องของเจ้านกแก่ เอเลน่าจึงมักแอบเอาอาหารเหลือไปให้มัน เป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งปีเต็ม

เอเลน่านอนฟังเสียงปีกของพินเทลกระพือผ่านหน้าต่างห้อง พยายามไขว่คว้าความสงบจากเสียงที่ได้ยินจนชินหู เธอผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ปลดปล่อยความเคร่งเครียดจากร่างกาย ที่นี่คือบ้านของเธอ ที่ซึ่งแวดล้อมไปด้วยครอบครัวที่รักเธอ พอถึงตอนเช้า ดวงอาทิตย์ก็จะฉายแสง ชีวิตประจำวันของเธอก็จะเริ่มต้นอีกครั้งเหมือนดังเช่นชีวิตของพินเทล เหตุการณ์ปั่นป่วนทั้งหมดจะคลี่คลายไปหรือได้รับคำอธิบาย เอเลน่าหลับตา เมื่อรู้ว่าคืนนี้เธอสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ

แต่พอเธอเริ่มจะเคลิ้มหลับ พินเทลก็กรีดร้องเสียงลั่น
เอเลน่านอนสะดุ้งเฮือก พินเทลยังคงส่งเสียงร้องไม่หยุด มันไม่ใช่เสียงร้องยามล่าเหยื่อหรือประกาศเตือนอาณาเขต หากเป็นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดและหวาดกลัว เอเลน่าถลาไปที่หน้าต่าง รูดม่านเปิดกว้าง หรือเจ้านกจะถูกสุนัขจิ้งจอกหรือแมวป่าตะครุบเอา เอเลน่ากุมคอพลางกวาดสายตามองผืนฟาร์มเบื้องล่าง

โรงเก็บม้าตั้งอยู่ข้างสนาม เอเลน่าได้ยินเสียงม้าทั้งตัวผู้ตัวเมียร้องฮี้กระสับกระส่าย พวกมันเองก็รู้ว่าเสียงร้องของนกฮูกคือสัญญาณเตือนให้ระวังอันตราย พื้นสนามว่างเปล่า มีเพียงรถเข็นกับรถไถที่ทำด้วยหินซึ่งพ่อเธอกำลังซ่อมแซมอยู่บนผืนดิน

เอเลน่าผลักบานหน้าต่าง ชุดนอนของเธอปลิวพริ้วไหวเพราะลมเย็นที่พรูเข้ามา ทว่าเอเลน่าแทบไม่สนใจ เธอชะโงกตัวออกไป พยายามหรี่ตามองหาความเคลื่อนไหวในเงามืด แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ

ไม่! เอเลน่าถอยห่างจากหน้าต่างหนึ่งก้าว ตรงริมคอกที่เอาไว้ขังแกะในฤดูตัดขนมีเงาเคลื่อนไหวอยู่ ร่างร่างหนึ่งขยับเดินออกจากเงามืดใต้ต้นไม้มาสู่สนามที่อาบด้วยแสงจันทร์สลัว ไม่สิ สองร่างต่างหาก ชายคนแรกสวมผ้าคลุมผมถือไม้เท้างอคดและชายอีกคนร่างผอมสูงกว่าเพื่อนที่ยืนตัวงออยู่ เอเลน่าสังหรณ์ใจว่าทั้งสองจะไม่ใช่นักเดินทางที่หลงทางมา หากแต่มาด้วยประสงค์ร้าย

ทันใดนั้น พินเทลก็ส่งเสียงร้องพลางโฉบลงบนสนามโล่งเตียน เฉี่ยวหัวของชายร่างสูงไปเพียงนิดเดียว ชายคนดังกล่าวเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ยกมือป้องปัดด้วยความตระหนก พินเทลไม่สนใจ มันบินร่อนเหนือที่โล่ง เอเลน่าโล่งอกที่เห็นพินเทลปลอดภัยดี

แต่แล้วพินเทลกลับบิดตัวกลางอากาศ สะบัดร่างขึ้นลงก่อนจะร่วงหล่นสู่พื้นดิน ทว่ายังไม่ทันกระแทกพื้น พินเทลก็กางปีกกระพือชะลอการร่วงหล่น เชิดหัวบินขึ้นอีกหน ตรงดิ่งมาหาเธอ! เอเลน่าเซถอยจากหน้าต่างมาสองสามก้าวขณะที่พินเทลถลามาก่อนจะตกลงบนขอบหน้าต่างอย่างแรง จงอยปากอ้าร้องด้วยความเดือดดาล

แรกเห็น เอเลน่าเข้าใจว่ามันจับงูได้ แต่เธอไม่เคยเห็นงูที่ไหนขาวน่ากลัวเท่านี้มาก่อน สีของมันซีดขาวราวท้องปลาตาย ร่างของมันถูกอุ้งเท้าพินเทลจิกไว้แน่น เจ้านกฮูกดิ้นรนสุดกำลังที่จะยื้อฉุดเจ้าสัตว์ร้าย เสียงร้องของมันบอกให้รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดอันตรายกับเจ้านกเสียแล้ว เหตุใดพินเทลจึงไม่ปล่อยมันไปเล่า เอเลน่าคิด จับมันไว้ทำไมกัน

แล้วเอเลน่าก็ได้ประจักษ์ เมื่อเธอได้เห็นสัตว์ที่คล้ายงูตัวนี้ชอนไชเข้าไปในอกของนกฮูก พิลเทลไม่ได้จับมัน แต่กำลังดึงมันออกมา ตะเกียกตะกายใช้อุ้งเท้าหยุดยั้งเจ้าสัตว์ร้ายมิให้ฝังร่างลึกลงไปกว่านี้ ดวงตากลมใหญ่สีเหลืองของพินเทลเหลือกมองเธอราวกับจะร้องขอความช่วยเหลือ
เอเลน่ารุดเข้าไป พินเทลเกาะโงนเงนอยู่ตรงขอบหน้าต่าง พยายามทรงตัวด้วยขาเพียงข้างเดียว พลางดิ้นรนเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ แต่นาทีที่มือของเอเลน่าเอื้อมถึงตัวมัน ทุกอย่างกลับสายเกิน เมื่อเจ้างูสะบัดหลุดจากอุ้งเล็บของพินเทลแล้วพาร่างทะลวงเข้าไปในตัวนกฮูกจนหมดสิ้น พินเทลตัวแข็ง อ้าปากค้างด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็หล่นลงมาสิ้นลม

“ไม่!” เอเลน่าพุ่งไปที่หน้าต่าง ชะโงกตัวเหนือกรอบออกไปมองหาพินเทล ก่อนจะเห็นร่างอันยับเยินของมันนอนคอพับอยู่บนพื้นดินเนื้อแข็งของสนาม น้ำตาของเอเลน่าไหลอาบแก้ม “พินเทล!”

ทันใดนั้น ผืนดินใต้ร่างของนกฮูกก็ไหวยวบราวทรายดูด เอเลน่ากรีดร้องสุดเสียงเมื่อเห็นงูน่าขนลุกนับร้อยๆเกี่ยวกระหวัดกันเป็นกลุ่มก้อนโผล่ขึ้นมาจากดิน กลืนกินร่างพินเทล ภายในสองนาที ร่างของนกฮูกก็เหลือเพียงกระดูกสีขาวเปราะบางกระจัดกระจาย และกระโหลกที่จ้องตอบเธอด้วยเบ้าตากลวงโบ๋ เอเลน่าเข่าอ่อนเมื่อเจ้าหนอนหายกลับลงไปในดิน แต่เธอรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ยังคงซ่อนตัวรอเวลาออกล่าอาหารมื้อต่อไป

เอเลน่ากลับมาแอบดูคนพเนจรทั้งสองที่อยู่อีกฟากของสนามด้วยนัยตาที่มีน้ำตากลบ คนที่สวมหมวกคลุมและใช้ไม้ตะพดต่างไม้เท้า เริ่มเดินกะโผลกกะเผลกตัดสนามอันไม่น่าไว้ใจ ราวกับไม่ได้รู้สึกกลัวเจ้าสัตว์ร้ายที่กบดานอยู่ใต้ดินแม้สักนิด จากนั้นก็หยุดยืน แหงนหน้ามาทางหน้าต่างห้องนอนของเอเลน่า เด็กสาวตัวสั่นสะท้าน ผละจากบานหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ เกิดความหวาดกลัวสายตาที่จับจ้องมายังตนในบัดดล ขนตรงท้ายทอยลุกซู่ สังหรณ์ใจถึงภัยร้าย
เธอต้องเตือนให้พ่อแม่รู้!

เอเลน่าวิ่งไปยังประตูห้องนอนแล้วเปิดออก

พี่ชายเธออยู่ตรงห้องโถงแล้ว กำลังขยี้ตาที่ยังพร่ามัว เขาสวมเพียงเสื้อกางเกงชั้นใน ชี้นิ้วไปทางทุ่งโล่ง “เธอได้ยินเสียงร้องบ้านั่นหรือเปล่า”

“ฉันจะไปบอกพ่อ!” เอเลน่าคว้าแขนพี่ชายแล้วลากไปยังบันไดที่ทอดลงสู่ชั้นล่าง

“บอกทำไม” ผู้เป็นพี่ทักท้วง “ฉันว่าพ่อแม่ต้องได้ยินเหมือนกัน ก็คงเป็นเจ้าพินเทลฟัดกับหมาจิ้งจอกนี่แหละ แต่มันแกร่งขนาดสู้กับหมาจิ้งจอกสิบตัวได้อยู่แล้ว มันไม่เป็นไรหรอก”

“ไม่ใช่ มันตายแล้ว”

“ว่าไงนะ! ตายได้ยังไง”

“มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น! ฉัน…ฉันไม่รู้”

เอเลน่าลากพี่ชายลงบันไดไปด้วยกันข้างล่าง เธอกลัวจนไม่ยอมปล่อยพี่ชาย อยากจะแตะตัวเขาไว้เพื่อช่วยกลั้นเสียงร้องที่ก้องอยู่ในอก เอเลน่าเร่งรีบลงบนได เดินผ่านห้องเล็กไปยังห้องขอพ่อแม่ บ้านมืดและเงียบสงัด อากาศอบอ้าวอันเป็นสภาพอากาศก่อนพายุฤดูร้อน ความวิตกท่วมท้นในตัวเอเลน่า เสียงหัวใจของเธอเต้นรัวดังก้องอยู่ในหู

เธอผลักโจชไปทางโต๊ะ “จุดตะเกียง! เร็วเข้า!”

เขาวิ่งไปที่กล่องเหล็กแล้วทำตามที่น้องสาวสั่ง

เอเลนารีบไปที่ประตูห้องนอนของพ่อกับแม่ ปกติเธอจะเคาะประตูก่อนเข้าไป หากยามนี้หาใช่เวลาที่จะรักษามารยาทไม่ เอเลน่าพวดพราดเข้าไปในห้อง ขณะที่โจชก็จุดไฟกับไส้เทียนชุ่มน้ำมัน แสงไฟส่องสว่าง เห็นเงาเอเลน่าทอดอยู่บนเตียงพ่อแม่

แม่เธอซึ่งเป็นคนหูไวตื่นทันที ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก “เอเลน่า! มีเรื่องอะไรหรือลูก”

ขณะที่พ่อใช้ศอกข้างหนึ่งยันกาย หรี่ตาเพ่งสู้แสงไฟจากตะเกียง ก่อนจะกระแอมไอ สีหน้าบ่งบอกถึงความหงุดหงิด
เอเลน่าชี้ไปทางประตูหลังบ้าน “มีคนมา หนูเห็นเขาอยู่ตรงสนาม”

พ่อของเธอลุกขึ้นนั่งตัวตรง “ใคร”

แม่เธอเอามือแตะแขนพ่อ “เอาละ บรูกซ์ตัน อย่าเพิ่งคิดในทางร้าย อาจจะเป็นคนหลงทางมาขอความช่วยเหลือก็ได้”
เอเลน่าส่ายหัว “ไม่ค่ะไม่ พวกเขาไม่ได้มาดี”

“ลูกรู้ได้ยังไง หือ” ของพ่อเธอตลบผ้าห่มออก แต่งตัวด้วยเสื้อกันหนาวขนแกะเพียงตัวเดียวแล้วก้าวลงจากเตียง

โจชก้าวไปยังทางเดินหน้าประตู ถือตะเกียงเอาไว้ “เธอบอกว่าพินเทลตายแล้วฮะ”

เอเลน่าน้ำตาคลอหน่วย “มันมี…สัตว์อะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวเหลือเกิน”

“เอเลน่า” พ่อพูดเสียงดุ “ลูกแน่ใจนะว่าลูกไม่ได้ฝันไป –“

พลันเสียงตบประตูก็ดังมาจากหลังบ้าน

ทุกคนต่างตัวแข็งไปชั่วครู่ ก่อนที่แม่จะเป็นฝ่ายเอ่ยชึ้น “บรูกซ์ตัน”

“ไม่ต้องกังวลนะแม่” พ่อพูดกับแม่ “พ่อแน่ใจว่าต้องเป็นอย่างที่แม่บอก แค่คนหลงทางมา” แต่คำปลอบประโลมของพ่อสวนทางกับคิ้วที่ขมวดมุ่น พ่อรีบสวมกางเกง

แม่ของเธอลุกขึ้นจากเตียงมาสวมเสื้อคลุม แล้วเดินตัดห้องมาโอบกอดเอเลน่าไว้ “พ่อของลูกจะจัดการเรื่องนี้เองจ้ะ”

โจชถือตะเกียงเดินตามหลังพ่อไป เอเลน่ากับแม่ตามไปโดยรักษาระยะห่างไว้ เธอเห็นพ่อหยิบขวานที่เคยใช้ผ่าไม้ทำฟืน เอเลนขยับเข้าหาแม่

พ่อของเธอเดินผ่านครัวไปยังประตูหลังโดยมีโจชอยู่เคียงข้าง เอเลน่ากับแม่อยู่ข้างเตาในห้องครัว

พ่อยกขวานด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วตะโกนถามผ่านประตูไม้โอ๊กหนาทึบ “นั่นใคร”

เสียงที่ตอบมาแหลมสูงและตอบเป็นเชิงออกคำสั่ง เอเลน่าคิดว่าผู้พูดต้องไม่ใช่คนสวมหมวกเป็นแน่ แต่จะต้องเป็นอีกคนที่ร่างสูงกว่า “เรามาตามคำสั่งของสภาแห่งกัลโกธา เราต้องการเข้าไปในบ้านหลังนี้ หากขัดขืนคำสั่งจะต้องถูกจับตัวทั้งครอบครัว”

“ต้องการอะไร”

เสียงเดิมกล่าวต่อ “เราได้รับคำสั่งให้มาตรวจค้นฟาร์มพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ปลดกลอนประตู!”

พ่อของเธอหันมามองแม่ด้วยแววตากลัดกลุ้มเป็นกังวล เอเลน่าส่ายหัว พยายามเตือนพ่อ

พ่อหันกลับไปหาประตู “ยามนี้ดึกแล้ว ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่า
เจ้าคือคนที่เจ้ากล่าวอ้าง”

กระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดเข้าใต้ประตู โผล่มาตรงเท้าเปล่าของพ่อ “ข้านำตราของผู้ตรวจการจากกองทหารของเมืองมาด้วย” พ่อของเธอส่งสัญญาณให้โจชหยิบกระดาษขึ้นมาส่องกับแสงไฟจากตะเกียง จากอีกฟากห้อง เอเลน่ามองเห็นตราสีม่วงประทับอยู่ท้ายหน้ากระดาษ

พ่อของเธอจึงหันมากระซิบบอกครอบครัว “ดูจะเป็นสารจากทางการจริงๆ โจช วางตะเกียงลงแล้วพาเอเลน่าขึ้นไปบนบ้าน อย่าได้ส่งเสียงเป็นอันขาดทั้งสองคน”

โจชพยักหน้า แม้จะหวาดหวั่นและอยากอยู่ต่ออย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ทำตามที่พ่อสั่งดังเช่นที่เคยเป็นเสมอ เขาวางตะเกียงลงบนขอบโต๊ะแล้วเดินไปหาเอเลน่า แม่ของเด็กสาวกอดลูกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วผลักเธอไปหาพี่ชาย “ดูแลน้องให้ดี โจช และห้ามลงมาจนกว่าพ่อกับแม่จะเรียก”

“ครับ แม่”

เอเลน่าลังเล แสงไฟวิบวับจากตะเกียงส่องแสงสาดผนังห้อง สิ่งที่ทำให้เธอชะงักมิใช่ผู้พูด หากเป็นอีกคน นั่นคือชายสวมหมวกที่ยังไม่ได้เปล่งเสียง เอเลน่าไม่อาจบรรยายความหนาวเยือกชวนคลื่นเหียนที่เกาะกินหัวใจเธอ ยามนึกถึงใบหน้าที่พยายามแอบมองเธอทางหน้าต่าง เธอตัดสินใจเดินกลับไปหาแม่และกอดแม่ต่ออีกครู่หนึ่ง

ผู้เป็นแม่ตบหัวลูกสาวเบาๆแล้วดันลูกน้อยออก “เร็วเข้าเถิด ลูกรัก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูก ลูกกับโจชรีบขึ้นไปข้างบนเถิด” แม่ของเธอพยายามยิ้มให้คลายกังวล ทว่าแววหวาดกลัวในดวงตากลับทำลายความพยายามนั้นจนสิ้น
เอเลน่าพยักหน้าก่อนจะกลับไปหาพี่ชาย หากดวงตายังไม่ละจากพ่อแม่ในห้องครัว

โจชพูดอยู่ข้างหลังเธอ “มาเถอะ เอเลน่า” เขาเอาวางบนไหล่น้อง

สัมผัสของพี่ชายทำให้เด็กสาวสะท้าน แต่ก็ยอมตามไป ทั้งสองเดินไปยังเงามืดตรงตีนบันได ตะเกียงในห้องครัวซึ่งเป็นดั่งแสงไฟดวงเดียวในบ้านอันมืดสนิท ส่องให้เห็นพ่อกับแม่ จากตรงขั้นบันได เอเลน่ามองเห็นพ่อหันกลับไปเอาแท่งเหล็กขึ้นสนิมที่ขัดประตูไว้เพื่อป้องกันพวกโจร หากเอเลน่ารู้ดีว่าสิ่งที่ยืนอยู่หลังประตูนั้นเลวร้ายยิ่งว่าขโมยเสียอีก

ความกลัวนี้เองที่ทำให้เธอขืนร่างไม่ยอมไปจากตีนบันได จนโจชต้องกระตุกแขนเด็กสาว พยายามกล่อมเธอ “เอเลน่า เราต้องไปนะ”

“ไม่” เธอกระซิบ “พวกนั้นมองไม่เห็นหรอกถ้าเราอยู่ตรงนี้”

โจชไม่ได้โต้แย้ง ด้วยความที่อยากเห็นเช่นเดียวกับน้องสาว เขาคุกเข่าลงข้างน้องสาวบนบันไดขั้นแรก “เธอคิดว่าพวกมันต้องการอะไร” โจชกระซิบข้างหูน้อง

“ฉันไง” เอเลน่าตอบเป็นเสียงกระซิบเช่นกันโดยไม่ต้องหยุดคิด ท่าทางเธอจะรู้ว่ามันเป็นความจริง มีบางอย่างบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของมือเธอ เรื่องผลแอปเปิลไหม้ในสวน เรื่องอ่างน้ำระเบิด มาคราวนี้ก็เรื่องการมาเยือนยามค่ำคืน เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมากมายเกินกว่าจะเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

“ดูนั่น” โจชกระซิบ

เอเลน่ากลับไปตั้งใจมองตอนพ่อของเธอเปิดประตูครัว โดยยังคงยืนกั้นอยู่ตรงธรณีประตู มือยังไม่ปล่อยขวาน เอเลน่าได้ยินเสียงพ่อ

พ่อของเธอเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “เอาละ มีเรื่องวุ่นวายอะไรกัน”

ชายร่างผอมก้าวเข้ามาตรงทางเดิน จนพอมองเห็นได้จากแสงตะเกียงร่างที่ยืนอยู่เตี้ยกว่าพ่อของเอเลร่าเล็กน้อย ไหล่ไม่กว้างเท่า เสื้อเปื่อยโทรมและเป็นขุยถูกพุงป่องดันจนยื่น เขาสวมเสื้อคลุมขี่ม้ากับรองเท้าบู๊ทที่เขรอะไปด้วยโคลน แม้จะมองจากในบ้าน เอเลน่าก็บอกได้ว่ารองเท้าคู่นั้นเป็นสมบัติราคาแพง หาใช่ของทื่ซื้อได้ในหมู่บ้านไม่ เขาถูหนวดบางเฉียบสีน้ำตาลที่อยู่ใต้จมูกสันเรียว จากนั้นจึงตอบคำถามพ่อของเธอ “เรามาด้วยเรื่องมีผู้กระทำความผิด ลูกสาวคนหนึ่งของเจ้ามีความผิดข้อหา…เอ่อ ร้ายแรงยิ่ง”

“แล้วข้อหาที่เจ้าว่าคืออะไร”

ผู้พูดเหลือบมองไปด้านหลัง สองเท้าเริ่มขยับย่ำไปมาราวกับต้องการความช่วยเหลือ ร่างที่สองจึงโผล่มาตรงประตู เอเลน่าเห็นพ่อเซถอยมาก้าวหนึ่ง แสงไฟจากตะเกียงเผยให้เห็นร่างที่สวมเสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกสีเข้มที่ศีรษะ ถือไม้ตะพดปักพื้นดินข้างตัว ชายผู้สวมเสื้อคลุมใช้มือผอมเก้งก้างดึงชายหมวกให้ปิดหน้าตัวเองจากแสงไฟของตะเกียง ราวกับว่าความสว่างทำให้เขาแสบร้อน เสียงของเขาสั่นพร่าตามวัย “เรามาตามหาเด็ก – “ เขาชูมือที่มีแต่หนังหุ้มกระดูก “ – ที่มีมือเปื้อนคราบเลือด”

แม่ของเธอผวาร้องก่อนจะรีบกลั้นไว้ ทว่าชายชราก็หันไปหาเธอ ตอนนี้แสงตะเกียงส่องถึงใบหน้าใต้หมวก เอเลน่าต้องสะกดตัวเองไม่ให้ร้อง เนื่องจากดวงตาคู่ที่หันไปทางแม่เธอ เป็นดวงตาที่ตายแล้ว ดวงตาอันไร้แววของลูกวัวที่ตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่วัว มันทึบแสงและเป็นฝ้าขาว

“เราไม่รู้ว่าพวกเจ้าพูดถึงเรื่องใด” พ่อของเธอกล่าว

ชายสวมหมวกหยิบไม้ขึ้น เดินถอยกลับไปยังสนามอันมืดสนิท

ชายที่อ่อนวัยกว่าพูดต่อ “อย่าให้เราต้องกวนเจ้าทั้งครอบครัวเลย ออกมาข้างนอกดีกว่า จะได้คุยกันแบบส่วนตัวหน่อย เราอาจตกลงกันได้โดยไม่ต้องวุ่นวายให้มากความ” เขาค้อมตัวเล็กน้อยแล้วผายมือไปยังบริเวณฟาร์ม “มาเถิด ดึกมากแล้ว คุยเสร็จแล้วจะได้ไปพัก”

เอเลน่าเห็นพ่อเดินไปที่ประตู เธอรู้ว่าสิ่งใดรอพ่อเธออยู่ในสนาม เอเลน่ายังจำร่างพินเทลที่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆโดยฝีมือของปีศาจร้ายซึ่งซุ่มอยู่ใต้ดิน เธอจึงลุกพรวด ตั้งท่าจะวิ่งไปยังห้องครัว หากถูกโจลคว้ากำปั้นของเธอที่อยู่ใต้ชุดนอนแล้วกระชากกลับ

“เธอทำอะไรของเธอ” เขากระซิบเสียงลั่น

“ปล่อยฉัน!” เธอพยายามสลัดโจช แต่อีกฝ่ายแข็งแรงกว่าหลายเท่า “ฉันต้องไปเตือนพ่อ”

“แต่พ่อสั่งให้เราซ่อนตัว”

เธอเห็นพ่อเธอเดินไปตรงทางออกประตู โอ พระช่วย ไม่!เอเลน่าสลัดมือโจชแล้ววิ่งไปในครัว โจชไล่ตามไป ผู้ใหญ่สามคนหันมาทันทีเอเอเลน่าโผล่เข้ามาในรัศมีของแสงตะเกียง

“เดี๋ยว!” เธอร้องเรียก พ่อของเธอหยุดชะงักตรงธรณีประตู ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

“พ่อบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า – “

ผู้บุกรุกคนที่อ่อนวัยกว่าเข้ามาจับไหล่พ่อเธอแล้วผลักออกไปข้างนอก เอเลน่าร้องกรี๊ดเมือ่เห็นพ่อที่ยังคงงุนงงเสียหลักล้มลงไปไถลขั้นบันไดสามขั้นไปกระแทกกับพื้นดินแข็งแม่ของเธอกระโจนเข้าใส่พวกนั้นพร้อมกับเงื้อมีดทำครัวขึ้น ทว่าแม่ของเธอชราเกินไป ขณะที่ชายคนนั้นไวยิ่งกว่าปรอท เขาจับข้อมือของแม่เธอแล้วหมุนร่าง

โจชร้องด้วยความโมโห แต่ชายผู้นั้นกลับยิ้มเหยียด แล้วผลักแม่เธอทะลุประตูไปกองอยู่ข้างพ่อ โจชโถมเข้าใส่ผู้บุกรุกทันที น้ำลายกระเซ็นออกจากปาก ชายชราเหวี่ยงตะบองที่อยู่ในเสื้อคลุมฟาดไปที่ขมับของโจช พี่ชายของเอเลน่าล้มลงบนพื้นไม้กระดานดังโครม

เอเลน่าตะลึงตัวเองเมื่อสายตาของชายผู้นั้นหันมาจับจ้องเธอ เธอเห็นสายตาของเขาเบนไปที่มือขวาของเธอ มือข้างที่เปื้อนสีแดง ดวงตาของเขาเบิกโพลงในทันใด

“ใช่จริงๆ!” “เธออยู่ที่นี่!”

พ่อเธอลุกขึ้นยืนได้แล้ว เขากำลังยืนกันแม่ที่กำลังใช้แขนซ้ายยันตัวเองให้คุกเข่า “อย่าแตะต้องลูกสาวข้า!” พ่อของเธอตวาดใส่ผู้บุกรุก

โจชซึ่งมีเลือดไหลที่หน้าผากรีบลุกมายืนคั่นกลางระหว่างน้องสาวกับประตู ร่างนั้นโงนเงน

ชายชราเดินกระเผลกไปทางพ่อแม่เธอ “จะเลือกลูกสาวหรือเลือกชีวิตตัวเอง” เขาถาม เสียงแตกแหบพร่าคล้ายพญามารในความมืดมิด

“พวกแกเอาเอเลน่าไปไม่ได้ ถ้าขืนบังอาจลองข้าจะฆ่าให้ตายทั้งคู่” พ่อของเธอยืนเผชิญหน้ากับสายตาของชายชราอย่างไม่สะทกสะท้าน

เพียงแค่ร่างที่อยู่ใต้ชุดคลุมเอาไม้ตะพดเคาะพื้นดินสองหน เมื่อสิ้นเสียงเคาะหนที่สอง พื้นดินที่พ่อแม่ของเอเลน่ายืนอยู่ก็แตกกระจายอย่างรุนแรง ร่างของพ่อแม่เธอถูกม่านโคลนบดบังไว้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เอเลน่าได้ยินเสียงพ่อร้อง เมื่อม่านโคลนตกลงพื้น เธอก็เห็นร่างพ่อแม่จมอยู่ใต้กองทัพหนอนสีขาวที่คร่าชีวิตพินเทล เลือดพุ่งกระฉูดทั่วทั้งสองร่าง

เอเลน่ากรีดร้อง ทรุดลงไปกองกับพื้น

พ่อของเธอหันมาทางประตู “โจช!” พ่อร้องบอก “พาน้องหนีไป! เร็ – “ คำสุดท้ายถูกอุดไว้เมื่อหนอนร้ายชอนไชเข้าไปในปากและลำคอ

โจชหันกลับไปหาเอเลน่า ฉุดเธอให้ลุกขึ้น

“ไม่” เอเลน่าพูดเสียงแผ่วเบา ก่อนจะร้องดังขึ้น “ไม่!” เลือดในกายของเธอเดือดพล่าน “ไม่!” ภาพที่เธอเห็นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ลำคอตีบตันไปหมด เอเลน่าผวาลุกพรวด ร่างของเธอสั่นเทา มือสองข้างกำแน่น เธอแทบไม่สังเกตเห็นโจชที่ผงะถอยจากร่างเธอ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง สิ่งเดียวที่เอเลน่าสนใจยามนี้คือสนามที่พ่อแม่ของเธอกำลังถูกพันธนาการอยู่ใต้พื้นดินไหวยวบ จู่ๆ เธอก็กรีดร้อง ปลดปล่อยความโกรธทั้งมวลที่มีในตัวออกไป

ปราการเพลิงพลันลุกโชนและพุ่งตรงไปยังสนาม ชายใจทรามทั้งสองต่างลนลานหนีเส้นทางที่ไฟพุ่งผ่าน หากพ่อแม่ของเธอไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เอเลน่าได้แต่ยืนมองเปลวไฟลามเลียร่างของพ่อแม่ หูที่ยังอื้ออึงด้วยความโกรธได้ยินเสียงร้องโหยหวนของพ่อแม่เงียบลงราวกับถูกบานประตูงับปิดไว้

โจชรีบรวบเอวน้องสาว รีบลากเธอออกจากครัวกลับเข้าไปในห้องมืด ไฟลามไปถึงผนังห้องครัวแล้ว เอเลน่าทรุดลงในอ้อมแขนพี่ หมดสิ้นเรี่ยวแรงไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้า โจชพยายามทานน้ำหนักเธอ ควันฟุ้งไปทั่วห้อง

“เอเลน่า” โจชพูดข้างหูเธอ “ฉันต้องการเธอนะ ไปกันเถอะ” เขาเริ่มไอโขลกกลางกลุ่มควัน ไฟลามไปถึงม่านในห้องเล็กแล้ว

เอเลน่าค่อยๆโซเซลุกขึ้น “ฉันทำอะไรลงไป”

โจชจ้องมองเปลวไฟเบื้องหลัง แสงไฟสะท้อนให้เห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เขามองไปข้างหน้า ราวกับจะหาบางอย่าง
อากาศเต็มไปด้วยควันคลุ้ง เอเลน่าเริ่มไอ

โจชเดินไปทางประตูหน้าแล้วหยุด “ไม่ ทางนั้นเป็นทางที่พวกมันรออยู่ เราต้องออกทางอื่น”

จู่ๆ เขาก็ลากเธอไปยังบันได เอเลน่ารู้ว่าความเจ็บแปลบกำลังกลับคืนสู่แขนขา เธอเริ่มสะอื้นเงียบๆ ร่างกายสั่นเทา “ทั้งหมดเป็นเพราะฉัน”

“ชู่ว์ ขึ้นไปข้างบนเถอะ”

โจชดันน้องไปที่บันไดแล้วค่อยรุนหลังให้เธอเดินขึ้น “มาสิ เอล” “เธอก็ได้ยินเสียงพวกมันข้างล่างนี่ มันล่าตามล่าเธอนะ”

เอเลน่าหันไปหาพี่ชาย น้ำตาปริ่ม “ฉันรู้ แต่ทำไมละ ฉันไปทำอะไรใคร”

โจชเองก็จนซึ่งคำตอบ เขาชี้ประตูห้องตัวเอง “เข้าไป”

เอเลน่าแอบเห็นหน้าต่างสุดปลายทางเดินจึงสะบัดตัวจากจอช “ฉันไม่เห็นอะไรเลย ฉันอยากจะเห็น” เธอถลาไปยังหน้าต่าง

“อย่า!”

โจชเดินมาข้างหลังแล้วฉุดน้องให้ลุกขึ้น “เธอดูพอแล้ว เอเลน่า ไฟกำลังลาม เราต้องไปรีบไป”

“แต่…พ่อกับแม่ละ…” เธอมองไปทางหน้าต่าง

“เราจะไว้อาลัยพ่อแม่ทีหลัง” โจชพาเด็กสาวไปยังห้องนอนแล้วเปิดประตู “คืนนี้เราต้องเอาชีวิตรอดก่อน” จากนั้นก็พูดเสียงเรียบ “พรุ่งนี้ค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย”

“เราจะทำยังไงดี โจช” เธอพูดเมื่อเข้าไปในห้องพี่ชาย

“หนี” “เราต้องสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่น เอาเสื้อโค้ตขนแกะของฉันไปด้วย” พี่ชายของเธอสวมกางเกงกับเสื้อไหมพรมเนื้อหนาที่แม่เป็นผู้ถักให้เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่ผ่านมา เอเลน่ายังจำคืนวันหยุดนั้นได้ แล้วน้ำตาก็พรั่งหรูลงมาอีก “เดี๋ยวนี้” โจชกล่าว

เอเลน่าคว้าเสื้อโค้ตตัวยาวที่แขวนอยู่ตรงตะขอในตู้เสื้อผ้าของจอช แล้วสวมรับความอบอุ่น เอเลน่าไม่รู้เลยว่าตนเองหนาวเพียงใด กระทั่งความอุ่นจากเสื้อห่อหุ้มเธอไว้

พี่ชายของเธอยืนอยู่ตรงหน้าห้อง “เอล เธอทรงตัวเป็นยังไง”

“ดีขึ้นแล้ว ทำไมหรือ”

โจชโบกมือเรียกน้องมาทางหน้าต่าง วิวข้างล่างเป็นด้านข้างของตัวบ้าน มีต้นเชสต์นัทแผ่กิ่งก้านใหญ่โตแข็งแรงกว้างไกล ไปจนถึงชายคาบ้านและหลังคาโรงเก็บม้า โจชเปิดหน้าต่าง “ทำตามฉันนะ” เขาพูดพลางปีนออกไปตรงขอบหน้าต่าง

โจชกระโดดออกไป สองมือคว้ากิ่งไม้แล้วเหวี่ยงตัวไปยืนบนกิ่งใหญ่ ท่าทางคงเคยทำมาก่อน เขาหันมาแล้วโบกมือเรียกเอเลน่าให้ก้าวออกมา

เอเลน่าปีนออกไปตรงขอบหน้าต่างแคบๆ จิกปลายนิ้วเท้าเปล่าลงบนกิ่ง ตามองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง หากต้องตกลงไป สิ่งที่เธอห่วงหาใช่เรื่องกระดูกหักไม่ หากเป็นสิ่งที่อยู่ใต้ดินต่างหากที่ทำให้เธอทรงตัวบนขอบหน้าต่างได้ลำบาก

พี่ชายเธอผิวปากราวนกกระจิบ เรียกให้เธอกลับมาสนใจเขา เอเลน่าโดดออกจากหน้าต่างไปเกาะกิ่งเดียวกัน โดยมีโจชช่วยดึงให้ขึ้นมายืนอยู่ข้างกันบนกิ่งไม้ใหญ่

“ตามฉันมา!” โจชบอกด้วยเสียงต่ำ เกรงคนอื่นจะได้ยิน เอเลน่าได้ยินเสียงจากบริเวณหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงเศษแก้ว เธอเกาะกิ่งไม้ตามพี่ไป ไม่สนใจกิ่งก้านเล็กเรียวที่เกี่ยวเสื้อหรือเนื้อหนัง

ทั้งคู่ข้ามสนามที่ไม่น่าไว้ใจโดยการไต่ไปตามกิ่งไม้บนต้น หากพอไต่บนกิ่งที่เล็กหน่อย กิ่งนั้นก็จะโน้มลงด้วยไม่อาจทานน้ำหนักไหว โจชชี้ไปยังบานประตูของชั้นลอยเก็บฟางบนยุ้ง “ทำแบบนี้” เขาวิ่งลงไปตามกิ่งเล็กแล้วกระโดดข้ามระยะห่างไปลงตรงกองฟางที่ถูกม้วนเป็นกลุ่ม พอลุกยืนได้ก็กลับมาตรงประตู “เร็วเข้า!” เขากระซิบเรียกน้องสาวเสียงลั่น

เอเลน่าสูดหายใจแล้ววิ่ง เธอต้องทำให้ได้! ซึ่งเธอก็คงจะทำสำเร็จหากไม่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวกระเป๋าตอนกระโดดเสียก่อน เสื้อโค้ตของเธอถึงกับขาด ทำให้ร่างเอเลน่าหมุนคว้างกลางอากาศ แขนขาป่ายไปมา ทั้งยังไม่อาจกลั้นเสียงร้องได้ ร่างของเธอร่วงลงไปยังยุ้งข้าวที่อยู่ต่ำกว่าชั้นใต้หลังคาของเธอ โดยที่ยังไม่หยุดร้อง

แต่ก่อนที่เธอจะร่วงลงไป โจชก็คว้าปกเสื้อโค้ตของเธอไว้ได้เต็มกำมือ เอเลน่าห้อยต่องแต่งอยู่ในเสื้อโค้ตที่พี่ชายคว้าไว้ “ฉันดึงเธอขึ้นมาไม่ได้” โจชเกร็งกล้ามเนื้อพูด “เอื้อมมือมาเกาะขอบ! เร็วเข้า! พวกนั้นต้องได้ยินเสียงเธอแล้วแน่ๆ!”

ด้วยใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอก เอเลน่าพยายามเกาะขอบของยุ้งฉาง มีเพียงปลายนิ้วของเธอเท่านั้นที่แตะถึงขอบ แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ด้วยการใช้ปลายนิ้วเหนี่ยวรั้ง บวกกับโจชที่คอยดึงเสื้อโค้ต ทั้งคู่ก็สามารถลากเอเลน่าเข้ามาในยุ้งได้สำเร็จ

ทั้งคู่ต่างหมดแรงและหอบแฮ่ก เดินลุยฟางไปยังบันไดสำหรับไต่ลงไปข้างล่าง

เอเลน่าหยุดอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้ายแล้วชี้ที่พื้นแข็งของยุ้งฉาง “แล้วถ้าหนอนพวกนั้นอยู่ในดินนี่ด้วยละ”

โจชชี้ม้าตัวผู้และตัวเมียที่อยู่ในคอก “ดูแทรกเกอร์กับมิสต์สิ” ม้าสองตัวกำลังตระหนกเพราะเหตุการณ์โกลาหล มันกลอกตาสีขาวไปมาด้วยความหวาดกลัว แต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่ “ไปเถอะ” พี่ชายของเธอนำทางให้ เขาไต่บันไดลงไปก่อน

เอเลน่าตามลงมา เธอถูกเสี้ยนตำนิ้วขณะกำลังลื่นไถลลง เธอเขี่ยเศษไม้ออกจากฝ่ามือ สังเกตเห็นว่ารอยแดงบนมือตอนนี้จางจนเหลือเพียงสีชมพูอ่อน แทบจะเป็นสีเดียวกับมือของเธอไปแล้ว

โจชเปิดประตูคอกไว้ ม้าทั้งสองตัวที่พ่นลมหายใจอย่างอ้อนล้าเดินออกมา ควันไฟทำให้พวกมันกระสับกระส่าย โจชโยนบังเหียนและเหล็กขวางปากม้าให้ เอเลน่ารีบเข้าไปลูบคอมิสต์ ปลอบให้มันสงบ ก่อนจะสวมเหล็กขวางปากม้ากับบังเหียนให้เข้าที่ ทว่าทั้งคู่ไม่มีเวลาพอจะใส่อานให้มัน

โจชโหนตัวขึ้นขี่แทรกเกอร์แล้วบังคับม้าวิ่งเหยาะไปช่วยดึงเอเลน่าขึ้นหลังมิสต์ เมื่อขึ้นม้าเรียบร้อยก็ชักม้าไปทางประตูด้านหลังยุ้งฉาง จากนั้นก็ใช้เท้าเตะสลักหลุด ประตูยุ้งเปิดผลัวะสู่ที่ดินชายสวน โจชรั้งประตูไว้เพื่อให้มิสต์ออกไปก่อน

ขณะที่เอเลน่าชักม้าออกไป เธอก็สอดส่ายสายตาฝ่าความมืดระหว่างยุ้งฉางกับต้นไม้ แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆ ควันไฟลอยคละคลุ้งในอากาศ จังหวะที่เธอจะชักม้าไปทางต้นไม้ แสงหนึ่งก็สว่างจ้าอยู่ทางด้านหลังของโจช เอเลน่าถึงกับผงะบนหลังม้า ผวาร้อง เมื่อด้านหลังพี่ชายของเธอ ณ บริเวณมุมของยุ้งฉาง ชายสวมหมวกได้ก้าวมายืนตรงที่ว่างด้านหลัง โดยมีสหายเป็นผู้ถือตะเกียงชูขึ้น

“เอเลน่า หนีไป!” โจชรั้งม้าให้หันกลับไปหาชายทั้งสอง “ฉันจะล่อพวกมันไว้เอง”

เอเลน่าไม่สนใจ เธอมองชายชรายกไม้เท้าคดงอลงเคาะพื้นดินเนื้อแข็ง พลันผืนดินก็นูนตัวสูงขึ้นแผ่กระจายเป็นวงกว้าง วิถีเดียวกับยามที่กรวดถูกโยนลงกลางบึง แผ่กระจายล้อมรอบร่างทั้งสองในบัดดล คลื่นดินสะท้อนขึ้นลงพุ่งตรงไปหาโจช ร่างยาวขาวตันชอนไชให้เห็นอยู่ในเนื้อดินเป็นระยะ “ไม่! โจช หนีไป!”

โจชมองเห็นสิ่งที่กำลังดิ่งมา เขากระตุกบังเหียนของแทรกเกอร์ กระชากคอของมันให้หันกลับ แทรกเกอร์ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นกลัว ขืนคำสั่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ดิ้นรนหมุนซ้ายหมุนขวา แล้วกระโจนหนีผู้ล่า แต่เจ้าม้าเคลื่อนไหวช้าเกินไป จึงถูกขอบของคลื่นดินน่าสะพรึงกลัวกลืนกินขาหลังเอาไว้

เอเลน่าเห็นขาหลังของม้าจมลงในเนื้อดินราวกับบริเวณนั้นเป็นเลน ปลักโคลนกลายเป็นสีดำเพราะโลหิต แทรกเกอร์ตะกายขาคู่หน้า ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ดวงตาของมันเหลือกลาน โจชกุมบังเหียนแน่น เจ้าม้าล้มลงกระแทกพื้น มันเอากีบเท้าหน้าสองข้างจิกลงในดินแข็ง พยายามจะฉุดขาหลังของตนขึ้นมา

โจชพยายามกระตุ้นม้า หากเอเลน่าว่ารู้ว่านั่นเป็นการสูญเปล่า สัตว์กระหายเลือดในดินสามารถฉีกเนื้อหนังจากกระดูกได้เพียงชั่วพริบตา เอเลน่าบังคับม้าวิ่งไปยังสองชีวิตที่กำลังตะเกียกตะกาย แล้วหยุดกึกตรงหน้าแทร็กเกอร์ เอเลน่าพันบังเหียนเข้ากับแขน ออกแรงขืนมิสต์ให้อยู่นิ่งตรงหน้าม้าหนุ่มที่นัยน์ตาเบิกกว้างและหายใจหอบ “ไปกับฉัน!” เธอร้องบอกพี่ชาย

โจชรู้ดีว่าสภาพของตนนั้นหมดหวังแล้ว “ปล่อยฉันไว้! หนีไป!”

“ฉันไม่ไปถ้าไม่มีพี่!” มิสต์ขยับถอยหลัง คลื่นดินที่ชะงักการเคลื่อนไหวไปครู่หนึ่งเนื่องจากได้ลิ้มรสเนื้อม้า ขณะนี้กำลังม้วนตัวมาทางเธอ ขาคู่หน้าของแทร็กเกอร์ติดอยู่ในผืนดินกระเพื่อม “โดด!” เธอตะโกนบอกพี่ชาย

โจชกำบังเหียนแน่นทั้งสองมือ นิ่งงันอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร แต่แล้วโจชก็รวบรวมกำลังลุกยืนบนร่างม้า ใช้มือสองข้างช่วยยันพื้นเพื่อทรงตัว แล้วกระโดดจากหลังแทร็กเกอร์ขึ้นพาดร่างบนช่วงตะโพกของมิสต์อย่างแรง น้ำหนักที่ถาโถมกะทันหันทำให้เจ้าม้าสะดุ้งเฮือก มิสต์โผนออกไปราวกับถูกเฆี่ยนด้วยแส้

เอเลน่าปล่อยให้มิสต์วิ่งไป เธอเพียงแต่บังคับม้าให้วิ่งไปยังทิศของสวนมืด ตัวเธอเองยังสาละวนกับการใช้แขนอีกข้างพยุงร่างของพี่ชายไม่ให้หล่นจากหลังม้า

แล้วทั้งสามก็โจนทะยานเข้าสู่ดงแอปเปิล




Create Date : 04 ธันวาคม 2548
Last Update : 4 ธันวาคม 2548 16:43:08 น. 9 comments
Counter : Pageviews.

 
ดูแลตัวเองนะคะ
แล้วจะคอยอ่านหนังสือค้า


โดย: grappa วันที่: 4 ธันวาคม 2548 เวลา:17:22:37 น.  

 
นั่นสิค่ะ เห็นคุณปุ๋ยหายไปนานเลยที่แท้ก็ธุระเยอะแยะ
แบบนี้เองล่ะคะ ... รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ

ทางนี้เริ่มเย็นๆ เหมือนกันค่ะน่ากลัวเผลอไปแล้วไข้หวัด
เล่นงานเอาได้ง่ายๆ เหมือนกัน ต้องระวังแล้วล่ะค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 4 ธันวาคม 2548 เวลา:18:26:12 น.  

 
วันนั้นดูข่าวเห็นงานศพพ่อพี่ปุ๋ยค่ะ ลี่ก็คิดว่าพี่ปุ๋ยคงยุ่งอยู่แน่ๆ เลย มีกำลังใจทำงานดีๆ ต่อไปนะคะ นักอ่านยังคอยติดตามผลงานอยู่เสมอนะคะ

ได้รับมีอา 6 แล้วนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ


โดย: lovekalo วันที่: 4 ธันวาคม 2548 เวลา:20:35:31 น.  

 
รักษาสุขภาพด้วยจ้ะ
อ่านแล้วชอบเรื่องนี้นะ... หุหุ น่ากลัวดี


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 4 ธันวาคม 2548 เวลา:22:48:55 น.  

 
:)


Love is all around

Dad is also around.. ครับ

ภาษาน่าติดตามดีครับ
วางขายแล้ววานบอกด้วยเน้อ


ดื่ม!



โดย: ปิศาจสุรา (อะไรดี ) วันที่: 5 ธันวาคม 2548 เวลา:12:49:18 น.  

 
เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ
รางวัลหนังสือเด็ดหัวทัวริสต์ ได้รับเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆค่า


โดย: chooleewan IP: 133.5.20.137 วันที่: 5 ธันวาคม 2548 เวลา:19:42:00 น.  

 
เรื่องไรนะ น่าอ่านดีแฮะ
TT.TT ยังไม่ได้หนังสือเลย


โดย: envy IP: 203.149.29.62 วันที่: 9 ธันวาคม 2548 เวลา:14:32:23 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณปุ๋ย

ช่วงนี้มิวขี้เกียจสายตัวแทบขาด เพราะมัวแต่บิดไปบิดมา

จะหมดปีแล้ว ปีนี้ท่าทางจะลักกี้แต่อินเลิฟค่ะ อินเกมมันแผ่วลง แผ่วลง

เฮ้อ... ปีหน้า ..เอ้ย... พร่งนี้เอาใหม่ ตั้งใจๆๆๆ


โดย: Mutation วันที่: 10 ธันวาคม 2548 เวลา:23:13:27 น.  

 


โดย: อากิระ โฟโตริ IP: 125.24.162.123 วันที่: 29 สิงหาคม 2550 เวลา:13:03:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
มณฑารัตน์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Lost in Translation

Friends' blogs
[Add มณฑารัตน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.