Group Blog
 
 
มิถุนายน 2558
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
17 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
รีวิว First Trip Taiwan 2015 ตอนที่ 3 จิ่วเฟิ่น เมืองโบราณในสายฝนพรำ

#FirstTripinTaiwan2015 

ตอนที่ 3 จิ่วเฟิ่น เมืองโบราณในสายฝนพรำ



เช้าวันแรกอย่างเป็นทางการ ณ ไทเป  ไต้หวัน

ร่างแหลก....  เราสองคนนิยามไว้อย่างนั้น

ย้อนความกลับไปตอนที่  2 เราได้เอ่ยไปแล้วว่าเราเดินเที่ยว
พร้อม ๆ กับตลอดหาซิมโทรศัพท์มือถือ
และเลยไปทรมานสังขารพร้อมกับความฟินที่คอนเสิร์ต  
แต่เรายังไม่ได้บอกว่าเราเดินหาร้านขายซิมโทรศัพท์กันหลายกิโล
.... ถูกต้องแล้วค่ะ  หลายกิโลเมตร..........

อาจดูเหมือนไม่เจตนาเดินหา เพราะเดินไปด้วย สำรวจสถานที่ท่องเที่ยว เหล่ตึกสวย ๆ
แต่แท้จริงแล้วสายตาของเราสองคนสอดส่ายหาร้านอะไรก็ตามในไทเป ที่มีคำห้อยท้ายว่า Phone
(ก่อนจะพบว่า ซิมโทรศัพท์หาซื้อได้ที่ 7-11 แทบทุกสาขา และต้องใช้พาสปอร์ตในการลงทะเบียน)

เราเดินหลงในย่าน Ximen ยามเที่ยง แค่เดินหลงก็ว่าเหนื่อยแล้วนะคะ 
แต่หลงซอยในสภาวะที่ไม่ได้พักผ่อน  แทบไม่ได้นอน 
ทิ้งน้ำหนักทั้งร่างให้เท้าและขามามากกว่า 24 ชั่วโมง
นั่นแสดงว่าฝ่าเท้าน้อย ๆ ของเราที่ขดตัวอยู่ในรองเท้าผ้าใบนั้น....บวมจวนเจียนระเบิด

แต่เพราะเป็นหนทางที่เราเลือกเอง  
รักจะท่องเที่ยว ตะลอนแบกเป้  หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ
กับเรื่องปวดเท้า รองเท้ากัด  น่องแทบฉีก บลา ๆ .... 

(note แถมนิด ๆ ค่ะ  รองเท้าดี เหมาะกับรูปเท้า น้ำหนักเบา 
เที่ยวฟินไปกว่าครึ่ง ราคาเท่าไหร่ไม่สำคัญ  คู่ละหลายพัน 
หากไม่เหมาะกับเท้าก็ปวดเหมือนเดิมค่ะ
ราคาพันกว่า แต่เหมาะกับเรา จะช่วยผ่อนแรง 
และลดภาระของเท้าไปได้มากค่ะ  ประสบการณ์ตรง สด ๆ ร้อน ๆ .. เชื่อเห๊อะ)

ซ้ำเติมสารร่างตัวเองด้วยการยืนดูคอนเสิร์ตอีก 2 ชั่วโมง 30 นาที
 ... ถูกต้องแล้วค่ะ อ่านไม่ผิด  เรา "ยืน" ดูคอนเสิร์ต  
ไม่ได้ล้อมผ้า  กลางแจ้ง แต่ประการใด เป็นคอนเสิร์ตในโดมขนาดใหญ่

หากใครเคยไปชม  จะเคยเห็นว่าในคอนเสิร์ตนั้นจะมี "หลุม" ข้าง ๆ เวที 
ทำไม... ต้องลงหลุม  คำตอบคือ เพื่อความฟินค่ะ  

ในหลุมจะใกล้กับเวทีมากกว่า  เห็นศิลปินที่ทำการแสดงได้ชัดกว่า  
แต่เหตุผลหลักที่เราสองคนกระโจนลงหลุมในครั้งนี้ นอกจากความฟินแล้ว
ราคาบัตรก็มีส่วนสำคัญค่ะ  555555 คือเราต้องอยู่อีกหลายวันนะ ต้องประหยัด  อิ อิ 

ต่างบ้านต่างเมือง แค่น้องเป็นธุระหาบัตรคอนเสิร์ตจากชาวไต้หวันได้ก็ถือว่าดีแล้ว  
ได้บัตรราคาลดลงก็ถือว่าดียิ่งกว่า แต่ที่ดีที่สุดคือในหลุมว่าง  ไม่เบียดเสียด  
ไม่ทารุณกรรมคนแก่(คือเรา)  เพราะเรายังเดินไปมาได้ ร้องเพลงเสียงดังได้ 
เต้นโชกี้ๆๆๆ ได้  แอบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปศิลปินได้
ทั้งที่ร่างกายกำลังจะแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ  
.............. นี่ก็เป็นความสุขที่เรา "เลือก" เองอีกครั้งค่ะ 5555


และนั่นคือที่มาของ "ร่างแหลก"  
คลานขึ้นเตียง และนอนหงายไม่ได้ทั้งคืน
(เตียงนี่ก็จะนุ่มไปไหนกัน!!!)



กลับมาที่เช้าวันแรกอย่างเป็นทางการ  หลังจากปล่อยให้ร่างกายพักผ่อน 
ตื่นนอนด้วยนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์  เราลืมตาและสะดุ้งตื่นในเวลา 10.30 นาฬิกา
ด้วยความมึนงง  อิชั้นตื่นมานั่งมองหน้าต่างที่แดดแผดแสงด้านนอกอยู่หลายนาที
พร้อม ๆ กับทบทวนความทรงจำว่าที่นี่คือที่ไหน.......  กว่าจะอ๋อได้ ก็เมื่อหันไปเห็น
น้องสาวที่ตื่นก่อนแล้วนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ ... อ๋อออ ที่นี่ไต้หวัน  

กว่าเราจะอาบน้ำ แต่งตัว และออกจากห้องพักกันก็ 11 นาฬิกาเศษ
เราบอกตัวเอง บอกกันและกันว่า เราอยู่ไต้หวัน  ก็ควรทำตัวกลมกลืน
คือเริ่มชีวิตประจำวันตอนสิบเอ็ดโมง... ไม่ใช่เพราะเราตื่นสาย.. ไม่ใช่
ว่าแล้วก็อาบเคาน์เตอร์เพนท์จนขาร้อน
(หาซื้อได้ในไต้หวัน โดยการหาภาพจากกูเกิ้ลแล้วยื่นให้
ร้านขายยาดู ในราคาหลอดละ 280NT หากไม่ลืม กรุณาเตรียมไปจากประเทศไทย)  

วันนี้หยิบรองเท้าแตะมาใส่ค่ะ  พักเท้า และจากพยากรณ์อากาศ วันนี้มีโอกาสเสี่ยงเจอฝน
ราว 60% โปรแกรมเช้าเสียไปแล้ว  แต่บ่ายเราต้องไม่เสียค่ะ... พร้อมแล้วก็ไปลุยกัน










บรรยากาศจากที่พักไป Ximen Station เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า MRT จุดหมายแรกของวันนี้คือ
Jiufen หรือจิ่วเฟิ่น เมืองโบราณ ค่ะ  



สิ่งหนึ่งที่พบเห็นตลอดเวลาคือคู่รักของไต้หวัน  
ที่นี่เราจะพบเห็นหนุ่มสาวแสดงความรักในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยและหลายระดับ
เริ่มตั้งแต่เดินจูงมือ  กอดแขน (ซึ่งจัดอยู่ในระดับธรรมดา)
จนถึงโอบกอด  ประคองเอว หน้าแทบชิด แต่ไม่ชิด.. (งงไหม)
ลงบันไดเลื่อนที่สถานีรถไฟฟ้า อยู่คนละขั้นนะ แต่หันหน้ากลับมาหากันแล้วกอดเอว
นั่งอิงไหล่ ซบ  ซุกซอกคอบนรถไฟฟ้า  แสดงความรักแบบนี้กันเป็นปกติ
โดยที่ชาวไต้หวันเองไม่ได้สนใจหันไปมอง 
(แต่อิชั้นลำบากใจเหลือเกิน จะมองข้ามก็ใช่ที่ จะหันไปมองก็ไม่ไหว )
แต่ในความนัวเนียที่เห็นนั้นไม่ได้ดูอนาจาร หรือมุ่งหมายอะไรออกนอกหน้า
คล้าย ๆ กับเขามีโลกส่วนตัวของสองคน  ใช้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดแปะไว้กับอีกฝ่าย
ซึ่งบอกตรงๆ  อิจฉาค่ะ..อิจฉาเหลือเกิน 5555555555555555

พักสายตาจากมือสองคู่ที่กอบกุมกันมายังร้านชานมไข่มุกขึ้นชื่อของไต้หวันร้านหนึ่ง 
ชื่อว่า Coco  



ใคร ๆ ก็บอกว่าถ้ามาไต้หวันแล้วยังไม่ได้กินชานมไข่มุก.. แสดงว่าไม่ถึงไต้หวัน
งั้นก็จัดไปค่ะ  ชานมไข่มุก แก้วใหญ่เชียว ราคา 35NT 
กินแทนข้าวเช้าเลยก็แล้วกัน 



จากนั้น เราใช้บริการ MRT ตามคู่มือการท่องเที่ยวของเรา ก่อนจะไปเปลี่ยนเป็นรถเมล
เพื่อจะไปเมืองโบราณ จิ่วเฟิ่น  

"ลงรถไฟใต้ดินที่สถานี Zhongxiao Fuxing ทางออก 1 เจอร้าน GNC 
ป้ายรถเมล์จะอยู่หน้าร้าน Pacific Realtor ฝั่งตรงข้ามเป็นห้าง SOGO เขียว 
ขึ้นรถเมล์สาย 1062 ค่ารถประมาณ 90 NTD ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ชั่วโมง 
มีรถเมล์ 2 สายที่สามารถไปถึงจิ่วเฟิ่นได้ คือ สาย 319 และ 1062 
แต่รถเมล์สาย 319 เราต้องต่อรถอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็น 1062 ไปลงที่หน้าเมืองโบราณจิ่วเฟิ่นเลย"
คัดลอกจาก 1000MilesJourney

ไม่ต้องกลัวเดินเลยค่ะ จะมีพี่แท็กซี่ยืนๆ นั่งๆ อยู่ตรงนั้นหลายคน พร้อมกับป้ายบอกสายรถบัส
เวลา และปลายทาง  เราไปยืนต่อคิวดูหมายเลขรถบัสที่ต้องการและเวลา พร้อมๆ กับเงี่ยหูฟัง
และได้ยินว่าคนที่ต่อคิวอยู่ก่อนก็จะไป Jiufen เอาล่ะ สบาย ไม่ผิดป้ายแน่  ^^

note ค่ารถเมลใช้บัตร Easy Card จ่ายได้ค่ะ  ราคาไม่แพงมาก  แต่ใช้เวลาในการเดินทาง
ชั่วโมงเศษ  พี่แท็กซี่ที่ให้บริการอยู่ตรงนั้นเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหมู่คณะ  หากไปกันน้อย
สามารถเมียงมองคณะอื่นที่ยืนใกล้ๆ  แล้วทาบทาม ชวนกันหารค่ารถ จะตกคนละประมาณ 
200NT  ยืนบิดไปบิดมาอีกนิด พี่แท็กซี่เขาก็จะลดราคาให้อีกค่ะ จะถึง Jiufen เร็วกว่า



รอไม่นาน Bus ก็มาค่ะ  



ใช้เงินสดหยอดในกล่องข้างคนขับ  หรือใช้บัตร Easy Card แตะตรงที่วงสีแดงๆ ไว้ก็ได้ค่ะ



รถเมลสะอาด เบาะนั่งสบาย  ไม่มีระบุที่นั่งค่ะ  เลือกได้ตามอัธยาศัย



ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก  Bus ก็พาเราออกนอกเมือง แล้วค่อยๆ  ไต่เขาขึ้นสู่เมืองโบราณ 
แนะนำว่าหากมีโอกาสไปเยือนสักครั้ง  อย่าหลับนะคะ  วิวสวยมากค่ะ  แปลกตา น่ามอง
แม้กระทั่งตอนที่ยังไม่ขึ้นเขา บ้านเรือนของชาวไต้หวันก็ดูน่าสนใจไม่น้อยค่ะ  


Bus จอดที่ป้ายก่อนถึงทางเข้า Jiufen ค่ะ  เดินขึ้นเขาไปอีกเล็กน้อย จะเห็น 7-11 
ข้าง ๆ กันตรงนั้นมีซอยค่ะ เดินเข้าไปได้เลย นั่นคือทางเข้า ข้างในไม่มีห้องน้ำนะคะ
ก่อนเข้าซอยแลขวาเล็กน้อยจะเจอห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวก่อน จะได้เดินสนุกค่ะ




Jiufen ต้อนรับเราทั้งสองคนด้วยสายฝนกระหน่ำ  
Jiufen วันอาทิตย์ที่สายฝนหล่นเป็นสาย.. เจ็บปวดหัวใจจังค่ะ


Jiufen หรือ จิ่วเฟิ่น เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนภูเขา  มีทัศนียภาพที่สวยงาม
นอกจากบ้านเรือน ร้านรวง ที่พัก ที่คงเอกลักษณ์แบบโบราณ  ประดับด้วยโคมสีแดงแล้ว
ทัศนียภาพที่มองเห็นทะเลจากบนเขานั้นชักชวนให้อยากไปเยือนสักครั้งค่ะ

แต่... ในวันที่เราไปเยือน นอกจากเป็นวันอาทิตย์ซึ่งคนเยอะแล้ว
สายฝนที่เทกระหน่ำ ทำให้เส้นทางสัญจรเบียดเสียดมากขึ้นค่ะ
จากที่คิดจะเดินเล่น หาของอร่อยทาน หยิบกล้องมาถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ ตลอดบ่าย
เราทั้งสองคนทำได้เพียงเดินลัดเลาะ กระโดดโหยงไปมาระหว่างชายคาของร้าน
บางทีก็โดนร่มชาวบ้านทิ่มหัวบ้าง  บางครั้งก็มีน้ำเป็นสายหยดจากปลายร่มให้ผมเปียก
และหลายครั้งที่อยากแวะชื่นชม ถ่ายรูป  และชิมขนม ของกิน ก็โดนฝูงชนดันให้ต้องเลยผ่าน
















ของที่ระลึกน่ารักมากจริง ๆ ค่ะ  ราคาเริ่มต้นจาก 50NT  
เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัสดุที่ใช้ ความประณีตของชิ้นงาน ลูกเล่นต่างๆ 
อย่างพวงกุญแจรูปตึกไทเป 101 นั้นถ้าจำไม่ผิดเริ่มต้นที่ 70NT  หากมีเหรียญก็ +10NT
ซึ่งนับว่าราคาสูงพอสมควรค่ะ  (ตอนหลังไปเจอที่ตันสุย  ราคาเป็น 150NT แล้ว
ดังนั้นหากจะซื้อฝาก ให้ซื้อจาก Jiufen ได้เลยค่ะ มีแบบให้เลือกมากกว่าด้วย)



มาจิ่วเฟิ่น  ไม่กินไม่ได้  ไม่งั้นจะมาไม่ถึงจิ่วเฟิ่น นั่นก็คือไอติมโรตีค่ะ
มีหลายร้าน  เลือกได้ตามอัธยาศัย  

ใช้แผ่นโรตีเหมือนโรตีสายไหมวางก่อน ตามด้วยถั่วตัดที่ขูดเป็นชิ้นละเอียดๆ
รองพื้น  เมื่อเราสั่งด้วยภาษามือว่า 1 ชิ้น  เขาก็จะโปะไอติมเย็น ๆ ลงไปให้เราสองก้อนค่ะ
แล้วก็ห่อยื่นให้ ไม่ต้องกลัวสื่อสารไม่เข้าใจ นับเงินทอนไม่ถูก  ในภาพด้านซ้าย (ขออภัยถ่ายไม่ติด)
มีราคาขนม  กล่องรับเงิน และเงินทอน (ถ้าคุณจ่ายเหรียญ 100NT) วางไว้ให้ค่ะ 
ไอติมโรตี 1 อัน ราคา 40 NT  ... อร่อยค่ะ  







โร่วหยวน (Rou yuan) ค่ะ  เป็นแป้งใสๆ ไส้เป็นหน่อไม้และหมูแดง  
แดงมาก ไม่กล้าชิมค่ะ



ผลไม้สดๆ ขายทั้งแบบเป็นกล่อง และปั่นเป็นน้ำผลไม้
แต่ชานมไข่มุกในมือยังไม่หมดค่ะ  ผ่านไปก่อนนนนนน~



แอบถ่ายร้านอาหารจีน ด้วยมุมกล้องเก๋ไก๋ ใช้ร่มประกอบ...?
เปล่าเลยค่ะ  คือการจราจรหนาแน่นด้วยร่ม  นอกจากต้องหลบน้ำย้อยจากร่ม หลบฝนแล้ว
ยังต้องหลบไม่ให้ร่มเข้ามาในมุมกล้อง...ซึ่งบ่อย ๆ ก็พลาดค่ะ
เอาน่า .. คิดเสียว่ามาเที่ยวด้วยกัน 





เราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ  เพื่อจะไปจุดชมวิวด้วยความคาดหวัง  แม้หวังจะริบหรี่ด้วยสายฝน
แต่เราก็ยังคงเดินลุยฝนที่ซาเป็นบางช่วงกันไปเรื่อยๆ 









ธรรมชาติไม่เคยปราณีใครค่ะ  แต่ก็ใช่ว่าจะใจดำจนไม่ลืมหูลืมตา



จากฝนตกกระหน่ำ  ยอมลดให้เราเหลือเพียงฝนซา และกลุ่มหมอกหนา
ลอยอ้อยอิ่งที่เชิงเขา เหมือนม่านบางๆ  ซ่อนเมือง ทิวเขา และผืนทะเลไว้หลังม่าน



กลางสายหมอกฝน คือทะเลแปซิฟิกและทิวเขา
ที่จากการหาข้อมูล ภาพถ่าย มุมนี้คือมุมที่ฝันจะได้มามองสักครั้ง... สักครั้ง

แต่ตอนนี้ทำได้เพียงรีบถ่ายรูปไว้.. เพราะจากนั้นสักห้านาทีได้  
เม็ดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง ให้เราต้องวิ่งกันอีกหน
















ไม่ได้จะแอบถ่ายค่าาาา อิชั้นจะเซลฟี่  ใช้นับเวลาถอยหลัง  
แล้ว แล้ว แล้ว... ก็ยังมาหยุดยืนข้างหลังเพื่ออะไรค้าาาาาาาา~ .... 
ก็ได้แต่หัวร่อนั่งขำตากฝน คนอะไรจะซวยได้ขนาดนี้
มาเที่ยวไม่เจอฟ้าใส แดดดี แค่จะเซลฟี่... ยังมีคู่รักมาผจญ
อ้อ ..มุมมหาชน มุมยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องถ่าย คือตึกสวย ๆ แขวนโคมแดง
อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ค่ะ  ฝนตกพรำๆๆๆ อิชั้นหาทางไปไม่เจอ T____T












เราเดินกลับเข้ามาในอาคารร้านรวงอีกครั้ง และเลือกฝากความหวังมื้อกลางวันไว้ที่ร้านหนึ่ีง
มาถึงไต้หวัน ต้องทานอาหารจีน.. ค่ะ  เจ้าของร้านใจดี ต้อนรับขับสู้ แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
ทำอย่างไรจะได้กิน วิธีพื้นฐานคือมองรูปแล้วจิ้มเมนูค่ะ  
"this.. one"  พร้อมชูนิ้วประกอบ





เรียกว่าอะไรไม่รู้ แต่เราเรียกว่าเป็นบะหมี่เนื้อ  
(จริงๆ  คุณป้าถามนะ ว่าจะเอาอะไร ระหว่าง &%$, #@$ หรือ %@# 
แต่คุณป้าถามเป็นภาษาจีน และ... เราฟังไม่ออกสักคำ
ก็อ่ะนะ พยักหน้าหงึกหงัก  Pork  Pig  Beef .. อะไรก็ได้เอามาเถอะค่ะ  
ตามใจป้าเลยแล้วกัน หนูจะทำใจกินเอง)




หน้าตาน่ากินใช่ไหมล่ะ~~~~  ฝนตก ตัวชื้น ได้ซดร้อนๆ  คือสวรรค์ค่ะ
สำหรับเรา รสชาติใช้ได้  ค่อนจืด ติดนิดนึงตรงกลิ่นเนื้อแรงไปค่ะ  เรากับน้องจึงเน้นเส้น
ลูกชิ้นและผักจนแทบเกลี้ยงชาม (เกี่ยงกันกินชิ้นเนื้อ)
ชามใหญ่ค่ะ ราคา 150NT กินได้สองคนค่ะ



ตามด้วยผัดเส้นกับผัก และปลาหมึก ซึ่งคุณป้าบอกว่าจานนี้เป็น Hot Item 
(ดูจากเมนูมีรูปเครื่องหมายตกใจสีแดงตรง HOT)   
รสชาติคล้ายเหมือนบะหมี่น้ำถ้วยก่อนหน้า  เพียงแต่อันนี้ไม่มีน้ำซุป
.. งงไหมคะ ... ไม่ต้องงงค่ะ  รสชาติมันเหมือนกัน หรือเราลิ้นจระเข้เองก็ไม่รู้
แต่เอาเป็นว่าทานได้ ทานเกลี้ยง และอิ่มยันเย็นค่ะ  จานนี้ราคา 80NT



อิ่มหนำสำราญแล้วเดินกันต่อ  เจอร้านขนมหวาน สีสวย เลยลอง 1 อัน 
รส Original ราคา 10NT เจ้าของร้านหยิบอันที่แช่เย็นในตู้ออกมาให้ค่ะ 



รสชาติเหมือนน้ำตาลเคี่ยวที่เคยทานสมัยเด็ก ๆ  ที่ปั้นเป็นรูปสัตว์น่ะค่ะ (ทันไหมมมมม)



ไข่ตุ๋นยาจีนค่ะ  เราแอบเรียกว่าไข่พะโล้ แต่เครื่องที่ใช้กลิ่นเหมือนยาจีน  
หอมเครื่องฟุ้งไปอีกสามช่วงตึก 





ไส้กรอกย่าง ร้านนี้น่ารักมาก มีตัวการ์ตูนเป็นสัญลักษณ์ว่าไส้กรอกทำจากอะไร
ที่เห็นนะคะ มีไส้กรอกหมู ไส้กรอกข้าว ไส้กรอกปลาหมึก



หอยย่างงง ตัวใหญ่เชียวค่ะ  แต่ไม่กล้าชิม



น่าจะเป็นลูกชิ้นปลาค่ะ  เห็นเด็กๆ  เข้าคิวซื้อหลายคน





ลูกชิ้นปลาค่ะ ส่วนชิ้นใหญ่ ๆ เราเดาว่าเป็นเต้าหู้เหม็นค่ะ โปะด้วยปลาอีกที
เวลาเสิร์ฟก็ใส่ถ้วยพร้อมด้วยน้ำซุปร้อนๆ ... ไม่ได้ชิมค่ะ  แอบดูจากถ้วยคนอื่น



น้ำเย็นๆ ชื่นใจ มีน้ำส้ม น้ำกระเจี้ยบ น้ำบ๊วย น้ำพรุน  น้ำเบอรี่ ฯลฯ
ใส่ไอเดียด้วยขวดนมค่ะ  เป็นแก้ว 40NT  มีจุกนม 50NT  
มีฝาครอบจุกนม 60NT  .... อิชั้นซื้อมา 1 อัน คิ คิ  ไม่บอกว่าซื้อแบบไหน





เดินกันพอประมาณ เรียกว่าชื้นกันพอสมควรแล้วเราก็ตัดสินใจตัดใจออกจากจิ่วเฟิ่นง
เพื่อจะไปต่อกันที่ซื่อหลิน ตลาดกลางคืน   โผล่ออกมาจากซอยจิ่วเฟิ่นแล้วมองขวาค่ะ
เดินขึ้นเนิน ผ่าน 7-11 ไปราวร้อยเมตรเศษค่ะจะมีป้ายรถ Bus ยืนรอไม่นาน Bus ก็มาค่ะ 





แม้ในช่วงสุดท้าย  เมืองโบราณ ก็ยังร่ำลาเราด้วยหมอกหนา และสายฝนพรำ
เสียดายจริงๆ ค่ะ ที่ไม่ได้เดินให้หนำ ให้สาใจ  แต่ไม่เสียใจที่ได้มาเยือน






เดี๋ยวมาต่อ ซื่อหลิน ตลาดกลางคืน ไปหามื้่อเย็นทานกัน และจะชวนไปเหล่ shop Onitsuka tiger ที่ไต้หวันกันค่ะ


ขอบคุณที่ีสละเวลาอ่านจนถึงบรรทัดนี้  
และจะขอบคุณมากถ้าอยู่เที่ยวด้วยกันจนจบทริป ^^ 




Create Date : 17 มิถุนายน 2558
Last Update : 7 กรกฎาคม 2558 12:54:04 น. 3 comments
Counter : 7426 Pageviews.

 
ถูกโฉลกฝนต่างประเทศเหมือนกันเลยค่ะ ไปมากี่ที่ ๆ ก็เจอแต่ฝน งะ่


โดย: mariabamboo วันที่: 24 มิถุนายน 2558 เวลา:11:01:02 น.  

 
ตามมาเที่ยวจิ่วเฟิ่นด้วยคะ กำลังแพลนทริปที่นี่อยู่เลย จะไปวันพุธแล้ว ยังทำทริปไม่เสร็จ อ่านจบได้ไอเดียทั้งการเดินทาง ทั้งของกิน เต็มๆเลย ขอบคุณมากๆคะ



โดย: ปลาหมึกน้อยกับนายโอเลี้ยง IP: 49.49.248.226 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2558 เวลา:12:40:29 น.  

 
ชอบวลีการเขียนบรรยายมากกกค่ะ อ่านไปนึกภาพไป ขำไป ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ กำลังจะตามไปเที่ยว (ห่างกันเกือบปีกับบทความนี้ แต่ยังมีประโยชน์มากๆๆ ค่ะ)


โดย: Sara IP: 49.49.241.80 วันที่: 25 กันยายน 2559 เวลา:22:55:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

maru
Location :
อุบลราชธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผู้หญิงธรรมดา
ที่นั่งเหงาเป็นงานอดิเรก




ภาพทุกภาพในนี้
เก็บมาจากปลายนิ้วแค่เสี้ยววินาที
ที่ไม่รู้จะมีโอกาสอีกมั้ย
เพราะฉะนั้น ถ้าถูกใจแล้วต้องการนำไปใช้
ขอความกรุณาบอกกันบ้างและอย่าเอาเครดิตออกนะคะ
~เพราะมันอาจไม่สวยนัก แต่มาจากใจทั้งหมดค่ะ~



สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์
หากลอกเลียนแบบส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด
โดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการตามที่กฏหมาย
บัญญัติไว้สูงสุดค่ะ




กระซิบถึงกันได้ที่นี่ค่ะ
Friends' blogs
[Add maru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.