<<
กรกฏาคม 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
8 กรกฏาคม 2554
 
 
หลักสูตรครูสมาธิ

พุธ 6 กรกฎาคม 2554




นู๋เมี่ยงได้รับข้อมูลแผ่นพับการเปิดสอนหลักสูตรสอนครูสมาธิ (ฟรี) เมื่อราวต้นเดือนที่แล้ว และเคยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ด้วยว่า “สำหรับคนที่จะไปเป็นครูสอนหรือ?” เมื่อได้รับคำตอบว่า ไม่จำเป็นว่าต้องไปเป็นครูสอน โครงการเปิดรับบุคคลทั่วไปที่สนใจการฝึกอบรมสมาธิ



มีศูนย์ฝึกอบรมอยู่หลายแห่งในกรุงเทพ และ 1 ในนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านของนู๋เมี่ยงเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะยิ่งถ้าเดินทางวันเสาร์-อาทิตย์ รถราไม่ค่อยติด เออออ... อย่างนี้ค่อยน่าสนหน่อย



โทรติดต่อกับผู้ประสานงานโครงการหลักสูตร ว่าจะมาสมัคร เจ้าหน้าที่ฯ แนะนำให้มาสมัครวันนี้ เพราะหลวงพ่อวิริยังค์ ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพจะมากล่าวแสดงธรรมบรรยายที่มหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์ในวันนี้ด้วยตอนบ่าย 3 โมง แต่เนื่องจากรถติดแถว The Mall บางแค (ตามที่พระผู้ติดตามเล่าให้ฟัง) ทำให้คณะมาถึงล่าช้ากว่ากำหนด ช่วงที่รอคณะพระอาจารย์ ทางเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยฯ ได้เปิด CD ประวัติของหลวงพ่อวิริยังค์ ดูซ้ำถึง 2 รอบไปพลางๆ



หลวงพ่อวิริยังค์ ปีนี้อายุย่างเข้า 91 ปี แต่ท่านดูแข็งแรง เดินเหินได้สะดวก เสียงดัง (ใช้ไมค์ช่วยขยายเสียงในห้องประชุม) เมื่อประธานขึ้นมาจุดธูปเทียบบูชาพระรัตนตรัย หลวงพ่อก็เป็นผู้นำสวดเองด้วย ตั้งแต่ 4 โมงเศษ จนเวลาล่วงไป 1 ชั่วโมง ท่านเล่าเรื่องเกี่ยวกับการสมถกัมมัฏฐาน ประโยชน์ของสมาธิ วิธีการสอนการทำสมาธิให้กับนักปฏิบัติชาวต่างประเทศในแคนาดา นู๋เมี่ยงฟังท่านเล่าแล้วรู้สึกสนุก เรื่องของท่านเจือด้วยอารมณ์ขัน ไม่น่าเบื่อ ในขณะที่ฟังท่านเล่านั้นนู๋เมี่ยงจะเปิดตา เปิดหู ตั้งใจฟังท่านพูด (ถ้าขืนนู๋เมี่ยงหลับตา มือขวาซ้อนทับมือซ้ายแล้วล่ะก็.... เสร็จ.... เข้าเฝ้าพระอินทร์แน่นอน)



นู๋เมี่ยงขออนุญาตทบทวน เรียบเรียงคำพูดของท่าน อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตกหล่นไป ก็ต้องขออภัยมาในที่นี้ จะขอเล่าเท่าที่ตัวเองจับใจความ และเข้าใจ สรุปได้พอสังเขป ดังนี้ค่ะ

เริ่มต้น หลวงพ่อท่านพูดถึง “สมาธิธรรมชาติ” และ “สมาธิสร้าง”

เราทุกคนต่างดำเนินชีวิตทุกวันนี้ด้วยอาศัย “สมาธิธรรมชาติ” อย่างเช่น เวลากิน ก็ต้องกินเข้าทางปาก เป็นต้น นั่นเป็นสมาธิที่กระท่อนกระแท่น เหมือนการจับจ่ายเงินซึ่งพอมีใช้ในแต่ละวัน บางคราวก็แทบจะไม่หยิบใช้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเหลือไว้เก็บออมใช้ต่อไปในยามหน้าเมื่อถึงคราวคับขัน

ฉะนั้น เราจึงต้องทำให้เกิดมีสมาธิ ซึ่งก็คือ เจ้า “สมาธิสร้าง” นี่แหละ ทำให้มันเกิดเป็นพลัง

หลวงพ่อท่านจะสอนให้นักปฏิบัติดำเนินวิถีชีวิต มีครอบครัว ประกอบอาชีพได้ตามปกติ เป็นนักธุรกิจ พ่อค้า นักเรียนก็เป็นไป วัตถุประสงค์ของการฝึกสมาธิก็เพื่อให้ประกอบหน้าที่การงานได้ดีขึ้น เรียนหนังสือดีขึ้น จากธรรมบรรยายของท่านทั้งหมด นู๋เมี่ยงพอจะจับความได้ว่าหลวงพ่อจะสอนในทางสมถะกัมมัฏฐาน การบริกรรม เพื่อให้เกิดสมาธิ – สัมมาสมาธิ มิได้มุ่งในสายวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยตรง (พิจารณาถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน) เชื่อว่าคงมีนักปฏิบัติสายวิปัสสนาที่มุ่งหมาย ปรารถนาในความหลุดพ้น และหลวงพ่อท่านพูดถึงว่า อย่างนั้น มันกลับกลายเป็น “วิปัสสานูกิเลส” (วิปัสสนา – อนุกิเลส) - ตรงนี้นู๋เมี่ยงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ งั้นขอผ่านข้ามไปแล้วกันค่ะ



หลวงพ่อท่านเล่าถึงประสบการณ์การเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ (แคนาดา) ของท่านเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วให้ฟังค่ะ ขอบอกว่า สนุกมาก ไม่ง่วง (นู๋เมี่ยงมีหาวบ้าง เพราะนั่งแหมะอยู่กับเก้าอี้อย่างเดียวนานกว่า 2 ชั่วโมง) รู้สึกว่าท่านเป็นพระอาจารย์ที่ใจดี อัธยาศัยน่ารักทีเดียวหล่ะ

ท่านเล่าว่าก่อนท่านเดินทางไปอบรมการฝึกสมาธิให้ชาวต่างชาตินั้น ท่านเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นอายุ 79 ปีแล้ว ไม่มีอาจารย์ฆราวาสคนไหนกล้าสอนท่าน บอกว่า “หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสแล้ว สอนให้ไม่ได้” ดังนั้น ท่านจึงต้องเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มจากระดับ A B C D ด้วยตนเอง ก่อนหน้านั้นช่วงตี 3 ถึงตี 5 ทุกเช้า จะเป็นเวลาทำสมาธิ ท่านก็เอามาฝึกภาษา ใช้เวลา 1 ปี ท่านก็ไปประจำที่ประเทศแคนาดา ใช้ชื่อหลักสูตรว่า “Mediation Instructor Course” (ครูสอนสมาธิ) ในปีแรกนั้น ยังมีอุปสรรคด้านภาษา การสื่อสารอยู่ จึงยังไม่มีผู้เข้าร่วมหลักสูตรเท่าใดนัก ก็พอจะมีฝรั่งเข้าร่วมและฝึกจนพอจะสามารถสอนการทำสมาธิให้กับคนอื่นๆ ต่อไปได้ประมาณสัก 10 คน หลวงพ่อท่านบอกว่ารุ่นแรกนั้น ท่านเรียกว่ารุ่น Beavers ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศแคนาดา

มีฝรั่งคนหนึ่ง ป่วยหนัก ฟังหลวงพ่อเล่า เหมือนกับว่าป่วยขนาดหามมาเลยนะคะ ฝรั่งคนนี้เมื่อได้ฟังคำสอนการทำสมาธิของหลวงพ่อก็บอกว่า ตัวเขารู้สึกเหมือนเห็นตัวหนังสือ Instructor มันไหลเข้าปาก เข้าไปในท้อง แล้วก็รู้สึกดีขึ้น หาย? จากนั้น ฝรั่งคนนี้ก็ไปออกสัมภาษณ์ ออกสื่อโทรทัศน์ต่างๆ จนนักข่าวสนใจทำข่าวจนเกรียวกราว นัยว่าฝึกสมาธิแล้วจะดี จะหายป่วยมั้ง ข่าวนี้แพร่ขยายถึงขนาดว่ามีผู้สนใจต่อคิวเข้ามาสมัครเรียนกันมาก รุ่นถัดมา (รุ่น 2) จึงได้ครูสอนสมาธิเพิ่มขึ้นอีกราว 200 คน หลวงพ่อเรียกรุ่นนี้ว่า Swan และรุ่นต่อมาก็ฝึกได้ครูสอนสมาธิอีกประมาณ 200 คน เป็นรุ่น Diamond ฉะนั้น ในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี ก็มีผู้สนใจฝึกการทำสมาธิกันมาก

เท่าที่ฟังท่านเล่า หลักสูตรนี้เพื่อสร้างบุคลากรด้านสอนการทำสมาธิ แต่นู๋เมี่ยงบอกกับตัวเองว่า ที่มาเนี่ยะ วัตถุประสงค์เพื่อสร้างอรรถประโยชน์ให้แก่ตัวเองเท่านั้น นู๋เมี่ยงไม่ได้คิดว่าจะไปสอนใครๆ เขาทำสมาธิหรอกนะ หากใครสนใจก็ให้ติดต่อกับศูนย์เอง



มีฝรั่งคนหนึ่ง สงสัยถามหลวงพ่อว่า พลังจิตนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร สูง ใหญ่ เขียว แดง ขาว อย่างไรบ้าง? คนที่ฝึกสมาธิ ใครบอกได้มั่ง!!! ฉะนั้น หลวงพ่อท่านจึงใช้การอุปมาอุปมัย เปรียบเทียบ โดยการถามว่า “ความรู้ต่างๆ ที่เรียนมาน่ะ มันหายไปไหม? มันไปอยู่ที่ไหนล่ะ?” ฝรั่งผู้นั้นตอบว่า “อยู่ในสมอง” ท่านเลยบอกว่า “งั้นลองผ่าสมองออกมา ดูซิว่ามันมีตัวหนังสือ ตัวอักษรอยู่ข้างในรึเปล่า?” “ความรู้ทั้งหลายที่ว่ามันอยู่ที่ Mind (ใจ)”

สมาธิที่เราสร้างขึ้นเมื่อเกิดเป็นพลังมากขึ้น จะเป็น "การเตือน" หลวงพ่อท่านบอกว่ามันคือ warning ในชีวิตคนเราหลายครั้งที่เราต้องเลือก ต้องตัดสินใจ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ การเลือกเส้นทางผิดหรือถูกนั้นเจ้าสมาธินี่แหละจะคอยส่งสัญญานเตือน ในส่วนนี้ท่านอุปมาให้ฟังว่า เหมือนเราอ่านหนังสือ เราจะรู้ว่ามันเขียนผิด สะกดผิด ก็ต่อเมื่อเราต้องรู้ก่อนว่าคำๆ นั้นเขียน สะกดอย่างไร? เมื่อตัวหนังสือเขียนผิด เราจะรู้เองว่ามันผิดนะ

หลวงพ่อท่านจึงได้ยกกรณีหนึ่งขึ้นมา มีฝรั่งนายหนึ่ง เข้ารับการอบรมหลักสูตรจนจบคอร์ส ได้รับประกาศนียบัตร แต่แล้วก็กลับเอาประกาศนียบัตรมาคืนท่าน และบอกว่า ฝึกไปแล้วไม่เห็นได้อะไร หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เก็บใบประกาศนั้นไว้ ผ่านไป 2 เดือน ฝรั่งคนนั้นกลับมาขอใบประกาศฯ คืน หลวงพ่อถามว่าทำไมล่ะ ฝรั่งจึงเล่าให้ฟังว่า ขณะที่เขากำลังขับรถอยู่นั้น ก็เกิดเรื่องกับคนขับรถอีกคันหนึ่ง เขารู้สึกโกรธมาก เดินไปหยิบปืนที่เก็บในรถ ตั้งใจเอาให้ตาย (ฝรั่งเลือดร้อนเหมือนกันแฮะ) แต่วูบนั้นเขาก็ระลึกได้ว่าถ้าเขายิงคนตาย ก็ต้องติดคุก อนาคตหมดกัน เลยดับอารมณ์โกรธไว้ได้ ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ฝรั่งบอกว่า การฝึกสมาธิช่วยชีวิตเขาเอาไว้ .... (นู๋เมี่ยง ฟังแล้ว สาธุ โชคดีแล้วล่ะฝรั่งจ๋า)



หลวงพ่อท่านกล่าวว่าการทำสมถกัมมัฏฐานนั้นมีประโยชน์และสำคัญ การจะประกอบอาชีพ ศึกษาเล่าเรียนก็จะยิ่งช่วยให้ดีขึ้น สมองของเรามันมีพลัง หรือคลื่นสมอง ถ้าคนเรามีอารมณ์ ความคิด 108 อย่างเข้ามากระทบ เวลาจะทำอะไรก็จะไม่ค่อยดี แต่หากเราจับให้มันเป็นอารมณ์เดียว (ท่านพูดถึง การบริกรรม “พุทโธ”) ก็จะช่วยให้เกิดสมาธิ

หลวงพ่อท่านนำการฝึกสมาธิ (สมถกัมมัฏฐาน) ไปเผยแพร่ในประเทศแคนาดานั้นได้ประมาณ 10 ปีแล้ว เปิดกว้างสอนให้กับผู้สนใจไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา มีผู้สนใจเข้าหลักสูตรเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เมื่อเทียบกับการที่จะนำวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสอนให้กับฝรั่ง

สุดท้ายนี้ ส่วนตัวนู๋เมี่ยงแล้ว แม้สมถกัมมัฏฐานจะไม่ใช่ทางสายเอก สายตรงของการหลุดพ้นตามพุทธวัจนะ แต่ 1 ในมรรคมีองค์ 8 นั้น ก็มี “สัมมาสมาธิ” อยู่ร่วมเส้นทางสายนั้นด้วยมิใช่หรือ? และสำหรับนู๋เมี่ยงที่ยังต้องเดินทางอีกแสนไกลนัก อีกทั้งไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะทุรกันดารขนาดไหน การตระเตรียมเสบียงกรังให้พร้อม ให้ได้มากที่สุด ด้วยทานและศีล (ซึ่งอานิสงส์น้อยกว่าการภาวนา) ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอีกมาก แล้วเมื่อถึงตอนนั้น เมื่อตัวเองมีเสบียงมากพอ เราก็สามารถจะให้คนอื่นต่อไปได้ .... ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนโชคดี มีความสุขค่ะ


บันทึก 7 กรกฎาคม 2554





Create Date : 08 กรกฎาคม 2554
Last Update : 8 กรกฎาคม 2554 23:19:53 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
sadhu ja noo meang.


โดย: kritaporn IP: 182.52.43.216 วันที่: 7 ตุลาคม 2555 เวลา:13:52:41 น.  

 
ชอบนะค้า


โดย: ุสุภาภรณ์ IP: 202.28.182.5 วันที่: 2 สิงหาคม 2556 เวลา:13:07:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 
มามะ.. เมี่ยงเองค่ะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




[Add มามะ.. เมี่ยงเองค่ะ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com