อรรถกถา ๑ : อปัณณกชาดก ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงตรัสอปัณณกธรรมเทศนาปรารภสาวกของเดียรถีย์ สหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

เรื่องมีอยู่ว่า

วันหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีชักพาผู้เป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์ ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของตนไปยังพระเชตวัน

เมื่อถวายบังคมพระตถาคตแล้ว สาวกของอัญญเดียรถีย์แลดูพระพักตร์ของพระศาสดา แล้วจึงนั่งอยู่ใกล้ๆ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จากนั้น พระศาสดาจึงได้ตรัสธรรมกถา สาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว มีจิตเลื่อมใส ลุกขึ้นถวายบังคมพระทศพล เลิกนับถือลัทธิอัญญเดียรถีย์ หันมายึดถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แต่นั้นมา พวกอัญญเดียรถีย์จึงตามท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นนิจ

ต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากกรุงสาวัตถี กลับไปยังกรุงราชคฤห์ ในกาลนั้นเอง สาวกเก่าอัญญเดียรดีย์ก็หันกลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์ตามเดิม

เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จกลับมา สาวกอัญญเดียรถีย์ก็ตามท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปเข้าเฝ้าพระศาสดายังพระเชตวันอีก ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กราบทูลกับพระพุทธองค์ถึงเรื่องราวที่สาวกอัญญเดียรถีย์ทำลายสรณะที่รับไว้ หันกลับไปถือลัทธิเดิม

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า ได้ยินว่า พวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ ๓ เสีย แล้วกลับไปยึดถืออัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ จริงหรือ ? พวกสาวกอัญญเดียรถีย์ไม่อาจปกปิดเรื่องราวไว้ได้ พากันกราบทูลตามจริง

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงอานิสงค์ของการบูชาพระรัตนตรัยว่ามีอานิสงค์มาก ฉะนั้น การที่อัญญเดียรถีย์รับไตรสรณคมน์แล้วทิ้งเสียจึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเล่า อปัณณกชาดก มีความโดยย่อดังนี้ :

ในอดีตกาล มีพระราชานามว่า พรหมทัต อยู่ในพระนครพาราณสี แคว้นกาสิกรัฐ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพ่อค้าเกวียน เมื่อเจริญวัยแล้วได้เที่ยวทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม

ยังมีบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสีเช่นกัน บุตรพ่อค้าเกวียนคนนี้เป็นคนเขลา ไม่มีปัญญา

คราวหนึ่ง บุตรพ่อค้าเกวียนทั้งสองตระเตรียมการเดินทางเพื่อค้าขาย

พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้าเกวียนคนเขลานี้เดินทางไปพร้อมกับเรา ทางจะไม่พอเดิน หาเสบียงฟืนไฟหรือหญ้าสำหรับโคได้ยาก พระโพธิสัตว์จึงเรียกบุตรพ่อค้าเกวียนมาแล้วกล่าวว่า เราไม่อาจไปร่วมกัน ท่านจะไปก่อนหรือจะไปทีหลัง

บุตรพ่อค้าเกวียนคนเขลานั้นคิดว่า ถ้าไปก่อนจะดีกว่า ถนนยังไม่แตก โคจะได้กินหญ้าใหม่ ผักยังไม่มีใครแตะต้อง น้ำจะใสสะอาด เมื่อไปถึงแล้ว ยังตั้งราคาสินค้าได้ จึงกล่าวกับพระโพธิสัตว์ว่า เพื่อน เราจะไปก่อน

ส่วนพระโพธิสัตว์เห็นว่า ถ้าไปทีหลังจะดีกว่า เพราะเมื่อคนเหล่านี้เดินทางไปก่อน จะทำทางใหม่ให้สม่ำเสมอ เราจะเดินทางไปตามทางที่เขาทำไว้แล้ว โคเองจะได้กินหญ้าที่เพิ่งแทงยอดขึ้นมาใหม่ ผักก็เช่นเดียวกัน จะมีรสอร่อย ในที่ที่ไม่มีน้ำ ขบวนที่ไปก่อนจะขุดสระทิ้งเอาไว้ เราสามารถดื่มน้ำจากสระขุดใหม่ได้ นอกจากนั้น การตั้งราคาสินค้าก็เหมือนกับการฆ่ามนุษย์ เราไปข้างหลังจะขายสินค้าตามราคาที่เขาตั้งไว้แล้ว

พระโพธิสัตว์เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า เพื่อน ท่านไปก่อนเถิด

บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลารับคำแล้ว จึงออกเดินทาง ถึงปากทางกันดารแห่งหนึ่ง

ในเวลานั้นเอง ยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่ทางกันดารคิดว่า เราจะให้มนุษย์เหล่านี้ทิ้งน้ำที่ขนมาให้หมด ทำให้มันหมดแรง แล้วจะจับกินเสีย ยักษ์และพวกพวกจึงจำแลงกายเป็นคนนั่งรถเทียมเกวียน แล้วขับเกวียนสวนทางกับบุตรพ่อค้าเกวียนคนเขลา ทักทายพ่อค้าเกวียนแล้วจึงบอกว่า ทางข้างหน้าตามแนวป่าเขียวชอุ่มมีฝนตก ไม่จำเป็นต้องขนน้ำไปด้วย เสียเวลาเปล่า

ฝ่ายพ่อค้าเกวียนคนเขลาเชื่อคำของยักษ์นั้น จึงสั่งให้ทุบทำลายหม้อน้ำทิ้งทั้งหมด แล้วขับเกวียนไป แต่เมื่อเดินทางต่อ กลับไม่พบน้ำสักหยด มนุษย์และโคขาดอาหารและน้ำจึงหมดแรงพากันนอนหลับไป

ในคืนนั้นเอง ยักษ์ทั้งหลายได้ฆ่ามนุษย์และโค พากันกินเนื้อ จนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

ย้อนมายังฝั่งพระโพธิสัตว์ หลังจากรอให้พ่อค้าเกวียนคนเขลาเดินทางไปก่อนประมาณครึ่งเดือนจึงเดินทางออกจากนครพร้อมเกวียน ๕๐๐ เล่ม มาถึงปากทางกันดารในที่สุด พระโพธิสัตว์สั่งให้บริวารเติมน้ำให้เต็ม แล้วป่าวร้องภายในค่ายว่า หากพวกท่านยังไม่ได้ขออนุญาติข้าพเจ้า ห้ามเทน้ำทิ้งแม้แต่น้อย หรือหากพบพืชพรรณธัญญาหารที่ท่านไม่รู้จัก จงอย่าแตะต้อง จนกว่าจะไต่ถามข้าพเจ้าก่อน เพราะพืชพรรณนั้นๆ อาจเป็นพิษ เช่นเดียวกัน เมื่อพระโพธิสัตว์เดินเข้าไปในทางกันดาร ยักษ์ได้แปลงกายเข้ามาทักทายตามเดิม

พระโพธิสัตว์เมื่อเห็นยักษ์แล้วรู้ทันทีว่าที่นี่ไม่มีน้ำ อีกทั้งผู้ที่ไม่มีท่าทางเกรงกลัว มีนัยน์ตาแดง และไม่มีเงา บุตรพ่อค้าเกวียนคนเขลาต้องถูกจับกินไปแล้วอย่างแน่แท้ พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า พวกท่านจงไปเถิด หากเรายังไม่เห็นแหล่งน้ำอื่น เราจะยังไม่ทิ้งน้ำที่ขนมา ฝ่ายยักษ์จึงหลีกไป

เมื่อยักษ์ไปแล้ว บริวารจึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า เจ้านาย คนเหล่านั้นบอกว่าทางข้างหน้าจะมีน้ำ เราเทน้ำทิ้งกันเถิด เกวียนเบาแล้วจะไปได้เร็ว

พระโพธิสัตว์ได้ฟังแล้ว จึงสั่งให้พักเกวียน เรียกคนทั้งหมดมาประชุมกัน ถามว่า พวกท่านเคยได้ยินมาจากใครบ้างว่าที่นี่มีแหล่งน้ำ

คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเลยเจ้านาย

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า มีคนพวกหนึงบอกว่า ข้างหน้ามีฝนตก พวกท่านคิดว่าลมฝนจะพัดไกลสักเท่าใด

คนทั้งหลายกล่าวว่า ลมจะพัดไกลประมาณ ๓ โยชน์ขอรับเจ้านาย

พระโพธิสัตว์ถามว่า แล้วตอนนี้มีลมพัดโดนตัวพวกท่านบ้างไหม

คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่า ปรกติก้อนเมฆจะอยู่ห่างออกไปเท่าใดในเวลาฝนตก

คนทั้งหลายกล่าวว่า ประมาณ ๓ โยชน์ขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่า แล้วพวกท่านเห็นก่อนเมฆบ้างหรือไม่

คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ปรกติจะเห็นสายฟ้าห่างออกไปสักเท่าใดในเวลาฝนตก

คนทั้งหลายกล่าวว่า ประมาณ ๔-๕ โยชน์ขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่า มีใครเห็นแสงสว่างของสายฟ้าบ้างหรือไม่

คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่า ปรกติเราจะได้ยินเสียงเมฆเมื่อห่างออกไปสักเท่าใด

คนทั้งหลายกล่าวว่า ๑-๒ โยชน์ขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่า แล้วมีใครได้ยินเสียงเมฆบ้าง

คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่า แล้วพวกท่านรู้จักคนเหล่านั้นหรือ

คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่รู้จักขอรับ

พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า คนเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นยักษ์ พวกมันมายุให้พวกเราเทน้ำทิ้ง ทำให้เราอ่อนแรง แล้วจับเราเคี้ยวกิน บุตรพ่อค้าเกวียนที่นำไปก่อนไม่ทันอุบาย เขาคงเทน้ำทิ้ง ถูกกินเสียหมดแล้วเป็นแน่ วันนี้เราจะได้เห็นเกวียนของพวกเขา จงอย่าเทน้ำทิ้ง แล้วรีบเดินทางเร็วๆ

เดินทางไปไม่นาน พระโพธิสัตว์ก็เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่มที่ถูกทิ้งไว้ โดยรอบเต็มไปด้วยกระดูกมนุษย์และโคกระจัดกระจายไปทั่ว พระโพธิสัตว์จึงให้ปลดเกวียนตั้งค่าย แล้วพาคนที่มีกำลังแข็งแรงตั้งการอารักขาคณะตลอดคืน

รุ่งเช้า พระโพธิสัตว์ทำกิจเสร็จแล้วจึงออกเดินทางต่อ ที่สุดก็ถึงจุดหมาย ขายสินค้าได้กำไรดี เดินทางกลับเมืองพาราณสีโดยสวัสดิภาพ

พระศาสดา ครั้งตรัสธรรมกถานี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ในอดีต ผู้ที่มักยึดถือด้วยการคาดคะเน ได้ถึงความพินาศไปดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนผู้ที่ยึดถือความจริง จะพ้นจากเงื้อมมืออนุษย์ ไปถึงยังที่ๆ ตนปรารถนาโดยปลอดภัย.

พระบรมศาสดา ครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า :

พ่อค้าคนเขลา ได้มาเป็นพระเทวทัต

บริวาร ๕๐๐ คนของพ่อค้าคนเขลา ได้มาเป็นบริวารของพระเทวทัต

บริวาร ๕๐๐ คนของพระโพธิสัตว์ ได้มาเป็นพุทธบริษัท

พระโพธิสัตว์ ได้มาเป็นพระองค์เอง




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2555 12:12:04 น. 0 comments
Counter : 460 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ZenSoki
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2555
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
1 พฤศจิกายน 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ZenSoki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.