กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
 
 
ว่านสี่ทิศสายพันธุ์แท้ (Hippeastrum Species) - 2
ว่านสี่ทิศสายพันธุ์แท้
(Hippeastrum Species) 



  • H. machupijchense


    Origin: Peru


  • H. mandonii - The flower stems reaching up to 30" and mature bulbs reaching 6-8" in diameter. Collected by Fred Meyers. This plant is nearly evergreen, with a rest period in summer and bloom in autumn or winter. Keep moist. Large bulbs, 3 to 4 inches in diameter, should be planted in large pots, 10 to 12" 

    ราก หัว และลำต้นมีขนาดใหญ่ จึงควรใช้กระถางใหญ่หน่อย ชอบแดดรำไร ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น รดน้ำทีละน้อย แต่สม่ำเสมอตลอดการเลี้ยงดู ดินแห้งจึงค่อยรด ให้ปุ๋ยน้อยๆ โดยเฉพาะในฤดูร้อน  
    สูตรผสมดิน: หินพัมมิส, เพอร์ไลท์, พีทมอส อย่างละส่วน 

    Synonyms: warscewiczianum
    Origin: Bolivia
    Self-fertile (ผสมตัวเองได้)


  • H. menesesii

    Origin: Bolivia
  • H. miniatum - native to the river gorges of high mountains in the Peruvian Andes . Prefer partial shade and produce up to six flowers per scape. Height 30 cm.
    Synonyms: atamasco, chilensis, coccinea  
    Leaf : 3 - 4 leafs, 30 cm tall
    Sun: Full sun to part shade
    Water: Medium moisture
    Origin: Peru
  • H. nelsonii - It is evergreen, and takes no rest period. It requires highly aerated soil. Very rare, virtually unknown in cultivation in recent years. 

    Height
    : 50-60 cm
    Flower Size: 10-15 cm
    Flower/Stem: 2-4 
    Origin: Bolivia
  • H. neopardinum


    Synonyms: cardensii
  • H. papilio - Prefers to be pot-bound. Not allowed to go dormant. Provide a bright, sunny area during the winter and filtered sun for the summer. From about October to January, gradually decrease the watering to about every 3 to 4 weeks. Flowering should then follow. 

    ว่านสี่ทิศ Papilio มีถิ่นกำเนิดในทางใต้สุดของประเทศบราซิล ในป่าดงดิบหรือป่าฝนทางฝั่งแอตแลนติค (Mata Atlantica) ถูกพบเจริญเติบโตบนต้นไม้ใหญ่ที่บนพื้นมีเพียงแสงรำไร

    Papilio มีเป็นพืชจำพวกกล้วยไม้ และพืชที่มีรากสะสมอาหารใต้ดิน (epiphyte/geophytes) การปลูกควรให้ทั้งหัวอยู่บนดิน และปลูกในกระถางเล็กๆ แคบๆ ดีกว่าปลูกลงดิน แต่สามารถปลูกลงดินได้

    Papilio เป็นไม้ไม่ผลัดใบ มีใบตลอดปี ชอบแดดรำไร ไม่ชอบแดดเที่ยงวันหรือบ่าย โดยเฉาะในฤดูร้อน เจริญเติบโตเร็ว โดยเฉพาะเมื่อยังเป็นต้นกล้า กระถางขนาด 15 แกลลอนจะเต็มไปด้วยหัวลูกภายใน 3 ปี ไม่ชอบเคลื่อนย้าย หรือถูกขุดขึ้นมา อ่อนไหวต่อความชื้นที่มากเกินไป และจะทำให้หัวเน่าง่าย พักตัวในฤดูร้อน ออกดอกได้ปีละ 2 ครั้งคือ ปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ และในฤดูใบไม้ร่วง รากออกยาวลึกได้ถึง 2 ฟุต ดังนั้นควรใช้กระถางปลูกที่ลึกมากที่สุด แต่มักมีรากบนผิวดินด้วย จึงต้องระวังไม่ให้รากแห้ง รากจะต้องชุ่มชื้นอยู่เสมอ

    ขนาดหัวที่ให้ดอกได้ของ Papilio คือ เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไป เมื่อให้ดอกในครั้งแรกที่ซื้อมาปลูกใหม่แล้ว Papilio อาจจะไม่ให้ดอกอีกในปีที่ 2 ถ้าไม่ปลูกในกระถางเล็กๆ แคบๆ ขนาดตั้งแต่ 6 นิ้วลงไป หรือมีหัวลูกรอบๆ หลายๆ หัวเพื่อให้รู้สึกคับแคบ หัวที่ซื้อมาใหม่จะให้ดอกใน 12 สัปดาห์หลังปลูก และบางหัวอาจไม่ออกดอกในปีที่่ 2 เพื่อตั้งตัว

    Papilio และพันธุ์ลูกผสมทั้งหมดที่มาจากสายพันธุ์ Papilio อย่าง Exotic Star, Emerald, Jungle Star, La Paz, Lima, Giraffe, Aztec Jewel, Jaguar ห้ามทำการบังคับออกดอก หรือขุดหัวขึ้นมา การทำให้ออกดอกเพียงแต่รดน้ำให้น้อยลง เหลือเพียงประมาณ 3-4 สัปดาห์ต่อครั้ง ก่อนถึงระยะออกดอกในปลายฤดูหนาว ประมาณ 3 เดือน ก็จะให้ดอกตามมา สาเหตุที่ไม่ควรทำการบังคับออกดอก เป็นเพราะ สายพันธุ์ Papilio เป็นพืชที่ตั้งตัวยาก เมื่อเริ่มปลูกหรือได้รับการกระทบกระเทือน อาจให้ดอกอีกใน 2-3 ปี

    Papilio มีความต้านทานโรคไวรัส พันธุ์ที่มาจากยุโรปผสมเกสรตัวเองไม่ติด หากต้องการผสมให้หา Papilio อีกโคลนหนึ่งจึงผสมติดได้ รับละอองเกสรตัวผู้จากพันธุ์ลูกผสมอื่นๆ ได้ไม่ว่าจะมีจำนวนโครโมโซมเท่าใดก็ตาม ฝักแก่จะเปิดออกเมื่อมีสีเขียวอยู่ ทรงดอกและลายเส้นสีแดงม่วงของ Papilio เป็นยีนเด่น จะปรากฏในลูกผสมเสมอ ไม่ว่าจะผสมกับพันธุ์ใดก็ตาม

    Hybrids with Papilio: Exotic Star, Emerald, Jungle Star, La Paz, Lima, Giraffe, Aztec Jewel, Jaguar
    Ploidy: Diploid (2n=22)
    Europe Clone: Self Sterile
    Other Clones: Self Fertile
  • H. paquichanum

    Origin: Bolivia

  • H. pardinum

    Synonyms: pseudopardinum, pseudoleopoldii
    Origin: Peru


  • H. parodii - Long pale yellow trumpets flower with a delicious scent. Flower size 16 cm, 5-6 Flowers per stem.

    Origin:
    Provinces of Salta and Chaco in north-western Argentina and south-eastern part of Bolivia  

    Habitat: Xerophytic, hot regions (may reach 45 deg C in mid-summer) in north-western Argentina and Bolivia at about 700 m desert like area; rain only in late spring and summer. Full sun, rocky/sandy slightly alkaline soil. 

    Cultivation: Can be grown as a semi-desert plant in sandy soil with sharp drainage. This species enjoys full sun, hot summer and cold winter. In the wild, bulbs go through a 4-month dormant period. In cultivation in milder climates, bulbs may remain evergreen but watering should be withheld when growth is slow down in winter. Flowering in spring. 

    มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่ร้อนและแห้งแล้งตลอดปี ชอบแดดเต็มวัน ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น ดินที่มีซากพืชซากสัตว์และชื้นมากเกินไปจะทำให้เน่าได้ง่าย ปลูกความลึกเสมอดิน งดน้ำในช่วงพักตัวยาวนานกลางฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาว ให้ดอกสม่ำเสมอ มีกลิ่นหอม และหอมแรงในช่วงเช้า ผสมตัวเองติดเมล็ดได้ สูตรดิน 1. หินพัมมิส 2/3, พีทมอส 1/3 2. หินพัมมิสล้วนๆ

    Self Fertile: ผสมตัวเองได้


  • H. puniceum (H. equestre) - 
    Synonyms: equestre, spathaceum, occidentale, pyrrochroum, roezli, dubia, belladonna, haywardii, alberti, amaru, ignescens, soratense

    A beautiful species of Amaryllis lily that is a sure bloomer for 10 months out of the year. It's soft orange blooms always come two on a stem - that is it's signature ID. This species is similar to H. striatum and H. petiolatum. The following is a description of the species: Paraperigone of obscure bristles at the throat. Perigone 10-13 cm. Tepal segments 3.2-3.8 cm at the middle (petal segments narrower, especially the lowermost), yellowish-green at the base. Bright scarlet, red or salmon. Capitate stigma (triangularly three lobed). 2 flowers per stem.

    Bulb globose or ovoid, stoloniferous, 4-5 cm in diameter; tunics brown; neck short.  Leaves 4-6, 30-60 cm long, 2.5-3 cm wide, lorate, tapering distally to the acute apex, more or less hysteranthous, bright green.  Scape 40-60 cm tall; bracts lanceolate, green.  Flowers 2-4; pedicels 30-70 mm long; perianth 100-130 mm long, ca 100 mm in diameter; tube concolorous with the tepals or green, ca 25 mm long; tepals 60-75 mm long, green and white proximally, orange or orange-red distally (rarely pink or white), with a paracorona of short fimbriae at their base, outer whorl ovate, ca 40-50 mm wide, inner whorl more narrowly ovate, 30-40 mm wide, the lowermost tepal much narrower than the lateral two.  Stamens declinate; filaments 50-60 mm long, those opposite the outer tepals ca 10 mm shorter than the inner 3, proximally greenish white, distally concolorous with the tepals; anthers oblong, 4-5 mm long; pollen yellow.  Style 60-80 mm long, declinate, exceeding the stamens by ca 10 mm, greenish-white proximally, distally concolorous with the tepals; stigma shortly 3-lobed.  Ovary oblong-ellipsoid, ca 10 mm long, 4-5 mm wide  (Meerow, 1990; pp. 6-8).


    Origin: Widespread in tropical Central and South America
    Self Fertile
    Evergreen
    Dormant: Winter





    H. puniceum var. alberti H. roseum H. puniceum var. haywardii (H. soratense) - is characterized by pink flowers, wide open segments and the absence of processes scaly or hairy at the paraperigonio
    H. puniceum barbatumThis form of Hippeastrum puniceum was collected from Amazonas, Brazil and is an understory plant. It grows best under shade (about 60-70%). Possibly this is not actually H. puniceum. It crosses w/ other diploid species of Hippeastrum. Asexually, it produces runners w/ bulbils as well as daughter bulbs. Note the uncharacteristic short stamens and style.



  • H. reginae

    Synonyms
    africanum, mendeli, pronum, spectabile
    OriginTropical America, Mexico to Bolivia
  • H. reticulatum - ว่านสี่ทิศสายพันธุ์แท้ H. reticulatum อยู่ในสกุลย่อย Sealyana ถูกค้นพบในปี 1820 ทางตอนใต้ของประเทศบราซิล เจริญเติบโตในดินทรายชื้นที่มีซากพืชทับถม ที่ระดับความสูง 500-2500 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ในป่าแบบ Forest Mussununga ซึ่งมีดินเป็นดินทราย พืชพันธุ์ไม่สูงและทรงพุ่มไม่กว้างมากนัก ทำให้ได้รับแสงแดดรำไรส่องถึงพื้นดิน

    ว่านสี่ทิศ H. reticulatum เป็นสายพันธุ์แรกๆ ที่ถูกค้นพบและถูกนำมาเพาะพันธุ์ในทวีปยุโรป ชื่อ H. reticulatum ซึ่งแปลว่า "ลวดลายที่เชื่อมโยงกันแบบตาข่าย" นั้นได้มาจากลวดลายตาข่ายอันวิจิตรบรรจงบนกลีบดอกนั่นเอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ H. reticulatum ลายตาข่ายมีสีชมพูเข้มตัดกับพื้นดอกสีชมพู ซึ่งมีทั้ง ดอกสีชมพูอ่อน ลายตาข่ายสีชมพูเข้ม, ดอกสีชมพูเข้ม ลายตาข่ายสีชมพูม่วง ไปจนถึงดอกสีชมพูม่วง ลายตาข่ายสีเข้มมาก

    ว่านสี่ทิศ H. reticulatum ยังมีลักษณะโดดเด่นที่ใบ โดยใบมีสีเขียวเข้ม มีเส้นบางๆ สีขาวที่กลางใบแนวยาว จากโคนสู่ปลายใบ (ซึ่งลักษณะเด่นนี้จะถ่ายทอดสู่รุ่นลูกในรุ่นที่ 1 ด้วย แต่สีจะเป็นขาวครีมเขียว และจะอ่อนลงจนหายไปในรุ่นต่อๆ ไป) ด้านหลังใบมีสีเขียวอมแดง โดยสีแดงจะเข้มมากที่บริเวณโคนใบ และไล่สีแดงอ่อนสู่ปลายใบ ขอบใบบิดงอขึ้นเล็กน้อยไม่สม่ำเสมอ พักตัว 4-6 สัปดาห์ในฤดูหนาว (ในประเทศหนาว ในประเทศไทยไม่มีการพักตัว) และออกดอกในปลายฤดูร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วง (ในประเทศไทยอาจออกดอกได้ปีละ 3-4 ครั้งตลอดทั้งปี)

    ว่านสี่ทิศ H. reticulatum มีระบบรากตื้นสั้น ไม่แผ่ขยายมากจึงควรปลูกในกระถางเล็กหน่อย กระถางใหญ่ไปอาจทำให้เกิดโรค และเน่าได้ง่าย สามารถปลูกโดยได้รับแดดเต็มวันได้ (ในประเทศหนาว) แต่ประสบการณ์จากสวนที่ปลูกคือ ปลูกโดยได้รับแดดเต็มวัน จะให้ดอกต่อช่อไม่เกิน 4 ดอก แต่ปลูกในที่รำไรจะให้ดอกต่อช่อได้มากถึง 6-7 ดอก ดอกขนาดประมาณ 3 นิ้ว ต้นสูง 12 นิ้ว สามารถผสมตัวเองติดเมล็ดได้ เมล็ดแตกต่างจากว่านสี่ทิศพันธุ์อื่นๆ โดยมีลักษณะเป็นทรงกลมรีเป็นมัน สีดำและแข็ง เปลือกของฝักด้านในมีสีส้ม

    ชอบดินทรายมีอินทรีย์วัตถุมาก ระบายน้ำดี ชื้นมาก โดยเฉพาะระยะเจริญเติบโตในฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อน เมื่อเจริญเติบโตช้าลงให้รดน้ำน้อยลง ติดโรคไวรัสโมเสคได้ง่าย ดินสำหรับปลูก หินพัมมิส, เพอร์ไลท์, พีทมอส อย่างละส่วน
    ว่านสี่ทิศ H. reticulatum มี 2 พันธุ์ คือ 
    1. H. reticulatum var. reticulatum - พบในจังหวัด Misiones และ Corrientes ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอาเจนติน่า และทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบราซิล (รัฐ Espirito Santo)
    2. H. reticulatum var. striatifolium (ว่านรางนาก) - พบทางตะวันตกของเมือง Curitiba ไปจนถึง Rio Parana ประเทศบราซิล

    Synonyms: principis, carolinae, praeciara, taeniophylla, sweetii
    Origin: Brazil
    Height: 30-45 cm
    Flower Size: 6-8.5 cm
    Flowers/Scape: 4
    Self Fertile: ผสมตัวเองได้ ติดเมล็ดค่อนข้างยาก
    Ploidy: Diploid (2n=22)Picture by: Nititii P.

  • H. starkiorum 

    Synonyms:
    starkii
    Origin:
    Bolivia






    Picture by: Thiraphong P.

  • H. striatum - Native to Brazil. This species produces numerous bulbils that may be washed or broken off in nature. There is no special dormancy requirements to bloom this species which can occur in just 2 years from seeds. This species is similar to H. petiolatum and H. puniceum. The follow is a description of the species: Paraperigone of obscure bristles at the throat of the tepal tube. Perigone 7.6-10 cm, tepal segments 2-2.5 cm broad at the middle, bright nasturtium-red with a green keel extending halfway up the tepal segment. Trifid stigma. 2-4 flowers.

    "Perennial herb; bulbs with short neck.  Leaves strap-shaped, to 12 x 1 inches, bright green, blunt-tipped.  Inflorescence a 2-4-flowered umbel, scape to 12 inches tall, hollow; bracts 1.25-2.5 inches long.  Flowers horizontal or drooping, funnel-shaped, 3-4.5 inches long; corolla tube greenish, lobes bright orange, red, or scarlet, with greenish keel halfway along lobe; stamens included, filaments without scales where attached to tepals (bristles sometimes present); style ca. as long as corolla, stigma 3-forked"  (Staples & Herbst, 2005; p. 689).

    Synonyms: acuminiatum, rutilum, bahiensis, bahiense, bulbulosum rutilum, crocata, fulgida, latifolium, martianum, proliferum, striatifolium, pulverulentum, rutilans, simsianum, subbarbatum, unguiculatum
    Origin: Brazil 

    Varieties


    H. striatum var striatum 
    H. striatum var crocatum
    H. striatum var fulgidum
    H. striatum var acuminatum
    H. striatum var petiolatum - reddish brown tinge on the leaf bases. Flower 2 times a year in spring/late fall

    Synonymsargilagae,flammigerum
    Ploidy: Triploid, 
    Self stertile
  • H. traubii - Hippeastrum traubii is endemic to San Martín Department in north-eastern Perú.  The form ‘doraniae’ was discovered by Len Doran in one location near Tarapoto where the form is already extinct, due to destruction of natural habitats for agricultural activities and settlement encroachment.  H. traubii is a small and very attractive species and the form ‘doraniae’ is easily distinguished by the deep salmon-pink flowers and dark green leaves with purplish-red margins.  H. traubii is closely allied to H. soratense which is endemic to the upper riches of Río Beni in Bolivia.  H. traubii forma doraniae is a self-sterile species therefore it can only multiply vegetatively by development of offsets.

    Cultivation: there is no specific requirement for cultivation of H. traubii forma doraniae, except that bulbs require a hot tropical environment to grow. Bulbs enjoy lots of watering during active growth in summer-time, sufficient light but not direct sunlight. I grow bulbs in a mix of river sand, vermiculite and grit to ensure sharp drainage. The species flowers in March / April in Hongkong. Information by: Luardosertao

    Origin
    : Peru
  • H. variegatum
  • H. viridiflorum
  • H. vittatum

    Origin
    : Peru
    Cultivars:

    H. vittatum var. tweedianum
  • H. yungacense

    Origin
    Bolivia











  • Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2557
    Last Update : 20 พฤศจิกายน 2557 13:06:46 น.
    Counter : 2741 Pageviews.

    1 comments
      
    what a beautyful Hippeastrum species.I have a question. Can some one help me to get some from these Hippeastrum species? Please??
    I am a private collector in the Netherlands.Thank you.
    My private emailadress is: ton1.wijnen@planet.nl
    โดย: very nice IP: 94.23.252.21 วันที่: 24 ธันวาคม 2558 เวลา:15:39:17 น.
    ชื่อ :
    Comment :
     *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
     
    ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
    (กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

    หงส์ฟู่
    Location :
    กรุงเทพฯ  Thailand

    [ดู Profile ทั้งหมด]
    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
     ฝากข้อความหลังไมค์
     Rss Feed
     Smember
     ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]



    New Comments