อรรถกถา ๒ : วัณณุปถชาดก ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง

เรื่องมีอยู่ว่า :

พระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งไปเชตวันมหาวิหาร สดับพระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงตัดสินใจบวช เมื่อบวชแล้วเจริญพระกรรมฐาน เข้าไปอยู่ป่า แม้จะพยายามอยู่ตลอดไตรมาส ก็ไม่สามารถทำให้โอภาสหรือนิมิตใดๆ เกิดขึ้น

ภิกษุรูปนี้คิดว่า พระศาสดาตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวก เราคงเป็นปทปรมะ เห็นจะไม่มีมรรคผลให้อัตภาพนี้ แล้วจะอยู่ป่าไปทำไม กลับไปยังสำนัก แลดู-หูฟังพระศาสดาดีกว่า

ภิกษุรูปนี้จึงสละความเพียรเสีย เดินทางกลับมายังพระเชตวันมหาวิหาร

มีภิกษุผู้เป็นสหายรูปหนึ่ง กล่าวกับภิกษุผู้สละความเพียรว่า ท่านเรียนกรรมฐานหวังกระทำสมณธรรม ถึงตอนนี้มัวรื่นเริงอยู่ ท่านทำกิจของบรรพชิตถึงที่สุดแล้วหรือ

ภิกษุผู้สละความเพียรตอบว่า ท่าน เราคิดว่าเราน่าจะเป็นอภัพพบุคคล คงไม่ได้มรรคผล

ภิกษุผู้เป็นสหายจึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีความเพียรมั่น แต่ท่านเองบวชในศาสนาของพระองค์กลับสละความเพียรเสีย ไม่ใช่เหตุ ท่านมากับเราเถิด เราจะพาท่านไปหาพระองค์ แล้วภิกษุผู้เป็นสหายจึงพาภิกษุผู้สละความเพียรไปยังสำนักของพระศาสดา

พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้น ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้ทำอะไร

ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปนี้บวชแล้ว ไม่อาจกระทำสมณธรรม จึงละความเพียรเสีย

พระศาสดาตรัสกับภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอละความเพียรจริงหรือ

ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาแล้ว ทำไมไม่ให้เขารู้จักตนว่าเป็นผู้มักน้อย เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้สงัด หรือเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือว่าเป็นผู้ปรารภความเพียร แต่กลับให้เขารู้จักว่าเป็นภิกษุผู้ละความเพียร

เมื่อครั้งก่อน เธอเป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ เมื่อคราวที่เกวียน ๕๐๐ เล่มไปในทางกันดารทราย เพราะอาศัยความเพียรของเธอผู้เดียว พาให้มนุษย์และโคได้น้ำดื่มมีความสุข เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย

ภิกษุผู้นั้นได้กำลังใจ

ภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จึงอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าภิกษุผู้นี้สละความเพียร แต่เรื่องในกาลก่อน ที่ภิกษุผู้นี้มีความเพียรพาให้มนุษย์และโคได้น้ำดื่ม มีความสุข ยังลี้ลับสำหรับข้าพระองค์ทั้งหลาย ปรากฏเฉพาะพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์เท่านั้น ขอพระองค์ตรัสเหตุนี้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยเถิด

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง

ในอดีกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน เมื่อเจริญวัยแล้ว เที่ยวค้าขายด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม

วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เดินทางมาถึงทางกันดารทราย ระยะทางประมาณ ๖๐ โยชน์ ทางกันดารนั้น เวลากลางวัน มีความร้อนเหมือนถ่านเพลิง ข้ามไปไม่ได้ พระโพธิสัตว์จึงเดินทางเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น

ในเวลาอรุณ พระโพธิสัตว์จะหยุดพักคณะ ทานอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วนั่งในร่มตลอดวัน ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เมื่อพระอาทิตย์อัสดง

พระโพธิสัตว์ เมื่อเดินทางไปได้ ๕๙ โยชน์ คิดว่า บัดนี้ อีกเพียงคืนเดียว เราจะได้ออกจากทางกันดารแล้ว จึงบริโภคอาหาร ใช้ฟืน และน้ำไปจนหมด คนนำทางเหน็ดเหนื่อยหลับไป โคก็เดินวนกลับทางเดิม

คนนำทางตื่นขึ้นในตอนเช้า มองดูดวงดาวแล้วสั่งให้กลับเกวียน มนุษย์ทั้งหลายเห็นแล้ว พากันกล่าวว่า ฉิบหายแล้ว เราตั้งค่ายที่นี่เมื่อวานนี้ ฟืนกับน้ำเราก็หมด จึงปลดเกวียนพักไว้แล้วนอนโศกเศร้าอยู่

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเราละความเพียร ทุกคนจะพากันฉิบหาย พอถึงเวลาเช้า พระโพธิสัตว์จึงเที่ยวไปในเวลาที่ยังเย็นอยู่ เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่ง คิดว่า หญ้าเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะข้างล่างมีน้ำ แล้วให้คนถือจอบมาขุดที่นั่น คนเหล่านั้นขุดลึกลงไป ๖๐ ศอก จอบก็กระทบหินข้างล่าง คนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย

พระโพธิสัตว์คิดว่า ใต้หินนี้จะต้องมีน้ำ จึงลงไปยืนบนแผ่นหินแล้วเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่างแล้วบอกกับคนรับใช้ว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย เราจะฉิบหาย เธอจงอย่าละความเพียร เอาค้อนนี้ทุบหิน

คนรับใช้รับคำแล้ว ไม่ละความเพียร ทุบหินแตกเป็นสองซีก เกลียวน้ำประมาณเท่าลำตาลพุงขึ้น คนทั้งหวงพากันดื่มกินและอาบ ผ่าฟืน หุงหาอาหารบริโภค และให้โคกิน เมื่อพระอาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วพากันไปยังจุดหมาย

คนเหล่านั้นขายสินค้าได้กำไร ๒ เท่า ๓ เท่า แล้วเดินทางกลับบ้าน พระโพธิสัตว์และคนเหล่านั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนี้จนสิ้นอายุ แล้วไปตามยถากรรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว จะตรัสพระคาถาว่า

ชนทั้งหลายผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทางทราย ได้พบนํ้าในทางทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้งฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจฉันนั้น.

ดูก่อนภิกษุ เธอนั้นกระทำความเพียรเพื่อต้องการทางน้ำ บัดนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงละความเพียร (เพื่อประโยชน์แก่มรรคผล)

พระศาสดาแสดงพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ ๔ เมื่อจบแล้ว ภิกษุผู้ละความเพียรก็บรรลุพระอรหันต์

จากนั้นทรงประชุมชาดก :

คนรับใช้ผู้ไม่ละความเพียร ทุบหินให้น้ำแก่มหาชน ได้เป็นภิกษุผู้ละความเพียรในบัดนี้

บริษัทที่เหลือในสมัยนั้น เป็น พุทธบริษัท ในบัดนี้.




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2555 12:15:48 น. 0 comments
Counter : 330 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ZenSoki
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2555
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
1 พฤศจิกายน 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ZenSoki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.