My Life vs. Metaphor...



METAPHOR
In language, a metaphor (from the Greek: metapherin) is a rhetorical trope defined as a direct comparison between two or more seemingly unrelated subjects. In the simplest case, this takes the form: "The [first subject] is a [second subject]." More generally, a metaphor describes a first subject as being or equal to a second subject in some way. Thus, the first subject can be economically described because implicit and explicit attributes from the second subject are used to enhance the description of the first.

I love metaphor. For me, it’s the easiest way to express myself without being feel too personal (that’s why I always end up hating myself). It’s a tool for people who want to describe their feeling but feel it inappropriate (or uncool) to speak it directly. My life often depended on this tool so many times especially in situation that I haven’t got a gut to give straight answers.

Am I thinking too much about everything? Definitely. I don’t know why I am being like this, it’s just my personality. I think everybody have some complexity in themselves. Someone choose to leave it behind, live their life and enjoy whatever that presented before them. I’m kind of envy these people. It’s not that they don’t care about their complexity. It’s just that they can get over it and look it as common thing. On the other hand, it’s me, who use my complexity (shallow one) as an excuse for being strange. Although the real “me” who live inside is like a normal pretty funny guy (being told by some of my friends), but outside is so not me. I don’t know how I can change it (or at least to reduce it). Maybe it must have something to do with my likeness of stupid metaphor…

That being said, sometime I do prefer to explain it in metaphor. I think it really useful when you want to evaluate your point. Your friends and other may appreciate you because they will know that you can fully understand what you’ve said. But it has just one problem for me for using it. I always use it to explain something that can easily answer with just simple explanation (like an incident that I’ve told in this blog). I know that this should not be a problem for someone. But hey! It’s me. So I think I have to work something out before it’s getting worse.


Create Date : 21 ตุลาคม 2549
Last Update : 21 ตุลาคม 2549 22:26:13 น. 7 comments
Counter : 424 Pageviews.

 
เหรียญยังมี 2 หน้าเลย คนเรามีพัฒนาการมากกว่าเหรียญก็คงไม่แปลกหรอกที่จะมีหลาย ๆ ด้าน และบางด้านก็ไม่มีใครเคยเห็นแม้แต่เพื่อนสนิทหรือคนรัก เพราะมันยังไม่ถึงเวลา หรือเรายังไม่อยากแสดงออกมา

เปลี่ยนแปลงตัวเองมันอาจจะยากและไม่จำเป็น (ถ้าไม่ทำให้ตัวเองหรือใครเดือดร้อนมากมายนัก)

แต่เราฝึก "ปล่อยวาง" ได้นะ อยากจะคิดมากแค่ไหนก็คิดไปเถอะ แต่คิดเสร็จแล้วก็ปล่อยมันไปนะ อย่าไปยึดมันไว้ เพราะมีเรื่องใหม่ ๆ รอจ่อคิวให้เราคิดต่อ

เราพูดจาเครียดไปหรือเปล่าเนี่ย แค่จะบอกว่าสู้ๆ นะจ๊ะ หนทางข้างหน้ายังอีกไกล


โดย: unwell วันที่: 22 ตุลาคม 2549 เวลา:22:38:24 น.  

 
^
^
โหเจ้.... ชอบพัลลากราฟแรกมากเลยอ่ะ ขอซูฮก

Hi Bloody

คนเรามันก็มีบ้างแหละ สุขเศร้าเหงาจี๊ด นายก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ คนอื่นๆก็เคยเป็นเหมือนนาย มันเป็นกันทุกคนน๊า ก็สุดแท้แต่ว่าแต่ละคนจะหาวิธีสลัดความทุกข์ ความเครียด ไปได้อย่างไร บางคนอาจจะเขียนลงสมุด บางคนอาจกินเหล้า (สร่างแล้วก็ยังเศร้าเหมือนเดิม ) บางคนโทรบ่นกับเพื่อนเป็นชั่วโมง ได้เพื่อนที่ดีที่ทนฟังได้ก็ดีไป บางคนเลือกที่จะเก็บไว้ในใจ รอวันมันละลายสลายไปเอง บางคนฉุกคิดได้ว่ามันเป็นบ่อนทำลายจิตใจให้เป็นแผล ก็ต้องรีบรักษา อันสุดท้ายนี้ เราว่าคำว่า " ปล่อยวาง " อย่างที่เจ้ข้างบนบอกอ่ะ ใช่เลย

มีสติ หาต้นตอให้เจอ ทำความเข้าใจมัน และ ปล่อยวาง
( ปอลอ.. เราก็เป็นนะ แต่กว่าจะเจอต้นตอก้ออ่วมเหมียนกัน )

แต่ดีแล้วที่พูดมันออกมา ระบายมันออกมา ไปบอกใครไม่ได้ หรือไม่อยากบอกด้วยคำพูด ก็เขียนลงบล็อคเนี่ยแหละ

นายรู้ปล่าว บล็อคมีไว้ทำไม?

บล็อคชื่อเรา มันก็คือตัวเรา มันคือสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็น ในมุมที่ยินดีที่จะให้คนอื่นๆได้รับรู้ความเป็นเรา......... มีหลายคนสมัครใจที่จะเรียนรู้เพื่อนใหม่นะ

และเรา ( คิดเอาเอง) ว่า เราก็ไม่จำเป็นต้องนำเสนอแต่ด้านหลั่นล้าก็ได้ แม้อะไรที่ทำให้ขุ่นเคืองอึดอัดเลือดทะลัก เราว่า....ยังมีเพื่อนอีกหลายชีวี ที่ยินดีจะรับฟังนะ.......... ร่ายมาเต๊อะ

และ

อยากบอกว่า ทุกอย่าง อยู่ที่ใจ อ่ะนะ ...... เข้มแข็งๆ
เรามักยินดีที่จะให้ใจเราเบิกบานเสมอเมื่อเจอเรื่องราวดีๆ
และเราเองก็มักจะยินดีที่จะให้ใจโศกตรมเมื่อเจอสิ่งร้ายๆ
และทุกคนก็รู้ว่าเรื่องร้ายๆนั้นมันทำลายเซลสมองสภาพชีวิตและจิตใจของตัวเองแค่ไหน
เมื่อมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ก็จงเสียใจไปกับมัน เพราะเราเป็นคน ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะไร้ความรู้สึก ..... แต่อย่านานนัก
หนทางและบานประตู ที่มีแสงสว่างแจ่มๆ ยังรอให้เราเดินเข้าไปค้นหาเรื่องราวอีกล้านแปด เพื่อพิสูจน์ว่า เราจะข้ามเรื่องร้ายไปได้ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ

เฮ่อ เฮ่อ...งงอ่ะดิ เราพูดวก-วนใช่ม๊า 5 5 5+
เราเกิดมาเพื่อจะพายเรือในอ่างน่ะ หุ หุ

.
.
สู้ ๆ นะ เป็นกะลังใจให้ ให้หายไวๆ





ปอลอ. เม็ตตามอ นี่ คิดถึงวิชาเคมีเลยอ่ะ เม็ตตามอฟอซีส = การซึมผ่าน


โดย: renton_renton วันที่: 23 ตุลาคม 2549 เวลา:16:27:27 น.  

 
โอ้ได้ฟังเหล่าซือทั้งสองท่านสอนแล้วชักจะมีกำลังใจแล้วแฮะ

อันเวล
เราก็พยายามอะน่ะ เรื่องการปล่อยวางเนี่ย มันก็มีได้ผลบ้างแล้ว
เช่นทุกครั้งที่เราเอาหัวลงบนหมอน ในหัวเราก็มักจะคิดเรื่องต่างๆ
นาๆที่เราคิดไม่ตก เรื่องที่เราแก้ปัญหาไม่ได้ มันเป็นแบบนี้จน
เราคิดว่าไม่ได้เรื่องแล้ว ไม่ได้นอนกันพอดี เราก็เลยพยายามจะ
หยุดคิดแล้วเอาเรื่องพวกนั้นวางเอาไว้ข้างๆหมอนก่อน พอตื่นมา
ค่อยว่ากันใหม่...

เรารู้ว่าถึงแม้มันจะไม่ได้มากมาย(สำหรับหลายๆคน) แต่เราคิดว่า
มันคือก้าวแรกที่เราจะสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูง่ายขึ้น กว้างขึ้น
และสบายขึ้นสำหรับเรา

เรนตั้น
โหไม่รู้จะพูดยังไงเลย ตอบมายาวขนาดนี้ ซึ้งครับซึ้ง

ก็ใช่อย่างที่เรนตั้นว่า ที่นี้แหละที่เป็นเหมือนที่ๆเรามาระบายสิ่งที่
บางทีไม่อาจจะปล่อยออกมาเป็นคำพูดได้ในบางสถานการณ์
เราว่ามันช่วยค่อนข้างเยอะเลยน่ะ (ยิ่งมีคนรับฟังแล้วออกความ
คิดเห็นด้วย ฮ่าๆ)

ปล.ไม่วนในอ่างหรอก เราว่าใหญ่กว่าอ่างเยอะ (แต่ก็ยังวนไปวน
มาอยู่ดี)

------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้าพเจ้าสัญญาว่าครั้งหน้าจะเป็นการรีวิวหนังอย่างแน่นอนแล้ว
เพราะเราต้อง"ปล่อยวาง"เรื่องหลายๆเรื่องซะที


โดย: BloodyMonday On Da Move IP: 211.139.145.21 วันที่: 23 ตุลาคม 2549 เวลา:20:35:14 น.  

 


anytime, Man!



โดย: renton_renton วันที่: 24 ตุลาคม 2549 เวลา:7:50:38 น.  

 
ตื่นยัง ๆๆๆๆ รีวิวหนังให้อ่านหน่อย


โดย: unwell วันที่: 25 ตุลาคม 2549 เวลา:9:42:55 น.  

 
เอ้ารีแล้ว ไปอ่านกันเตอะ


โดย: BloodyMonday วันที่: 25 ตุลาคม 2549 เวลา:20:44:01 น.  

 


โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 9 สิงหาคม 2554 เวลา:15:46:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BloodyMonday
Location :
Imaginationland, Valley of Bliss China

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






-= M & M in Nutshell =-


Gentlemen Broncos (2009)


You could have brain tumor by watching this contaminated turd. Nothing in Gentlemen Broncos pays off, it’s incoherent mess, and chock-full of incredibly annoying characters. You will not only loath this movie, but it also makes you want to punch someone who responsible for this abomination in the face.

BloodyMonday Rating:



Fantastic Mr. Fox (2009)


Imagine if Akira got Live-Action treatment by... say Alfonso Cuarón, you know how awesome it might be? That’s what happened to "Fantastic Mr. Fox". Wes Anderson's auteur perfectly captured the quirkiness and blissful tone of the material. Its stop-motion technique might be a little crude and... somewhat unsophisticated, but that's the charm of it. You’ll feel like pop-up book unveiled before your eyes. This is an exceptional animation of the year.

BloodyMonday Rating:



Planet 51 (2009)


ถ้าถามว่าสนุกไหม? ก็โอเค ทุกอย่างถอดแบบมาจาก Shrek มุขที่อ้างอิงวัฒนธรรมป็อป ตัวละครสมทบที่น่าสนใจกว่าตัวเอก กราฟฟิคที่สอบผ่านฉลุย (ถ้าไม่ไปวัดกับพิกซาร์) แต่ถ้าถามว่าต้องดูไหม? ..... เอาเป็นว่าเวลาชั่วโมงครึ่ง ทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้ได้เยอะแยะ

BloodyMonday Rating:



It's Complicated (2009)


รู้สึกสนุกกับการได้เห็นป้าเมอรีล เข้าโหมดแอ๊บเด็ก (อีกแล้ว) ในขณะเดียวกัน อเล็กซ์ บอลด์วิน และ จอห์น ครากินสกี้ ก็ขโมยซีนได้ตลอด แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหนังยาว 2 ชั่วโมงมีเรื่องให้เล่าแค่ 15 นาที... It's Complicated อาจเหมือนคนกินไวอากร้าแล้วเข้านอน คึกตลอดคืนแต่มันจะมีประโยชน์อะไร?

BloodyMonday Rating:



Up in the Air (2009)


Up in the Air is a blockbuster movie for people who think blockbuster movies are dumb, as it chock full of brilliantly written dialogue, and acting showcase for three talented actors (especially star-making turn by Anna Kendrick). But in the end, there's little to love, not so much story to chew on (plus disappointing third act), and no real connection to the meaning of human interaction as it intended to be.

BloodyMonday Rating:



I Love You, Beth Cooper (2009)


Cliché-ridden plot about a bunch of annoying characters get together in one idiotic circumstance, "I Love You, Beth Cooper" is shameless exploitation & biggest insult to 80s teen flicks. It's like memorizing magic trick from internet, hoping to perform like David Copperfield. Neither sense of wonder nor magic flare happens here. Only good thing is, it makes me wanna cleanse my soul with genuine 80s teen movie night marathon.

BloodyMonday Rating:



Everybody's Fine (2009)


Meh. The movie serious lack of originality & characters development. Only Robert De Niro comes out fine in this schmaltzy, "Lifetime" movie-of-the-week plot.

BloodyMonday Rating:



Paper Heart (2009)


Twee delight... That's only two words I can think of right now.

BloodyMonday Rating:



Adam (2009)


A perfect companion to Mary & Max (one of the best animation of 2009), Adam is star-crossed love story (pun intended) between Adam, Asperger's Syndrome bearer, and Beth, free spirit woman. The picture wouldn’t be this intimate without stunning performance by Hugh Dancy. On the other hand, the lack of depth on why Beth would love someone like Adam, preventing me from wholeheartedly embraces her choice in the end (which is nice & perfect but requires a leap of faith). Otherwise, this is touching romantic film, which putting its feet firmly on the ground, making the world full of hope and seems nicer place to live.

BloodyMonday Rating:



The Invention of Lying (2009)


Expected to be like “Click” or “Yes Man”, where high-concept plot turned into endless gags, with moral lesson (forcefully) shoving down your throat. But "The Invention of Lying" is thinking man’s film. The whole concept is not seeing how first lying man exploits the ability. But it's about him finding the way not to lie, in order to find genuine happiness. Great stuff.

BloodyMonday Rating:



Give ‘Em Hell Malone (2009)


This is one damn frustrating experience. It’s like watching an infant trying to stand up and walk. They would take a few steps then fall their asses. In fact, kiddie film like “Bugsy Malone” has done better job paying a tribute to film noir than this borefest.

BloodyMonday Rating:



Zombieland (2009)


ถ้าอังกฤษมีหนังซอมบี้ฮาแตกอย่าง Shaun of the Dead แล้ว ทำไมอเมริกาจะมีบ้างไม่ได้... Zombieland คือการผสมผสานระหว่างบรรดาหนังซอมบี้เก่าๆ เข้ากับทัศนคติของคนสร้างที่อาจดูหนังแนวนี้มากเกินความจำเป็น จนสามารถสร้างหนังซอมบี้ที่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็น และเล่นสนุกไปกับกฏพื้นฐานของซอมบี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกความดีให้สี่นักแสดงนำ โดยเฉพาะ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน (เขาเกิดมาเพื่อบทนี้) ที่ช่วยกันสร้างมนต์เสน่ห์ ให้กับการเดินทางในโลกไร้มนุษย์ได้อย่างเต็มที่

ถึงแม้พลังงานที่ขับเคลื่อนจะมาหมดเอาดื้อๆในองค์สุดท้าย เมื่อฉากใหญ่ในสวนสนุกถูกทำขึ้นเพื่อแสดงฉากการฆ่าซอมบี้เด็ดๆ (ซึ่งไม่ใช่จุดเด่นสำหรับเรื่องนี้เลย) แต่โดยรวมแล้วมันก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว ที่บรรดาแฟนซอมบี้จะมาพลาดหนังเรื่องนี้... อ้อ แล้วหนังยังมีดารารับเชิญสุดเซอร์ไพรซ์ ที่สร้างเสียงฮาที่สุดในเรื่องได้จากประโยคสุดท้ายอีกด้วย

BloodyMonday Rating:



Frequently Asked Questions About Time Travel (2009)


เมื่อเพื่อนสามคนก๊งเบียร์กันในผับแล้วเจอสาวฮ็อต (แอนนา ฟาริส) ที่อ้างว่ามาจากอนาคตจนเกิดรอยแยกของเวลา ทำให้ทั้งสามต้องท่องไปทั้งโลกในอนาคตและอดีตจนวุ่นวาย...

หนังมีไอเดียกิ๊บเก๋ ทำออกมาได้สนุกสนานสไตล์ซิตคอมอังกฤษ โดยเฉพาะการนำกฏเหล็กต่างๆจากหนังที่เกี่ยวกับการท่องเวลา (ดูเหมือนว่า Back to the Future จะเป็นแรงบรรดาลใจหลัก) มาปู้ยี้ปู้ยำอย่างเมามัน ถึงแม้ว่าตลอดเวลาการรับชมจะให้ความรู้สึก เหมือนตัวเองกำลังดูซีรี่ย์ทางโทรทัศน์ แต่มันก็คือตอนที่ฮาที่สุดของซีซั่น แถมเอฟเฟ็คที่ใช้ก็มีคุณภาพจนคาดไม่ถึง

BloodyMonday Rating:



Looking for Eric (2009)


มีความรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มองโลกในแง่ดีเกินบรรยากาศโดยรวม จริงอยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงเอยด้วยดีในตอนสุดท้ายนั้น สามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับคนดู แต่จากสถานการณ์ในเรื่องและบริบทที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันยากที่จะทำใจเชื่อในสิ่งที่เห็น โดยเฉพาะพล็อตรองเกี่ยวกับปืน ซึ่งถ้าถูกตัดออกไปและหนังยังดำเนินเรื่องอย่างที่เป็นอยู่ Looking for Eric ก็น่าจะเป็นหนังฟีลกู้ดที่อบอุ่นที่สุดเรื่องหนึ่งของปีเลยทีเดียว

BloodyMonday Rating:


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
21 ตุลาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add BloodyMonday's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.