บ้านที่มีความรักและความอบอุ่นคือจินตนาการของคนไทยยามนี้ !
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2549
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 

เครียด !--ไลฟ์สไตล์จากประชาชาติธุรกิจรายสัปดาห์



เครียด !

ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่เริ่มกลับมาระส่ำ เคราะห์ยังซ้ำกระหน่ำซัดเศรษฐกิจให้เดินดิ่งสู่ทางลงที่คนทั้งประเทศพากันอกสั่น

ขวัญหาย

ไหนจะราคาค่าน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นจนระทึกในดวงหทัยพลัน

ไหนจะปัญหาอาชญากรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแทบทุกพื้นที่

หัวใจผู้คนในตอนนี้จึงแกว่งไกวแบบ...ไม่ธรรมดา

ว่ากันว่า อัตราความเครียดที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทยในวินาทีนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ให้หลังจากปรากฏการณ์แห่งความปีติผ่านพ้นไปได้ไม่นาน จนหลายคนนึกฝัน อยากให้มีวันแห่งความปีติเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันในประเทศไทย บ้านเมืองจะได้มีแต่ความสงบสุข...

ความเครียดที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้คนนี้ เกิดจากผลกระทบในด้านเศรษฐกิจเริ่มตกสะเก็ด สังคมเริ่มเกิดปัญหา ที่แม้แต่กลุ่มชนชั้นกลางเองยังต้องผจญกับชีวิตปากกัดตีนถีบ ค่าครองชีพแพงมหันต์อย่างช่วยไม่ได้

ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ล้วนหลีกหนีเรื่องเหล่านี้ได้ยาก

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายไทยที่ต้องแบกภาระต่างๆ เอาไว้มากมาย

ผู้ชายไทยที่ในระยะหลังพบจำนวนคนเครียดมากขึ้น ถึงขนาดทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงอย่างผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน กระทั่งลุกลามไปถึงปัญหาช้ำชอกใจอย่างการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ !

เห็นชัดก็คือ ในผลสำรวจจากสวนดุสิตโพล เกี่ยวกับผลกระทบทางจิตวิทยาของปัญหาศีรษะล้าน/ผมร่วง ผมบางในเพศชาย จากกลุ่มผู้ชายวัยทำงานในย่านใจกลางเมืองอายุเพียงแค่ 25-40 ปี พบว่าเริ่มมีอาการผมร่วง ผมบางเล็กน้อยกันแล้วถึงร้อยละ 44.14 ซึ่งในข้อมูลจากบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) ยอมรับว่า...ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของผมร่วง อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ ผมร่วงจากสาเหตุอื่นๆ ร่วงเพิ่มมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับผู้ชายที่มีอาการเครียดคืบคลานเข้ามาในชีวิต ยังต้องผจญกับปัญหาทางด้านสุขภาพทางเพศ ประเภทเตะปี๊บไม่ดัง ล่มปากอ่าว หรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งดูท่าว่าจำนวนคนป่วยกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น !

เพราะเมื่อมีการสำรวจชายไทยอายุระหว่าง 40-70 ปี จำนวน 1,250 คน จาก 8 จังหวัดและกรุงเทพฯ พบว่า ชายไทยกลุ่มนี้มีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศถึงร้อยละ 37.5 ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะน้อยกว่าความเป็นจริง (เพราะจำนวนมากยังอาย ไม่ยอมบอกความจริง)

ขณะที่ปัญหาทางด้านสุขภาพอื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความไม่สบายใจของมนุษย์ทั้งเพศชายและหญิง อาทิ สถิติของผู้ป่วยด้านอายุรกรรมในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง พบว่า มีแนวโน้มที่สูงขึ้นมาก คือในเดือนมกราคม พ.ศ.2549 จำนวนผู้ป่วย (นอก) คือ 23,574 ราย, กุมภาพันธ์ 22,043 ราย มีนาคม 25,897 ราย เมษายน 19,486 ราย และพฤษภาคม 26,258 ราย

เหล่านี้เป็นปัญหาที่ฟ้องว่าคนไทยกำลังเครียดแทบทั้งนั้น !

ในทางการแพทย์ ความเครียด ก็คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว เคลื่อนไหวทั่วๆ ไป ทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัว เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ความเครียดเกิดจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการปรับตัว และถ้าไม่สามารถปรับตัวได้จะทำให้เกิดความเครียด

อ.กิติกร มีทรัพย์ นักจิตวิทยาชื่อดังกล่าวว่า แนวโน้มของคนเครียดในเมืองไทยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เพราะสถานการณ์มันคับขัน บีบคั้นมากขึ้น ลองคิดดู น้ำมันไม่เคยมีราคาสูงขนาดนี้ การเมืองไม่เคยปั่นป่วนขนาดนี้ คิดดูตอนนี้ยังหาทางลงไม่ได้เลย เมื่อบ้านเมืองเป็นแบบนี้ก็ทำให้คนคับข้องใจมากขึ้น เพราะชีวิตเกิดความไม่แน่นอนขึ้นแล้ว !!!

"ปัญหาเรื่องความเครียดที่เกิดขึ้นคงมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การงาน สังคม อันที่จริงความเครียดมี 2 อย่างคือ ความเครียดจากปัจจัยภายนอก ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ ผู้คน ความแออัด เศรษฐกิจ ดินฟ้าอากาศ ความวุ่นวายของบ้านเมือง เพื่อนร่วมงาน และความเครียดจากปัจจัยภายใน ที่เกิดจากความกลัว วิตกกังวล เศร้า นอนไม่หลับ"

"ความเครียดยังทำให้คนเกิดกลุ่มอาการต่างๆ กับร่างกายได้ เช่น เศร้าโศก หงุดหงิด นอนไม่หลับ คับข้องใจ ชีวิตไม่แฮปปี้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล หวาดกลัว หวาดหวั่น"

การขจัดความเครียดที่นักจิตวิทยาท่านนี้แนะนำ ก็คือ เครียดจากปัญหาไหน ก็ให้ไปแก้ที่ปัญหานั้น !

"อย่างถ้าคุณเครียดจากเศรษฐกิจ เครียดเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ราคาน้ำมันที่ขึ้นพรวดๆ ส่วนบุคคลก็คงต้องหาวิธีการลดค่าใช้จ่ายแล้ว อาจจะขึ้นรถประจำทางพยายามหารายได้อย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น หางานทำนอกเวลา แต่ถ้าเป็นความเครียดที่สะสมมาเนิ่นนานจนเกิดความไม่สบายใจ ก็ต้องอาศัยการระบายออก พูดคุยกับคนที่ไว้วางใจได้ ต้องอาศัยคนรอบข้างเป็นเพื่อนคู่คิด เล่นดนตรี กีฬา ฯลฯ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ อยากร้องไห้ก็ต้องร้องไห้"

...ในสังคมไทยผมว่าบางทีอาจมีทางออกอื่นๆ ได้เยอะ อย่างเช่นไปดูรายการทีวี ละครตลก อ่านหนังสือขายหัวเราะ เข้าวัด

การรู้ว่าความเครียดได้เกิดขึ้นกับตัวเองนั้น ไม่ยาก เพราะโดยปกติแล้วผู้ที่มีความเครียดเกิดขึ้นมักจะรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย อ่อนเพลียเป็นเวลานาน ขาดสมาธิในการทำงาน หรือมีอาการทางด้านร่างกายร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะเป็นประจำ

อันที่จริงความเครียดเกิดขึ้นเองและสามารถหายเองได้เป็นปกติทุกวัน แต่ถ้าความเครียดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ ทำงานไม่ได้ ปวดศีรษะ ร่างกายอ่อนเพลีย ฯลฯ

หากเกิดอาการเหล่านี้เมื่อไหร่ ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำทันที

เพราะหากปล่อยให้ลุกลามมากกว่านี้ อาการประเภทผมร่วง ผมบาง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และโรคภัยอีกมากมายจะตามมาหาคุณโดยไม่รู้ตัว !

.....................................




บล็อกที่แล้ว คลิกที่นี่ครับ







ลิ้งค์ 100 ปี ท่านพุทธทาส คลิกที่นี่ครับ




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2549
11 comments
Last Update : 12 กรกฎาคม 2549 16:29:22 น.
Counter : 732 Pageviews.

 

ไปทำบุญหรือยังค่ะ..คืนนี้ไปเวียนเทียนหรือเปล่า



 

โดย: catt.&.cattleya.. (catt.&.cattleya.. ) 10 กรกฎาคม 2549 15:53:00 น.  

 

ตอนนี้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ไปถึง 30 บาทแล้ว

เห็นใจคนมีรายได้น้อยจริงๆ ต้องแบบภาระเพิ่มขึ้นไปอีก

แบบนี้ ผู้คนจะมีความเครียดเพิ่มขึ้นจริงๆ

 

โดย: รักดี 10 กรกฎาคม 2549 16:04:19 น.  

 

คัดจากกรุงเทพธุรกิจ Biznews

บทนำ : เตรียมรับมือเศรษฐกิจชะงักงัน จากวิกฤติงบประมาณภาครัฐ

วิกฤติการเมืองที่กินเวลายาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมือง บัดนี้เริ่มส่งผลกระทบไปทั่วและอาจเป็นผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองจนกลายเป็น"ปัญหา"จะยุติลงเมื่อไร


ซึ่งที่ผ่านมา คนในวงการต่างๆ ได้พูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นมามาก จนบางคนเบื่อที่จะกล่าวถึงและกลายเป็นโรค "เบื่อการเมือง" เพราะในที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรดีขึ้น บรรดานักการเมืองก็ยังหาทางออกไม่ได้และสิ่งที่ได้ยินได้ฟังในแต่ละวันก็คือการโต้เถียงกันรายวัน ซึ่งเราทำได้เพียงตั้งความหวังว่านักการเมืองเหล่านี้จะคิดถึงบ้านเมืองมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นและน่าเป็นห่วงที่สุด คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งเราไม่อยากเห็นผลกระทบเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นมาแล้วในคราววิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 แต่ขณะนี้อาจเริ่มมีสัญญาณที่น่าวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัญหาครั้งใหญ่และในครั้งนี้เกิดจากปัญหาการเมืองโดยตรง ซึ่งล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกมายอมรับว่า "มีสัญญาณที่จะทำให้เศรษฐกิจทรุดจริง" ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐกิจ"ทรุด"ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เชื่อมั่นจากปัญหาการเมือง แต่อีกส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือผลกระทบจากรายจ่ายภาครัฐที่ชะลอตัว

รายจ่ายภาครัฐที่ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี เริ่มปรากฏว่ากลายเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับตั้งแต่ปัญหาทางการเมืองมีทีท่าว่ายืดเยื้อยาวนาน ผลกระทบอย่างแรก เกิดจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 เนื่องจากงบประมาณบางส่วนไม่อาจเบิกมาใช้ได้ โดยเฉพาะงบลงทุนใหม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรัฐบาลรักษาการไม่อาจกระทำได้ อย่างที่สอง งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 ที่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งตามขั้นตอนปกติแล้วจะต้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีสภา ดังนั้นผลกระทบถือว่าค่อนข้างมากหากงบภาครัฐมีปัญหา

อันที่จริงรัฐบาลก็ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยได้พยายามเร่งการเบิกจ่ายสารพัดวิธีเท่าที่ทำได้ แต่ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างจำกัด เพราะปกติแล้วการเบิกจ่ายงบประมาณก็ล่าช้าอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมาเผชิญกับวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ปัญหาการเบิกจ่ายยิ่งทวีคูณ ซึ่งที่ผ่านมา เราจะเห็นการตื่นตัวของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ที่สำคัญในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณประจำปี ตื่นผวาเป็นพิเศษและได้วางแผนงบประมาณของรัฐข้ามปีไปจนถึงปี 2551-52 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน

ยิ่งกว่านั้น หน่วยงานหลักที่ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ออกมาเตือนหลายครั้งว่า หากการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีปัญหา จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขาด"แรงกระตุ้น"ที่สำคัญ และความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐ นายทนงก็รู้ดีว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ ทั้งรายงบในและนอกงบประมาณ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธปท.ยังไม่ได้ประเมินก็คือผลกระทบจากงบประมาณรายจ่ายปี 2550 ที่มีเม็ดเงินเบิกได้ราว 20% ของงบประมาณ ซึ่งนั่นหมายความว่าสถานการณ์ในปีหน้าอาจจะเกิดการ"ชะงักงัน"ครั้งใหญ่ในเศรษฐกิจไทย

บัดนี้ เราเห็นภาครัฐตื่นตัวรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากงบประมาณรายจ่าย เพราะรู้ดีว่างบประมาณคือหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีตที่มักเกิดจากภาครัฐมีรายจ่ายเกินตัว จึงต้องกู้เงินมาใช้จ่าย เมื่อไม่มีเงินภาครัฐนับล้านล้านบาทออกมาหมุนเวียนย่อมส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ ดังนั้น เราเห็นว่าคนเดินดินธรรมดาๆ ควรต้องตระหนักให้มาก เพราะอย่าลืมว่าหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา คนกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งในช่วงที่การเมืองกำลังขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เราไม่ควรหลงไปกับคำมั่นใดๆ ของบรรดานักการเมือง ดังนั้น เราต้องเตรียมรับมือเท่าที่ทำได้ เพราะวิกฤติครั้งนี้เป็น "วิกฤติจากงบประมาณ" ย่อมส่งผลสะเทือนคนทุกกลุ่มทั่วประเทศ

 

โดย: คนเดินดินฯ 10 กรกฎาคม 2549 16:30:41 น.  

 

คัดจากเนชั่นรายสัปดาห์

สัมภาษณ์พิเศษ / สินีพร มฤคพิทักษ์ : เรื่อง


"เพื่อสร้างให้เกิดความยั่งยืนของกิจการผู้ถือหุ้นต้องมีความพอเพียง" ปรีดา เตียสุวรรณ์



เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียง เรามักจะนึกถึงการยังชีพด้วยการทำเกษตรกรรมที่พอเลี้ยงตัวได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายมากกว่านั้น
ดังที่ ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน นักวิชาการ ผู้ศึกษาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงออกมาหลายเล่ม อธิบายว่า เศรษฐกิจพอเพียงมีสถานภาพ 2 อย่าง คือ 1) เป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคของประเทศโดยรวม และ 2) เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล

ดูเหมือนว่าแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มขยายวงกว้างขึ้น เมื่อมีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจในปี 2549 ดังจะเห็นว่าภาครัฐและเอกชนบางส่วนได้ออกมาขานรับแนวคิด โดยกล่าวว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารธุรกิจ

หลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือ ในเมื่อปรัชญาของการทำธุรกิจคือกำไรสูงสุด?

ก่อนหน้านี้ โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ศึกษาบริษัทที่มีแนวทางการบริหารธุรกิจในภาพรวม สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

ผลการศึกษาพบว่า บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจที่มีแนวทางการบริหารธุรกิจตามแนวทางข้างต้น กล่าวคือ 1) มีความพอประมาณในด้านการผลิตและรับคำสั่งสินค้า, พอประมาณในการแสวงหากำไร, พอประมาณในการก่อหนี้และขยายการลงทุน 2) ความมีเหตุมีผล รู้จักลูกค้า-ตลาด-คู่แข่ง และรู้จักตนเอง 3) สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในการพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง

'แพรนด้า' เป็นบริษัทที่ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่ของประเทศไทย มีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 40 เปอร์เซ็นต์, ยุโรป 35 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นตลาดในประเทศ มีพนักงาน 4,700 คน ในโรงงาน 5 แห่งใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน สำหรับตราสินค้าของแพรนด้า อาทิ พรีม่าโกลด์ พรีม่าไดมอนด์ เอสเซ่ คริสตัลไลน์

เวบไซต์ของบริษัท ระบุว่า แพรนด้าเป็นบริษัทผู้นำในการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทย ที่สามารถสร้างรายได้จากการขายทั้งหมดมากกว่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐ 40 เปอร์เซ็นต์, ยุโรป 35 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นตลาดในประเทศ

ฟังดูไม่น่าเชื่อที่บริษัทขนาดใหญ่ ทำธุรกิจค้าขายข้ามชาติ จะมี 'หลักคิด' ในการทำธุรกิจสอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

บรรทัดต่อไปนี้ ปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) และประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Venture Network : SVN) มีคำตอบให้

00000

0 ให้นิยามการทำธุรกิจแบบเศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไรบ้าง

นิยามของผมจริงๆ แล้วแปลมาจากเศรษฐกิจยั่งยืน คือจะทำอะไรก็แล้วแต่ นึกถึงความยั่งยืนเสมอ ผมเคยนั่งคิดอยู่ว่าในหลวงท่านคิดคำว่าความพอเพียง เราจะเสนอว่ายั่งยืนดีกว่าไหม ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งนาน ในท้ายสุดมีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะกินใจผม คือแนวคิดก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ระหว่างยั่งยืนกับพอเพียง คือความจริงแล้วยั่งยืนกับพอเพียงมันเป็นสองด้านในเหรียญเดียวกัน เกือบจะเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว คือถ้าคุณจะทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนได้ คุณจะต้องทำให้ความกดดันรอบตัวที่เป็นสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เกิดความสมานฉันท์และสมดุลขึ้นมาที่เขาจะยอมรับว่า สิ่งที่คุณทำนั้นมีประโยชน์ และมีความยุติธรรมต่อเขา

0 สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่กล่าวถึงข้างต้น หมายถึง พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า

อะไรเหล่านี้ แม้กระทั่งธรรมชาติ คือธรรมชาติตัวเองไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ผู้ที่จะเป็นตัวแทนกระบอกให้กับเสียงธรรมชาติคือสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น เราปล่อยควันพิษออกไป คนที่มาดูดควันพิษคือคน ชุมชน ชาวบ้าน ที่เขาจะมาปะทะกับเรา เพราะฉะนั้น การสร้างความยั่งยืนให้กิจการได้ ต้องมีความสมดุลอันนี้เกิดขึ้นกับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งนั่นก็คือผู้ที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับธรรมชาติที่เสื่อมโทรมจากมลภาวะ นี่เป็นสิ่งที่ผมหมายถึงว่า ถ้าคุณทำอย่างนั้นได้ คุณก็จะยั่งยืน

0 ต้นทุนในการทำธุรกิจจะไม่เพิ่มขึ้นมากหรือ หากเราต้องระวังในสิ่งเหล่านี้ด้วย

พวกนี้เราเอาคืนได้หมด

0 หมายถึงบวกเป็นต้นทุนเข้าไปในราคาสินค้า

บวกไปก็ได้ส่วนหนึ่ง แต่ผมว่ามันจะ 'ลดราคาสินค้า' ของเราได้หลายส่วน ตัวอย่างเช่น เราดูแลชุมชนดี ดูแลมลภาวะดี สิ่งที่กลับมาคือเราไม่ถูกฟ้องจากชุมชน ไม่ถูกไล่เบี้ยจากส่วนราชการที่จะให้เราแก้ไขโน่นแก้ไขนี่ การที่เราทำอย่างนี้ตั้งแต่ทีแรก มันถูกกว่าเยอะ ดังนั้น ต้นทุนตรงนี้จะดีกว่า ส่วนที่บอกว่าจะเอากำไรได้เพิ่ม หมายความว่า เวลาบริษัทมีภาพพจน์ดี สินค้าของบริษัทก็จะถูกมองจากผู้บริโภคอย่างมีพรีเมียม ใช่ไหมฮะ มันมีคุณภาพในตัวของมันเอง ผมยกตัวอย่างเช่น หุ้นของบริษัทโบอิ้ง (บริษัทผลิตเครื่องบินโดยสาร) ขึ้นไป 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประธานบริษัทบอกไว้ชัดเจนว่า จุดขายของบริษัทในอนาคตคือความรับผิดชอบต่อสังคม ความเอื้ออาทร เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้สินค้าของโบอิ้งมีมูลค่าสูงขึ้น

ตอนนี้แอร์บัสมีปัญหา ผลิตแอร์บัส 380 ออกมามีมลภาวะข้างเดียวเรื่องกระแสเจทที่ปล่อยออกจากเครื่องรุนแรงมาก ทำให้เครื่องบินที่จะขึ้นหลังจากเครื่องแอร์บัส ได้รับผลกระทบมากมาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ระยะหลังโบอิ้งคำนึงถึงมาก คำนึงเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ปรากฏว่าตอนนี้โบอิ้งมีสินค้าที่รอส่งอยู่ 300-400 ลำ แต่แอร์บัสมี 100 กว่าลำ ที่ลูกค้าสั่งเข้ามา นี่เป็นตัวอย่างล่าสุดว่าการจะรับผิดชอบต่อสังคม การดูแลสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายให้เกิดสมดุล สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เขาจะตอบสนองและให้ความร่วมมือกับกิจกรรมของเรา...

มาถึงคำที่ผมตั้งเอาไว้ว่าพอเพียงกับยั่งยืน มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน เอ๊ะทำไมในหลวงท่านถึงเลือกใช้คำว่าพอเพียง ผมอยากกราบเรียนท่านว่าคำว่ายั่งยืนน่าจะเป็นคำที่ถูกกับสมัยนิยมมากกว่า ผมคิดเรื่องนี้เป็นปี ท้ายที่สุดมาถึงจุดหนึ่งที่ว่าในองค์กรธุรกิจสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวนำในการสร้าง บุคคลคนหนึ่งที่จะต้องสร้าง ต้องตกลงกัน และผู้บริหารต้องไปคุยด้วยมากสุด เพื่อให้เขาซัพพอร์ทกิจการของเราคือผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นมักคิดจะถึงเรื่องที่ว่าเอากำไรสูงสุด และบอกให้ไปดูแลส่วนอื่นของสังคมด้วยนะ อย่าให้เขามาทุบตีเรา อย่าให้เขามาทำให้เราเป๋ อันนี้เป็นความเข้าใจกัน แต่ผู้ถือหุ้นก็ยังต้องการกำไรสูงสุด ผมบอกว่า มันสวนทางกันหน่อยนะ คุณต้องการกำไรสูงสุดแต่คุณต้องการให้เราไปทำความสบายให้คนอื่นด้วย หลักคิด หลักคุย มันขัดๆ กันอยู่ บางครั้งเราจะไปทำความตกลงกับส่วนอื่นของสังคม เช่น เราจะทำปันผลให้กับพนักงาน เราคำนึงว่าผู้ถือหุ้นจะพอใจหรือเปล่า เพราะเงินปันผลเอาไปเท่าไร ก็ทำให้กำไรน้อยลง

ผมจึงมาคิดได้ว่าจริงๆ แล้วในท้ายสุด 'ผู้ถือหุ้นต้องมีความพอเพียง' ผมก็ถึงบางอ้อว่าในหลวงท่านดูไกล ผู้ถือหุ้นต้องมีความพอเพียงในผลกำไร ดุลยภาพที่ว่านี้ที่ผมพูดถึงตั้งแต่ทีแรก เพื่อสร้างให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ จึงจะเป็นการสร้างการสนทนาได้ง่ายขึ้นต่อผู้บริหาร คือผู้ถือหุ้นต้องยึดหลักพอเพียง และทำให้ผู้บริหารสบายใจมากในการไปสร้างสมดุลให้กับทุกส่วน

0 มีวิธีการในการโน้มน้าวความคิดผู้ถือหุ้นอย่างไร

ผมเจอผู้ถือหุ้นทุกปี (หมายถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่) ผมบอกเขาว่าปีนี้ทำให้ได้ขนาดนี้ คือส่วนใหญ่ผมใช้หลักยึดว่า ตลาดทั่วไปได้เท่าไร เราก็จะได้เท่านั้นหรือมากกว่านิดหน่อย น่าจะเป็นสิ่งที่พอเพียง

0 ช่วงแรกผู้ถือหุ้นรับข้อเสนอนี้ได้ไหม

เขารับได้นะ คุณคิดดูสิผู้ถือหุ้นเดี๋ยวนี้ มีคนอย่างบิลเกตส์ บิล เกตส์ (เจ้าของธุรกิจไมโครซอฟท์ ผู้มีทรัพย์สินมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริจาคเงินเพื่อการกุศลประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จัดตั้งมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์) อย่างวอร์เรน บัฟเฟต (นักลงทุนในตลาดหุ้นวัย 73 ปี เจ้าของทรัพย์สิน 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ รวยเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ประกาศว่าจะยกทรัพย์สิน 85 เปอร์เซ็นต์ของที่มีให้กับการกุศล (3.7 หมื่นล้านดอลลาร์) ให้การกุศล ซึ่งบิล เกตส์ทำมาก่อนแล้วที่ยกเงิน 30 กว่าบิลเลียนให้การกุศลที่ยั่งยืนด้วย

คุณจะเห็นว่าความพอเพียงมันเกิดขึ้นแล้ว สมัยก่อนเราจะมีพวกนักลงทุนที่คิดว่าฉันจะรวยที่สุดในโลก ซึ่งในเมืองไทยก็มี...พวกนี้ล้าสมัย ถ้าทันสมัยต้องดูกิจกรรมของบิล เกตส์, เบลินดา

0 วิธีคิดนี้มีมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท หรือปรับเปลี่ยนภายหลัง

ปรับมาเรื่อยๆ ความคิดของเราเริ่มจากการสร้างความพอใจให้กับทุกฝ่ายก่อน ที่เราชอบใช้คำว่า Social Contract เป็นพันธะผูกพันกัน เจริญด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่เราใช้มา 30 กว่าปี แต่ก็พัฒนามาเรื่อยๆ ท้ายสุดก็มาเข้ากับพระราชดำรัสท่านเศรษฐกิจพอเพียง..

0 คุณปรีดาคิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่บริษัทเอกชนของไทย จะทำธุรกิจโดยใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียง

ท้ายที่สุดโลกจะเข้ามาในลักษณะนั้น ประการแรกคงจะมีนักลงทุนที่ทำตัวเองเป็นผู้ให้ อย่างบิล เกต วอร์แรนท์, อีกกระแสหนึ่งคือ ทรัพยากรในโลก เสื่อมถอย มีน้อย และคุณภาพต่ำลงไปทุกที และมาเจอกับกระแสที่จะบีบให้แย่ลงคือ จีนกับอินเดียเริ่มเป็นผู้บริโภคที่สำคัญ...สหรัฐอเมริกามีประชากร 5 เปอร์เซ็นต์ บริโภคทรัพยากร 29 เปอร์เซ็นต์ของโลก, จีนและอินเดียมีประชากรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของโลก ถ้าทุกคนคิดจะบริโภคอย่างสหรัฐ ถ้าทุกคนทำอย่างนั้น โลกใบนี้ต้องการทรัพยากรอีก 3-4 เท่า แต่ที่เป็นอยู่คือทรัพยากรน้อยลง

เพราะฉะนั้น ความชัดเจนที่เกิดขึ้นในอนาคตคือ นักธุรกิจซึ่งมีหน้าที่เอาทรัพยากรของโลกมาบริหารให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาต่อชุมชน ต้องถูกตัดสินด้วยการสร้างประโยชน์ให้สูงสุดอย่างไรบ้าง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่มีน้อยนิดอย่างไรบ้าง คุณสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่มีอยู่น้อยนิดได้อย่างไรบ้าง คุณจะต้องถูกมองอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ในอดีตที่เราพูดกันว่า ยอดขายตั้งเท่าไร สามารถไปกู้คนนั้นมาตั้งกี่หมื่นล้าน ยอดขายเป็นแสนล้าน นั่นจะกลายเป็นคำพูดที่ล้าสมัยแล้ว คุณเอาทรัพยากรมาแล้วจะสร้าง Productivity อย่างไรให้กับสังคม...

0 บางคนอาจเห็นว่าวิธีคิดแบบนี้ก็เหมือนกับการทำบุญ คือต้องรอให้รวยก่อนถึงจะทำ หรือธุรกิจเล็กๆ ที่ทุนไม่สูง อาจยังไม่พร้อมลงทุนในสิ่งเหล่านี้

อย่างที่บอกตอนต้น สิ่งเหล่านี้มันออกมาในรูปของลดต้นทุนอยู่แล้ว ความคิดเหล่านั้นมันไม่จริง และเราก็ต้องทำให้มันไม่จริงด้วย เพราะมันมีลักษณะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เช่น แอบปล่อยน้ำเสียลงมา แน่นอนนักธุรกิจบอกว่าฉันแอบทำได้ ไม่ต้องจ่ายอะไร แต่เราก็รู้อยู่ว่าสังคมเป็นคนจ่ายในเรื่องน้ำเสีย มลภาวะ ตรงนี้เป็นเรื่องของการส่งสัญญาณของรัฐว่า ต้องเข้ามาแก้ตรงนี้อย่าให้เกิดขึ้น

0 หมายความว่ารัฐควรมีนโยบาย

รัฐต้องมีนโยบายดูแลต้นทุนที่เกิดขึ้นทางสังคม ที่เกิดจากการทำธุรกิจของเอกชน แต่ความจริงแล้วกฎหมายมีอยู่พร้อมว่าคนทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมยกให้เป็นความผิดของกลไกรัฐมากกว่า ที่ไม่ทำหน้าที่ของตน เพราะความผิดอันนี้ทำให้เอกชนมิได้รับต้นทุนที่แท้จริงไป ถ้ารัฐทำงานของตนเอง เอกชนก็ต้องมีที่บำบัดน้ำเสีย ต้นทุนจะเท่ากัน แต่รัฐเลือกปฏิบัติ เวลาผมได้ยินรัฐพูดว่า นักธุรกิจมันเลว ผมจะหัวเราะ ความจริงคือคุณมีเครื่องมือที่จะทำให้ธุรกิจมันดี แต่คุณไม่ใช้ แน่นอนว่าถ้าคุณไม่ใช้ หรือเลือกปฏิบัติ ธุรกิจไหนที่มีทางรอดไปได้เขาก็ทำ

ฉะนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องการบริหารของรัฐ เป็นเรื่องการส่งสัญญาณที่ถูกต้องของรัฐ ต้นทุนมันจะออกมาเอง

0 คือต้องยอมจ่ายแพงในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนทำธุรกิจ

เพราะไม่งั้นสังคมก็ต้องมานั่งจ่ายให้อยู่ดี มันเป็นต้นทุนของคุณ แต่เป็นต้นทุนที่ไม่สมบูรณ์ คุณหนีรอดไปได้จากการกระทำของรัฐ และแน่นอนจากความเห็นแก่ตัวของคุณในฐานะที่เป็นนักธุรกิจ แต่ในที่สุดสังคมก็ต้องจ่าย ถ้าเราทำให้ถูกต้องซะ ทุกคนจะอยู่ในฐานเดียวกัน คำว่าต้นทุนสูง ก็จะไม่สูงอีกต่อไป เพราะทุกคนอยู่ในต้นทุนเดียวกัน เวลาที่เราบอกว่าสูงหรือต่ำ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่สูงหรือต่ำ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อฉันทำไปแล้ว คนอื่นต้องทำเหมือนอย่างกับฉันหรือเปล่า ถ้าทำ ต้นทุนเท่ากัน เราก็ชาร์จผู้บริโภคไปเหมือนกัน ใช่ไหม แต่รัฐไปยอมให้คนบางคนทำ เข้าใจหรือยังประเด็นตรงนี้

รัฐมีเครื่องมือต้องคุมเขาให้ได้ ธุรกิจที่ไม่ได้มีจิตสำนึกเป็นอย่างนั้น เขาสามารถทำทุกอย่างที่รัฐต้องการได้ เพราะจะไม่มีคนรอดไปเอาเปรียบเขาได้ จากการที่มีต้นทุนต่ำกว่า ผมถึงบอกว่าการบริหารของรัฐมันเป็นคีย์

ไม่มีใครต้องการเป็นคนเลว เป็นผู้ร้าย ไม่มีใครต้องการเป็นคนอยู่นอกกฎหมาย ถ้าคุณรู้ว่าเมื่อทำไปแล้ว คนอื่นก็ต้องทำเหมือนอย่างคุณ ใครจะไปทำใช่ไหม

0 ธุรกิจขนาดเล็กสามารถบริหารธุรกิจโดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้ไหม หรือเบื้องต้นต้องทำใจยอมรับผลกำไรที่พอเพียงเสียก่อน

เราพูดถึงว่ามันเป็นบทบาทของรัฐสำคัญที่จะสร้าง...การที่เราสามารถจะอยู่ในฐานของการแข่งขันระดับเดียวกันได้ ต้นทุนเท่ากัน ไม่มีใครเอาเปรียบกันการทำอะไรนอกกฎหมาย ในชั้นนี้อาจบอกว่าเป็นโลกพระศรีอาริย์ ซึ่งมันไปไม่ถึง แต่ผมยังมั่นใจว่าธุรกิจใดก็ตาม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เริ่มต้นหรือมีมานาน ถ้าเราทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งหลายให้เกิดสมดุลขึ้นมา ต้นทุนที่เกิดขึ้นน่าจะต่ำกว่า และความสามารถในการเรียกราคาที่ดีขึ้น น่าจะทำได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิดร้านแผงลอยขายก๋วยเตี๋ยวในตลาด คุณแสดงภาพว่าเป็นร้านที่ไม่ใส่สารกันบูด...คุณก็ต้องไปใช้วัสดุอื่นที่แพงขึ้นมา คุณก็สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้ โอเค อาจไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มใหญ่ แต่เป็นกลุ่มที่เขาคิดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของ ซึ่งคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมากทุกที แล้วคนเหล่านี้เติบโตมาจากไหน จากการรับข่าวสารจากสื่อว่า มนุษย์เกิดมาตอนนี้ร่างกายอ่อนแอลงกว่าคนสมัยก่อน เพราะกินของที่ใส่สารที่ไม่ดีต่อร่างกายเข้าไปเยอะ ถ้าเราเจอร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ซึ่งมีการกระทำแบบนี้ สมมติที่อื่นขายชามละ 25 บาท ของเราจำเป็นต้องขาย 27 บาท คุณจะทานไหม ..คุณจะมีตลาดของคุณ มีลูกค้าที่ซื่อสัตย์ต่อคุณ มันมีจุดขายในตัวเอง

0 แง่มุมพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเฉพาะบริษัทที่ค้าขายกับต่างชาติและถูกเรียกร้องคุณภาพสูง จึงต้องระมัดระวังในเรื่องดังกล่าว ขณะที่ผู้บริโภคคนไทยอาจไม่เรียกร้องมากขนาดนั้น นี่เป็นปัจจัยหลักหรือเปล่า

ผมว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดกับธุรกิจข้ามชาติ ท้ายที่สุดก็ต้องเกิดกับธุรกิจในประเทศไทยอยู่ดี รายได้ของประเทศไทย 70 เปอร์เซ็นต์มาจากการส่งออก ธุรกิจข้ามชาติที่เข้ามาเขาเจอกฎระเบียบที่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อม ต้องรับผิดชอบต่อสังคม และการถูกกดดันจากองค์กรภาคประชาชนที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หยุดเฉพาะที่ตัวเขา ปัจจุบันนี้องค์กรภาคประชาชนที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรีนพีซ, ออกซ์แฟม เขาตามเรื่องจนกระทั่งถึงซัพพลาย ไลน์ ที่มาขายให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้ เพราะฉะนั้น มันเป็นลูกโซ่อยู่แล้ว....

ไนกี้ถูกฟ้องว่าใช้โรงงานต่ำว่ามาตรฐาน โรงงานที่จ้างแรงงานเด็ก หรือไม่จ่ายโอที ยอดขายของไนกี้ตก ไนกี้ตอบสนองด้วยการปันเงิน 2 ล้านดอลลาร์ โดยจ้างคณะเอ็นจีโออิสระเข้ามาตามดูฝ่ายจัดซื้อของเขา เวลาไปซื้อที่ไหนก็ต้องดูโรงงานด้วย หรือวันก่อนที่ฮ่องกงร้าน Bossini ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเมืองจีน มีองค์กรภาคประชาชนไปยืนหน้าร้านบอสซินีในฮ่องกง กล่าวตำหนิว่าบริษัทแม่ในประเทศจีนเอาพนักงานออก 2,000 กว่าคนโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ มันจะมีปรากฏการณ์อย่างนี้มากขึ้นทุกที

0 จำเป็นหรือไม่ที่บริษัทเอกชนในประเทศไทย ต้องใช้แนวทางการบริหารธุรกิจแบบพอเพียง

ผมว่าไม่มีทางเลือก ทรัพยากรมันบีบตัวเองลงไปอย่างนี้แล้ว อีกหน่อยการเรียกร้องของภาคประชาชนในการต้องการใช้ทรัพยากรให้เกิดประ สิทธิภาพขึ้น มันจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว...คนทำธุรกิจไม่ทีทางเลือกหรอก ต้องเดินเข้ามาสายนี้ แค่ประเด็นทรัพยากรของโลกร่อยหรอลงไปจากการใช้ไม่ถนอมในอดีต และการจะถูกร่วมใช้จากจีนและอินเดีย

0 ถ้าบริษัทเอกชนไม่ปรับตัวไปตามแนวทางข้างต้น คาดว่าจะอยู่ยากขึ้นหรือไม่

ขึ้นกับนักการเมืองไทยที่จะปล่อยให้สภาพการนี้ไปขนาดไหน ตัวอย่างเช่น เราอาจจะหลอกตัวเอง ตอนนี้ก็ใช้น้ำมันไปเรื่อยๆ ไม่มีแผนพัฒนาว่าจะเอายังไงกับไบโอดีเซล หรือเอทนอล ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าน้ำมันจะหมดโลก...สัญญาณนี้มันชัดเจน แต่เราก็ยังไม่มีผู้นำออกมาสร้างมาตรการอะไร นี่คือความล้มเหลวของสังคม ของการเป็นผู้นำ ถ้าเราเจออย่างนี้ เราก็จะอยู่ในฐานะเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปตลอด ขาดดุลการค้า เพราะน้ำมันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ค่าเงินบาทอ่อนลง เราก็จนลงๆ

0 การที่ค่าเงินบาทอ่อนลง ก็เป็นผลดีต่อการส่งออกไม่ใช่หรือ

ส่งออกดี แต่ตราบใดที่เราซื้อน้ำมันแพงขึ้นและขาดดุล มันไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ดีที่สุดคือเราสามารถได้ดุล นั่นคือเป้าหมายหลักต่างหาก ส่งออกจะดีหรือไม่ดี ไม่ใช่เป้าหมายหลัก เป้าหมายหลักต้องให้มีดุล ถ้าเราขาดดุลตลอด ก็จนลงเรื่อยๆ ไม่ต้องอะไรมาก แค่ขาดดุล ค่าเงินบาทก็จะอ่อนลงเรื่อยๆ เราก็ต้องซื้อน้ำมันแพงขึ้น ใครรับเคราะห์ แล้วส่งออกดีจะมีประโยชน์อะไร

0 เห็นด้วยหรือไม่กับการที่เขาประเมินว่า แพรนด้าทำธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ใช่ๆ เพราะเราทำอย่างนี้มาจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภูมิคุ้มกันคือเราสร้างโชเชียลคอนแทรคให้เกิดขึ้นในผู้อยู่ในองค์กรของเรา และนอกองค์กร จึงพยุงให้เราไปตลอดรอดฝั่ง ผ่านวิกฤติ 2540 มาได้อย่างดี

0 มีการคาดการณ์ว่าปลายปีนี้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงมาก เศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน ในส่วนของแพรนด้าเตรียมรับมืออย่างไร

ผมไม่ห่วงเท่าไหร่หรอก ที่ผ่านมาเงินมันถูกเกิน เรามีเงินล้นตลาดมากไป ผมเห็นว่าเศรษฐกิจตอนนี้กลับไปอยู่ในที่ๆ ควรเป็น ดอกเบี้ยกลับไปอยู่ในระดับที่ควรเป็น มันก็เท่านั้น ถามว่ามันจะไม่มั่นใจจนกระทั่งหยุดบริโภคหรือเปล่า ผมมองไม่เห็น น้ำมันไม่ถึงกับเป็นส่วนสำคัญในต้นทุนการผลิตเท่าไหร่ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ซึ่งเป็นจักรกลหลักของโลก ขณะที่ต้นทุนน้ำมันต่อจีดีพีของไทยอาจสูงหน่อยคือ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่สหรัฐ ยุโรปต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ คือโลกทางโน้นได้ปรับตัวไปใช้พลังงานทดแทนต่างๆ มากมายแล้ว แต่เราที่ยังไม่มี...

0 โดยตัวสินค้าของแพรนด้าจัดอยู่ในประเภทสินค้าฟุ่มเฟือย ถ้าเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ไม่มองว่าต้องระมัดระวังมากขึ้นหรือ

คำว่าฟุ่มเฟือยก็พูดกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีนิยามแน่นอน อย่างสินค้าของแพรนด้าเราทำเครื่องประดับ เราทำเพื่อสนองความรักของคน ความรักนี้ไม่จำเป็นว่าต้องระหว่างหญิงชาย รักระหว่างพ่อแม่ ระหว่างแม่กับลูก หรือเพื่อนกับเพื่อน ให้เป็นของขวัญกัน เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความรักต่างๆ ฉะนั้น ถามว่าผมดูตัวเองว่า อยู่ในสิ่งฟุ่มเฟือยไหม ผมว่าความรักไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความรัก เราก็จะมีอาชีพเสมอ ผมพยายามตอบเขา ผู้ถือหุ้นชอบถามคำถามที่คุณถามนี่เรื่อยเลย

น้ำมันแพงขึ้น ของแพงขึ้น มนุษย์ใช้เงินในสิ่งจำเป็นเพื่อชีวิตประจำวัน ซื้อข้าวปลา เรื่องความรักอาจต้องเก็บไว้ก่อน ถ้ามีเหลือเขาก็ต้องเอาออกมาใช้ อาจมีเหลือน้อยลง เราก็ทำของให้ถูกลง ก็เท่านั้นเอง ที่แพรนด้าปรับตัวมาตลอดคือ พอเศรษฐกิจไม่ดีเราก็ทำของให้มันถูกลง แต่เราก็ขายมากขึ้น เน้นปริมาณ เพราะฉะนั้น 30 กว่าปีที่ผ่านมาแพรนด้าโตมาตลอด แม้กระทั่งปีที่โหดร้ายที่สุดคือ 2540 ยอดขายเรายังโต 1 เปอร์เซ็นต์เลย ปีนี้ควอเตอร์แรกเราก็โตเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์

0 เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความรัก สินค้าของแพรนด้าก็ยังไปได้

สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือมนุษย์ตายด้าน ทุกคนไม่รู้จักกัน

 

โดย: คนเดินดินฯ 10 กรกฎาคม 2549 16:33:52 น.  

 



เราเครียดทีไร ไมเกรน กำเริบทุกที แล้วปวดสุดแสนจะทรมาน เราเลยพยายามสุดชีวิตไม่ให้เครียด แต่ก็ทำยากเจงๆ

 

โดย: Malee30 10 กรกฎาคม 2549 16:53:50 น.  

 

Hi there !

 

โดย: โสมรัศมี 10 กรกฎาคม 2549 19:47:52 น.  

 

สวัสดีวันเข้าพรรษาค่ะ
ไมได้แวะมาทักทายซะนาน หวังว่าเจ้าของบล็อคสบายดีนะคะ
ช่วงนี้หน้าฝนแล้ว อย่าลืมรักษาสุขภาพนะ

ปล. รูปกระบองเพชรสวยมากๆ

 

โดย: immuno (immuno ) 11 กรกฎาคม 2549 1:04:15 น.  

 

เรื่องหัวล้านนี่สงสัยจะจริงเพราะเพื่อนผมในวัยเดียวกันพวกที่หน้าดำคร่ำเครียดเริ่มจะไปกันแล้วทั้งที่เมื่อก่อนก็ผมดกดำหนาดี เฮ้อ...

 

โดย: นายเบียร์ 11 กรกฎาคม 2549 5:24:51 น.  

 

เครียดค่ะ

แต่ฟังเพลงแล้ว ล่องลอย....

ไปนู๊นนนนนนน


นู๊นนนน ไหนไม่รู้



ขอบคุณสำหรับเพลงด้วยนะคะ Love me love my dog

 

โดย: run to me 11 กรกฎาคม 2549 12:27:28 น.  

 

สวยมาก

 

โดย: แก้ว IP: 125.27.194.68 18 พฤศจิกายน 2551 15:14:57 น.  

 

ได้รับเงินกู้อย่างรวดเร็วและเร่งด่วนของคุณวันนี้ในอัตราเพียง 2% สำหรับการรับประกันและความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก นักลงทุน Lions Gate อยู่ที่นี่เพื่อนำเสนอทุกชนิดของเงินให้สินเชื่อได้ถึง 20,000 ดอลลาร์ 10,000,000.00 ธุรกรรมมักจะประสบความสำเร็จ ..
อีเมล์: liongateloanfirm452@gmail.com พระเจ้าอวยพรทุกท่านในพระนามของพระเยซูอาเมน !!

 

โดย: liongateloanfirm452@gmail.com (สมาชิกหมายเลข 3474490 ) 5 พฤศจิกายน 2559 21:26:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


คนเดินดินฯ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








ปณิธาน

การเดินทางของชีวิตของทุกผู้คน
ทุกคนต่างต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่จะมีสักกี่คนที่จะก้าวไปถึง
เมื่อเราก้าวถึงจุดนั้น
ขออย่าลืมการแบ่งปันและเจือจาน
แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม

เราจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน
เพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีงาม

เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลัง
ได้ใช้ชีวิตของเขา
ตามศักยภาพและความตั้งใจของเขา
ตราบเท่าที่เขาต้องการ







เดินไปสู่ความใฝ่ฝัน


ชีวิตหนึ่งร่วงหล่นไปตามกาลเวลา
คลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า
นั่นคือวัฏจักรของชีวิตที่ดำเนินไป

เยาว์เธอรู้บ้างไหม
ว่าประชาราษฎรนั้นทุกข์ยากเพียงใด
เสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เหลืออยู่
เธอเคยมีความใฝ่ฝันที่แสนงามบ้างไหม

สักวันฉันหวังว่าเธอจะเดินไปตามทางสายนี้
ที่อาจดูเงียบเหงาและโดดเดี่ยว
แต่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน
ฉันก็ยังมีความหวัง
ว่าผู้คนในประเทศนี้
จะตื่นขึ้นมา
เพื่อทวงสิทธิ์ของพวกเขา
ที่ถูกย่ำยีมาช้านาน
และฉันหวังว่าเธอจะเดินเคียงคู่ไปกับพวกเขา

เพื่อสานความใฝ่ฝันนั้นให้เป็นความจริง
สัญญาได้ไหม
สัญญาได้ไหม
เยาว์ที่รักของฉัน


***********



ขอมีเพียงเธอเป็นกำลังใจ




ทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ข้างหน้า
แลเห็นต้นหญ้าโบกไสว
เห็นดอกซากุระบานอยู่เต็มดอย
ความงามที่อยู่ข้างหน้า
เป็นสิ่งที่ฉันจะเก็บมันไว้
ยามที่จิตใจอ่อนล้า...

ชีวิตยามนี้แม้ผ่านมาหลายโมงยาม
แต่จิตใจข้างในยังคงดูหงอยเหงา
หลายครั้งอยากมีเพื่อนคุย
หลายครั้งอยากมีคนปรับทุกข์
และหลายครั้งต้องนั่งร้องไห้คนเดียว

รางวัลสำหรับชีวิตที่ผ่านมา
มันคืออะไรเคยถามตัวเองบ่อย ๆ
ความสำเร็จ...เงินตรา...เกียรติยศชื่อเสียง
มันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า
ถึงจุดหนึ่งชีวิตต้องการอะไรอีกมากไปกว่านี้

หลายชีวิตยังคงดิ้นรนต่อสู้
เพื่อปากท้องและครอบครัว
มันเป็นความจริงของชีวิตมนุษย์
ที่ต้องดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด
มีทั้งพ่ายแพ้ มีทั้งชนะ
แต่ชีวิตต่างต้องดำเนินไป
ตามวิถีทางของแต่ละคน

ลืมความทุกข์ ลืมความหลังที่เจ็บปวด
มองออกไปข้างหน้า
ค้นให้พบตัวตนของตนเองอีกครั้ง
แล้วกลับไปสู้ใหม่
การเริ่มต้นของชีวิตจะต้องดำเนินต่อไป
จะต้องดำเนินต่อไป

ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต....




@@@@@@@@@@@




การเดินทางของความรัก

...ฉันเดินไปด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า
สมองได้คิดใคร่ครวญ
ความรักในหลายครั้งที่ผ่านมา
ทำไมจึงจบลงอย่างรวดเร็ว

ฉันเดินไปด้วยสมองอันปลอดโปร่ง
ความรักทำให้ฉันเข้าใจโลก
และมนุษย์มากขึ้น
และรู้ว่าความแตกต่าง
ระหว่างความรักกับความหลงเป็นอย่างไร?

ฉันเดินไปด้วยดวงตาที่มุ่งมั่น
บทเรียนของรักในครั้งที่ผ่าน ๆ มา
มันย้ำเตือนอยู่เสมอว่า
อย่ารีบร้อนที่จะรัก
แต่จงปล่อยให้ความสัมพันธ์
ค่อย ๆ พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เรียนรู้และทำเข้าใจกันให้มากที่สุด

ก่อนที่จะเริ่มบทต่อไปของความรัก...




*******************



จุดไฟแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่น

เข้มแข็งกับอ่อนแอ
สับสนหรือมุ่งมั่น
จะยอมแพ้หรือลุกขึ้นท้าทาย
กับชีวตที่เหลืออยู่
ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจเราจะกำหนด

ไม่ใช่เพราะอิสระเสรี
ที่เราต้องการหรอกหรือ?
ที่มันจะนำทางชีวิต
ในห้วงเวลาต่อไป
ให้เราก้าวทะยานไป
สู่วันพรุ่งที่สดใส

มีแต่เพียงคนที่รู้จักตนเองอย่างดีพอเท่านั้น
จะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
เมื่อผ่านการสรุปบทเรียน
จากปัญหาต่าง ๆ ที่ประสบ
เราก็จะมีความจัดเจนกับชีวิตมากขึ้น
และการเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ
ในอนาคตก็จะเป็นเพียงปัญหาที่เล็กน้อยสำหรับเรา
ในการที่จะก้าวผ่านไป



ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในใจ
ที่จะต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอ
หนทางในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
ย่อมอยู่ไม่ไกลห่างอย่างแน่นอน

*********************



ก้าวย่างที่มั่นคง

บนทางเดินแคบ ๆ ที่เหลืออยู่
หากขาดความมั่นใจที่จะก้าวเดินต่อไป
ชีวิตก็คงหยุดนิ่งและรอวันตาย
แม้ทางข้างหน้าจะดูพร่ามัว
และไม่รู้ซึ่งอนาคต
แต่สิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
คือก้าวย่างไปอย่างมั่นคง
และมองไปข้างหน้าอย่าเหลียวหลัง
เก็บรับบทเรียนในอดีต
เพื่อจะได้ระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาดอีกในอนาคต

"""""""""""""""""""""""""""""""""



ใช้สามัญสำนึกทำงาน

ไม่มีแผนงานที่สวยหรู
ไม่มีปฏิบัติการใดที่สมบูรณ์แบบ
ในยามนี้มีเพียงการทำงานด้วยการทุ่มเท
ลงลึกในรายละเอียดเท่านั้น
จึงจะสามารถคลี่คลายปัญหาของงานลงได้
บางครั้งโจทย์ที่เจออาจยากและซับซ้อน
แต่เมื่อลงไปคลุกคลีอย่างแท้จริง
โจทย์เหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

""""""""""""""""""""""""""""""""



เรียบ ๆ ง่าย ๆ


อย่ามองสิ่งต่าง ๆ ด้วยแว่นสีที่ซับซ้อน
เพราะในโลกนี้มีเพียงสิ่งสามัญที่เรียบง่าย
สำหรับคนที่สงบนิ่งเพียงพอเท่านั้น
จึงจะแก้โจทย์และปัญหาต่าง ๆ
ด้วยกลวิธีที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ
ไม่ซับซ้อนและตรงจุดได้อย่างเพียงพอ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ใจถึงใจ

บนหนทางไปสู่ความสำเร็จ
บนหนทางของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
มีเพียงคนที่เข้าใจในสภาพจิตใจของคนทำงานเท่านั้น
จึงจะสามารถนำทีมงานไปสู่เป้าหมายได้
อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน








Cell Phone Deals
Cell Phones
เริ่มนับตั้งแต่ 21 ก.ย. 2550
Friends' blogs
[Add คนเดินดินฯ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.