ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
12 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 

+-+-+-+บทบันทึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปีของชีวิต ว่าด้วยความตาย+-+-+-+



ในวันที่ฟ้ามืดสลัวและฝนตกหนักราวกับต้องการจะชะล้างสิ่งสกปรกออกไปจากพื้นผิวโลก สิ่งที่แวบเข้ามาในหัวผม คือ ความตาย

ไม่ได้มีสำนึกแบบมรณะสติที่เฝ้าคิดถึงแต่ความตายทุกลมหายใจแบบอริยสงฆ์ หรือเลียนแบบพฤติกรรมของนายพลในหนัง Apocalypse Now ที่คิดว่า การได้กลิ่นความชื้นของไอดินในยามเช้านั้นทำให้รู้สึกได้ถึงความตาย แต่เหตุเพราะในช่วงวันสองวันนี้ ความตายเป็นเรื่องที่ผมเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในยามทำงานหรือหลับใหล

ซึ่งคุณอาจจะไม่แปลกใจกับพฤติกรรมของผมนักหากในช่วงเวลานี้ คนที่คุณรู้จักได้ถูกพรากจากโลกใบนี้ด้วยความตายเช่นเดียวกับผม

ราวๆ 5-6 วันก่อน ในวันที่ผมกำลังเคลิ้มหลับด้วยความฝันที่ไม่อาจจำแนกเนื้อเรื่องได้ เพื่อนของผมได้ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ การปลุกใครสักคนให้ตื่นขึ้นจากโลกหลับใหลนั้น หากมิได้เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อความสนุกแล้ว แน่นอนว่าย่อมทำไปด้วยเหตุฉุกเฉิน และสิ่งที่ผมได้รับรู้หลังจากการเช็ดน้ำตาออกจากเรตินาเพื่อแก้ง่วงก็คือ น้องที่ผมเคยรู้จักได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อคืนนั้น

หลังจากอึ้งด้วยความตกใจได้ไม่นาน สติของผมก็กลับมาทำงานอีกครั้งด้วยการย้อนกลับมานึกถึงว่า ผมรู้จักน้องคนนี้ได้อย่างไร และสุดท้ายผมได้ทำการลบน้องนี้ออกจากความทรงจำอย่างไม่น่าให้อภัยได้อย่างไร
เช่นเดียวกับคนที่ผมรู้จักและสนิทด้วยส่วนมากนั่นคือ ผมจำไม่ได้ว่าพบเธอครั้งแรกที่ไหน หรือประโยคแรกที่ออกมาจากปากในวันนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้คุยเป็นเรื่องเป็นราวกับเธอและรู้จักกับเธอเกินคำว่าผิวเผินไปหลายองศาก็คือ ตอนที่ผมและเธอไปทำกิจกรรมค่ายอาสาด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ผมไม่รู้จะคุยกับใคร ผมมักจะเดินไปคุยกับเธอ และช่วงที่เธอไม่รู้จะคุยกับใคร เธอมักจะเดินมาคุยกับผม จำได้ว่าผมได้บอกความลับที่จนป่านนี้ก็ไม่เคยได้บอกใครอีกให้กับเธอไปหลายเรื่อง จนผมอดคิดไม่ได้ว่า นอกจากการเดินทางร่วมกันและจันทราที่เป็นปัจจัยที่ทำให้คนเราสนิทสนมกันมากขึ้น ค่ายอาสาก็น่าจะเป็นอีกอย่างที่ทำให้ประตูมิตรภาพถูกเปิดออกได้ง่ายกว่าปกติ

แม้หลังจากนั้น ประตูแห่งมิตรภาพจะไม่ถูกเปิดกว้างเหมือนก่อน แต่ผมกับเธอก็ยังเป็นพี่น้องที่สนิทกัน ผมมักจะเข้าไปทักทายเธออยู่เสมอและมักจะแสดงความดีใจอยู่เสมอเวลาที่เห็นว่า แต่ละคนสามารถผ่านชีวิตอันขรุขระทั้งทางด้านการเรียนและชีวิตส่วนตัวในรั้วมหาวิทยาลัยมาได้อย่างไร
แม้จะเริ่มห่างเหินกันด้วยเส้นทางชีวิตที่เป็นเหมือนดังแม่น้ำที่แยกสาย แต่กระนั้น เส้นทางชีวิตของผมกับเธอก็ถูกลากให้มาบรรจบพบกันอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด เมื่อผมเข้าไปทำงานในที่ทำงานเดียวกับเธอผมได้คุยกับเธอบ่อยขึ้นจนบทสนทนาเรื่องนินทาที่ทำงานเริ่มถูกขยายเป็นเรื่องเส้นทางชีวิต สังคม ความเชื่อ ซึ่งบนเส้นทางชีวิตที่ยากจะคาดเดาและยากที่จะมองเห็นถึงจุดหมาย การมีใครสักคนไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งปรับทุกข์ ย่อมเป็นสิ่งที่ใครก็ต้องการ

แต่ด้วยอุบัติเหตุทางชีวิตและหัวใจ ทำให้ผมกลายเป็นคนเก็บตัวเก็บตัวไม่ยุ่งกับใคร ทุกครั้งที่เธอโทรมาปรับทุกข์ ผมเริ่มไม่รับสาย การพูดคุยแบบปกติไม่ว่าจะเป็นกับใครกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญสำหรับผม วันหนึ่งผมรับโทรศัพท์ของเธอด้วยความรีบเร่ง พร้อมบอกกับเธอว่า อีกสักพักจะโทรกลับ แต่สุดท้ายแล้วผมก็ไม่ได้โทรไปหาเธอจนถึงวันนี้ วันที่เธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
จนแม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองรอบรู้ทุกอย่างก็คงคาดเดาไม่ได้ว่า คืนวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้คุยกับเธอ
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดถึงฉากจบในหนังเรื่อง Y Tu Mama Tambien ที่ตัวเอกซึ่งเป็นเพื่อนรักกันได้พูดไว้ก่อนลาจากว่า “แล้วพบกันใหม่” ได้บอกว่าแล้วเจอกัน แต่สุดท้ายก็มีเสียงบรรยายขึ้นมาหักอารมณ์ผู้ชมว่า “แล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดชีวิตของพวกเขา”

ซึ่งก็เป็นเหมือนความสัมพันธ์ในชีวิตเราหลายๆ ครั้ง ที่เวลาเราต้องลาจากจากใครไปชั่วนิรันดร์ ก็ไม่ได้ลงเอยด้วยฉากแบบเมโลดราม่าหรือฉากร่ำลา 3 วัน 3 คืนแบบในละคร คู่กรรม หลายครั้งที่ฉากการของเราจบลงเพียงแค่ประโยคที่ว่า “ออกไปซื้อซาลาเปาทอดกินนะ” หรือ “เดี๋ยวกลับมาเย็นนี้” ง่ายๆ แค่นั้นแล้วก็จากกันไปชั่วนิรันดร์จนไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำลาแค่เพียงครึ่งประโยค
กลับมาพูดถึงเรื่องความตายกันต่อผมลองนั่งทบทวนกับตัวเองว่าที่ผ่านมารู้จักกับความตายมากแค่ไหน น่าตกใจที่แม้ความตายจะเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจอ แต่เรากลับเรียนรู้ถึงสิ่งนี้กันน้อยมาก นอกจากเรื่องความลับของจักรวาลแล้ว ความตายก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งในสุดยอดความลับที่มนุษย์ยังไม่สามารถไขปริศนานี้ออก ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดไว้ก็ตาม เราแทบไม่รู้เลยว่าคนเราตายแล้วไปไหน โลกหลังความตายเป็นอย่างไร หรือน้ำหนัก 21 กรัมที่หายไปจากคนตายนั้นเป็นน้ำหนักของอะไร

ที่ผ่านมา ความตายได้พรากคนที่ผมรู้จักไปมากมายเหลือเกิน ซึ่งผมรู้จักความตายครั้งแรกในตอนที่ผมอายุยังไม่ถึง 9 ขวบ ในวัยนั้น ผมมักจะเดินไปหาคุณย่าซึ่งเป็นน้องสาวของย่าที่แท้จริงของผม ทุกครั้งที่ผมไปเล่นกับท่าน ผมมักจะได้ขนมอร่อยกลับมากินเสมอ จนวันหนึ่ง ผมเดินไปที่ประตูไม้ใบเดิมที่มักจะเจอท่านนั่งอยู่แต่วันนี้กลับแปลกไปจากเดิม คุณป้าที่อยู่ที่นั่นได้บอกผมว่า คุณย่าได้ตายไปแล้ว
ซึ่งพอมองย้อนกลับไป ก็อดโกรธคุณป้าคนนั้นไม่ได้ว่า เฮ้ย เด็กเพิ่ง 9 ขวบนะ ทำไมถึงบอกกันตรงๆ แบบนี้ ไม่เลียนแบบในทีวีหรือในหนังที่เวลาพูดถึงความตายให้เด็กฟังต้องพูดอ้อมค้อมไปมาบ้าง แต่หากมองอีกแง่นึง ก็รู้สึกว่า หรือว่าคุณป้าเขาจะสอนให้เรารู้จักความตายตั้งแต่ตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมาจะได้คุ้นเคยไปกับมัน

หลังจากนั้นความตายก็ค่อยทยอยพรากคนที่ผมรักไปทีละคนสองคน จนทำให้เวลาที่พูดถึงความตาย แล้ว ทำให้ผมคิดถึงความเศร้าหมองแทนที่จะเป็นความตาย ไม่รู้ว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเป็นคนไม่กลัวผีไปเลยหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่ผมดูหนังผีแล้วเห็นผีน่ากลัวออกมาฆ่าคน ผมจะคิดว่าตอนมีชีวิตอยู่เขาก็ไม่น่าจะเป็นคนดุร้าย ทำไมตายแล้วนิสัยถึงเปลี่ยนไป จะว่าโลกหลังความตายมีส่วนทำให้วิญญาณของคนเราเลวร้ายลงก็ไม่น่าใช่ ผมจึงไม่สามารถอินไปกับมายาคติเรื่องผีนี้ได้เลย เวลาดูหนังผี หากจะสะดุ้งก็สะดุ้งเพราะดนตรีประกอบตุ้งแช่ ไม่ได้สะดุ้งเพราะผีจริงๆ สักหน่อย (ว่าแล้วก็อยากไปลงชื่อในแถลงการณ์ เลิกทำเสียงดนตรีตุ้งแช่ในหนังผีได้แล้ว ดูรำคาญ!)

ด้วยความเคารพในผู้เสียชีวิตทุกท่าน ในบางเวลาที่เพ้อเจ้อ ผมจะอดคิดไม่ได้ว่า บางครั้งเราสนใจแต่คนที่เสียชีวิตจริงๆ แต่ยังมีอีกหลายคนที่เราทิ้งให้เขาตายไปในความรู้สึก จนทำให้หลายครั้งคนที่ตายก็เหมือนไม่ตาย อย่างเช่นจิตร ภูมิศักดิ์ หรือเช เกวาร่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ถึงแม้จะไม่ตายแต่ก็เหมือนตายไปแล้วในความรู้สึกของเรา ทำให้ผมคิดถึงบทความในหนังสือ “ฉันรักเธอ ฉันเกลียดเธอ ชีวิต” ของปราย พันแสง เขาบอกว่า สิ่งที่เลวร้ายกว่าความตายคือ การถูกลืม

ผมมีเรื่องสั้นที่เขียนไม่เสร็จเรื่องหนึ่ง (นอกเรื่อง - อย่าแปลกใจถ้าท่านจะเห็นว่าผมอ้างอิงถึงคำนี้บ่อยๆ เนื่องจากผมมีเรื่องสั้นที่เขียนไม่เสร็จอยู่ในสต๊อกอยู่ในปริมาณมากจนสามารถนำมารวมเล่มได้ประมาณ 7 เล่มครึ่ง) ว่าด้วย ความตายในโลกเสมือน เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งได้เสียชีวิตไปโดยที่ทั้ง MSN, Facebook และ twitter ของเธอไม่ได้ตายตามไปด้วย ในเวลาต่อมา มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่หลงใหลในตัวเธอบังเอิญไปได้พาสเวิร์ดผ่านเข้าโลกไซเบอร์ของเธอ เขาจึงมีชีวิตอยู่ในโลก 2 โลก โลกใบหนึ่งเขาเป็นชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอย่างไร้สีสันไร้คนสนใจ แต่ในโลกอีกใบหนึ่งเขาเป็นหญิงสาวผู้มีสนใจเธอมากมาย จนในวันหนึ่งเขาตัดสินใจละทิ้งโลกใบจริงของเขาเพื่อเข้าสู่โลกเสมือนอย่างเต็มตัว สิ่งที่กั้นขวางผมไม่ให้แต่งเรื่องนี้สำเร็จ นอกเหนือจากความขี้เกียจแล้ว น่าจะเกิดจากการที่ผมไม่รู้จะจบเรื่องนี้ยังไงดี เนื่องจากยังตัดสินใจไม่ถูกว่าระหว่างความตายจริงๆ แต่ถูกจดจำไปตลอดกาลกับความตายไปจากความทรงจำของใครบางคนนั้น สิ่งไหนเลวร้ายกว่ากัน

หรือว่าทั้งสองอย่างก็อาจจะเลวร้ายไม่แพ้กัน ก็น่าเศร้าไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าความตายไปจากความทรงจำนั้นไม่มีพิธีรำลึกอย่างเป็นทางการก็เท่านั้นเอง
แน่นอนว่าที่ผ่านมา ผมเคยเป็นทั้งคนที่ฆ่าคนอื่นและถูกฆ่าออกไปจากความทรงจำ ในเวลาที่ผ่านมามีผู้คนล้มหายตายจากไปจากชีวิตผมมากมายเหลือเกินทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม ทั้งโดยตั้งใจและโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งถ้าหากเราทำใจว่า ทุกสิ่งที่มีเกิดย่อมมีดับ มีพบย่อมมีจาก การทำใจรับความเปลี่ยนแปลงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยกเย็นอะไรนัก

เสียดายที่บางสิ่งคิดง่ายกว่าทำจริง ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นมนุษย์ยังทำสิ่งที่ไม่น่าทำ และเสียใจในสิ่งที่ไม่มีวันแก้ไขได้อยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นด้วยความบกพร่องของมนุษย์เหล่านี้ก็ทำให้การใช้ชีวิตบนโลกอันเบี้ยวๆ บูดๆ ใบนี้ เต็มไปด้วยสีสันที่ไม่น่าเบื่ออยู่เสมอ

11 พค. 2554
เขียนเนื่องในวันเกิดของตัวเอง)




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2554
1 comments
Last Update : 12 พฤษภาคม 2554 22:39:10 น.
Counter : 2835 Pageviews.

 

สิ่งที่เลวร้ายกว่าความตายคือ การถูกลืม

ฝันดีนะคะ

 

โดย: สัญญาลมปาก 13 พฤษภาคม 2554 0:18:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.