Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
4 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 

Thaidividend.com : การลงทุน กับการทำธุรกิจ (2)

คราวที่แล้วเราได้คุยกันถึงลักษณะของการทำ "ธุรกิจส่วนตัว" ขนาดเล็กๆ ซึ่งนักธุรกิจมือใหม่ทั้งหลายจะต้องเตรียมรับมือกับความปวดหัวมากมายนานับประการเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่คาดหวัง ดังนั้นนักธุรกิจทั้งหลายจะต้องใช้แรงผลักดันและกำลังใจมหาศาลในการที่จะบริหารธุรกิจของตัวเองให้เริ่มต้น, อยู่รอด และ เติบโต ดังนั้นเราจึงได้ยินคำแนะนำในการทำธุรกิจว่าให้ทำธุรกิจที่ตัวเองรักอยู่แล้วเป็นสำคัญ เนื่องจากการทำในสิ่งที่รักจะทำให้กำลังใจในการทำธุรกิจไม่เหือดแห้งไปง่ายๆในระยะเวลาอันสั้น
หากใครก็ตามต้องการทำธุรกิจเพียงเพื่อต้องการให้ได้เงินเท่านั้นล่ะก็.... ในระยะยาวรอดยากครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ ใครก็ตามที่เริ่มฉุกคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้มี Passion หรือแรงปรารถนาที่จะืำทำธุรกิจมากขนาดนั้น ก็จะเริ่มมีคำถามแล้วว่า "แล้วเราจะทำอะไรดี?"

ครั้งนี้ผมก็เลยอยากจะพูดถึงการลงทุนในทรัพย์สินที่มีลักษณะคล้ายการทำธุรกิจ นั่นก็คือการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทมหาชนต่างๆนั่นเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นสามัญมีลักษณะเหมือนการที่เราลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว อยู่ที่ทัศนคติของตัวผู้ลงทุนที่จะต้องมองสิ่งที่เรียกว่า "หุ้น" เป็นส่วนประกอบของธุรกิจ ดังนั้นการครอบครองหุ้นคือการได้ครอบครองส่วนแบ่งของธุรกิจนั้นๆด้วย นี่คือขั้นแรกและเป็นขั้นที่สำคัญที่สุดในการที่จะบอกว่าเรากำลังจะ "เล่นหุ้น" หรือกำลังจะ "ทำธุรกิจผ่านการลงทุนในหุ้น" กันแน่

เมื่อเรามีทัศนคติไปในแนวทางการทำธุรกิจด้วยหุ้นแล้ว ขั้นต่อไปเราจึงสามารถเข้ามาวิเคราะห์เจาะลึกได้ว่า กลไกภายในหุ้นนั้นมีการทำงานเหมือนการที่เราทำธุรกิจเองอย่างไรบ้าง

กล่าวคือหลังจากที่เราได้ลงทุนซื้อหุ้นขึ้นมาแล้ว เราในฐานะผู้ถือหุ้นมีหน้าที่แต่งตั้งผู้บริหารที่จะเข้ามาทำงานบริหารธุรกิจของหุ้นนั้นๆแทนเรา ผู้บริหารเหล่านี้คือคนที่จะมา "ปวดหัว" กับเรื่องการบริหารธุรกิจต่างๆ คอยดูแลให้ธุรกิจของเราดำเนินและเติบโตไปได้อย่างราบรื่น โดยมีเงินเดือน, โบนัส ฯลฯ เป็นผลตอบแทน

พันธกิจตรงนี้ดูคล้ายกับการที่เราเปิดร้านขายของขึ้นมาร้านหนึ่งแล้วก็จ้างพนักงานมาเฝ้าร้าน คอยเก็บเงิน คอยเชียร์ขายสินค้า และดูแลสินค้าในร้านให้เรา

ตัดกลับมาที่หุ้น ผู้บริหารที่เราแต่งตั้งมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจให้เราในฐานะผู้ถือหุ้นทราบทุกๆไตรมาสและทุกๆปีผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น เปรียบเทียบก็เหมือนกับการที่เราเปิดร้านขายสินค้า จ้างพนักงานขายประจำร้าน จากนั้นเราในฐานะเจ้าของก็ต้องแวะเวียนไปตรวจสอบร้าน, ดูสมุดบัญชี, ดูสต๊อกสินค้า และคอยสอดส่องดูว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นตรงส่วนไหนหรือไม่อย่างไรนั่นเอง

ต่อมาเมื่อธุรกิจของบริษัทมหาชนที่เราถือหุ้นอยู่นั้นมีกำไร ผู้บริหารก็มีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ หรือจะปันผลกำไรออกมาให้ผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าผู้บริหารตัดสินใจจ่ายเงินปันผลออกมา เงินปันผลเหล่านั้นก็จะเป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น จะเป็นรายปี, ราย 6 เดือน หรือรายไตรมาส อันนี้ก็แล้วแต่นโยบายของหุ้นแต่ละตัว

เปรียบเทียบก็เหมือนการที่เราทำธุรกิจส่วนตัวแ้ล้วมีกำไร เราก็ต้องมีการจัดสรรผลกำไรเหล่านั้นว่าจะเอาไปลงทุนขยายร้าน, ซื้อสินค้ามาขายเพิ่ม หรือขยายสาขาออกไป หรืิอถ้าไม่ขยายก็เอาเงินกำไรนั้นไปใช้จ่ายตามอัธยาศัย

ขั้นตอนหลักๆที่ได้อธิบายไปแล้วนั้นต่างก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย ซึ่งเีราคงไม่ได้อธิบายถี่ยิบถึงขนาดนั้น ณ ที่นี้ แต่แค่ลักษณะที่ยกตัวอย่างมาให้ก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพตามได้ว่า การลงทุนในหุ้น ดูๆไปก็มีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกับการทำธุรกิจส่วนตัวอยู่เบื้องหลังนั่นเอง

หลายคนอาจโต้แย้งว่า สิ่งที่ผมพูดเป็นเพียงการหลอกตัวเองไปวันๆ และวาดฝันไปเสียสวยหรูว่าเราเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัทใหญ่โตเป็นพันล้าน หมื่นล้าน ทั้งๆที่เราอาจจะมีหุ้นแค่ 100 หุ้นเองก็ได้ เวลามีความคิดเห็นอะไรก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแสดงความเห็น เพราะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายยิบย่อย ยากที่จะมีใครมาสนใจฟัง อีกอย่างผู้บริหารที่เราคิดว่าเป็นลูกน้องของเรา ส่วนใหญ่ก็รวยกว่าบรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเราๆตั้งไม่รู้กี่เท่า อย่าฝันหวานไปหน่อยเลยว่าลงทุนในหุ้นแล้วจะได้รับการยกย่องเป็นเจ้าของบริษัทและได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ

อันที่จริงก็ถูกของเขานะครับ..... :(

และนี่ก็คือข้อเสียสำคัญของการลงทุนในหุ้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพราะการทำธุรกิจส่วนตัว แม้มันจะเล็ก แต่พนักงานทุกๆคนก็เชื่อฟังเราคนเดียว เราเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเต็มที่ ได้จับต้องผลกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะเอากำไรไปทำอะไรก็ตามใจชอบ แถมพนักงานทุกคนก็ต้องเกรงใจเราในฐานะที่เราเป็นเจ้าของ มันช่างส่งเสริมความมั่นใจส่วนตัวได้อย่างดีทีเดียว

แต่ในระยะยาวแล้วผมก็ยังเชื่อว่าการทำธุรกิจโดยใช้การลงทุนในหุ้นเป็นเครื่องมือ มีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าอยู่นั่นเอง วันนี้เราอาจมีแค่ 100 หุ้น แต่อีก 10 ปีข้างหน้านั้นไม่มีใครรู้ เราอาจจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทขนาดร้อยล้านพันล้านที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้ ในขณะที่ในโลกทุนนิยมอันโหดร้ายและแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในปัจจุบัน ธุรกิจร้านขายของเล็กๆที่เราเริ่มต้นไว้ในวันนี้ คงมีโอกาสไม่มากที่จะเติบโตเป็นธุรกิจระดับร้อยล้านพันล้านได้ในอนาคต

ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

ขอให้คนที่อ่านบทความ 2 ตอนนี้ ลองพิจารณาด้วยตัวเองว่า คิดที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างจริงจังด้วยวิธีไหน 1 หรือ 2 หรือจะเป็นวิธีอื่นๆนอกเหนือจากนี้ที่ผมไม่ได้พูดถึง

เพราะลงท้ายผมก็เชื่อว่ามันไม่มีสิ่งใดที่ถูกต้อง 100% แต่อยู่ที่ว่าหนทางนั้นจะ "เหมาะ" กับเราหรือไม่มากกว่าครับ

Click "Like" & share my page on FB at ---> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at ---> http://twitter.com/ThaiDividend




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2554
0 comments
Last Update : 4 พฤษภาคม 2554 8:45:32 น.
Counter : 382 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Aristotle
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Aristotle's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.