Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
2 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 

Hiroshima eki - สถานีแห่งความทรงจำ <ตอนจบ>



วันสุดท้ายของการเข้ามาร่วมทำงานกับชาวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของพิชชามีแต่บรรยากาศสดใส แรกเริ่มที่ไม่กล้าพูดคุย มีแต่ส่งยิ้มให้ก็กลายเป็นการหยอกล้อด้วยต่างคนต่างพยายามพูดภาษาของอีกฝ่าย เพียงแค่ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ และลาก่อนเท่านั้น แต่มันก็สามารถสร้างความประทับใจให้แก่กันและกันได้มากมายเหลือเกิน

"พี่จะเข้าไปฟูกุโอกะเย็นวันนี้เลย เหลือวันว่างหนึ่งวันพรุ่งนี้ พี่จะไปเที่ยวสักหน่อย ยังไงมะรืนนี้เช้าๆ ก็ให้ชินยะซังเขาไปส่งขึ้นชินคันเซ็นก็แล้วกันนะ เห็นสนิทกันนักหนานี่" คณิตาเดินมาพูดกับเหล่าสามหน่อที่เริ่มหน้าคล้ำแดดเพราะตะลอนเที่ยวไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียไปโดยใช่เหตุ

คนที่ลืมหน้าที่ตัวเองแทบจะในทันทีที่รู้ว่ามีคนญี่ปุ่นมาคอยดูแลเหล่าเด็กใหม่ที่เธอพามาด้วยเอ่ยไว้อย่างนั้นก่อนจะปลีกตัวหายไป จนถึงตอนนี้พิชชาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าคณิตาจะมาเพื่ออะไร แต่เธอก็ไม่คิดจะสนใจมันมากไปกว่าการนั่งอมยิ้มมองนามบัตรของใครคนหนึ่งในมือมากกว่า

"เอ้า... มองมันเข้าไป ที่พวกเราปล่อยให้ไปดูแลเทคแคร์กันสองคนนี่ยังไม่พอหรือไงหาพิชชา" เพื่อนผู้ชายคงจะอดรนทนไม่ได้ หรือไม่ก็อิจฉาที่หนุ่มญี่ปุ่นหล่อเกินหน้าเกินตาไปโข

"แหม... ก็เดี๋ยวต้องจากกันแล้วนี่นา ปล่อยเขาฝันค้างไปก่อนน่า อย่าไปว่าเขาเลย" สาวไทยเข้าข้างเพื่อน

"ก็พูดกันไปนะ มันไม่ได้มีอะไรขนาดนั้นสักหน่อย ชินยะซังเขาก็ดูแลพวกเราได้เท่าๆ กันหมดแหละ"

"ยังเรียกนามสกุลอยู่อีกหรือเนี่ย ไม่เรียกชื่อล่ะ" คนเข้าข้างยื่นหน้ามาถาม

"ไม่ได้สนิทขนาดนั้นนี่นา... ใครจะกล้าเรียก" พิชชาสั่นหน้าดิก ไม่รู้ว่าต้องสนิทแค่ไหนถึงจะเรียกชื่อได้ ไม่รู้ว่าต้องได้รับอนุญาตจากปากเขาก่อนหรือเปล่า

"ก็ลองเรียกดูสิ ได้ไม่ได้เดี๋ยวรู้... เนี่ยๆ ก็อ่านตามชื่อไป"

สายตาพิชชาจับจ้องอยู่กับตัวอักษรคันจิสั้นๆ ในนามบัตรโดยไม่สนใจจะดูอีกด้านที่เป็นภาษาอังกฤษ ตัวอักษรสองตัวแรกน่าจะอ่านได้เป็นนามสกุลที่เธอแทบจะละเมอออกมาได้ ส่วนตัวสุดท้ายนั้น... เธอเพ่งจ้องมันและจะจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ

進矢 徹
"ชินยะ... โทรุ"




พิชชากำลังเหม่อมองโทรศัพท์ที่เงียบเสียงลงไปแล้วหลายนาทีหลังจากที่มันพยายามกรีดร้องหลายครั้งเพื่อที่จะไม่มีใครสนใจรับสายมัน ชื่อที่ขึ้นปรากฏอยู่บนหน้าจอของมันเป็นชื่อเดิมๆ ชื่อที่เธอไม่เคยแม้แต่คิดที่จะลืม สมองของพิชชามึนงงไปหมด เกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่ หรือเธอกำลังหลับฝัน ถ้าอย่างนั้นเธอก็อยากจะตื่นขึ้นมาเหลือเกิน

จู่ๆ โทรศัพท์ที่เงียบเสียงไปก็ดังขึ้นมาใหม่ พิชชาก็ยังนั่งนิ่งอยู่จนกระทั่งมันเงียบไป และเมื่อเธอค่อยๆ ขยับเข้าไปหยิบมันมา เบอร์ที่ปรากฏอยู่ในสายสุดท้ายกลับไม่ใช่ชื่อที่เธอกลัว

เธอแทบจะโยนโทรศัพท์ทิ้งอีกครั้งด้วยความตกใจเมื่อมันดังขึ้นมาทั้งที่ยังอยู่ในมือเธอ เป็นเบอร์เดียวกับเมื่อครู่

"อ่า... Hello?" ลังเลอยู่เพียงครู่เธอก็ลองรับดู ไม่รู้ใจตัวเองว่าหลอกตัวเองหรือเปล่าที่ลึกๆ ยังหวังว่าคนเดิมจะโทรมาเพียงแค่ว่าเปลี่ยนเบอร์เท่านั้น

"Pi-cha san. How do you do?"

ไม่ใช่คนที่เธอคิดไว้ เป็นคนที่ให้โทรศัพท์กับเธอมาต่างหาก แน่นอน เธอมีเรื่องมากมายอยากจะถามเอาจากปากเขาเหลือเกิน คนคนนั้นเป็นอะไรกับเขา ทำไมพวกเขาถึงรู้จักกันได้ เพราะความบังเอิญ หรือจงใจ?

"Someone called a few minutes ago." [มีคนโทรมาเมื่อสักสองสามนาทีที่แล้ว]

"Did you talk?" [คุณได้คุยหรือเปล่า]

ด้วยคำถามทื่อๆ ประโยคเดียวที่พิชชาไม่สามารถประเมินความรู้สึกของคนที่ถามมาได้ด้วยอุปสรรคทางภาษา มันหมายความว่าเขาอยากหรือไม่อยากให้เธอได้คุยกับ'โทรุ' ที่อยู่ปลายสายกันแน่

"...No, I lost the line…" [เปล่าค่ะ ฉันทำสายหลุด]

หากแต่ก้อนน้ำลายขมปร่าในลำคอมันทำให้เธอตอบเขาไปอย่างนั้น ใช่ พิชชาไม่ได้คุย

ถามสิพิชชา ถามเขาว่าเขารู้จักคนคนนั้นได้อย่างไร พวกเขาเป็นอะไรกัน

"Where do you go tomorrow?" [พรุ่งนี้คุณจะไปไหนหรือครับ]

"...I don't know" พิชชากลืนคำถามทั้งหมดที่ปริ่มอยู่ที่ปากกลับลงไปพร้อมกับตอบเขาอย่างแผ่วเบา

"There are some places not far from hotel. Hiroshima castle, tourist has to go there. Have you go Hiroshima Peace Memorial Museum?" [มีบางที่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก นักท่องเที่ยวชอบไปที่ปราสาทฮิโรชิมา คุณเคยไปที่พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพแห่งฮิโรชิม่าหรือยัง]

"…" เธอไม่ได้ตอบเขา สถานที่แห่งความทรงจำในหัวของเธอทั้งหมด มันบรรจุสถานที่เหล่านั้นเข้าไว้ด้วย

"I will take you to Hiroshima castle and museum tomorrow. OK?" [พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปที่ปราสาทฮิโรชิม่ากับพิพิธภัณฑ์ ตกลงนะครับ]

"I…Yes, I will waiting for you front of Hiroshima station… 9:00am"

ในเมื่อเธอไม่สามารถสั่งให้การกระทำของตัวเองเป็นไปได้อย่างที่ใจอยากให้เป็น ทุกอย่าง มันจึงต้องดำเนินต่อไป



กล้องถ่ายรูปขนาดเล็กในมือของถูกกดชัตเตอร์อย่างเลื่อนลอยในเช้าวันนี้ พิชชาตื่นมาแต่เช้าด้วยการสะดุ้งตื่นแต่เช้าตรู่จากความทรงจำที่ไปปรากฏอยู่ในความฝัน มันเจ็บปวดเกินกว่าที่พิชชาจะยอมรับมันได้ เมื่อเสียงที่เธอพยายามจะลืมเลือนมันกลับดังก้องอยู่ในหูตลอดเวลา

ภาพถ่ายของผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่หน้าสถานีในวันหยุดอย่างนี้ดูบางเบาและอยู่ในบรรยากาศสบายๆ มากกว่าเมื่อวานที่เป็นวันทำงาน สาวๆ หนุ่มๆ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเดินเคียงคู่กันก็ทำให้พิชชาต้องระบายลมหายใจยาวๆ อีกครั้ง

เธอกดชัตเตอร์หลายๆ ภาพติดกันเหมือนกับต้องการเก็บความทรงจำครั้งนี้ไว้ให้มาก จนกระทั่งคนที่เธอมารอก่อนเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงเดินเข้ามาอยู่ในโฟกัสของกล้องพร้อมการชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์ "Victory" ให้คู่กับรอยยิ้มสดใสและคำทักทายยามเช้า

"Do you take my photo? Can I see?" [คุณได้ถ่ายรูปผมไว้หรือเปล่า ขอดูหน่อยได้ไหมครับ?]

เรียว มัตสึมุระ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจะได้เห็นหน้าจอแสดงผลของกล้องดิจิตอลตัวบางในมือของพิชชาให้ชัด ใกล้จนรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างกายในเช้าของวันที่อากาศค่อนข้างเย็น

"Wow, looking good… Do you think this?" [วาว... ดูดีแฮะ คุณคิดว่ามันดูดีไหม]

"Ar…Yes, you are looking good" แต่คนถูกถามกลับอึ้งและได้แต่กระพริบตาอย่างงงๆ แล้วตอบไปแบบทื่อๆ โดยเฉพาะตอนที่เขายิ้มให้ในระยะใกล้ขนาดนี้

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ถามกลับมีสีหน้าเข้มขึ้นเสียเองเมื่อได้รับคำตอบตรงๆ ก่อนที่จะหมุนตัวออกเดินพร้อมกับพูดงึมงำ

"Let's go… We walk from here. The weather is good. You not tried" [ไปกันดีกว่าครับ เราน่าจะเดินจากที่นี่ไปได้ อากาศค่อนข้างดี ไม่ทันเหนื่อยหรอกครับ]



ตลอดทางตั้งแต่ออกเดินจากหน้าสถานีฮิโรชิม่า มัตสึมุระพยายามชวนคุยนั่นนี่อยู่ตลอดเวลา เขาเป็นคนที่ดูเหมือนชีวิตนี้มีแต่ความสุข ทุกอย่างก็เป็นเรื่องขำได้สำหรับเขา ท่าทางที่ตั้งใจทำตลกก็สามารถให้เธอยิ้มได้หลายครั้ง แม้ว่ายังมีบางอย่างค้างคาอยู่ในใจของพิชชาก็ตาม

เพียงแต่เธอเอ่ยถามเท่านั้น สิ่งที่เป็นจุดสีดำในใจเธอก็จะหลุดออกไป แต่ทว่าเธอกลับพูดมันไม่ออก

เมื่อคิดว่าหากถามออกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบังเอิญว่าเขารู้จักกับชินยะโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเธอ แล้วเธอจะมีเหตุผลอะไรในการเอ่ยปากถามเพื่อประจานความโง่เขลาของตัวเอง แล้วถ้าเขารู้จักเธอดีผ่านจากคำพูดของชินยะอยู่แล้วล่ะ

หากเขารู้อยู่แก่ใจว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เพิ่งจะอกหักจากผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว... เธอจะทำหน้ายังไง

"Are you OK Pi-cha san?" [คุณสบายดีหรือเปล่า พิชชา]

"I'm fine, just thinking something" เธอบอกปัดไป ไม่ เธอยังอยากจะหลอกตัวเองและอยู่กับคนแปลกหน้าที่ส่งยิ้มให้เธออยู่อย่างนี้ทุกครั้งที่เจอหน้า แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

แล้วมันก็จะจบลงไป ทิ้งไว้แค่ความทรงจำ



ปราสาทฮิโรชิม่าดูไม่เก่าแก่อย่างที่คิด ภายในทำใหม่ทั้งหมดทั้งพื้นปูและบันได ประกอบกับร้านเล็กๆ ขายของที่ระลึกที่อยู่ชั้นล่าง ตัวปราสาทมีหลายชั้น แต่ละชั้นพิชชาได้เดินดูเครื่องแต่งกายทหารที่เก็บไว้ในตู้กระจก ห้องจำลองที่เป็นพื้นที่อนุญาตถ่ายรูปได้ เรื่อยจนมาถึงส่วนที่มีชุดเกราะทหารขนาดเล็ก ชุดของผู้หญิงและผู้ชายสมัยเอโดะที่แขวนไว้ให้สามารถเข้าไปแต่งกายและถ่ายรูปได้

"Ah… The dress Japanese dress. Do you want to wear this and take photo?" คนหน้าเป็นรี่เข้าไปจับชุดยาวสีส้มอมชมพูที่มีลายดอกทำท่าจะปลกลงมาให้เธอใส่ แต่พิชชากลับรีบส่ายหน้าดิก

"No, I don't want to be the Japanese girl in the past. How about you? Do you want to try on that dress?" เธอกลับยุให้เขาลองใส่ชุดยาวรุ่มร่ามแบบของผู้ชายที่แขวนไว้คู่กันแทน และหากคิดว่าเขาจะไม่เล่นด้วยนั่นก็บอกได้เลยว่าเธอคิดผิด

สุดท้ายเธอเลยต้องมาช่วยเขาพันผ้าอะไรไม่รู้รอบตัวสูงๆ ของเขา ที่สำคัญคนผมกัดสีมีต่างหูเงินในชุดผู้ชายสมัยเอโดะนี่มันไม่ได้เข้ากันเลยแม้แต่น้อย และเธอก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้จริงๆ



ทั้งสองคนเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นบนสุด ส่วนสูงสุดของปราสาทเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่สามารถเดินออกไปนอกระเบียงกั้นลูกกรงเหล็กได้ทั้งสี่ด้าน ทุกด้านมีกล้องส่องทางไกลตั้งไว้ทุกจุด

"Do you have fifty yen?" เขาถามเธอขึ้นมาหลังจากที่สำรวจทุกกระเป๋าของตัวเองแล้วไม่เจอสิ่งที่หาอยู่

"Yes…Here it is" เหรียญห้าสิบเยนจากกระเป๋าใบเล็กสำหรับเก็บเหรียญถูกส่งให้คนเอ่ยถาม และเขาก็สะกิดให้เธอตามมาดูที่กล้องส่องทางไกล

เหรียญห้าสิบเยนถูกหยอดลงในช่องรับ เขาแนบตาเข้ากับเลนส์กล้องทันที

"Wow… It's cool" เขาร้องออกมาและทำหน้าเหมือนเด็กเจอของถูกใจ กวักมือเรียกพิชชาให้มาดูด้วยกันใหญ่



"It's for see enemy in the past. For now we can use this for see someone. If you stay so far, I can have this to see your face" [มันสำหรับมองศัตรูในอดีต แต่สำหรับทุกวันนี้เราอาจใช้มันดูผู้คนได้ อย่างเช่นถ้าเกิดคุณอยู่แสนไกล ผมก็จะมองเห็นหน้าคุณได้จากกล้องนี้]

คำพูดตรงไปตรงมาอย่างนั้นทำให้พิชชาเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก และเธอก็เลือกที่จะเสไปเดินเมียงมองสนอกสนใจเครื่องสลักชื่อในพวงกุญแจที่ระลึกที่ตั้งอยู่ตรงนั้นแทนการฟังเขาพูดอะไรต่อไป



ออกจากปราสาทฮิโรชิม่า เขาเดินเคียงเธอมาเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงแดดที่ออกจะบางเบาและอบอุ่นมากกว่าที่จะรู้สึกร้อนแรงแผดเผาเหมือนแสงแดดที่ประเทศไทย อาจจะด้วยอากาศที่เริ่มใกล้เข้าฤดูหนาวด้วยกระมังที่ทำให้ผิวเนื้อไม่รู้สึกร้อน

"Atomic Bomb Dome… This building is world heritage" มัตสึมุระผ่อนฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อตึกเก่าแก่ที่กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังปรากฏสู่สายตา ตึกแห่งนี้เป็นมรดกโลกอย่างที่เขาบอก และยังเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจของชาวฮิโรชิม่าถึงความโหดร้ายของสงคราม และความสูญเสีย

"Pi-Cha san, Pi-cha san let's see here" เสียงตื่นเต้นที่เรียกชื่อเธออยู่ด้านหลังทำให้คนที่กำลังมองเหม่อไปบนตึกเก่าๆ ต้องหันกลับไปมอง แล้วเธอก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเจอท่าประหลาดอย่างนั้น

มัตสึมุระลงนั่งยองๆ อยู่ที่ขอบปูนริมแม่น้ำ แหงนหน้ามองผ่านกล้องไปยังตัว Dome มือข้างที่ไม่ได้ถือกล้องกวักมือเรียกเธอหยอยๆ

"Good view ha?" พิชชาเดินเข้าไปลงนั่งอยู่ข้างๆ เขา ยกกล้องตัวเองขึ้นมองบ้างก็พบว่าเป็นมุมที่ดีอีกมุมจริงๆ เธอยังสงสัยอยู่ในใจว่าคนคนนี้คงชอบการถ่ายรูป เห็นชอบหามุมดีๆ ได้ทุกที นี่ยังไม่รวมตอนที่แอบถ่ายรูปเธอบ่อยๆ นั่นอีก



สุดท้ายเธอก็ได้รูปตัวเองที่ยืนเด่นอยู่หน้ากล้องโดยมีฉากหลังเป็นรูปตึกทีหลงเหลือจากการโดนระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่สองรวมกับภาพคนที่ชอบทำหน้าตลกๆ เวลาต้องอยู่หน้ากล้องแบบรู้ตัวอีกสองสามรูป พิชชากดภาพจากกล้องดูแล้วก็ถอนหายใจ

"หน้าตาหล่อๆ กลับชอบทำท่าประหลาด"

แล้วเธอก็ทำเป็นไม่สนใจหนุ่มญี่ปุ่นที่ทำหน้าเหรอหรากับการบ่นเป็นภาษาไทยดังๆ ของเธอ

"Can you take photo with me?" [ผมขอถ่ายรูปคู่กับคุณได้ไหม]

พิชชานิ่งไปทันทีหลังจากได้ยินอย่างนั้น ถ่ายรูปคู่กับเขาในที่ตรงนี้อย่างนั้นเหรอ...



"ชินยะซังคะ พิชชาอยากได้รูปถ่ายคู่กับชินยะซังจังเลยค่ะ อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก" พิชชาบอกกับเขาที่เดินล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวหนาอยู่ใกล้ๆ หลังจากปล่อยให้เธอถ่ายรูปจนพอใจ

"ได้สิครับ เดี๋ยวผมขอให้คนอื่นถ่ายให้" ชินยะหันมองรอบๆ ตัวอยู่พักหนึ่งเขาก็เดินเข้าไปคุยกับนักเรียนผู้ชายสองสามคนที่อยู่ไม่ไกลเพียงสองสามประโยค และเด็กนักเรียนคนหนึ่งก็เดินตามมา

กล้องถูกส่งให้กับเด็กหนุ่มคนนั้นพร้อมการอธิบายสั้นๆ ของชินยะ เขาเดินถอยออกมายืนคู่กับเธอที่เตรียมตั้งท่า

ชัตเตอร์กล้องดิจิตอลถูกกดไปแล้วหนึ่งครั้ง เดาได้เลยว่ารูปจะออกมาแบบไหนในเมื่อเธอเกร็งกับการถ่ายรูปคู่กับชินยะจนยืนตัวตรงและทำได้แค่การยกมือข้างหนึ่งขึ้นชูสองนิ้ว และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุให้คนที่ยืนข้างๆ หัวเราะเบาๆ

เขาตะโกนบอกอะไรสักอย่างกับเด็กที่ถือกล้องและจากท่าทางตอบรับของเด็กหนุ่มนั้น พิชชาเดาได้ว่าเขาขอให้ช่วยถ่ายอีกรูป

"แบบนี้น่าจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าไหมครับ" เขายกแขนข้างหนึ่งอ้อมหลังเธอ มือเรียวสวยที่ซ่อนอยู่ในถุงมือสีดำสนิทเลื่อนขึ้นมาวางบนไหล่เธอเบาๆ พร้อมกับดึงร่างอุ่นๆ ของเธอเข้าใกล้

ในนาทีนั้น ต่อให้ไม่มาเห็นรูปทีหลังก็รู้ว่าแก้มเธอคงแดงกว่าปกติแน่ๆ



"Let's find another place for take photo, this building is not good. It's… so sad" [หาที่อื่นถ่ายรูปดีกว่าค่ะ ที่ตึกนี้ไม่ดีเท่าไหร่ มัน...เศร้าเกินไป]

เธอบอกเขาไปอย่างนั้นโดยทำเป็นไม่สนใจสีหน้าผิดหวังที่ส่งกลับมาให้เห็น ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเดินนำตรงไปยังพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพ



คนที่เดินตามมาเงียบๆ ด้านหลังกลับเดินแซงหน้าเธอไปอย่างรวดเร็วเมื่อถึงจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ เขาไม่ยอมให้เธอปฏิเสธน้ำใจครั้งนี้อีกครั้ง แถมเขายังชี้ชวนให้เธอเช่าไกด์เทปเสียงที่มีภาษาไทยให้เลือกเพื่อความเข้าใจในสิ่งที่เขียนบรรยายไว้ตามจุดต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

เธอเพิ่งจะสังเกตว่ามันมีไกด์เสียงแบบนี้อยู่ด้วย ในเมื่อครั้งก่อนเธอไม่จำเป็นต้องใช้เพราะคนที่พาไปสามารถอธิบายให้เธอฟังได้ทุกอย่าง ต่างกันที่ครั้งนี้ ไม่มีคนคนนั้นอีกแล้ว

มีแต่ใครอีกคนที่ไม่สามารถแทนที่เขาได้ ใครอีกคนที่อาจจะรู้ว่าเธอเป็นใคร ใครอีกคนที่รู้จักกับ"เขา" คนนั้น

เสียงบรรยายที่อยู่ในเทปเสียงภาษาไทยฟังดูเศร้าสลด ยิ่งเวลาที่ตามเหตุการณ์จากส่วนเริ่มแสดงจุดแรกของพิพิธภัณฑ์ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่แผนการของสหรัฐอเมริกาเมื่อสงครามเริ่มต้น จนถึงการตัดสินใจส่งระเบิดปรมาณูลูกใหญ่มาลงที่เกาะฮิโรชิม่าหลังจากที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกถล่มเพื่อยุติสงคราม และจวบจนมาถึงแบบจำลองความเสียหายของผืนดินที่ไหม้เกรียมจากความร้อนมหาศาลที่เผาผลาญเมืองทั้งเมือง ผู้คนนับแสนให้มอดไหม้ ทิ้งไว้เพียงความสูญเสียและความรู้สึกที่ยากเกินจะบรรยาย

"Matsumura-san, Were you born in Hiroshima?" เธอถามเขาออกมาเพราะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วจะรู้สึกอย่างไร ขนาดที่ตัวเธอเองเป็นเพียงคนต่างชาติที่ไม่อาจจะเข้าถึงได้ถึงความรู้สึกสูญเสียแบบนี้ ขนาดที่มารับรู้เป็นครั้งที่สอง ความสลดใจก็ยังคงรุนแรงอยู่

"I born in Aomori not Hiroshima" [ผมเกิดที่อาโอโมริครับ ไม่ใช่ฮิโรชิมา]

"Am… Aomori… Aeh!" เธอหันขวับไปมองหน้าเขาทันที ไม่สิ เกิดที่อาโอโมริอย่างนั้นเหรอ นั่นมันก็เป็นที่เดียวกับ"เขา"นี่นา

"I born in Aomori. Now I stay with my mother in Hiroshima. Only 7 years in Aomori" [ผมเกิดที่อาโอโมริแต่ตอนนี้อยู่กับแม่ที่ฮิโรชิม่า ผมอยู่อาโอโมริแค่เจ็ดปีเท่านั้น]

เธอยังคงอึ้งอยู่กับสิ่งที่ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป มัตสึมุระซัง คุณรู้จักกับเขาแบบไหนกัน

เรียว มัตสึมุระ คุณเป็นอะไรกับ โทรุ ชินยะ

"The red ball there, the bomb explode 600 meter over the land. But there is big lost, big disaster" [ลูกบอลสีแดงตรงนั้น แทนการระเบิดเหนือพื้นดินถึง 600 เมตร แต่ทำให้เกิดความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ หายนะครั้งใหญ่]

เธอมองตามปลายนิ้วของมัตสึมุระที่ชี้ไปยังลูกบอลสีแดงของแบบจำลองภาพเมืองหลังโดนระเบิด ครุ่นคิดถึงความรู้สึกของผู้คนในช่วงนั้น ช่วงแห่งชีวิต ผสมกับความสับสนในสมองที่ยังว้าวุ่นอยู่กับคนในความทรงจำที่อยากลืมของตัวเอง นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนคนไม่สบาย หดหู่ และมึนงง



"Let's go to another room"

เธอตัดสินใจชวนเขาให้เดินออกไปที่ส่วนอื่นเสียที ก่อนที่เธอจะสับสนมากไปกว่านี้



จวบจนกว่าที่การเดินฟังเสียงบรรยายจากเทปเสียงจะจบลงพร้อมส่วนแสดงหลักฐานข้อมูลที่หลงเหลืออยู่ นั่นก็เล่นเอาน้ำตาเธอเกือบจะไหลออกมา เสียงเพลงต้นอะโอะงิริที่ได้ยินจากเทปเสียงนั้นเศร้าสร้อย เธอไม่อาจรู้ได้ว่าเนื้อร้องที่กล่าวถึงต้นไม้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่หลังจากโดนระเบิดนี้กล่าวเอาไว้ว่าอย่างไร ภาพข้าวของสมัยสงคราม ชุดนักเรียนหญิงและชายที่ขาดรุ่งริ่ง คราบดำจากการถูกเผาไหม้ กระเป๋าสะพาย รองเท้าแตะของเด็กหญิงที่หายตัวไป กล่องอาหารกลางวันที่ทำจากโลหะบิดเบี้ยวผิดรูปกับเมล็ดข้าวไหม้เกรียมสีดำสนิทด้านใน

ภาพถ่ายจากกล้องของช่างภาพหนังสือพิมพ์ถ่ายทอดความโศกเศร้าสูญเสียออกมาได้เพียงห้าภาพเท่านั้น มันได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านม่านน้ำตาของผู้บันทึก ก่อนที่มือสั่นเทากับจิตใจที่แทบจะแตกสลายของเขาจะไม่สามารถทำให้เขาทนเก็บภาพแห่งความทรงจำอันโหดร้ายนั้นไว้ได้



ทุกอย่าง ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงถึงความทรงจำอันเจ็บปวดของสงครามที่จะเตือนใจชาวฮิโรชิม่าไปชั่วลูกชั่วหลาน

"Your face look not good, Do you sad?" [สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย เศร้าหรือครับ]

มัตสึมุระพูดกับเธอเบาๆ หลังจากที่เธอส่งคืนเทปเสียงให้แก่เจ้าหน้าที่ตรงทางออกของพิพิธภัณฑ์

"Yes…"

"Sorry Pi-cha san, I should not take you here" [ขอโทษครับ ผมไม่น่าพาคุณมาเลย]

เขาพูดพร้อมสีหน้าแววตาที่เหมือนรู้สึกผิดจริงๆ พิชชาได้แต่มองหน้าเขาและพยายามจะค้นบางสิ่งที่อาจซ่อนอยู่ในแววตาเขาออกมาให้ได้

"Not totally from this memorial museum, I have been here before since two years ago with someone. I still remember the first feeling when I was here"
[ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกค่ะที่เกิดจากพิพิธภัณฑ์นี้ ฉันเคยมาที่นี่แล้ว เมื่อสองปีก่อน มากับใครคนหนึ่งซึ่งฉันยังจำความรู้สึกแรกที่มาที่นี่ได้]

เธอตั้งใจพูดอย่างนั้น และรอสังเกตสีหน้าเขา ไม่ใช่ว่าเธอคิดไปเอง เหมือนสายตาเขาเข้มขึ้นวูบหนึ่ง แต่ก็เพียงวูบเดียวเท่านั้น

หลังจากที่ทั้งคู่พากันเดินเรื่อยๆ ออกมาจากในพิพิธภัณฑ์ เขาพาเธอไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านริมแม่น้ำก่อนข้ามสะพานเข้าสู่ย่านฮอนโดริ เธอเองก็เพิ่งสังเกตว่าตัวเองเดินมาไกลขนาดไหนตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย

คราวนี้เขาตามมาส่งเธอถึงหน้าโรงแรมพูดอะไรบางอย่างก่อนที่จะนัดแนะเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้านในสถานี เขาจะมารับเธออีกทีตอนหนึ่งทุ่มตรง

แม้แต่ตอนนี้ ตอนที่พิชชาเดินเข้ามานั่งนิ่งๆ ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียวในห้อง เขาดูเงียบไปเยอะหลังจากออกจากพิพิธภัณฑ์ ท่าทางร่าเริงแจ่มใสของเขากลับเปลี่ยนเป็นเงียบหงอย และมันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ไปกว่าเก่าอีก เพราะเธอรู้สึกผิดที่อาจเป็นต้นเหตุของการพาให้เขารู้สึกแย่ตามเธอไปด้วย

คำพูดยาวๆ ที่เขาพูดบอกเธอไว้ก่อนลากลับไปพักผ่อนเพื่อออกมาใหม่ เธอยังคิดถึงมันวนเวียนอยู่ในหัว

"It's just the memory. Good or bad, we cannot delete it out. Keep it in the past and ongoing walk to the future. Let the memory be only the memory"
[มันเป็นแค่ความทรงจำ จะดีหรือร้าย เราไม่สามารถลบมันออกไปได้ เก็บมันไว้ในอดีตและเดินต่อไปยังอนาคตข้างหน้า ปล่อยให้ความทรงจำเป็นเพียงแค่ความทรงจำ]

เขาต้องการจะบอกอะไรเธอกันแน่

ปล่อยให้ความทรงจำ เป็นเพียงแค่ความทรงจำ...



พนักงานที่ส่วนต้อนรับของโรงแรมทำท่าปรบมือและยิ้มแย้มให้เธอแทบจะทันทีที่เธอปรากฏตัวออกมานอกลิฟท์ เธอเลือกที่จะแต่งตัวให้ดูดีกว่าปกติแม้จะไม่หรูหรา เสื้อคอถ่วงเนื้อผ้าบางเบาที่มีสีหวานลายดอกไม้ในเนื้อผ้าที่เธอสวมอยู่ดูสวยหวานและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน ผมยาวเป็นลอนอ่อนของเธอถูกรวบไว้ที่ไหล่ด้านหนึ่งพร้อมจัดแจงแต่งทรงอย่างดี หน้าสวยแต่งแต้มด้วยสีสันที่ดึงดูดมากกว่าในเวลากลางวันที่เธอจะแต่งแต้มไว้เพียงบางเบา เธอตั้งใจให้มันออกมาแบบนี้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร

ไม่รู้ว่าจะทำให้คนที่มารับยืนนิ่งมองเธอด้วยสายตาลึกล้ำชัดเจนขนาดนี้ได้ด้วยซ้ำ

"You are very beautiful tonight" มัตสึมุระพูดเบาๆ กับเธอเหมือนหลุดออกมาจากลำคอมากกว่าจะขยับปากพูด เขาเองก็ดูแปลกไปกว่าปกติด้วยชุดสีเข้มที่ทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นอย่างที่เคย

เธอกล่าวขอบคุณเขาก่อนที่จะเดินเคียงกันออกไปยังร้านที่เขาบอกไว้ก่อน

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูหลากหลายกำกับด้วยภาษาอังกฤษทุกรายการถูกส่งให้เธอ เธอไม่มีปัญหากับรายการอาหารใดๆทั้งสิ้น จะปลาดิบหรือเนื้อดิบเธอก็ทานได้ และนั่นก็น่าจะทำให้คนที่พามารู้สึกดีขึ้น

"Japanese food not spicy like Thai food" เขาต้องการสื่อสารกับเธอว่าหากจะหาอาหารรสจัดอย่างที่เธอทานอยู่ในประเทศไทยก็คงจะไม่มีในร้านนี้

"It's OK for me. Japanese food is OK" เธอยิ้มหวานให้เขาราวกับอยากเอาใจ แปลก... ทำไมเธอถึงอยากทำอย่างนั้น ด้วยใบหน้าสลดๆ ที่เธอเห็นจากเขาเมื่อตอนบ่ายหรืออย่างไรกัน นี่เธอลืมไปแล้วเหรอว่าเขาอาจจะปิดบังอะไรเธอไว้ก็ได้

พนักงานร้านที่มารับรายการสั่งอาหารชี้ไปที่เมนูเครื่องดื่มและแนะนำบางอย่าง แน่นอน พิชชาฟังไม่รู้เรื่องสักนิด

"Do you want to try this? O-sake" เขาชี้ไปที่รูปภาพขวดเซรามิคขนาดเล็ก เธอเดาได้ในทันทีว่ามันต้องเป็นแอลกอฮอล์แน่ๆ เพราะครั้งก่อนที่เธอมาที่ประเทศนี้ เธอพยายามจะลองเหล้าสาเกแล้วครั้งหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ลองไปเสียเพราะมีคนทัดทานไว้...


"พิชชาจะลองสาเกร้อนนี่ดูค่ะ น่าจะอร่อย" พิชชาหันไปบอกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ในร้านอาหารญี่ปุ่นที่บรรยากาศเหมาะกับการมานั่งคุยกันเบาๆ เหลือเกิน

"แต่มันค่อนข้างจะแรงอยู่นะครับ ผมว่าพิชชาอย่าดื่มเลยดีกว่า ผมเองก็คอไม่แข็งเสียด้วย เกิดเมาไปอีกคนใครจะดูแลคุณไหว" ชินยะไม่ยอมให้เธอทำได้อย่างที่ตั้งใจ

"แหม...แต่ก็อยากลองนี่นา"

"เหมือนเหล้าใสๆ ดีกรีแรงๆ ที่ไทยแหล่ะครับ แต่มันมีรสหวานเท่านั้นเอง พิชชาซังดื่มเบียร์นี่ก็พอ นะครับ"



"Can you drink this with me?" เธอหาเพื่อน

"Sure!" มัตสึมุระยิ้ม ยิ้มอย่างที่เธอมองแล้วรู้สึกเต็มแน่นในใจบอกไม่ถูก


หากว่าครั้งหนึ่งที่มีคนบอกเธอว่ามันค่อนข้างจะแรง เธอก็จะขอเถียงว่ามันไม่เป็นความจริง เพราะมันไม่ใช่ค่อนข้างแรงแต่มันแรงมากเลยต่างหาก ขนาดว่าเธอมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงคออ่อน หากเริ่มขวดที่สองของสาเกร้อนรสหวาน อาการ "กึ่ม" และมึนก็เริ่มเข้าแทรก

พิชชายกขวดของเขามารินให้อีกครั้งเมื่อเห็นว่าจอกเล็กๆ ของคนตรงข้ามมันว่างอีกแล้ว เป็นธรรมเนียมที่เธอเพิ่งจะได้รับรู้ในครั้งนี้ว่า เราจะไม่รินเหล้าของตัวเองให้แก่ตัวเอง เพราะมันดูไม่สุภาพ หากอยากดื่มต้องให้อีกคนรินให้ และจากการรินครั้งนี้เทียบอาการมือสั่นของเธอกับสีหน้าสบายๆ ของเขาแล้วเธอก็ส่ายหน้าเบาๆ และพูดงึมงำกับตัวเอง

"หน้าอ่อนๆ คอแข็งชะมัด..."

ในจังหวะที่ใครพูดอะไรก็ขำไปหมดอย่างนี้นั้น เธอกลับรู้สึกว่ามันช่างสนุกสนาน เธอไม่ได้ดื่มจนมึนเกือบถึงขั้นเมามานานแล้ว ที่เธอปล่อยให้ตัวเองหลุดสติถึงขนาดนี้กับคนแปลกหน้าได้ก็ถือว่าอันตรายอยู่ไม่น้อย แต่แปลก... ที่เธอไม่ยักนึกกลัวเขาเลย

"อะ My phone… No No No, your phone ring" เธอควานหาโทรศัพท์ของมัตสึมุระในกระเป๋าของตัวเองเมื่อมันกรีดร้องขึ้นมา และเมื่อพลิกดูหน้าจอ เธอก็แทบจะหายเมาในทันที

"Matsumura-san, your phone" โทรศัพท์ถูกยื่นไปให้เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยของเธอ เขาจะทำหน้ายังไงกันนะ

มัตสึมุระรับโทรศัพท์มามองหน้าจอและเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้าเขาก็เหลือบตาคนที่ส่งให้แวบหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดฝารับสายและพูดกับทางนั้นเพียงไม่กี่ประโยค สั้นและเบาเหมือนกลัวว่าเธอจะได้ยิน

จากนั้นเขาก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเฉย แถมยังเอาตะเกียบมาคีบเมล็ดข้าวโพดในจานร้อนส่งเข้าปากเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนั่นเองก็ทำให้คนที่มีสติยั้งคิดเหลือเพียงน้อยนิดกระทำการบางอย่างออกมา

พิชชาเอื้อมมือมาคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ และเปิดฝาพับขึ้นมา เธอกดดูรายการรับสายสุดท้ายจากปุ่มสีเขียวรับสายที่เป็นสากลให้รู้ว่ามันจะแสดงผลของเบอร์ล่าสุดทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และท่ามกลางสายตางุนงงของเขา เธอก็ถามออกมาพร้อมทั้งหันหน้าจอโทรศัพท์ให้เขาดู

"Toru… Shinya Toru… Why you know him?"

เขาหลบตาเธอลงวูบหนึ่งก่อนที่จะเหลือบสายตาขึ้นมองตาเธอกลับพร้อมกับพูดช้าๆ

"He is my brother...Toru is my brother" [เขาเป็นพี่ชายของผม โทรุ เป็นพี่ชายผม]

พิชชารู้สึกเหมือนถูกใครสักคนตีด้วยของแข็งเข้าที่หัว ความร้อนที่วิ่งพล่านในกระแสเลือดจากแอลกอฮอล์พลันไหลลงสู่เบื้องล่าง เหลือเพียงความเย็นเยียบเข้ามาเกาะกินหัวใจ เธอค่อยๆ ขยับริมฝีปากช้าๆ และพูดออกมา

"Do…Do you know I know him? Do you know who I am? [คุณรู้หรือเปล่าว่าฉันรู้จักเขา คุณรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร]

"Pi-cha san, please don't angry… I… Toru call me for take care you here… in Hiroshima…" [พิชชาซัง ขอร้องล่ะ อย่าโกรธเลย ผม... โทรุบอกให้ผมมาดูแลคุณที่นี่ ที่ฮิโรชิมา]

"Why…Why didn't you tell me who you are?" [ทำไม ทำไมคุณไม่บอกฉันว่าคุณเป็นใคร]

ตอนนี้ เธอไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น คำพูด สีหน้าสำนึกผิดของเขา แววตาที่เหมือนกับกำลังขอร้องเธออยู่นั้นไม่สามารถหยุดให้เธอไม่ถามต่อได้ หัวใจพิชชากำลังปวดหนึบอย่างบอกไม่ถูก

"Pi-cha san, I'm sorry…"



"พิชชาซัง... ผมขอโทษ"

ประโยคที่เธอไม่ต้องการจะได้ยินที่สุดกลับถูกส่งมาจากปลายสาย เธอกำหูโทรศัพท์ไว้แน่นเหมือนกับว่าอยากจะให้มันหายวับไป เพื่อตื่นขึ้นมาพบว่านี่มันไม่ใช่เรื่องจริง


หนึ่งวันก่อนที่จะถึงกำหนดบิน เธอกำลังเก็บกระเป๋าพร้อมหัวใจที่ลิงโลด อีกไม่นานเธอก็จะได้พบหน้าคนที่เธอติดต่อเขามาตลอดระยะเวลาสองปี หลังจากที่เจอกันครั้งสุดท้ายที่สถานีฮิโรชิม่าในวันสุดท้ายก่อนที่จะกลับสู่เมืองไทย และเธอกับเขา ก็ไม่เคยขาดการติดต่อกันเลยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คำหวาน ห่วงใยที่ส่งผ่านสายโทรศัพท์หรือข้อความจากจอคอมพิวเตอร์มันทำให้เธอนึกอยากเห็นหน้าและสัมผัสคนที่ส่งมาให้ทุกครั้ง มีเพียงระยะหลังๆ ที่เขาตอบเมล์เธอช้า หรืออาจไม่ว่างบ้างด้วยงานที่ยุ่งเพิ่มขึ้นจากตำแหน่งใหม่ที่ได้รับ

แต่ไม่ใช่สิ่งนี้ที่เธอต้องการ ไม่ใช่เรื่องที่เธอพยายามโหมงานหนักตลอดเดือนเพื่อขอลาพักร้อนหนึ่งสัปดาห์เต็ม ไม่ใช่เรื่องที่เธอจองตั๋วเครื่องบินและเตรียมการเสร็จสรรพเพื่อจะไปหาเขาและรำลึกถึงความทรงจำแสนหวานอย่างนี้

ไม่ใช่เรื่องที่เธอโทรไปบอกเขาว่าจะไปถึงในเวลาเกือบเที่ยงของวันพรุ่งนี้ที่สถานีฮิโรชิม่า เพื่อที่จะได้รับการตอบกลับมาว่า เขามาหาเธอไม่ได้เพราะว่าเขามีภรรยาท้องอ่อนที่ต้องดูแล ทั้งหมดมันไม่ใช่เลย

"ผมแต่งงานได้เกือบครึ่งปีแล้ว... พิชชา ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณก่อนหน้านี้ ผมไม่กล้าที่จะบอกเพราะรู้ดีว่าคุณรู้สึกยังไง"

"ทำไมคะชินยะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ พิชชานึกว่าคุณยังเหมือนเดิม" เสียงที่เริ่มสั่นเครือจากแรงอารมณ์ที่ถูกกระชากอย่างรุนแรงตอบกลับปลายสาย

"พิชชา ผมยังไม่เปลี่ยนไปหรอกนะ ผมยังมีความห่วงใยให้คุณเสมอ คุณเป็นคนน่ารัก น่าคบหา แต่ว่า... ผมมีคนที่ผมรักแล้ว ตอนนี้เธอก็กำลังต้องการการดูแลจากผม" เขาพยายามปรับน้ำเสียงให้น่าเห็นใจ แต่ใครจะน่าเห็นใจไปกว่าคนที่กำลังรู้สึกว่าโลกสีหวานตรงหน้ากำลังจะล่มสลาย

"ทำไมคุณเพิ่งบอกพิชชา คุณไม่คิดว่ามันจะทำให้ใครเสียใจแค่ไหนหรือไง ไม่คิดว่าจะทำให้ฉันดูโง่ งี่เง่าที่ไปหลงคิดถึงคนที่เขาแต่งงานแล้วอย่างคุณอยู่ได้น่ะ!" เสียงที่ส่งไปยังไมโครโฟนตัวจิ๋วของโทรศัพท์แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเสียงตะโกน

"ผมขอโทษ... แล้วคุณจะมายังไง มีใครมาด้วยหรือเปล่า ภาษาญี่ปุ่นคุณไม่ได้เลยนี่" เสียงเจือรอยห่วงใยที่ส่งมาทำให้พิชชายิ่งร้อนหัวตามากขึ้น ก้อนแข็งๆ แล่นเข้ามาจุกอยู่ที่ลำคอ

"ห่วงเหรอ เป็นห่วงฉันเหรอ ถ้าห่วงจริงก็มารับฉันสิ ที่สถานีตอนสิบเอ็ดโมงตรง มาดูแลฉันตลอดสัปดาห์ พาไปเที่ยวอย่างที่เคย เดินจับมืออย่างที่ทำ โอบไหล่ไว้เพื่อไม่ให้ฉันหนาว คุณทำได้หรือเปล่า ชินยะ ทำได้ไหม" เธอรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในอกกำลังร่ำร้องและจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ เธอเรียกร้องถึงสิ่งที่ผิด และรู้ดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้

"..."

"ทำไม่ได้ใช่ไหม ชินยะซัง... ฟังนะ ฉันจะไป ฉันจะไปทุกแห่งหนที่ฉันเคยไปกับคุณ ฉันจะจดจำมันไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีคุณอยู่ แล้วมาวันนี้ไม่มีอีกแล้ว มีฉันคนเดียวเท่านั้น รู้มั๊ย ชินยะ... ฉันต้องทำได้ ไม่มีคุณ ฉันก็จะอยู่ให้ได้ จะแทนที่ทุกภาพที่มีคุณอยู่ให้เลือนหายไปให้ได้"

"แต่พิชชา... คุณจะมาญี่ปุ่นคนเดียวได้ยังไง ไม่มีใครดูแล..."

"ได้! ฉันจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด"

และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายของเธอก่อนที่วางสายและปิดเครื่องรับโทรศัพท์ในทันที หลังจากนั้น นานแค่ไหนเธอก็ไม่อาจรู้ที่เธอนั่งร้องไห้เงียบๆ น้ำตาไหลลงมาช้าๆ แต่ไม่มีการสะอึกสะอื้น เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังร้องไห้อยู่



แม้ในตอนนั้น เธอยังพยายามทำตัวเข้มแข็ง แล้วทำไมตอนนี้เธอจะขอความเข้มแข็งให้ตัวเองยืนหยัดต่อไปไม่ได้ เธออาจจะหลงลืมคิดไปว่าตัวเองโชคดีที่ได้พบกับชายหนุ่มน่ารักที่มาปลอบใจเธอในวันที่แสนจะโหดร้ายได้ หากแต่หนุ่มนั้นเป็นเพียงเครื่องมือประหัตประหารอีกอย่างที่ถูกส่งมาซ้ำบาดแผลของเธอเท่านั้น พิชชาผ่อนลมหายใจช้าๆ อย่างคนที่พยายามอดกลั้นและตั้งสติ

"Your last name is not Shinya…You are Matsumura" [นามสกุลของคุณไม่ใช่ชินยะ แต่เป็นมัตสึมุระ]

"Matsumura is mother name… My parent divorced since I was seven years. Toru stay with our father in Aomori. I stay with mother here, Hiroshima" [มัตสึมุระเป็นนามสกุลของแม่ พ่อแม่เราหย่ากันตั้งแต่ผมเจ็ดขวบ โทรุอยู่กับพ่อที่อาโอโมริ ผมมาอยู่กับแม่ที่นี่ ฮิโรชิม่า]

"This phone number… I never give Toru, Toru call me at home not call my cell phone. I don't know Pi-cha san" [เบอร์นี้ ผมไม่เคยให้โทรุ โทรุจะติดต่อกับผมที่เบอร์บ้านเท่านั้น ผมไม่รู้จริงๆ พิชชา]

"I want to take care you. No want lie you" [ผมแค่ต้องการดูแลคุณ ไม่ต้องการจะหลอกคุณเลย]

"How do you want to take care me? You don't know me. I am just the woman who has the broken heart… Form your brother… Am I right? [คุณจะมาอยากดูแลสนใจฉันได้ยังไง คุณไม่รู้จักฉันสักนิด ฉันมันแค่ผู้หญิงที่อกหักจากพี่ชายคุณเท่านั้น ถูกไหม]

"Pi-cha san…" เสียงเรียกชื่อของเขากับแววตาขอความเห็นใจนั้นมันเหมือนกับว่าเขากำลังเจ็บปวดอยู่จริงๆ แต่นั่นมันคงยังไม่เทียบเท่ากับที่พิชชารู้สึกอยู่ตอนนี้หรอก

"Matsumura Ryo… Thank you for your kindly service me. Whatever it's true or lie… I feel thank you. Last thing I beg you do for me. Could you please accept my request?"
[มัตสึมุระ เรียว ขอบคุณมากสำหรับความกรุณาทั้งหลายที่คุณมีให้แก่ฉัน ไม่ว่ามันจะจริงหรือหลอก ฉันก็รู้สึกขอบคุณ สุดท้าย ที่ฉันจะขอร้อง คุณจะยอมรับคำขอของฉันได้ไหมคะ]

พิชชานั่งหลังตรงและพยายามคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ และเขาก็ดูเหมือนจะใจมาขึ้นอีกนิดพร้อมกับรีบพยักหน้าทันทีไม่ว่าสิ่งที่เธอจะขอเขาคืออะไรก็ตาม

"I want this is the last minute I see you. Please don't talk to me again, don't call, and don't come to see me. Ah…tell your brother too. The same word" [ฉันต้องการให้นี่เป็นนาทีสุดท้ายที่ฉันจะได้เป็นหน้าคุณ อย่าได้คุยกับฉันอีก อย่าโทรมา และอย่ามาหาฉันอีก อ้อ บอกพี่ชายคุณด้วยนะ ตามนี้เลย]

คนที่กำลังเต็มไปด้วยแรงบีบที่หัวใจกับความชาที่ใบหน้าวางโทรศัพท์เครื่องบางนั้นลงบนโต๊ะและคว้ากระเป๋าสะพายที่วางข้างตัวขึ้นมาสะพายบ่าพร้อมลุกขึ้นอย่างไม่มั่นคงนัก และท่าทางอย่างนั้นก็ทำให้คนที่นั่งก้มหน้าอยู่รีบผุดลุกขึ้นมาทำท่าจะประคอง แต่กลับถูกมือเล็กๆ ปัดออก

"Memory is just the memory ha… good or bad, keep it in the past right?... You will be the one of my memory that I will keep it in the past" [ความทรงจำเป็นเพียงแค่ความทรงจำสินะ ดีหรือเลวเก็บมันไว้ในอดีต ใช่ไหม คุณก็จะเป็นอีกความทรงจำหนึ่งซึ่งฉันจะเก็บไว้ในอดีตเท่านั้น]

"Matsumura Ryo san, Iroiro arigatou gozaimashita" [คุณเรียว มัตสึมุระ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง]

และนั่นก็เป็นคำพูดสุดท้ายที่เธอให้ไว้แก่เขา... เรียว มัตสึมุระ อีกคนที่จะอยู่เพียงความทรงจำ ฝังไว้ในที่แห่งนี้

สถานีฮิโรชิม่า...





สองสัปดาห์ถัดมา ประเทศไทย

"เอ้า ทำหน้าเซ็งจังนะ หนีไปเที่ยวมาทั้งอาทิตย์กลับมาดันทำหน้าซังกะตาย" เพื่อนในแผนกของพิชชาคนหนึ่งร้องทักเมื่อก้าวเข้ามาในห้องทำงานแล้วพบกับสีหน้าเบื่อโลกเหม่อลอยของเพื่อนสาว

"พัสดุ From Japan เอ... ใครส่งมาน้อ" พิชชารับซองพัสดุสีน้ำตาลจากการโยนใส่ของเพื่อนมาแบบงงๆ ใครกัน ส่งของมาให้เธอถึงที่ทำงานนี่ คนที่ญี่ปุ่นที่เธอรู้จัก หรือเพียงแค่"เคย" รู้จักมีไม่กี่คนเท่านั้น

"จะใช่หนุ่มน้อยน่ารักแก้มบุ๋มคนที่อยู่ในคอมพ์เธอรึเปล่า พิชชา"

คำเย้าหยอกนั่นทำให้เธอสะอึก ใช่ หนุ่มน้อยที่ทำหน้าทะเล้นที่อยู่ในโฟลเดอร์หนึ่งของคอมพิวเตอร์เธอไม่ใช่ใครเลย เธออยากเก็บมันไว้แค่อดีต แต่กลับอดไม่ได้ที่จะเปิดมันมาดูหลายครั้ง

ซองพัสดุขนาดน้ำหนักพอประมาณที่มีขอบกระดาษเขียนชื่อโรงแรมที่เธอไปพักอยู่ชัดเจนทำให้รู้ว่ามันถูกส่งมาจากไหน หน้าซองเขียนชื่อเธอเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ลงชื่อคนส่ง มีเพียงตราประทับที่บอกว่ามันถูกส่งมาจากฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เพียงแค่เห็นตราสัญลักษณ์ไปรษณีย์ จิตใจของพิชชาก็หวนไปหาผู้ชายสองคน คนหนึ่งทำให้เธอเจ็บปวด อีกคนหนึ่งทำให้เธอคิดว่าความรัก ไม่มีอยู่จริง

หลังจากกลับมาด้วยการเลื่อนตั๋วเดินทางทางโทรศัพท์ข้ามแดนจากกำหนดการเดิมเป็นการกลับกะทันหันเท่าที่จะสามารถหาตั๋วเดินทางได้นั้น เธอได้ใช้เวลาทั้งหมดในการคิดย้อนไปย้อนมาถึงสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจ น่าแปลก สิ่งที่เธอค้นพบกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

เธอเศร้าใจกับคนเคยรักที่มาหักหลัง แต่เธอกลับคิดถึงใบหน้าสดใสร่าเริงของใครอีกคนมากกว่า เธออยากเห็นใบหน้านั้นอีกครั้ง ถึงจะรู้ว่าสีหน้าท่าทางทำให้เธอยิ้มและหัวเราะได้ในช่วงสั้นๆ นั้นอาจจะเป็นเพียงการหลอกลวง แต่เธอก็อยากที่จะบิดเบือนความทรงจำไว้ว่านั่นเป็นเรื่องจริง

เธอสร้างความทรงจำใหม่มาบดบังความทรงจำเก่าได้สำเร็จ เพียงแต่มันเจ็บปวดได้ไม่แพ้กันเลยเท่านั้น

"จะนั่งจ้องอีกนานไหม ซองนั่นน่ะ ที่มายืนค้ำหัวนี่เพราะอยากรู้อยากเห็นนะ เปิดสักทีสิ" เพื่อนสาวเร่งเร้า

เจ้าของพัสดุส่ายหน้ายิ้มๆ ในความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อน เธอหยิบมีดเล็กออกมาจากลิ้นชักและค่อยๆ กรีดซองออกมาด้านหนึ่ง ในใจก็คิดว่าทางโรงแรมคิดส่งอะไรที่เธอลืมไว้มาคืนหรือเปล่า ดีนะ ที่เธอกรอกที่อยู่บริษัทในไทยไว้ตอนที่เช็คอิน

เมื่อซองเปิดออก ของที่อยู่ด้านในร่วงกราวลงมาบนพื้นโต๊ะทำงานของเธอ ทั้งหมดนั้น ทำให้เพื่อนเธอร้องอุทานออกมา

มันคือรูปถ่ายของเธอทั้งหมด รูปถ่ายตอนเธอยิ้ม ตอนเธอเหม่อ ตอนเธอไม่รู้ตัว ไม่ยากเลยที่จะรู้ว่าใครเป็นคนเก็บภาพเหล่านี้ แต่หากสิ่งที่ทำให้เธอต้องปิดปากตัวเองนิ่งคือภาพส่วนหนึ่งในนั้นต่างหาก สถานที่เดียวกัน แต่ต่างเวลา มิยาจิม่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และมิยาจิม่าเมื่อสองปีก่อน ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกไว้โดยที่เธอไม่รู้ตัว ไม่ใช่ชินยะ ไม่ใช่เพื่อนเธอสองคนที่ไปด้วยแน่ๆ จากมุมภาพทั้งหมด

แล้วใครกันเล่าที่เก็บภาพทั้งหมดนี้ไว้

ทุกภาพล้วนแสดงอารมณ์ของเธอ สองปีก่อน แววตาของเธอเต็มไปด้วยประกายบางอย่าง ความสุขที่บ่งบอกชัดเจนบนใบหน้านั้นแทบจะบอกได้เลยว่าเธอกำลังมีความรัก ทุกอิริยาบถของเธอ ตอนหัวเราะ ตอนยิ้ม ตอนเขิน แม้แต่ตอนที่เธอเงยหน้ามองภาพเขียนเก่าๆ บนศาลาวัดมิยาจิม่าด้วยความทึ่งก็ยังถูกเก็บไว้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งของภาพ สองสัปดาห์ก่อน แววตาหมองหม่น หน้าเศร้าสร้อย เหม่อลอย จนไปถึงภาพเธอที่ยิ้มสดใส หัวเราะอย่างสนุกสนาน

เธอจำได้ทั้งหมด ที่เธอยิ้ม เพราะใคร ที่เธอได้หัวเราะก็เพราะใคร

"พิช...พิชชา เธอโอเคหรือเปล่า" เพื่อนสาวเขย่าแขนเธอเบาๆ เมื่อเห็นว่าน้ำใสๆ ค่อยๆ กลั่นออกมาจากตาขอบตาร้อนผ่าวของเพื่อน

มือที่สั่นน้อยๆ ของพิชชาเปิดซองออกกว้าง ด้านในมีกระดาษพับไว้หนึ่งแผ่น เธอหยิบมันมาคลี่ออกดู ในนั้นเป็นตัวหนังสือภาษาไทยตัวโย้เย้เหมือนเด็กหัดเขียน เธอค่อยๆ ไล่สายตาอ่านไปทีละนิด ทีละนิด


ผม ไม่กล้า ที่จะ มาบ อก คุณต่อ หน้า คุ ณขอ ไว้ ไม่ให้ ผมมา หา ไม่ ให้โทร ศัพ ท์ ผมจึง ต้อ งเขี ยน แล้ว มา แอ บ ฝากไว้ ให้ ที่ โรง แรม หวั งว่า คุณ จะ ได้ อ่า น

ผม รีบ กลั บ ออก จา ก ร้า น ไป ร้า น สวัส ดี ทันที ผม ให้ คนไ ทย ช่ว ย ผม หัด เ ขี ยน ภา ษาไ ทย ย าก มา ก
ผม จ ะบอ ก ว่า ผม ไม่ ได้ ไม่ รู้ จัก คุ ณมา ก่อ น ผม เจอ คุณ มา นาน แล้ว โท รุ เล่ า ถึง หญิ ง ไทย ให้ ฟัง ผม บัง เ อิญ ไป งาน แต่ ง เพือ่น ที่ มิ ยา จิ มา ่ ผ ม เจ อ คุ ณ เจ อ โทรุ

คุณ ยิ้ ม สวย น่า รัก ผ ม ชอบ คุณ ยิ้ ม แต่ คุ ณ ยิ้ม ให้ โทรุ ผม แอ บ ถ่า ย รู ป คุณ ไว้ โท ร หา โทรุ บ่อ ยๆ ว่า คุณ เป็ น ยัง ไง ต ลอด สอง ปี รู้ จั ก คุ ณ จา ก โทรุ มา ตล อด

ผม ให้ โทรุ อย่ า ทำ ร้า ย คุ ณ ผม ไม่ อยา ก ให้ คุ ณ เสีย ใ จ แต่ โทรุ ก็ แต่ง งาน
ผม ขอโท ษ ผม ห้า ม เข า ไม่ ได้

จน โทรุ บอ ก ผม ว่า คุณ มาอยู่ ที่ ฮิ โร ชิ มา แล้ว ผ ม รีบ มาก รีบ ไป หา คุณ ที่ สถาน ี แต่ ผม เจ อคุ ณ ที่ ถนน คุณ หก ล้ม ผม จำ ได้ คุณ ร้อ ง ไห้
ผม ไม่ อยา กปล ่อย คุณ ไป

ผม อยา ก ให้ คุณ ยิ้ม อยา ก ให้ ยิ้ม ให้ ผม เหม ื อน ยิ้ ม ให้ โทรุ

ผม จะ รอที่ หน้ า สถาน ี พรุ่ ง นี้ 9:00am ที่ เดิ ม เพ ราะ อยา ก จะพู ด กับ คุณ ด้ว ย ประโ ย คนี้ เป็ น ภา ษา ไท ย

….



เธอกำลังนึกภาพของวั้นนั้น วันที่เธอเช็คเอ๊าท์แต่เช้าตรู่ พนักงานคนเดิมยังไม่เข้างาน เธอจึงจัดการเช็คเอ๊าท์กับอีกคนที่อยู่กะกลางคืนแทน ของนี้จึงไม่ถึงมือเธอ หากแต่โรงแรมนี้ก็ส่งมาทางไปรษณีย์ให้

เธอไม่รู้จริงๆ ว่าวันนั้นเขาจะรอเธออยู่นานแค่ไหน เขาจะรอเธออยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไร ในเมื่อเธอขึ้นชินคันเซ็นรอบเจ็ดโมงครึ่ง ไม่มีทางเลยที่เธอจะพบเขาได้

และแน่นอน หากเธอได้เห็นและได้อ่านข้อความนี้ทั้งหมด เธอไม่มีทางที่จะหนีเขาไปอย่างแน่นอน...โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่เขาเขียนมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อที่จะบอกแก่เธอต่อหน้าเป็นภาษาไทย...

"นี่ หัวหน้าอยู่โต๊ะหรือเปล่า" จู่ๆ คนที่นั่งน้ำตาร่วงก็ลุกขึ้นพรวดแล้วถามเพื่อนที่กำลังทำตัวไม่ถูกอยู่อย่างรีบร้อน

"ยะ อยู่ ทำไม พิชชา มีอะไร บอกเราได้นะ"

"มีสิ ช่วยดูแลงานให้สักอาทิตย์นะ พิชชาจะดึงพักร้อนปีหน้ามาใช้" เธอปาดน้ำตาออกและยิ้ม เธอยิ้มกว้างจนเพื่อนงง

"เฮ้ย... อะไรวะ มะ เมื่อกี้ยัง... จะไปไหนอีก เพิ่งลาไปไม่ใช่รึไง"

"จะลาไปญี่ปุ่น...ไปฟังคำพูดหนึ่งประโยค!" พิชชาตอบออกมาด้วยเสียงมั่นใจ พร้อมกับรีบร้อนวิ่งไปทางห้องของผู้จัดการแผนก นั่นยิ่งทำเอาเพื่อนสาวงงหนักกว่าเก่า และสิ่งที่น่าจะทำให้เธอหายงงได้ก็น่าจะเป็นจดหมายฉบับนี้ ที่มาพร้อมกับกองรูปถ่ายตรงหน้า

"ไหน ขอดูหน่อยสิน่า อะไรมันทำให้ยัยพิชชาสติแตกไปได้ขนาดนี้"

แล้วเพื่อนสาวของพิชชาคนนี้ก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเจอประโยคสุดท้ายในจดหมาย ประโยคนี้คงเป็นประโยคหนึ่งที่พิชชารู้ความหมายจากหนังสือสนทนาภาษาญี่ปุ่นที่ตัวเองเป็นคนให้หยิบยืมไปเมื่อไม่นานมานี้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รีบรุดปานนั้นหรอก


愛しているよ
[Aishiteiruyo]

'ผมรักคุณ'


[Ryo]



THE END




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2551
11 comments
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2552 2:01:53 น.
Counter : 545 Pageviews.

 

แบบ แอบสมน้ำหน้ามัตจังนิดนึงอะครับ จ๊าก ซาดิสต์เปล่าคุณพีทนี่
แต่เอ้อ... โดนให้รอซะสองอาทิตย์

เอาวะ ยกโทษให้ก็ได้

ทีหลังอย่าทำงี้อีกนะ ไม่ดีรู้เปล่า ฮึ่ม

ใจหายใจคว่ำหมด

 

โดย: คุณพีทคุง ณ (ลายปากกา ) 2 พฤศจิกายน 2551 20:14:11 น.  

 

น่าจะมีบทส่งท้ายซะหน่อย รู้สึกว่ายังหวานไม่จบยังไงไม่รู้

 

โดย: ลี้อาเฮง IP: 58.9.58.184 3 พฤศจิกายน 2551 16:43:16 น.  

 

อิจฉาพิชชาจริงๆ ไปญี่ปุ่นแปบๆ ได้ใจหนุ่มญี่ปุ่นมาซะแล้ว
ขอบทส่งท้ายด้วยเหมือนกันค่ะ ^^

 

โดย: บู้บี้ IP: 122.26.102.188 3 พฤศจิกายน 2551 21:42:41 น.  

 

มองเห็นแล้ว หึ่ม เพิ่งรู้ว่าตอนจบ
พิซซ่าหน้าปลาดิบ ฝากไว้ก่อนนะ ไว้เข้ามาหม่ำอีกที

เฮ้อออ วันนี้มัวแต่ปล้ำลุงธันว์ Time machine ใช้งานอยู่แต่ที่สตูดิโอริมหาด
เลยไม่ได้อ่านคุณแทน ผ้าขนหนูก็เลยไม่ได้หลุดสะที
โอ๊ยยย หงุดหงิด แหะ แหะ


ปะโป้งไว้ก่อนนะคะ

 

โดย: พรายทราย 5 พฤศจิกายน 2551 19:01:59 น.  

 

มาทักทายพิซซ่าหน้าปลาดิบ อาจถอยหลังเป็นนิด ไม่กล้าอ่านมาก เพราะยังไม่รู้จักคุณโทรุซัง เลย

งานยังท่วม แงง วันจันทร์ต้องส่งแล้ว อู้ไม่ได้เลยกะแอะ


มาบอกว่าคิดถึงจัง ภาษาญี่ปุ่นเขาว่าไงนะ

 

โดย: พรายทราย 7 พฤศจิกายน 2551 19:24:38 น.  

 

ตามมาขอบทส่งท้ายถึงในบล็อกค่ะ

ไม่จัดให้ก็ใจร้ายไปหน่อยแล้วคุณ Bestฯ

 

โดย: ริวไผ่ IP: 88.149.172.90 9 พฤศจิกายน 2551 5:42:52 น.  

 

แง้ง... คุณริวไผ่ง่า คนอ่านสิใจร้าย จะเอาบทส่งท้ายจากสาวน้อยตัวเล็กๆ หน้าซื่อๆ ที่มีงานยุ่งล้นมือจนน่าสงสาร น่าพาไปเลี้ยงข้าวดูหนังปานนี้

หงิงๆๆ

(มันน่าสงสารตรงไหน???)

 

โดย: BestChild 9 พฤศจิกายน 2551 10:32:23 น.  

 

ตัวเอง มาช่วยกันรับเคราะห์เถอะนะ อิๆๆ

แถกท่องเที่ยวไทยคุณพีท

 

โดย: คุณพีทคุง ณ (ลายปากกา ) 12 พฤศจิกายน 2551 16:03:48 น.  

 

อ่านแล้วซึ้งความรักของมัตจังจิง ๆ ฮะ
น้ำตารื้นๆ อินไปมะครับ 555
จะเจอบ้างไม๊นะคนอย่างนี้
ปีหน้ามอร์ว่าจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นซักสองสามเดือน
หวังว่าคงเจออะไรคล้าย ๆ อย่างนี้บ้าง 555
คุณเบสต์เขียนเก่งจังครับ ^^

 

โดย: me'more IP: 203.144.187.19 26 ธันวาคม 2551 19:30:41 น.  

 

ก่อนหน้านี้เป็นยังไงไม่รู้
รู้แต่ว่า ตอนจบ ทำเอาซึ้งมาก...

อยากจะเจอคนแบบนี้บ้าง...
จริงๆนะ


จะมีไหม?

ปล.มาเม้นแบบข้ามหลายปีมากๆ ฮ่าๆ

 

โดย: น้ำ (KK_FUMIHIKO ) 3 มิถุนายน 2553 23:49:55 น.  

 

โห คุณน้ำ ปิดจบไปนานมากแล้ว แต่ยังมีคนมาอ่านอีก ดีใจจังค่ะ

คือเรื่องนี้ เริ่มเขียนตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่นช่วงสั้นๆ (สั้นจริงๆ สองสัปดาห์เอง น้อยไป ไม่พอ) แรงบันดาลใจมาจากตรงนั้นเลย และมันก็นานมากแล้ว จนคนเขียนก็ลืมไปแล้วว่าหน้าตาสถานีฮิโรชิมานี่มันเป็นไงแล้วนะ ฮ่าๆ

ขอบคุณที่มาอ่านและคอมเมนท์ให้นะคะ

 

โดย: BestChild 4 มิถุนายน 2553 9:34:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BestChild
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่ใช่คนเลว แต่ไม่ใช่คนดี
ไม่ใช่คนมีน้ำใจ แต่ไม่ได้เห็นแก่ตัว
ไม่ใช่คนใจร้าย แต่ไม่ใช่ผู้หญิงใจดี
ไม่ได้ต่อต้านใคร แต่ไม่ใช่คนยอมคน
รับรู้ในตัวตน และไม่สนใครจะว่าอย่างไร
รู้จักให้อภัย แต่ไม่ใช่ไม่รู้จักแค้น
เป็นผู้หญิงแท้ที่ชอบโชว์แมน แต่ความจริงแสนจะอ่อนโยน O_o!!!


~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ~


"...มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่เรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่มีใครเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกต้องเสมอไปในโลกใบนี้ หากจะมีก็ให้ไอ้คนนั้นมันไปเป็นเทวดาเสีย อย่ามาเป็นคนให้เสียชาติเกิดกันเลย"

โรม / เพราะเธอ...เลอค่าอมตะ







"คนที่บอกว่าคุณไม่สวยคือคนที่ไม่ได้มองคุณรู้ไหม ถ้าหากเพียงมองคุณดีๆ รู้จักมองให้ถึงความเป็นตัวคุณแล้วก็จะรู้ว่าคุณน่ะสวย..."

ยอด / ผมก็เป็นพระเอกคนหนึ่ง







จิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้พอดีทั้งสองฝ่ายมันไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อหาง่ายๆ เมื่อได้มันมาแล้วต้องรักษามันไว้ให้ดี อย่าทิ้งขว้างเหมือนเป็นสิ่งที่หมดค่า เพราะรู้ไหม ว่าหากแกปล่อยมันหลุดมือไปแล้วความสูญเสียจะเทียบไม่ได้กับอะไรทั้งนั้น"

อวิกา / เพราะเธอ...เลอค่าอมตะ






"...ไอ้ผู้ชายมาดแต๋วที่พี่ก่นด่านักหนาตรงหน้านี่นะ...เท่าที่รู้จักมา บอกได้คำเดียว...โคตรแมนเลยเว้ยค่ะ"

นงนุช / แมน







คุณค่าที่ว่า ความรู้สึกในทุกๆ ใบหน้าของคนในรูปคือ 'ความสุข' ไม่เห็นจะต้องมีองค์ประกอบเป็นฉากสวยงาม

ลูกชุบ / สาวติสท์แตกกับหนุ่มไฮเปอร์







"...คุณกับผมอาจดูต่างกัน คุณเชื่องช้า ผมว่องไว คุณใจเย็น ผมใจร้อน คุณชอบจดจ้องและลากเส้น แต่ผมชอบมองผ่านเลนส์และกดชัตเตอร์ แต่รู้มั๊ยในจุดประสงค์ของทั้งหมดมันคือสิ่งเดียวกัน..."

นที / สาวติสท์แตกกับหนุ่มไฮเปอร์







"มันเป็นแค่ความทรงจำ จะดีหรือร้าย เราไม่สามารถลบมันออกไปได้ เก็บมันไว้ในอดีตและเดินต่อไปยังอนาคตข้างหน้า ปล่อยให้ความทรงจำเป็นเพียงแค่ความทรงจำ"

Matsumura Ryo / Hiroshima eki สถานีแห่งความทรงจำ








"...บางทีสิ่งที่แกเห็นมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เหรียญยังมีสองด้านได้เลยแก ประสาอะไรกับใจมนุษย์เล่า มันขึ้นอยู่กับว่าแกเลือกที่จะรับมันทุกด้านหรือเปล่า หากแกเลือกที่จะรับไว้เพียงด้านเดียวแล้วทุกข์ไปตลอดชีวิตน่ะมันคุ้มกันไหม..."

ลูกชุบ / เพราะเธอ...เลอค่าอมตะ









เฮ้อ... ผู้ชาย ไม่มีไม่ตาย แต่อยากได้สักคนแฮะ

"ฉัน"/ ท้องฟ้า หาดทราย สายลม ผมกระเจิง




ฝากคำทักทายไว้ด้วยจิ...รักตายเลย




ShoutMix chat widget




BestChild ในคอลัมน์นักเขียนรับเชิญ ลายปากกา 2009

BestChild ในคอลัมน์ "ลายรัก" ลายปากกา 2010




Free Website Counter
Friends' blogs
[Add BestChild's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.