ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
4 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
+-+-+-+-+-+-+หนังแห่งทศวรรษ ในมุมมองของข้าพเจ้า 40 เรื่อง ตอนที่ 1+-+-+-+-+-+-

update 14/01/10

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ครับ กัลยาณมิตรชาวบลอกทุกท่าน
ในวโรกาศสิ้นทศวรรษ ธรรมเนียมที่เขามักจะปฎิบัติก็คือ จัดอันดับสิ่งที่เป็นที่สุดของทศวรรษที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนัง เพลง หนังสือ เกม และอื่นๆ อีกมากมาย
พอเห็นคนอื่นเขาจัดอันดับกันมากมายก่ายกอง ก็เลยเกิดอารมณ์อยากจัดบ้าง
แต่เนื่องจากเป็นคนตัดใจไม่ลง ส่งผลแม้จะตัดหนังที่ชอบๆ ออกไปเยอะแต่ก็ยังมีหนังที่เหลืออยู่ถึง 40 เรื่อง!

โดยจะสังเกตว่า หนังที่ผมคัดเลือกมา ล้วนแต่มีความหลากหลาย ไม่ค่อยเป็นไปในทางเดียวกันเท่าไร สาเหตุเกิดมาจาก รสนิยมในการดูหนังของผมที่เปลี่ยนแปลงไปมาตลอด 10 ปีนี้

ช่วงต้นทศวรรษ เริ่มจากชอบดูหนังง่ายๆ แอ็คชั่น ระเบิดภูเขา เผากระท่อม เอฟเฟคต์เยอะๆ
พอเวลาผ่านไป เริ่มหนีไปชอบหนังดราม่า ไม่ก็หนังรัก โรแมนติคคอเมดี้
ต่อมา ตามเก็บหนังที่คนโน้นคนนี้ว่าดี หนังเรื่องไหนได้ออสการ์ ฉันดูหมด แม้จะไม่ชอบหนังเรื่องนั้นแค่ไหน แต่ในใจคิดว่า ในเมื่อมันได้ออสการ์ มันก็ต้องดีสิฟะ ก็เลยต้องหลอกตัวเองว่าชอบหนังเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ (คิดว่าอาการแบบนี้น่าจะเป็นกับหลายคน)
ต่อมา เริ่มไม่แคร์สื่อ เป็นตัวของตัวเองขึ้นเริ่มหาหนังของผู้กำกับที่ได้รับการยกย่อง อย่าง David Lean หรืออากิระ คุโรซา่ว่ามาดู
ต่อมาเริ่มชอบหนังที่มีจริตแรงๆ อย่าง หนังของ David Lynch หรือหว่องการ์ไว
ส่วนตอนนี้ ผมเริ่มกลับไปชอบหนังแบบเรียบง่าย ไปเรื่อยๆ ไม่หวือหวาซับซ้อน อย่างตอนนี้ ผู้กำกับหนังที่ผมชอบมากที่สุด คือ Clint Eastwood และ Woody Allen
ด้วยเหตุนี้ ก็เลยขอรวบรวม หนังที่ผมเคยชอบมากในทุกช่วง ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งบางเรื่อง มาดูตอนนี้แล้วชอบมากทั้งที่สมัยก่อนเฉยๆ หรือหนังที่พอหยิบมาดูตอนนี้เฉยๆ แต่สมัยก่อนชอบมาก มารวมไว้ด้วยกัน

และนี่เป็นความเห็นส่วนตัวจริงๆ หนังที่ชาวบ้านชอบมาก หรือหนังที่คุณภาพดีมากๆ แต่ถ้าใจผมไม่ชอบมากถึงขั้นนั้น ก็ตัดทิ้ง
แต่หนังเรื่องไหนคุณภาพแย่หรือมีแต่คนด่า แต่ถ้าผมชอบ ผมก็จะเก็บเอาไว้
รายชื่อส่วนใหญ่ในนี้เป็นหนังอเมริกันหรือหนังยุโรป เพราะหาดูง่ายกว่าและถูกจริตผมมากกว่าหนังเอเชีย
ส่วนหนังไทย ผมจะขอเก็บไว้เป็นรายชื่อ หนังไทย 20 เรื่องแห่งทศวรรษในตอนหลังแล้วกัน

ขอเชิญร่วมทัศนากันได้
เรียงลำดับตามหมวดหมู่ ไม่ได้เรียงตามความชอบนะครับ


หมวดหนังเอเชีย


All About Lily Chou-Chou (2001, Japan, Shunji Iwai)





-หนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนังรักแรกเกลียดสำหรับผม เพราะดูครั้งแรก ไม่ชอบเลย เพราะทั้งงง ทั้งง่วง ทั้งหลอน แต่พอเอากลับมาดูใหม่ คราวนี้กลายเป็นว่ารักหนังเรื่องนี้สุดหัวใจไปเลย

-เป็นหนังที่ขณะดู เหมือนเราหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งประหนึ่งเป็นอลิซหลุดไปใน wonderland และแม้หนังจะจบ ก็ยังสลัดมันไปไม่พ้นจากหัวอยู่ดี

-หนังมีการเล่าเรื่องแบบกระจัดกระจาย ต้องใช้สมาธิอย่างยิ่งยวดในการรวบรวมให้เข้าใจซึ่งมักจะทำไม่ค่อยได้ในการดูรอบแรก แต่พอหยิบหนังเรื่องนี้มาดูหลายๆ รอบ จะยิ่งชอบมากขึ้น

-ถ้ามีคนอยากศึกษาชีวิตคนในทศวรรษนี้ ผมแนะนำให้เขาหาเรื่องนี้มาดู เพราะหนังรวมเอกลักษณ์ของทศวรรษนี้ไว้ได้เยอะมาก ทั้งอินเตอร์เน็ท คนที่มีชีวิตอยู่ทั้งโลกจริงและโลกไซเบอร์ ความเหงา ความอยากมีตัวตนในสังคม ปัญหาวัยรุ่น ปัญหาครอบครัว ความเปลี่ยนแปลงของสังคม Pop culture และการคลั่งไคล้คนดัง

-เป็นหนังที่หดหู่ห่อเหี่ยวมาก ดูเสร็จอาจจะต้องหาหนังตลกมาดูล้างหัว 3 วัน 3 คืนเลยทีเดียว

-ภาพในหนังสวยมาก เพลงในหนังก็เพราะ ดูแล้วก็อยากไปยืนกลางหญ้าฟังเพลงเหมือนพระเอกอย่างในหนังบ้างจัง

-คำเตือนสำหรับคนอยากดู อย่าไปเช่าหรือซื้อหนังเรื่องนี้ในรูปแบบวีซีดีของ EVS เด็ดขาด เพราะหนังถูกตัดกระจุยกระจายเกือบครึ่งชม. ฟังแล้วอยากโดดตึกตายจริงๆ





Bright Future
(2003, Japan, Kiyoshi Kurosawa)

-เวลาพูดถึงคิโยชิ คุโรซาว่า หลายคนมักจะคิดถึงหนังอย่าง Kairo หรือ Tokyo Sonata แต่หนังที่ผมชอบมากที่สุดของเขา คือหนังเรื่องนี้

-หนังมีองค์ประกอบแปลกๆ เต็มไปหมด อย่างเช่น พฤติกรรมแปลกๆ ของตัวละคร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวละครของทาดาโนบุ อาซาโน่) ความฝัน หรือแมงกระพรุน แต่โดยรวมๆ แล้ว มันทำให้หนังเรื่องนี้เท่จับใจ และชวนให้หยิบมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

-แม้บางตอนจะหดหู่ แต่โดยรวมเป็นหนังที่ดูแล้ว feel good มาก (ผิดวิสัยหนังของผกก.คนนี้) และฉากฝูงแมงกระพรุนตอนท้ายเรื่องก็ชวนให้ตื่นตะลึงใจไม่แท้ฉากพืชเรื่องแสงใน Avatar เลย





In the Mood for Love
(2000, Hong Kong - France, Wong Kar-Wai)

-ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้เลือกหนังของหว่องการ์ไวแล้ว เพราะไม่ค่อยชอบผลงานช่วงหลังๆ ของเขาสักเท่าไร แต่มานึกขึ้นได้ว่า หนังเรื่องสุดท้ายของเขาที่ผมชอบ อยู่ในปี 2000 เลยได้เลือกมา

-หนังดำเนินไปในแนวทาง “บอกไม่หมด ปล่อยให้คนดูคิดเอง” ได้สุดทางดี แม้จะอึดอัดกับพฤติกรรมไม่แสดงออกของคู่พระนางในเรื่องอยู่บ้าง (ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าปล่อยคนอย่าง Jim Carrey หรือสาวป๊อปปี้จาก Happy Go Lucky เข้าไปในหนัง หนังคงออกมามันส์พิลึก) แต่ด้วยเสน่ห์และฝีมือของนักแสดงทั้งสอง โดยเฉพาะจางม่านอวี้ ที่แค่มาดในชุดกี่เพ้าก็กินขาดจนทำให้ผมแทบละสายตาจากจอหนังไม่ได้

-จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือ เป็นหนังที่สวยงามมากๆ ครับ ทั้งการถ่ายภาพ ฉากเมืองจีนในอดีต (ซึ่งก็เข้ามาถ่ายทำที่เมืองไทย) บทหนัง การแสดง ทำให้การเป็นชู้กับคนอื่นดูโรแมนติกดีชะมัด

-ใครที่แอบชอบใครแล้วแสดงออกให้ใครรู้ไม่ได้นี่ ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจถึงตาย

-ผมเคยทำแบบเหลียงเฉาเหว่ยในเรื่อง คือ ไปกระซิบที่กำแพงวัดแล้วถ่ายรูปไว้ด้วย แต่ขอไม่เอาลงในที่นี้ (เพราะกลัวว่า คนที่ติดตามบลอกนี้จะยิ่งน้อยลงเข้าไปอีก)





Lust, Caution
(2007, Taiwan - China - Hong Kong - USA, Ang Lee)

-อังลีเป็นผู้กำกับชาวจีนที่ผมชอบมากที่สุด (ถ้าคุณภาพของงานโดยเฉลี่ย ผมชอบงานของเขามากกว่าจางอวี้โหมวเสียอีก) ลักษณะหนังของเขามักจะเข้าทางรสนิยมของผมเสมอ ตั้งแต่ The Wedding Banquet ถึง The Ice Storm

-สำหรับเรื่องนี้ ผมคิดว่า เป็นผลงานที่เขาได้ปล่อยของมากที่สุด เพราะองคฃืประกอบต่างๆ ล้วนทำได้ยอดเยี่ยม

-ด้วยตัวเนื้อเรื่องแล้ว สามารถทำให้เป็นหนังหักเหลี่ยมสายลับมันๆ ได้เรื่องนึง แต่คุณอังลีแกไม่ทำแบบนั้น เขาเลือกที่จะทำหนังให้เนิบช้า ค่อยเป็น ค่อยๆ ไปผิดวิสัยหนังสายลับ แต่เขาเลือกที่จะเน้นที่ความรู้สึกตัวละครแทน ซึ่งยากที่จะคาดเดามากกว่าสถานการณ์ในเรื่องเสียอีก ซึ่งนั่นทำให้หนังออกมาละเมียด และลุ่มลึก ชวนให้กลับมาดูซ้ำเรื่อยๆ

-สำหรับฉากเซ็กซ์กายกรรมที่สุดหวือหวานั้น ขอบอกว่า ผู้กำกับทำได้ดีมาก และเป็นฉากที่จำเป็นต้องมี เพราะสำคัญต่อเรื่อง ถ้าขาดฉากเหล่านี้ไปเพราะโดนหั่นหรือเซนเซอร์ คุณจะไม่มีทางเข้าใจการตัดสินใจของนางเอกเลยว่าทำไมเธอจึงทำเช่นนั้น และเคสนี้มักจะเป็นตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเวลาถกเถียงในประเด็นที่ว่าการเซนเซอร์เป็นการทำลายศิลปะ อยู่เสมอ





Old Boy
( 2003, South Korea, Park Chan-wook Park )

-เป็นหนังที่ทำให้ผมตื่นเต้น แทบลืมหายใจ อดรีนาลีนสูบฉีดตลอดเวลาที่ดู จนแทบอยากจะยืนปรบมือให้ตอนหนังจบ

-ถ้าเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร คงต้องขอบอกว่า แซ่บเหลือเกิน แซ่บทั้งประเด็นเรื่องความแค้น-การแก้แค้น และแซ่บด้วยการนำเสนอ จนถึงป่านนี้ฉากกินปลาหมึกและฉากค้อนไล่ทุบยังฝังอยู่ในหัวผมอยู่เลย

-แม้ตอนหลังจะมีหนังเกาหลีเจ๋งๆ ออกมามากมาย แต่หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังเกาหลีที่ผมชอบมากที่สุดนับตั้งแต่เคยดูมา





Yi Yi
(2000, Taiwan - Japan, Edward Yang)

-เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่ง เท่าที่เคยดูมา และเป็นหนังที่ติดอยู่ใน 10 อันดับหนังในดวงใจของผมด้วย

-และที่สำคัญคือ เป็นหนังที่สนุกมากๆ ไม่ใช่สนุกแบบผมสนุกคนเดียว เพื่อนๆ นั่งหาวนะครับ แต่เป็นสนุกแบบหนังตลาด เหมือนดูหนัง GTH ยังไงยังงั้นเลย เป็นหนัง 3 ชม.ที่ไม่ต้องยกนาฬิกาเลยสักครั้ง (แต่ไฉนเวลาเอาหนังเรื่องนี้ให้เพื่อนยืมดู เพื่อนมักจะปิดตั้งแต่ 5 นาทีแรก ด้วยเหตุผลที่ว่า หน้าหนังไม่ดึงดูด นำความน้อยใจมาให้ผมอยู่เรื่อยๆ แหะๆๆ)

-เนื้อเรื่องเรียบง่ายมาก ถึงขั้น basic นั่นคือ พูดถึงชีวิตประจำวันของครอบครัวชาวจีนครอบครัวหนึ่ง ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย ซึ่งต้องพบกับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

-แต่เห็นบอกว่า เป็นเรื่องราวชีวิตประจำวัน แต่หนังเรื่องนี้ผมคิดว่า เข้าขั้นมหากาพย์ คือ สะท้อนถึงแง่มุมชีวิตของมนุษยชาติในสังคมที่ซับซ้อนได้อย่างดี (ใช้คำเวอร์ไปไหม ฮ่าๆๆ) หนังตัดสลับเรื่องราวของสมาชิกครอบครัวของทั้ง 4 คนสลับไปมา แม้เรื่องราวที่เกิดจะวุ่นวายซับซ้อน แต่ผู้กำกับก็เก่งมากที่สามารถร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดให้ออกมาสนุก ดูง่าย และไม่สับสน

-น่าเสียดายที่ผู้กำกับ Edward Yang เสียชีวิตไปแล้ว ความฝันของผมที่จะได้ดูหนังแบบนี้อีกก็พลันสลายตามไปด้วย

-แนะนำให้ไปหามาดูครับ


หมวด Animation





Spirited Away
(2001, Japan, Hayao Miyazaki)

-ผมชอบหนังของ Studio Gibli มานานแล้ว และมีหนังของสตูดิโอนี้เป็นหนังในดวงใจหลายเรื่อง เช่น My Neighbors the Yamadas, Pom Poko, Princess Mononoke, My Neighbor Totoro หรือ Grave of the Fireflies แต่น่าเสียดายที่หนังของสตูดิโอจิบลิในทศวรรษนี้ ไม่ค่อยตรงใจผมสักเท่าไร อย่าง Ponyo, Howl’s Moving Castle ที่ดีในระดับนึงแต่ไม่ถึงกับปลื้มสุดๆ และ Tales from Earthsea ที่ผมไม่ชอบเลย เลยเหลือหนังของจิบลิที่ผ่านเข้ารอบมาแค่เรื่องเดียว แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นหนังการ์ตูนที่ดีมากๆ เรื่องนึง เท่าที่ผมดูมาในชีวิตเลย

-แม้หน้าหนังจะดูเป็นหนังง่ายๆ ขำๆ ภาพสวย อลังการ ดูง่าย หยิบมาดูได้ไม่รู้เบื่อ เด็กเล็กก็ดูสนุกได้ แต่ตัวหนังก็แฝงเนื้อหาที่ลึกซึ้ง อย่าง เรื่องจิตวิญญาณของในตัวมนุษย์และธรรมชาติรอบข้าง มิตรภาพสิ่งแวดล้อม และการก้าวผ่านพ้นวัย จนทำให้ได้แง่มุมที่แตกต่างไปในการหยิบมาดูซ้ำ

-สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับหนังของจิบลิ คือ ภาพการ์ตูนของเขา เขาทำการ์ตูนให้เป็นการ์ตูนจริงๆ นั่นคือไม่เหมือนคนจริงๆ แต่มีศิลปะและเอกลักษณ์ ไม่ใช่ทำให้เป็น 3 มิติแบบไร้วิญญาณเหมือนอนิเมชั่นโมชั่นแคปเจอร์ของ Robert Zemeckis เรื่อง Beowulf หรือ The Polar Express

-ใครที่สนใจอยากลองดูหนังของ Studio Gibli แนะนำให้เริ่มที่เรื่องนี้ครับ เผลอๆ ดูจบแล้วอาจติดใจ ไปหาเรื่องอื่นมาดูต่อ จนไม่ได้หลับได้นอนแบบผมก็ได้





Ratatouille
(2007, USA, Dir.Brad Bird, Co-Dir.Jan Pinkava)

-ผมคิดว่า สิ่งที่อนิเมชั่นของ Pixar เหนือกว่า Dreamworks คือบทหนังครับ
หนังของดรีมเวิร์คอาจโฉ่งฉ่างกว่า ดูสนุกกว่าแต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังที่ดูจบแล้วก็จบ ลืมหนังทิ้งไว้หน้าโรงได้เลย แต่หนังของ Pixar ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นหนังที่ดูก็สนุก แถมเอาเนื้อหากลับไปคิดต่อก็ได้

-ถ้าดูจากเนื้อเรื่องย่อ ที่ว่าหนูอยากเป็นพ่อครัวในร้านอาหารฝรั่งเศสแล้ว ผมคิดแทบไม่ออกเลยว่า จะทำเป็นหนังที่ออกมาลุ่มลึก คุณภาพดีและมีเนื้อหาที่ชวนให้เอากลับไปขบคิดได้อย่างไร แต่พอได้ดูหนังจริงๆ ก็พบว่า หนังทำได้ดีเกินกว่าที่คาดไว้ซะอีก

-การนำเสนอเรื่องความมุ่งมั่น การเป็นที่ยอมรับของสังคมและครอบครัว และการเอาชนะอุปสรรคนั้นเป็นไม้ตายท่าบังคับที่ต้องมีในหนังอยู่แล้วซึ่งผู้สร้างก็ทำออกมาได้น่าประทับใจ แต่หนังยังมีแง่มุมอื่นๆ อีก เช่น มุมมองทางศิลปะ (การทำอาหาร) วิถีของนักวิจารณ์ซึ่งก็ทำได้สุดยอดเช่นกัน

-บวกกับภาพปารีสที่สวยจนลืมหายใจ และภาพอาหารฝรั่งเศสที่น่ากิน (ใครที่ไดเอ็ทไม่ควรดูหนังเรื่องนี้) ทำให้พอดูหนังจบแล้ว ผมแทบจะนั่งเครื่องบินไปชิมอาหารที่ปารีสจริงๆ ...ซึ่งก็คงเป็นเพียงความฝันต่อไป





The Incredibles
(2004, USA, Brad Bird)

-ตอนเลือกมา ไม่ได้สังเกตว่าเป็นของผู้กำกับเดียวกับ Ratatouille แสดงว่า Brad Bird น่าจะเป็นผู้กำกับที่ทำหนังออกมาถูกจริตผมเป็นพิเศษ

-เป็นหนังที่ดูเป็นผู้ใหญ่มาก ถึงแม้จะมีฉากสนุกๆ มากมาย แต่สาระที่ได้ไม่ต่างจากการดูหนังอย่าง About Schmidt + Spider Man 2 เลย ทั้งเรื่องชีวิต วิกฤตวัยกลางคน ครอบครัว ความเป็นฮีโร่และเรื่องอื่นๆ

-ต้องขอชมตัวละครในหนังที่ทำออกมาได้น่าจดจำ ทั้ง Elastic Girl, น้องคนเล็กสุด หรือ Edna Mode ที่ขโมยซีนสุดๆ แถมตัวละครทุกตัวมีมิติความลึกหมด ไม่มีตัวไหนที่ออกมาลอยๆ เลย

-เป็นการ์ตูนที่ผมดูซ้ำมากที่สุดในชีวิต (ขอไม่บอกว่ากี่รอบ เขิน แหะๆๆ)


หมวดหนังยุโรป





The Diving Bell and the Butterfly
(2007, France-USA, Julian Schnabel)

-ตอนที่ที่อ่านหนังสือจบ พอได้ข่าวว่าจะมีคนเอามาสร้างเป็นหนัง ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะทำออกมาได้อย่างไร แต่ผลที่ออกมา ต้องขอบอกว่าดีเกินคาด

-เป็นหนังที่ดูแล้วเข้าใจถึง มหัศจรรย์ของภาพยนตร์ เลย เพราะใช้ศักยภาพของศิลปะแขนงนี้ออกมาได้อย่างคุ้มค่ามาก

-ถ้าดูจากเนื้อเรื่องที่ว่า ผู้ป่วยเป็นอัมพาต กระพริบตาซ้ายได้ข้างเดียว พยายามเขียนหนังสือ อย่านึกว่าจะหดหู่ สิ้นหวังเพราะตัวหนังจริงๆ ออกมาสดใส, Feel Good, มีอารมณ์ขันที่ร้ายกาจม ดูแล้วมีความหวัง เหมือนเป็นการเฉลิมฉลองคุณค่าของการมีชีวิตอยู่เลยทีเดียว

-การถ่ายภาพในหนัง ต้องบอกว่า มหัศจรรย์มาก (ศัพท์วัยรุ่นเรียก เมพขิงๆ) เพราะเขาใช้กล้องแทนสายตาของพระเอกได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากจะทำให้หนังไม่น่าเบื่อมาก ยังสื่อถึงอารมณ์ของพระเอกได้ ทั้งๆ ที่ไม่เห็นสีหน้าพระเอกเลย

-หนังมีการสอดแทรกสัญลักษณ์ที่พอเหมาะพอเจาะ ทั้งชุดประดาน้ำ ผีเสื้อ ทุ่งดอกไม้ ประภาคาร และภูเขาทลาย ที่ตอนหลังเศษหินย้อนกลับกลายเป็นภูเขาเหมือนเดิม





Hidden/ Caché
(2005, France-Austria-Germany-Italy-USA, Michael Haneke)

-เป็นหนังที่ชวนเหวอที่สุดเรื่องนึง เท่าที่เคยดูมา ทั้งเหวอในตัวหนัง และเหวอในความเก่งของผู้กำกับ ต้องขอซูฮกให้กับ Michael Haneke อยู่รุนแรง

-เพื่อนผมเคยบอกว่า อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคินเคยบอกว่า ผกก.คนนี้เก่งมาก แต่เขาใช้ความเก่งนั้นในทางที่เลวร้าย

-แม้หน้าหนังจะดูเหมือนหนังทริลเลอร์ แต่เอาเข้าจริง ตัวหนังก็ออกมาไปเรื่อยๆ มาเรียงๆ ต้องอาศัยความอดทนในการดูพอสมควร แต่บทจะช็อคคนดูทีเผลอ เขาก็ทำได้แบบสะดุ้งกันทั้งโรง

-สื่อถึงประเด็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ความดี-ความชั่ว ความจริง-ความลวง การกระทำผิด-ความรู้สึกผิด และปอกเปลือกความเป็นมนุษย์ไว้ได้อย่างหมดจดและครอบคลุมทุกประเด็นด้วยหนังเรื่องนี้เรื่องเดียว ดูจบแล้วทำให้คิดถึงคำพูดของฌอง-พอล ซาร์ตที่ว่า นรกคือคนอื่น.

-หนังมีช่องว่างให้ตีความมากมาย และผู้สร้างก็ทำตัวไม่แคร์สื่อ ด้วยการไม่ยอมเฉลยบทสรุปว่าตัวการที่แท้จริงเป็นใคร และเบาะแสที่เขาให้ในตอนจบก็กลายเป็นภาพเล็กๆ ประเภทตาดีได้ตาร้ายเสียซะยังงั้น

-เป็นหนังที่สื่อให้เห็นถึงโลกสมัยใหม่ได้อย่างดี นั่นคือ คลุมเครือ ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนจริง-ไม่จริง และไม่น่าแปลกใจที่หนังเรื่องนี้ได้เป็นหนังแห่งทศวรรษจากสำนักนักวิจารณ์บางที่





Let the Right one In
(2008, Sweden, Tomas Alfredson)

-เป็นหนังแวมไพร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล เท่าที่ผมเคยดูมา (ผมมักจะแนะนำคนที่ผิดหวังกับหนัง Twilight ไปหาหนังเรื่องนี้มาดูเสมอ) และเป็นหนังเรื่องที่พาหนังตระกูลนี้ไปในทางที่ไกลในแบบเดียวกับที่ The Dark Knight เคยทำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่

-แม้จะเป็นหนังแวมไพร์ แต่ก็ไม่ได้เน้นที่ความสยองขวัญแต่อย่างใด (แต่หลายฉากก็ทำเอาขนลุกขนพองเลยทีเดียว) ดูจบแล้วกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากมิตรภาพของตัวเอกทั้งสองมากกว่า

-นอกจากนั้น หนังเรื่องนี้ยังมีเรื่องของความรัก มิตรภาพ การข้ามผ่านวัย การถูกรังแกในโรงเรียน และเพศสภาพที่คลุมเคลือของตัวเอกทั้งสอง ชวนให้กลับไปถกเถียงหลังหนังจบ

-เป็นหนังที่ดูแล้วหนาวจับใจ ราวกับได้ไปเที่ยวสแกนดิเนเวีย ซึ่งที่นั่นก็ถือเป็นฉากหลังที่ดีและเข้ากับเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้มาก





Pan's Labyrinth
(2006, Spain-Mexico-USA, Guillermo del Toro )

-ส่วนใหญ่หนังแฟนตาซีมักจะมีการทำออกมาในรูปแบบหนังเด็ก โลกสดใส เนื้อเรื่องไม่ซีเรียส ออกมาในรูปแบบซ้ำๆ กัน จนผมเบื่อ หนังเรื่องนี้ถือเป็นการตีความหนัง fantasy ออกมาในรูปแบบที่ dark ได้สะใจมาก แก้เลื่อนเวลาเห็นหนังแฟนตาซีน่ารักสดใสออกมาล้นตลาดได้ดีทีเดียว

-หนังทำออกมาถึงทุกอย่าง ทั้งงานสร้าง การถ่ายภาพที่เจ่งมาก ส่วนสเปเชียลเอฟเฟคต์แม้จะมีน้อยมากแต่ก็ได้มาก และทำออกมาดี เหมาะสมกับหนัง เหมาะกับการนำไปเป็น case study ให้กับหนังไทยที่ชอบใส่เอฟเฟคต์จนล้นเกินเสียจริงๆ

-บทภาพยนตร์ก็สุดยอดมาก เพราะสื่อให้เห็นถึงความเลวร้ายของสงคราม และการสูญสิ้นความไร้เดียงสาของเด็กหญิงวัยเยาว์ ที่แม้แต่โลกแห่งฝันก็ใช่ว่าจะเป็นโลกที่น่ากลัวน้อยกว่าโลกแห่งความเป็นจริงเสมอไป

-สิ่งที่ควรตำหนิอย่างเดียว คือ บริษัทจัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ในไทย ที่ตั้งชื่อไทยและทำการตลาดได้คุณหนูมาก จนเด็กหลงไปดูแล้วกลับมานอนฝันร้ายหลายคน และคนที่คาดหวังจะเจอความสดใสในหนังสุดท้ายก็ออกมาด่าหนังเสียๆ หายๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดของตัวหนังเลย

-ฉากที่ Pale man (หลายท่านตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ปีศาจจ๊ะเอ๋) จับนางฟ้ามากินและวิ่งไล่ตามนางเอก เป็นฉากที่น่ากลัวที่สุดฉากนึงเท่าที่ผมเคยดูหนังมา เล่นเอาหัวใจจะวาย





Swimming Pool
(2003, France-UK, Francois Ozon)

-เพิ่งสังเกตว่าตัวเองเลือกหนังฝรั่งเศสติดอันดับค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะรสนิยมส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังจากประเทศนี้

-Swimming Pool เป็นหนังที่แผ่ราศีพลังเชือดเฉือนรบราฆ่าฟันแรงมากยิ่งกว่าหนังเอเลี่ยนปะทะเพรดิเตอร์เสียอีก ทั้งๆ ที่มีตัวละครเอกอยู่แค่ 2 ตัว และมีฉากอยู่ในบ้านหลังเดียวตลอดทั้งเรื่อง

-คุณ Charlotte Rampling เล่นได้เยือกเย็น และเป็นคู่ปรับที่น่ากลัวของน้อง Luvidine Sagnier ซึ่งเป็นตัวละครที่ร้อนแรง เหมือนน้ำเจอกับไฟ

-เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำน้อยแต่ได้พลังมาก ในเรื่องมีฉากชวนเหวอมากมาย ส่วนตอนจบก็หักมุมจนต้องทำให้ต้องเปิดหนังเรื่องนี้วนกลับมาดูใหม่อีกรอบเลยทีเดียว





Talk to Her
(2002, Spain, Pedro Almodóvar)

-เจ้าป้า Pedro Almodovar เป็นผู้กำกับหนังในดวงใจผมอีกคนหนึ่ง แม้หนังของเขาส่วนใหญ่จะเป็นแนวเมโลดราม่า ค่อนข้างน้ำเน่า โฉ่งฉ่าง แต่ด้วยการเสนอที่จัดจ้านและลงตัว ทำให้หนังของเขาโน้มน้าวอารมณ์คนดูได้เหมือนกดรีโมต อยากให้เศร้าก็เศร้า อยากให้ตลกก็ตลก

-เช่นกันกับหนังเรื่องนี้ ที่ถ้าแค่ฟังพลอตเรื่องก็คงส่ายหน้า เพราะน้ำเน่ามาก แต่ตัวหนังจริงกลับออกมางดงาม หนังดำเนินเรื่องได้อย่างน่าติดตาม และชะตากรรมของตัวละครทั้งหมดก็มีความเกี่ยวโยงกันไปมาจนต้องขอคารวะคนเขียนบท 3 จอก

-หนังแสดงให้เห็นถึงอนุภาพของความรัก และปาฏิหาริย์ แม้จะมีการถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งที่พระเอกซึ่งเป็นบุรุษพยาบาลทำกับนางเอกนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

- เป็นหนังของเปโดร อัลโมโดวาร์ที่ผมคิดว่าลงตัวที่สุดครับ (แต่หนังของเขาก็รับประกันคุณภาพได้ทุกเรื่อง)


หนังอังกฤษ





About a Boy
(2002, UK-USA-France-Germany, Chris Weitz and Paul Weitz)

-ส่วนตัวผมชอบนิยายของ Nick Horby อยู่แล้ว แต่ถ้าจะถามถึงเรื่องที่ผมชอบมากที่สุด ก็คงต้องตอบว่าเป็น About a Boy ก็ทำได้ดีไม่แพ้นิยายเลยทีเดียว

-เป็นหนัง Coming-of-Age ของเด็กอายุ 12 ที่ทำตัวแก่เกินอายุ และผู้ใหญ่อายุ 40 กว่าที่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ ซึ่งบังเอิญมาผูกพันกัน ซึ่งแม้โดยตัวเนื้อเรื่องจะหนัก เพราะมีเรื่องอย่างปัญหาครอบครัว การโตเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบ แต่ตัวหนังกลับดูสนุกมากๆ มีมุขตลกร้ายเจ็บๆ และเสียดสีตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็รู้สึกอบอุ่นเวลาดูอย่างบอกไม่ถูก

- พักหลัง Hugh Grant มักจะได้เล่นแต่หนังแนวเดิมๆ บทเดิมๆ จนกลายเป็นดาราที่น่าเบื่อคนนึง และทำให้หลายคนลืมไปแล้วว่าเขาเป็นนักนักแสดงที่เก่งขนาดไหน ต่างกับหนังเรื่องนี้ที่สามารถใช้งาน Hugh Grant ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่าจะเป็นบทที่ดีที่สุดของเขาเลย

-เพลงประกอบของ Badly Drawn Boys ก็เจ๋งมากจนผมต้องควักกระเป๋าซื้อ อัลบั้มเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ มาฟังที่บ้านซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยทีเดียว

-หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมรักมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และมักจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับเพื่อนที่สนิท พลาดไม่ได้ครับ





Atonement
( 2007, UK-France, Joe Wright)

-หน้าหนังดูเป็นหนังย้อนยุคแนว Merchant-Ivory ซึ่งมักจะดำเนินเรื่องไปอย่างช้าๆ ตัวละครไม่ค่อยแสดงออก ซึ่งเป็นแนวที่ผมไม่ชอบโดยส่วนตัว จนชวนให้อยากมองข้ามหนังเรื่องนี้ไป

-แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ ถึงรู้ตัวว่าตัวเองคิดผิดไป พลาดเรื่องนี้ถือเป็นบาป เพราะตัวหนังจริงๆ แล้วหวือหวามาก มีการใช้ลูกเล่นและเทคนิคแปลกๆ ล้ำๆ มากมาย แถมเทคนิคเหล่านี้นอกจากจะไม่ดูแปลกแยกแล้ว มันกลับกลมกลืนไปกับตัวหนังได้อย่างลงตัว

-เทคนิคในหนังเรื่องนี้ ทุกอย่างอยู่ในระดับดีเยี่ยม ทั้งฉากลองเทคบนชายหาดที่เป็นการโชว์ของได้อย่างเหนือชั้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนไปกับฉากสู้รบฟุ่มเฟือย หรือดนตรีประกอบที่ทำเป็นเสียงเครื่องพิมพ์ดีด ยิ่งพอมาเฉลยตอนท้ายว่า ทำไมต้องใช้เสียงนี้ ก็ทำให้คนดูทึ่งไปตามๆ กัน

-หนังเล่นกับคอนเซปต์ภาพลวง-ภาพจริงได้อย่างลงตัว และบางครั้ง การหลอกลวงแค่ครั้งเดียวก็สามารถสร้างผลร้ายให้เกิดกับคนบางคนได้ตลอดชีวิต

-เป็นหนังที่ทำให้คนดูรู้สึกหัวใจสลายในตอนจบไปตามๆ กัน (รวมทั้งผม)





Hot Fuzz
(2007, UK-France, Edgar Wright)

-ผมคิดว่า หนังประเภทที่ทำให้ดีค่อนข้างยาก นั่นคือหนังกลุ่มตลกล้อเลียนต่างๆ ซึ่งหลังจากยุค 80 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของหนังนี้จากฝีมือของทีม JZJ อย่าง Airplane!, Top Secret!, The Naked Guns หรือ Hot Shots แล้ว จนปัจจุบันก็ยังหาหนังล้อเลียนที่มีคุณภาพดี ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ได้ยาก ไม่เชื่อดูอย่าง Meet the Spartans, Epic Movies, Spy Hard หรือ Scary Movie ดู

-สาเหตุที่หนังล้อเลียนยุคนี้คุณภาพแย่ สาเหตุอาจเกิดจาก ผู้สร้างไม่เข้าใจถึงหัวใจของหนังแนวนี้ดีพอ สักแต่เอาฉากล้อเลียนหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเรียงต่อๆ กัน ให้จบเรื่อง

-ท่ามกลางความสิ้นหวังของหนังแนวนี้ อยู่ดีๆ ก็มีหนังล้อเลียนหนังซอมบี้อย่าง Shaun of the Dead เข้าฉาย ซึ่งดีกว่าที่คิดไว้มาก หนังเป็นตัวอย่างของหนังล้อเลียนที่ทำได้เข้าท่า เพราะมีการจับเอาเอกลักษณ์ของหนังซอมบี้มาล้อเลียนได้อย่างเจ็บแสบ ซึ่งในเวลาต่อมา ทีมสร้างเดียวกันก็ได้ทำหนังล้อเลียนหนังแอ็คชั่นตำรวจคู่หู ดีๆ ขึ้นมาอีกเรื่อง อย่าง Hot Fuzz ซึ่งทำไปทำมา ผมชอบมากกว่าหนังเรื่องแรกของพวกเขาเสียอีก

-Hot Fuzz ไม่ได้สักแต่ว่าเอาฉากล้อเลียนมาต่อกัน แต่ตัวหนังยังมีเนื้อเรื่องที่สนุก จิกกัดได้แสบสันต์ และการล้อเลียนนั้นเป็นไปในทางคารวะหนังแอคชั่นกลายๆ ไม่ได้ดูถูกว่าหนังแอ็คชั่นไร้สาระ และที่สำคัญคือมุขตลกในหนังได้ผลดีมาก ทั้งฉลาด ขำกลิ้ง และไม่หยาบโลนเหมือนหนังล้อเลียนยุคหลังๆ

-นักแสดงทั้งสองท่าน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก แถมหนังยังมีโปรดักชั่นที่ดี ไม่แพ้หนังแอ็คชั่นทั่วไปเลย หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ผมขอแนะนำทุกท่านว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด





Match Point
(2005, UK-US-Ireland-Russia, Woody Allen)

-เป็นหนังของผู้กำกับชาวอเมริกันคนโปรดของผม ซึ่งเปลี่ยนบรรยากาศซึ่งทุกทีเขาจะทำหนังในเมืองนิวยอร์ค เปลี่ยนไปทำหนังในประเทศอังกฤษเป็นเรื่องแรก ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการคืนฟอร์มครั้งใหญ่ของเขา หลัีงจากทำหนังแย่ๆ มาหลายเรื่อง หนังทอปฟอร์มทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทภาพยนตร์ที่เจ๋งมาก ตอกย้ำว่าเขาเป็นคนเขียนบทที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุคนี้

- หนังฉลาดในการใช้กีฬาเทนนิสในการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความพลิกผันในชะตากรรม และเอาธีมเรื่อง Crime and Punishment มาเสียดสีได้อย่างเจ็บปวด หลังจากเคยเสียดสีในหนังเรื่องก่อนของเขา อย่าง Crimes and Misdemeanors อีกทั้งตอนจบเกี่ยวกับแหวนที่พลิกผันอย่างคาดไม่ถึงจนคนดูได้แต่อ้าปากค้าง

-การใช้ดนตรีโอเปร่าประกอบหนัง อาจจะฟังแล้วหนวกหูเล็กน้อย แต่ก็เข้ากันดีกับพฤติกรรมมนุษย์ที่น้ำเน่า irony และพลิกผันไม่แพ้อุปรากรที่พระเอกและครอบครัวนางเอกชอบไปดูในเรื่อง

-ตัวละครในเรื่องทุกคนมีสีสัน ไม่มีใครดีใครเลวอย่างที่สุด หนังเสียดสีทั้งเรื่องความทะเยอทะยาน ความรัก ความใคร่ พฤติกรรมของคนในสังคมชั้นสูง ซึ่งดูแล้วก็รู้สึกทั้งเจ็บปวด และแสบสันต์ในพฤติกรรมมนุษย์ ตามสไตล์หนังตลกร้าย แต่ตลกไม่ค่อยออกเรื่องนี้

-สิ่งที่ชอบอีกอย่างในเรื่อง คือ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ซึ่งไม่เคยสวยบาดใจและเสนห์ในจอล้นเหลือเท่าเรื่องนี้มาก่อน


**************

จบตอนที่ 1
โปรดติดตามตอนที่ 2 เร็วๆ นี้ครับ




Create Date : 04 มกราคม 2553
Last Update : 14 มกราคม 2553 8:06:37 น. 16 comments
Counter : 4700 Pageviews.

 
ชอบทุกเรื่องเลย


โดย: panu IP: 113.53.14.128 วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:8:58:41 น.  

 
ฟิตมาก

In the mood for love นี่ทำเอาผมตายมาแล้วด้วยสาเหตุที่คุณก๊อนบอก


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:10:29:45 น.  

 
ผมเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อไอ้หนัง Yi Yi ก็จากบล็อคนี้นี่แหละ ยาวตั้ง 3 ชม. เลยเหรอ ดูจากพล็อตเรื่องเทียบกับความยาวแล้วทำออกมาไม่น่าเบื่อนี่มันเทพมากเลยนะ

ชอบ Old Boy มากเหมือนกัน ผมว่าประเด็นมันแรงดี หนังเกาหลีอีกเรื่องที่ผมชอบมากคือ The Chaser นี่ก็จิตได้ใจเหมือนกัน

จะติดตามตอนต่อไปครับ


โดย: แฟนผมฯ IP: 202.134.119.218 วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:15:18:02 น.  

 
ชอบโอลด์บอยมากๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:17:11:08 น.  

 
ผมอยากดู Yi Yi อีกรอบ เพราะที่ผมดูมันเป็นพากษ์ไทยทำให้รู้สึกหงุดหงิดในบางฉาก กระนั้นก็ดี นี่เป็นหนังที่เข้าทางผมและผมก็บอกกับตัวเองว่าจะหาเวอร์ชั่นเสียงต้นฉบับมาดูอีกให้ได้ แต่จนป่านนี้ก็ยัง -*-

Lust, Caution กับ In the Mood for Love ช่างสะเทือนใจ T T

ผมชอบอารมณ์ในซีเควนซ์ที่นางเอกใน Lust, Caution หนีขึ้นรถลากช่วงท้ายๆเป็นพิเศษ และคิดว่าหวังลี่หงไปแต่งเพลงและร้องเพลงก็ดีอยู่แล้ว 555 (หวังลี่หงแต่งเพลงเก่งนะ ผมยังชอบเพลงเค้าตั้งหลายเพลง บอกไว้จะได้รู้ว่าไม่ได้อคติ 555)


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.184.219 วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:22:23:43 น.  

 
ดูหมดแล้ว ยกเว้น Yi Yi
ผมว่าหนังบางเรื่อง มันต้องมีจังหวะอะไรบางอย่างในชีวิตที่มันพอดี มันถึงจะดูแล้วอิน ดูแล้วชอบ สำหรับผมดูไปแล้วเรื่องละรอบ ยังไม่โดนจังๆ สงสัยต้องกลับไปดูใหม่แล้วละมั้ง

สำหรับ Lust, Caution ดูไงก็ค้างๆคาๆ กรอไปกรอกลับ ไม่จบซักที


โดย: calcium_kid วันที่: 5 มกราคม 2553 เวลา:1:50:09 น.  

 
Spirited Away มีแผ่นอยู่ที่บ้านนานแล้วครับ ไม่ได้เปิดซะที (รออะไรอยู่ฟะ?)

นอกนั้นล้วนเป็นหนังของ Pixar ที่ผมชอบมากเหมือนกัน แปลกใจนิดนึงที่ไม่มีรายชื่อ Wall-E คิดว่าคุณฟ้าดินจะชอบเรื่องนี้มากซะอีก

จะติดตามความบ้าพลังนี้ต่อไป


โดย: แฟนผมตัวดำ วันที่: 5 มกราคม 2553 เวลา:21:04:21 น.  

 
พลังใกล้หมดแล้ว ขออู้สักวันได้ไหมเนี่ย 55


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 6 มกราคม 2553 เวลา:2:09:12 น.  

 
ตอนดู hidden จบ รู้สึกอยากเอาหัวไปกระแทกกำแพงสักเปรี้ยงให้หายงง


โดย: เล่งฮู้ IP: 125.25.87.15 วันที่: 6 มกราคม 2553 เวลา:11:58:07 น.  

 
ผมกลับชอบอนิเมะของจิบลิแนวรักจี๊ดใจมากกว่านะ พวก Whisper of the Heart, Ocean Waves, Only Yesterday เทือกๆ นั้นน่ะครับ

ชอบเอ็ดน่า โหมดใน The Incredibles มาก 555

ชอบ Hidden กับ Swimming Pool ด้วย


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.186.141 วันที่: 6 มกราคม 2553 เวลา:21:24:38 น.  

 
แป๋วดูหนังน้อยค่ะ
เข้ามาอ่านจะได้เก็บรายชื่อเอาไปหาดูบ้าง

หนังการ์ตูน แป๋วชอบทั้งสามเรื่องที่คุณยกมา แต่ Howl's moving castle ก็ชอบมากกกกค่ะ เรื่อง ratatouille นี่นอกจากหนังจะสนุกแล้วเพลงยังเพราะสุดๆจริงๆค่ะ Incredible ดูหลายรอบแล้ว ตอนดูครั้งแรกยังบอกตัวเองเลยว่า โหยไม่ได้ดูการ์ตูนอารมณ์แบบนี้มาตั้งหลายปีแล้ว

Ponyo ตอนเริ่มต้นเรื่องที่วาดเป็นรูปคลื่น สวยและเพลงเพราะมากๆค่ะ เป็นตอนที่ชอบที่สุด

อ่านมาทั้งหมดอยากดูเรื่อง Yi Yi มากที่สุด เดี๋ยวจะลองไปหาใน Netflix ดูเผื่อเขาจะมี

ขอบคุณค่ะ


โดย: SevenDaffodils วันที่: 8 มกราคม 2553 เวลา:11:15:00 น.  

 
อา... พลังยังไม่กลับมาอีกเหรอ อู้มาสองวันแล้วนะ (ทำตัวประหนึ่งครูตรวจการบ้าน 555)


โดย: แฟนผมฯ IP: 142.103.23.32, 202.134.119.218 วันที่: 11 มกราคม 2553 เวลา:11:43:00 น.  

 
หายไปนานเกินไปแล้วนะเธอร์


โดย: nanoguy IP: 125.24.105.11 วันที่: 12 มกราคม 2553 เวลา:12:04:11 น.  

 
ในที่สุดก็กลับมาซะที

Atonement นี่ทำเอาใจสลายจริงๆครับ ดูจบแล้วอยากจับยัยน้องสาวมาตบๆๆๆ ซะให้หายแค้น

ว่าแต่เห็นทิ้งท้ายแล้วกลัว ตอนหน้าต้องรอนานแน่ๆ...


โดย: แฟนผมฯ IP: 142.103.23.32, 202.134.119.218 วันที่: 14 มกราคม 2553 เวลา:8:38:27 น.  

 
มาเฮให้กับ Atonement และ Match Point ครับ ^^


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.193.92 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:0:27:14 น.  

 
เข้าตาเหมือนกัน 3 เรื่อง ครับ
In the Mood for Love
Atonement
Swimming Pool
เรื่องอื่นๆ ยังไม่โดน

รอตอนที่ 2 จะตรงใจกันกี่เรื่อง


โดย: ตาดหมอก วันที่: 26 มกราคม 2553 เวลา:11:45:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.