ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
24 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
+-+-+-+My Blueberry Nights และบทคำนึงถึงหนังหว่องการ์ไวเรื่องอื่นๆ+-+-+-+





เพิ่งกลับมาจากดูหนังเรื่อง My Blueberry Nights ที่โรงหนัง Esplanade มาครับ
ทั้งที่ไม่ค่อยมีเวลาไปดูหนังที่โรงสักเท่าไรแต่ก็ตัดสินใจเจียดเวลาอันน้อยนิดเพื่อมาดูหนังเรื่องนี้
แทนที่จะไปดู ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ตามสมัยนิยมเขา


สาเหตุไม่มีอะไรซับซ้อนครับ แค่อยากติดตามผลงานของผกก.คนนี้
เพราะผมถือได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้อันดับต้นๆ ของคุณหว่องการ์ไวเลย


ดูหนังเขาทุกเรื่อง (ขนาดหนังเรื่องแรกของเขา As Tears Goes By ยังได้ดูเลย คิดดู!)
ชอบกระแดะคิดว่าตัวเองเป็นนกไร้ขา (ไม่เชื่อ โปรดดูจาก address ของบล็อกนี้ได้) เหมือนพระเอก Days of Being Wild
และเคยทำสถิติ ดู Chungking Express ไป 4 รอบ (ถือว่าเยอะแล้ว สำหรับคนที่ไม่ชอบดูหนังรอบ 2 แบบผม)


แต่พอช่วงหลังๆ เขาเริ่มมีหนังออกมาน้อยลง (3-5 ปีต่อเรื่อง ใครที่ชอบบ่นว่าทำไมการ์ตูนออกช้า เจอแบบนี้คงเลิกบ่นไปเลย)
ประกอบกับเริ่มโตขึ้น รสนิยมเรื่องหนังเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นชอบหนังนิ่งๆ เรียบๆ ดูสมจริง ทำให้ช่วงหลังเริ่มปันใจไปให้ผกก.คนอื่นที่ทำหนังสวิงสวายน้อยกว่า

ไม่ได้ติดตามข่าวคราวมานาน พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่า ภาพยนตร์เรื่อง My Blueberry Nights ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของเขาก็เข้าโรงฉายเรียบร้อยแล้ว
แม้จะได้ยินเสียงบ่นหนาหูว่า ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น (บางเสียงบอกถึงขนาดว่า นี่เป็นหนังของพี่หว่องที่แย่ที่สุดตั้งแต่เคยดูมาเลยทีเดียว)
แต่สิบปากว่าหรือจะสู้ตาเห็น รู้ตัวอีกที ผมก็นั่งอยู่ในโรง
ปล่อยใจให้ว่าง พร้อมที่จะล่องลอยไปกับหนังของพี่หว่องเรียบร้อยแล้ว


เพื่อให้เข้ากับอารมณ์หนังยุคก่อนของเขา ที่มักจะห้วนๆ เบลอร์ๆ ตัดไปตัดมา
บทความนี้จึงขอเขียนในแนวแบบนั้นบ้าง
จะออกมาเท่หรืออ่านไม่รู้เรื่อง ก็สุดแล้วแต่จะคิดนะครับ (แต่ดูแล้วน่าจะออกไปอย่างหลังมากกว่า)
และขออภัยถ้าถ้อยคำต่อไปจะเป็นแนวติ+กระแนะกระแหนจิกกัดมากกว่าชม+วิเคราะห์
เพราะถึงแม้จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพี่แก ก็ใช่ว่า จะต้องชอบทุกเรื่องที่แกทำ
และกับคนที่รู้จักกันมานานขนาดนี้ เวลาอยากพูดอะไรมันก็ออกมาตรงๆ ซื่อๆ มากกว่าเวลาพูดถึงคนที่ไม่คุ้นเคยล่ะนะ







-บริเวณที่ซื้อตั๋ว มีคนต่อแถวซื้อตั๋วหนังยาวมากๆๆๆ (แต่พอเดาออกอยู่ว่า คงไม่ได้มาดูเรื่องนี้ 555)
สรุป รอบที่ผมนั้นดู มีคนดูน้อยมาก ไม่น่าจะถึงยี่สิบคน
นี่ขนาดไปดูช่วงหัวค่ำวันอาทิตย์ และหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่หาดูได้ยาก ดูได้ไม่กี่ที่แล้วนะเนี่ย
ทำให้เห็นชะตากรรมของหนังเรื่องนี้ลางๆ แล้วว่า
มาเร็วไปเร็วแหงมๆ


-แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นหนังฝรั่งจ๋า แต่หนังเรื่องนี้ ยังคง หว้องหว่อง อยู่เช่นเดิม
เรียกไว้ว่า เปลี่ยนพี่ David Strathairn เป็นพี่เหลียงเฉาเหว่ยได้เลย
จะมองว่ามีลายเซ็นชัดเจนก็ได้ หรือจะมองแง่ร้ายว่า ทำหนังเป็นอยู่แนวเดียวก็ได้อีกเช่นกัน


-แม้จะมีนางเอกเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก แต่ตัวหนังก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ตอนแยกกันชัดเจน
ซึ่งความจริง ถ้าพี่หว่องแกจะบ้าพลัง ขยายให้เป็นเป็นหนังยาว 4 ชม.หรือซีรีย์ไปเลยก็ได้
ก็แค่ให้นางเอกเจอคนไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละ (แต่ถ้าขืนทำแบบนี้ พระเอกก็ไม่มีบทบาทกันพอดีน่ะสิ)
ส่วนตัว ชอบตอนลูกสาวนักพนันที่สุด เพราะดูแล้วรู้สึกประดักประเดิดน้อยกว่าตอนอื่น


-บทพูดของหนังยังลิเกเหมือนเดิม (เผลอๆ หนักกว่าเดิมอีก)
ระหว่างดูก็อดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตจริง จะมีใครที่ไหนเขาพูดแบบนี้กันไหมเนี่ย
แต่ถึงแม้บางคนจะรำคาญบทพูดลิเกแบบนี้และมองว่านี่เป็นจุดอ่อนของหนังพี่หว่อง
แต่ผมกลับคิดว่า นี่แหละคือจุดเด่นของเขา จุดที่ทำให้หนังเขาทวีความจี๊ดขึ้นมาได้
เสียแต่หนังเรื่องนี้ บทพูดมันลิเกทะลุขีดแต่ระดับความจี๊ดกลับลดลงฮวบฮาบแบบสวนทาง
ถึงขนาดทำให้คนที่เคยชอบบทพูดจากหนังเรื่องเก่าๆของเขา ยังอดหัวเราะเวลาตัวละครในเรื่องนี้คุยกันไม่ได้


-น่าแปลกใจที่หนังเรื่องนี้ นอกจากคุณ Natalie Portman (ที่ได้คะแนนเกือบเต็ม) กับคุณ David Strathairn (ที่ได้คะแนนตามเกณฑ์มาตรฐาน) แล้ว
นักแสดงหลักคนอื่นสอบตกหมดเลย!
ทั้งๆ ที่ดูจากผลงานเก่าๆ แล้ว พี่หว่องแกถือว่า เป็นผกก.ที่คุมการแสดงของนักแสดงได้ดีที่สุดคนนึง
ทั้งๆ ที่ตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ มีลักษณะพิเศษที่เรียกได้ว่า จี๊ดทุกตัว
ทั้งๆ ที่นักแสดงทุกคนอยู่ในระดับเขี้ยวลากดิน
แต่ผลลัพท์กลับออกมาแย่ซะงั้น
ทั้งคุณ Jude Law ที่จะขรึมก็ไม่ขรึม จะกะล่อนก็ไม่กะล่อน ดูเจ้าเล่ห์บวกลุกลี้ลุกลนชอบกล (ขออภัยแฟนคลับของคุณพี่ด้วยนะคร้าบ!)
ทั้งคุณ Rachel Weisz ที่นอกจากจะดูโอเวอร์แอคติ้งเหมือนดาราช่อง 7 แล้ว บทของเธอยังดูประดักประเดิดไม่ค่อยเข้าพวกกับคนอื่นซะเลย


-สาเหตุสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่จี๊ดเท่าที่ควร ก็คือ บทนางเอก
ผมเห็นด้วยกับเสียงติของหลายๆ คนที่ว่า พี่หว่องที่เคยเป็นสายตาเทพในการเลือกนางเอก สายตาแย่ลงไปเยอะ
น้องนอร่าห์ถึงจะดูดี แต่ไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย ดูเป็นผู้หญิงบ้านๆ พื้นๆ ไม่มีราศีเจิดจรัสเป็นดาราหรือมีออร่าออกมาแต่อย่างไร
ยิ่งเวลาที่น้องเขาอยู่กับคุณ Natalie Portman นี่ โดนกลบรัศมีอย่างสิ้นเชิง ดูเผินๆ นึกว่าตัวประกอบ 500 บาท (ใจร้ายไปไหมเนี่ยเรา 555)
รัศมีน้อยยังพอว่า แต่นี่ฝีมือการแสดงก็ยังไม่ค่อยดีอีก
โดยเฉพาะกับหนังที่จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของนางเอกแบบนี้
แต่กับน้องคนนี้ ดูแล้ว ไม่ว่าจะไมล์ที่ 1 หรือไมล์ที่ 5000 น้องแกก็ยังเล่นเหมือนเดิมเป๊ะ
ทำให้มาหวนคิดว่า ทำไมหนอ เวลานักร้องดังๆ เปลี่ยนมาขึ้นจอใหญ่ ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรุ่งเอาซะเลย
และมักจะทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสผลงานเพลงเขาเกิดอาการงง ว่า ไอ้นี้มันดังได้ไงฟะ (อย่างเจย์ โชว์เป็นต้น-ขออภัยแฟนคลับด้วยนะคร้าบ!!!)
คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจาก เวลาอยู่บนเวที พวกเขาได้อยู่กับสิ่งที่เขาถนัด สิ่งที่พวกเขาทำได้ดี ทำให้พวกเขาสามารถฉายเสน่ห์ออกมาได้อย่างเต็มที่
แต่พอเปลี่ยนมาเวทีที่ไม่ถนัดอย่างการเล่นหนัง ทีนี้จะทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ขาดๆ เกินๆ เสน่ห์ของพวกเขาก็เลยไม่ค่อยเปล่งประกายออกมาเท่าที่ควร
แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหวังเอาซะเลย ถ้าต่อไป ฝึกฝนดีๆ เลือกหนังดีๆ โอกาสเหมือน Will Smith หรือ Mark Wahlberg (ซึ่งตอนนี้เป็นนักแสดงชื่อดังซะจนจะมีใครจำได้ไหมเนี่ยว่า พวกเขาเคยเป็นนักร้องมาก่อน!)


-ธีมเกี่ยวกับกุญแจและบลูเบอร์รี่พายที่ไม่มีใครสั่งกิน ดูคมคายลึกซึ้งดี
เสียแต่มันดูจงใจยัดเยียดเกินความจำเป็นไปหน่อย (จะมีใครที่อุตส่าห์หาขวดโหลมาใส่กุญแจที่ชาวบ้านเขาลืมไว้แล้วมานั่งจำเรื่องราวของแต่ละคนไหมเนี่ย)
มันไม่คลาสสิคเหมือนสับปะรดกระป๋อง หรือนกไร้ขา (ที่ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ยังบ้ากับมันอยู่เลย)
ทำไปทำมา ผมกลับไปชอบ ธีมเกี่ยวกับ เขียนจดหมาย มากที่สุด
(ตอนที่ตำรวจเขียนจม.เพราะนางเอกบอกว่า ถ้าไม่รู้จะบอกอะไรใครอย่างไร ให้ลองเขียนจดหมายดู)
เพราะดูมันไม่บิลด์และชวนให้คิดต่อดี


-จุดเด่นของพี่หว่องยังคงอยู่ในหนังเรื่องนี้เหมือนเดิม ทั้งเรื่องภาพสวย บทพูดเท่ๆ เพลงเพราะ
ที่สำคัญคือ ดูแล้วเหงาจับใจ และดูจบแล้วเราจะรู้สึกได้ทันทีว่า ถ้าเราอยากเท่ เราต้องเหงา 555







-ถ้าถามผมว่า สรุปหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดีกันแน่เนี่ย
ผมจะตอบว่า ถ้าเอาไปเทียบกับหนังทั่วไป (อย่างหนังไทยหลายๆ เรื่องที่ฉายอยู่ช่วงนี้) ก็ถือว่าเป็นหนังดี มีเอกลักษณ์ และอยู่ในระดับ "ไม่ควรพลาด"
แต่ถ้าเทียบกับหนังของพี่หว่องด้วยกันแล้ว ก็ต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้แย่กว่าเรื่องอื่นของเขา
เผลอๆ อาจจะแย่ที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูหนังเขามาเลยก็ได้
จริงอยู่ที่ว่าหนังเรื่องก่อนของเขาอย่าง 2046 เป็นหนังที่ทั้งสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก
แต่ผมมักจะมีข้ออ้างส่วนตัวที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไรว่า
หนังเรื่องนี้เขาทำมาเพื่อคนที่ติดตามหนังของพี่หว่องมาตลอด คนที่ไม่ค่อยได้ดูหนังเขาจะไม่ค่อยเก็ต
แต่หนังเรื่องพายบลูเบอร์รี่นี้ ทั้งๆ ที่เนื้อเรื่องหลักก็แสนจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
โอกาสที่พี่หว่องจะปรุงรสให้อร่อยนี้มันง่ายกว่า 2046 เยอะ
แต่ไม่รู้ว่าปรุงอย่างไร สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็ยังคงรสชาติปะแหล่มๆ อยู่


-ปัญหาหลักของหนังเรื่องนี้อีกอย่าง คือ ไม่โดน!
หนังมันดูทำแบบลวกๆ เกินไปหน่อย (สงสัย พอให้เวลาทำไม่ถึง 5 ปี พี่หว่องแกเลยทำไม่ทัน)
ภาพรวมยังไม่ค่อยเรียบเนียนสนิท แถมยังปล่อยหมัดฮุกสะเปะสะปะไม่ค่อยตรงเป้าสักเท่าไร
หนังมันมีจุดอ่อนเยอะซะจนนำความดีของหนังมากลบกลบความ"ประดิษฐ์จนเกินไป" ได้ไม่มิด
สุดท้าย พอเจอบทพูดแบบลิเก หนังมันเลยดูตลกเข้าไปใหญ่


-ส่วนตัวคิดว่า เป็นหนังของเขาที่มีชื่อภาษาไทยเพราะที่สุด
"300 วัน 5000 ไมล์ ห่างไกลไม่ห่างกัน"
ถือว่าตั้งได้ดีทั้งภาษาและตรงกับตัวเนื้อหา แม้อาจจะฟังดูแล้วคล้ายชื่อไทยของ"เถียนมีมี่"นิดหน่อย
หนังของพี่หว่องมักจะประสบชะตากรรมเลวร้ายอย่างหนึ่งคือ มักจะถูกตั้งชื่อไทยได้ห่วยแตกมาก
Ashes of Time ชื่อไทย คือ มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ
Fallen Angels ชื่อไทย คือ นักฆ่าตาชั้นเดียว
และที่เด็ดที่สุด ขอแนะนำ Chungking Express ชื่อไทย คือ ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง
(เจอชื่อนี้เข้าไป "ผีกระชากหัว"หรือ"ยัยตัวร้ายกับโต๊ะผี" ชิดซ้ายไปเลย)


-มีใครคิดเหมือนผมบ้าง เวลาเห็นรถไฟฟ้าแล้วผมอดคิดถึงฉากใกล้จบในหนังเรื่อง ช็อคโกแลต ไม่ได้ (หน้าน้องจีจ้าลอยมาเลย)


-และสุดท้าย ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วผมเกิดอาการอยากกินบลูเบอร์รี่พายขึ้นมาทันที
เสียดายที่รอบที่ผมดู กว่าหนังจะเลิกมันก็ดึกแล้ว จะไปหาซื้อที่ไหนก็คงไม่มี
สุดท้ายเลยต้องอาศัยไปซื้อที่เซเว่นประทังความอยากไปก่อน!


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ








“ผมเคยได้ยินเรื่องนกไร้ขา มันได้แต่บินและบิน เหนื่อยก็นอนในสายลม ในชีวิตจะลงดินก็เพียงครั้งเดียว เมื่อถึงวันตาย…”
ยกไจ๋ จาก Days of Being Wild


*******************************************



Create Date : 24 มีนาคม 2551
Last Update : 6 เมษายน 2551 3:09:24 น. 17 comments
Counter : 1006 Pageviews.

 
เรื่องนี้มันดูเป็นหนังสูตรมากที่สุดในบรรดาหนังของหว่อง การ์ ไว

ชอบแบบที่เขาอิมโพรไวส์ ในหนังเรื่องเก่าๆ ของเขามากกว่า



โดย: grappa วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:7:01:59 น.  

 
อ้อๆ ลืมตอบคำถาม เรื่องหนังสือออกใหม่ เดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบที่บล็อกนะ ( ประมาณวันแรกของงาน) รอการคอนเฟิร์มจากโรงพิมพ์อยู่น่ะค่ะ)


โดย: grappa วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:7:03:31 น.  

 
ตอนดูหนัง ถึงเราจะรู้สึกอินไปกับมันมากเท่าไหร่
มันก็แค่หนัง
หนังจบ เรื่องก็จบ

แต่ในชีวิตจริง หลายเรื่องหลายตอนที่อยากให้จบ ๆ ไป
แม่งไม่ยักกะจบซะที
บางตอนบางบท แม้ไม่โหดไม่เหี้ยมเท่าในหนัง
เราก็ยังไม่กล้าจะดู

หนังกับชีวิตจริงต่างกันตรงนี้เอง...
ภาษิตชาวเหนือว่าไว้ "ตกต๋าเปิ้น เป๋นดีใคร่หัว ตกต๋าตัวเป็นดีใคร่ไห้"
แปลคร่าว ๆ ได้ว่า ไม่เจอกับตัว ไม่รู้ นั่นเอง


* ทุกวันนี้ดำรงชีวิตอยู่กับความจริงและความฝัน(ลม ๆ แล้ง ๆ )เท่านั้น
เลิกดูหนังไปนานมากแล้ว
แต่ช่วงนี้ อยู่ ๆ ก็อยากดูหนังขึ้นมาซะอย่างนั้น
นอนดูหนัง ดูหนัง ดูหนัง ดูแม่งทั้งวันทั้งคืน
ไม่ออกไปไหน ไม่อยากรับรู้เรื่องราวภายนอก ไม่ๆๆๆเลยสักอย่าง


....แต่ก็ทำไม่ได้หรอก ใช่ไหม ?


โดย: กากีซ่าส์ IP: 61.7.175.69 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:9:04:04 น.  

 
เราว่าจะไปดูพฤหัสนี้ เลยไม่กล้าอ่านบล็อก ได้แต่ลากลงมาดูหน้าเลสลี่จาง


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:10:55:20 น.  

 
เดี๋ยวเขาคงต้องกลับไปใช้บริการเหลียงเฉาเหว่ยกับจางม่านอวี้สุดที่รักของผมเหมือนเดิมแน่นอน


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:13:53:36 น.  

 
อิอิ..


โดย: กายแก้ว วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:18:56:55 น.  

 
ผมลองมานั่งคิด(เพิ่มอีกนิดหน่อย) รู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกนิดนึง แต่อย่างไรก็ตามส่วนที่ดีที่สุดของหนังก็ยังคงเป็น "นาตาลี พอร์ตแมน" และ "ชื่อเรื่อง" เหมือนเคย 555+

จากชื่อเรื่องผมสรุปหนังเรื่องนี้ว่าเป็น

"บันทึกไดอารี่ถึงค่ำคืนแบบบลูเบอรี่ๆของอีหนูเอลิซาเบธทั้ง 300 คืน ตามประสาคนที่ไม่ได้แย่อะไรหรอกแต่แฟนชั้นมันไปกินอย่างอื่นแทน บลูเบอรี่อย่างชั้นเลยต้องหงอยเหงา แล้วก็เดินทางไปเรื่อยเจื้อยก่อนจะเจอรักใหม่"


โดย: nanoguy IP: 125.24.79.250 วันที่: 25 มีนาคม 2551 เวลา:8:17:42 น.  

 
โอ๊ยยย อิจฉาอีกแล้ว
ต่อจากบล็อกคุณ renton เลยนะเนี่ย


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 25 มีนาคม 2551 เวลา:14:47:29 น.  

 
ใช่ๆ ถ้าเราอยากเป็นคนเท่ๆ เราต้องทำตัวเหงาๆ ....555

ตกลงว่าดูแล้ว หดหู่สิ้นหวัง - feel good - หรือว่า เฉยๆ (แต่เท่) วะ

อยากดู แต่เชี่ยงใหม่ดันไม่เข้าซะงั้น... อืม


โดย: calcium_kid วันที่: 25 มีนาคม 2551 เวลา:16:52:33 น.  

 
อยากดูหนัง....


โดย: jean-aeng IP: 124.157.228.9 วันที่: 25 มีนาคม 2551 เวลา:22:29:30 น.  

 
อยากดูๆๆ
เเต่คงหลังจากเที่ยวเชียงใหม่


โดย: This road is mine วันที่: 26 มีนาคม 2551 เวลา:3:07:53 น.  

 
อยากทำหนังสั้นให้คุณฟ้าดินวิจารณ์จังเลยครับ


โดย: ตะวันออกไม่แพ้ วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:15:19:03 น.  

 
ยังไม่ได้อ่านบล๊อกนี้ และยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครับ

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นแฟนอันดับต้นๆ หรือเปล่า
แต่ก็ดูผลงานของเฮียหว่องมาแล้ว 4 เรื่อง

เรื่องนี้ยังไม่คิดดูในโรงครับ
ยังเข็ดจากเรื่อง 2046 อยู่เลย
และจากกระแสพอทราบมาว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรใหม่ๆ

จึงจะรอดูจากดีวีดีครับ


โดย: พลทหารไรอัน วันที่: 2 เมษายน 2551 เวลา:0:36:20 น.  

 
ถ้าให้ผมเดา นี้เป็นการกำกับนักแสดงฝรั่งทั้งหมดเรื่องแรก(แรกๆล่ะกัน) ของพี่หว่อง
ฉะนั้นอารมณ์ของนักแสดงที่ ผกก จะใส่ให้นักแสดง รวมทั้งการส่งผ่านของนักแสดงสู่ผู้คน ย่อมไม่เหมือนการที่เอเชียกำกับเอเชียครับ รวมถึงคนดูที่เป็นเอเชียด้วย

จากความเห็นคนดูหนังตลาดอย่างผม
ขอแนะนำ Rachel Weisz ในเรื่อง Stealing Beauty (เรื่องนี้เปลือยหมด) กับ Enemy at the gates (เลิฟซีนอันดุเดือด) จะได้เห็นความสามารถของเธอจากการกำกับโดยฝรั่งด้วยกันเอง อิ อิ...


โดย: ekinblog วันที่: 3 เมษายน 2551 เวลา:13:49:02 น.  

 
เพิ่งไปดูมาเมื่อบ่ายนี้ (คนเดียว เหงาๆเต็มที่)

หนังก็ไม่แย่มาก อาจเหมือนไม่มีอะไรตามสไตล์ เฮียหว่อง แต่ก็ดูรู้เรื่อง ไม่ง่วงไม่งง เพลงเพราะดี (ยอมรับว่า ดู 2046 ไม่รู้เรื่อง และง่วงมาก...)

นกไร้ขา ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วเกิดอาการอยากกินบลูเบอร์รี่พาย

แต่ผมดูจบแล้วอยากเปิด cafe เท่ๆแบบพี่ จู๊ด ซะงั้น



โดย: calcium_kid วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:23:29:34 น.  

 
ตกลงมันเป็นหนังที่ดูรู้เรื่องที่สุดของเฮียหว่องปะคะ 555

คิดว่าชอบนะเรื่องนี้ ไม่ติดใจว่าเป้นหนังที่ห่วยที่สุดของหว่อง เพราะไม่ได้เป้นเเฟนตัวยงของเขา (เคยดูหนังเรื่องเเรกของเขาคือ 2046 ตามไปเลย มึนตึบ)

เห็นด้วยที่ว่านอราห์ไม่เห็นความเเตกต่างจากไมล์เริ่มต้นยันสุดท้าย
เเละเห็นด้วยที่ว่าเจ๊นาตาลี เล่นดีสุดละ ชอบมาก

ชอบภาพ ชอบเพลง

เเต่ที่ชอบที่สุดหรอ...คิดว่าเป้นเรื่องที่ได้เรียนรู้ตัวเองจากคนรอบข้างที่เธอไปพบไปเจอ ชอบเเนวคิดที่เขียนโปสการ์ดไปให้ เเต่ว่า...ดูยังไงๆ มันก็ไม่ลึกเท่าไหร่เลย

เเละชอบที่สุด ประโยคสุดท้าย...
"ความจริงเเล้ว ถนนนั้นมันก็ไม่ได้ข้ามยากนักหรอก เพียงเเค่ขึ้นอยู่กับคนที่รออยู่อีกฝั่งนึงเท่านั้นเอง" (ประมาณนี้ปะ ลืมๆเเล้ว)

เเอมดูเเล้วง่วงนะ เพราะเมื่อคืนนอนน้อยเกินไปหน่อย 55


โดย: This road is mine วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:17:04:27 น.  

 

คงไม่ได้ดูเรื่องนี้ เหงาพอแล้วตั้งแต่ Chunking Express ความเหงาจบชุดไปแล้วสำหรับเรา จบไปพร้อมกับเลสลี่ จาง ยังฉงนนิดๆ ว่าหว่องคาร์ไว ยังเหงาไม่เลิกอีกเหรอ


เห็นชื่อหนังทุกที พ่ลอยากกินบลูเบอรรี่พาย เช่นกัน คิดว่าเป็นอยู่คนเดียว 55 ดูในรูป เหมือน นาตาลี พอร์ตแมน เฉือน นอร่า โจนส์ เป็นชิ้นๆ อาจเป็นบทก็ได้ แต่ท่าทางในรูปทำให้คิดอย่างนั้น อีกอย่างเพราะชอบพอร์ตแมน


โดย: อั๊งอังอา IP: 124.120.124.63 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:15:34:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.