ห้องหมายเลข 13





แปลจาก : Room 13 โดย M.R.James



วีบอร์กเป็นเมืองเก่าในประเทศเดนมาร์ก แต่ถึงกระนั้นเอง อาคารเก่าในเมืองกลับมีน้อยมาก เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ถูกมหาอัคคีภัยเผาทำลายไปในปี 1726

*
เอนเดอร์สันกำลังเขียนหนังสือประวัติศาสตร์เดนมาร์ก เขาสนใจที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองนี้จึงเดินทางมาที่วีบอร์กในปี 1891
เขาพักอยู่ที่อาคารเก่าหลังหนึ่งในวีบอร์ก – โรงแรมสิงโตทอง โรงแรมแห่งนี้มีอายุกว่า 350 ปีแล้ว
เอนเดอร์สันต้องการห้องพักห้องใหญ่ เจ้าของโรงแรมจึงพาเขาไปชมห้องใหญ่สองห้อง – ห้องหมายเลข 12 และห้องหมายเลข 14 แต่ละห้องมีสามหน้าต่าง หน้าต่างแต่ละบานหันเข้าหาถนน เอนเดอร์สันเลือกห้องหมายเลข 12
*
ในช่วงเย็น เอนเดอร์สันลงไปทานอาหารที่ชั้นล่าง เขาเห็นกระดานดำแผ่นหนึ่ง มีรายชื่อของแขกที่เข้าพัก ห้องพักเต็มแล้ว ไม่มีห้องว่างเหลืออีก เอนเดอร์สันสังเกตว่าโรงแรมนี้ไม่มีห้องหมายเลข 13
สิบสามเป็นเลขแห่งความโชคร้าย หลายคนไม่อยากอยู่ในห้องที่มีลางไม่ดี
เมื่อเอนเดอร์สันกำลังขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องข้างบน เขาพยายามจะเปิดประตูห้องแต่ไม่สำเร็จ ทันใดนั้นเอง เขาก็พบว่าเปิดประตูผิดห้อง ด้านหน้าเขาคือห้องหมายเลข 13
เขาได้ยินเสียงใครบางคนเคลื่อนไหวอยู่ด้านในห้อง
“ขอโทษครับ” เขาว่า ก่อนจะเดินไปยังห้องหมายเลข 12
เอนเดอร์สันคิดว่า บางทีห้องหมายเลข 13 คงเป็นห้องคนใช้ เขาจะถามเจ้าของโรงแรมในวันพรุ่งนี้
เขาจุดตะเกียงน้ำมันแล้วมองไปรอบๆ ห้องหมายเลขดูเล็กลงไปถนัดตาในแสงตะเกียง เขารู้สึกอ่อนเพลียจึงหลับไป
*
เช้าวันต่อมา เอนเดอร์สันไปที่ศาลากลางเพื่อศึกษาบันทึกของเมือง เขาได้อ่านบันทึกเก่าหลายฉบับ ที่เก่าที่สุดเป็นบันทึกตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16

มีจดหมายลงปี 1560 เป็นจดหมายจากมุขนายกของวีบอร์ก ท่านมีบ้านสามถึงสี่หลังในเมืองนี้ โดยเช่าต่อจากบุรุษนามว่า นิโคลัส แฟรนก์เคน

ผู้คนในเมืองไม่ชอบนิโคลัส แฟรนก์เคน หลายคนเขียนหามุขนายกเพื่อบอกว่าแฟรนก์เคนเป็นพ่อมด พวกเขาอยากให้แฟรนก์เคนออกไปจากเมือง

มุขนายกกล่าวว่าแฟรนก์เคนไม่ได้ทำอะไรผิด เขาไม่เชื่อว่าแฟรนก์เคนจะเป็นพ่อมด

*

ถึงเวลาปิดศาลากลาง ขณะที่เอนเดอร์สันกำลังจะลุกออกไปนั้น เสมียนเข้ามาคุยกับเขา

“ผมเห็นว่าคุณกำลังอ่านเรื่องระหว่างมุขนายกกับนิโคลัส แฟรนก์เคน” เสมียนพูด “ผมสนใจเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าแฟรนก์เคนพักอยู่ที่ไหน บันทึกเก่าของเมืองหลายฉบับถูกเผาไปในปี 1726”

เอนเดอร์สันกล่าวขอบคุณเสมียนก่อนจะเดินกลับโรงแรมสิงโตทอง เขาอยากจะถามเจ้าของโรงแรมเรื่องห้องหมายเลข 13 แต่เจ้าของโรงแรมกำลังยุ่ง

เอนเดอร์สันขึ้นไปชั้นบน เขาได้ยินเสียงใครบางคนเดินไปมาและพูดคุยด้วยเสียงแปลกๆ อยู่ในห้องหมายเลข 13

จากนั้นเอนเดอร์สันก็เดินกลับไปยังห้องตนเอง เขาคิดว่าห้องหมายเลข 12 เล็กเกินไปเสียแล้ว เขาต้องการห้องใหญ่กว่านี้ นอกจากนั้น เขายังหัวเสียเมื่อพบว่ากระเป๋าเดินทางของเขาหายไป มันเคยอยู่ข้างโต๊ะติดกำแพง แต่ตอนนี้ทั้งสองอย่างหายไปแล้ว บางทีเจ้าของโรงแรมอาจจะย้ายมันไปห้องเก็บของ เอนเดอร์สันอยากได้คืน

ดึกเกินกว่าจะเรียกเจ้าของโรงแรมเสียแล้ว เขาจึงเดินไปที่หน้าต่างก่อนจุดบุหรี่ขึ้นสูบ

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ฝั่งตรงข้ามมีหอคอยสูง แสงตะเกียงส่องสว่างอยู่ด้านหลัง แสงจากตะเกียงทำให้เกิดเงาบนกำแพงหอคอย มีเงาอยู่ที่ห้องหมายเลข 13 เช่นกัน

เงานั้นแปลกประหลาด คนที่พักในห้องหมายเลข 13 ใส่หมวกแหลมทรงสูง นอกจากนั้นแล้ว แสงจากห้องหมายเลข 13 ยังเป็นสีแดง - แสงสีเลือด

เอนเดอร์สันเปิดหน้าต่างแล้วมองออกไปทางห้องหมายเลข 13 ที่เขาเห็นมีเพียงกลีบผ้าจากชุดคลุมยาวสีขาวเท่านั้น คนในห้องหมายเลข 13 ขยับออกจากหน้าต่างในทันที แสงสีแดงหายไป

เขาทิ้งก้นบุหรี่ไว้ที่หน้าต่าง
เมื่อสูบบุหรี่เสร็จ ก่อนจะดับตะเกียงและเข้านอน

*

เช้าวันต่อมา สาวใช้นำน้ำร้อนเข้ามาในห้อง เอนเดอร์สันตื่นขึ้น เขานึกถึงกระเป๋าเดินทาง

“คุณรู้ไหมว่ากระเป๋าเดินทางของผมหายไปไหน” เขาถามสาวใช้

สาวใช้หัวเราะก่อนจะชี้นิ้วไปยังกระเป๋าเดินทางข้างกำแพง จุดเดิมกับที่เขาเคยวางเอาไว้

เขาสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ ก้นบุหรี่อยู่บนหน้าต่างบานกลาง เขาจำได้แม่นยำว่าทิ้งก้นบุหรี่ไว้ที่หน้าต่างบานที่ติดกับห้องหมายเลข 13
เขาแต่งตัวเสร็จแล้วจึงตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อนห้องหมายเลข 13 เขาตกใจเมื่อพบว่าห้องข้างๆ เป็นห้องหมายเลข 14 ! เขารู้สึกตื่นตระหนก หรือเขาจะประสาทไปเสียแล้ว ?

*

หลังทานอาหารเช้า เขากลับไปศาลากลางเพื่ออ่านบันทึกอีกครั้ง มีจดหมายอีกฉบับของมุขนายกเรื่องนิโคลัส แฟรนก์เคน ผู้คนในเมืองพยายามจะขับไล่แฟรนก์เคนออกจากเมือง พวกเขาไปที่บ้านของแฟรนก์เคน แต่เขาหายไปแล้ว ไม่มีใครทราบอีกเลยหลังจากนั้นว่าเฟรนก์เคนหายไปไหน

บันทึกจบลงแค่นี้


*

เย็นวันนั้น เอนเดอร์สันสนทนากับเจ้าของโรงแรม

“ทำไมโรมแรมนี้ไม่มีห้องหมายเลข 13 ครับ” เขาถาม

“หลายคนไม่นอนในห้องหมายเลข 13” เจ้าของโรงแรมตอบ “พวกเขาบอกว่ามันเป็นเลขแห่งความโชคร้าย”

“ถ้าเช่นนั้นใครอยู่ในห้องหมายเลข 13 ครับ” เอนเดอร์สันถาม

“ที่นี่ไม่มีห้องหมายเลข 13 ครับ” เจ้าของโรงแรมกล่าว “ห้องของคุณอยู่ข้างห้องหมายเลข 14”

“งั้นหรือ” เอนเดอร์สันว่า “ผมคงเข้าใจผิด คุณอยากดื่มบรั่นดีหรือซิการ์ที่ห้องผมไหมครับ”

“ได้สิครับ” เจ้าของโรมแรมพูด

พวกเขาขึ้นไปชั้นสองด้วยกัน เดินผ่านห้องหมายเลข 10 หมายเลข 11 จนมาถึงห้องหมายเลข 12

เจ้าของโรงแรมมองเข้าไปในห้องหมายเลข 12 “ห้องนี้ดูเล็กมาก” เขากล่าว

เอนเดอร์สันรินบรั่นดีมาสองแก้ว ทั้งคู่จุดซิการ์

เอนเดอร์สันเปิดหน้าต่างเพื่อไล่ควันออก มีแสงสีแดงและเงาจากห้องหมายเลข 13 บนผนังฝั่งตรงข้าม เงานั้นเคลื่อนไหวอย่างรีบร้อน แต่ไม่มีเสียงใดๆ

เอนเดอร์สันนั่งลงดื่มบรั่นดี เขาอยากจะบอกเจ้าของโรงแรมเรื่องแปลกๆ ที่เขาพบเจอ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงประหลาดดังมาจากห้องข้างๆ

“เสียงแมวหรือครับ” เอนเดอร์สันว่า “หรือเสียงคนประสาทข้างห้อง”

“นั่นเสียงคุณเจนเซ่น” เจ้าของโรงแรมกล่าว “เขามักพักอยู่ในห้องหมายเลข 14 เขาคงป่วย”

มีเสียงเคาะประตูห้อง มีชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา

“เลิกทำเสียงประหลาดนั่นเสียทีเถอะคุณ” เขาพูด

“คุณเจนเซ่น!” เจ้าของโรงแรมกล่าว “พวกเราคิดว่าคุณทำเสียงนั่นเสียอีก”

ทั้งสามจ้องหน้ากันพักหนึ่ง แล้วรีบออกจากห้องไปที่โถงทางเดิน เสียงนั้นดังมาจากห้องหมายเลข 13!

เจ้าของโรงแรมทุบประตูและหมุนลูกบิด แต่ประตูล็อคอยู่

“ผมจะนำคนขึ้นมาพังประตู” เจ้าของโรงแรมตะโกนก่อนจะวิ่งลงบันใดไป

เจนเซ่นกับเอนเดอร์สันยืนหน้าห้องหมายเลข 13 เสียงในห้องดังและรัวขึ้นทุกที

“ผมอยากจะบอกอะไรแปลกๆ กับคุณ” เจนเซ่นว่า “ห้องของผมมีหน้าต่างสามบานในตอนกลางวัน และมีสองบานในตอนกลางคืน คุณคิดว่าผมประสาทไหมครับ”

“พระเจ้า! ห้องผมก็เหมือนกัน!” เอนเดอร์สันกล่าว “ห้องของผมตอนกลางคืนจะเล็กกว่าในตอนกลางวัน”

ทันใดนั้น ประตูห้องหมายเลข 13 ก็เปิดออก มีแขนข้างหนึ่งตามออกมาด้วย แขนนั้นผอมเกร็งและเต็มไปด้วยไรขนสีเทา เล็บมือยาวและสกปรก

เอนเดอร์สันตะโกนก่อนจะดึงเจนเซ่นออกห่างออกจากประตู แขนข้างนั้นหายไปพร้อมประตูที่ปิดสนิทอีกครั้ง ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจากห้องหมายเลข 13

เจ้าของโรงแรมพาชายฉกรรจ์สองคนขึ้นมา ชายทั้งสองมีขวานคนละเล่ม ก่อนจะเหวี่ยงขวานลงบนประตูห้องหมายเลข 13

ทันใดนั้นเอง ชายทั้งสองก็ส่งเสียงร้องพร้อมกับทิ้งขวาน พวกเขาฟันโดนกำแพง ประตูห้องหมายเลข 13 หายไปแล้ว!

*

เช้าวันต่อมา คนงานดึงพื้นระหว่างห้องหมายเลข 12 และ 14 ขึ้น

พวกเขาเจอกล่องใบหนึ่งอยู่ใต้พื้น มีกระดาษเก่าหลายแผ่นอยู่ในนั้น เอนเดอร์สันคิดว่ากระดาษพวกนี้เป็นของนิโคลัส แฟรนก์เคน – ชายที่หายไปในปี 1560

ไม่มีใครอ่านอักษรบนแผ่นกระดาษนั้นออกเพราะมันเขียนด้วยภาษาที่แปลกประหลาด กระดาษเป็นสีน้ำตาล หมึกดูเก่า แต่เอนเดอร์สันไม่คิดว่านั้นเป็นหมึก เขาคิดว่ากระดาษแผ่นนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยเลือด!

(END)





Create Date : 28 มิถุนายน 2555
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 16:37:01 น. 1 comments
Counter : 2334 Pageviews.

 
เหมือนจะยังไม่จบ

อยากอ่านต่อ!!


โดย: Rujjie IP: 58.9.9.106 วันที่: 28 มิถุนายน 2555 เวลา:13:54:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ZenSoki
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
28 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ZenSoki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.