จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
30 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 71

ตอนที่ 71

              หนาว..เย็นนัก...


             ที่นี่เปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน...มันเงียบเกินไป เงียบจนความเหงากัดกินจิตวิญญาณจนแทบผุกร่อน ร่างอันใหญ่โตของพญามะโรงทอดกายเหยียดยาวไปตามพื้นศิลาในนาคาลัย แน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้นมาเนิ่นนาน นับแต่วันที่ถูกสะกดให้จมอยู่ในที่นี้พร้อมกับนครอันดับสูญ กายที่เคยงดงามไปด้วยเกล็ดใหญ่แพรวพราวราวอัญมณีทอประกายรุ้งมาบัดนี้หม่นหมองไร้ชีวิตชีวา คล้ายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของซากปรักหักพังในแดนไสยาสน์ที่ทุกสรรพสิ่งหลับใหลในนิรันดร์กาล


             “ภูวิษะ...” เสียงแว่วมาจากด้านบน แม้รับรู้ด้วยดวงจิตว่าเป็นเสียงของใคร แต่มิได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ


             “ภูวิษะ! ” เจ้าของดินแดนสาบสูญยังเฉยชากับเสียงนั้นอยู่อีกครู่ใหญ่ จนกระทั่ง..เสียงเปล่งคำเพิ่มพลังอำนาจขึ้นแล้วเรียกซ้ำ หนนี้เร่งเร้าจนไม่อาจทำเมินเฉยได้


              “ภูวิษะ! มาหาเรา”


               น่ารำคาญ! เจ้านาคราชสถบในพระทัย หากทำเป็นเฉยเมยต่อไปเห็นท่าจะถูกรบกวนไม่สิ้นสุด ร่างมหึมายังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงกระแสอ่อนๆ ถักทอเรืองรองออกมาจากร่างนั้น แล้วค่อยรวมตัวเป็นกลุ่มพลังงานสีเงินยวงสว่างนวลล่องลอยออกจากกายเนื้อไปสู่ภพของผู้เรียกหา เมื่อออกจากอาณาจักรโบราณกลุ่มพลังงานจึงค่อยเปลี่ยนรูปร่างเป็นบุรุษทรงสง่า ก้าวเดินขึ้นจากน้ำไปประชันหน้ากับร่างสูงที่นั่งคอยอยู่ที่ศาลาริมฝั่ง


             “ท่านรบกวนเรา” ภูวิษะเจ้าขุ่นพระทัยทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มกริ่ม


             “ไม่เอาน่า...เราเพียงแค่อยากสนทนากับท่านเท่านั้น เรื่องเคียงฟ้า” วิทยเทพผู้เคยเป็นสหายไม่นำพากับอารมณ์ฉุนเฉียวของผู้มาเยือนเลย


             “แต่เราไม่!...เรื่องของเรานั้นจบตั้งแต่เราได้อโหสิกรรมให้มหิตาไปแล้ว ท่านจะมาเยื้อยุดไปไย เมื่อจบก็คือจบทำไมไม่ปล่อยให้เรานิทราไป หรือจะสาปเราให้เฝ้าเมืองไปชั่วกัปชั่วกัลป์ก็ย่อมได้ เราไม่โกรธเคืองท่าน ขอแค่ให้ทุกอย่างยุติลงแค่ตรงนี้ เราพอใจแค่นี้อย่าได้รบกวนเราอีก” คู่สนทนาเลิกคิ้วขึ้น เหมือนมิใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต


             “หน้าท่านบึ้งตึงมาก...นั่นปะไรโทสะ โกรธก็คือโกรธนั่นแล อย่ากล่าวว่ามิได้โกรธ” คนพูดกล่าวคล้ายหยอกเอิน แต่เจ้าภูวิษะสดับแล้วมิได้โต้ตอบ


             “แต่เอาเถอะ ..อย่าเพิ่งมีโทสะไป ท่านจะมาตัดบทแยกตัวไปแค่นี้เห็นทีจะไม่ได้ การ ‘อโหสิกรรม’ ไม่ใช่การสิ้นสุดเรื่องทุกอย่าง แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่ของท่านเท่านั้น”


             “ทำไม?”


             “ท่านมิได้ปล่อยวาง ท่านยังว้าวุ่นอยู่กับกรรมของนาง และยังลงโทษตนเองยึดติดกับเมืองที่สูญสิ้นไป...ทุกอย่างจึงไม่อาจยุติลงได้”


             “วิมุตติ...เราทำให้จุมภะปุระล่มสลายไปด้วยมือเราเอง แล้วอย่างนี้หรือจะให้ลอยหน้าลอยตาได้ โทษทัณฑ์เพียงแค่นี้ยังไม่สาสมเสียด้วยซ้ำ แล้วท่านจะให้เราลอยตัวอยู่เหนือกฎแห่งกรรมงั้นรึ...อำนาจของท่านบันดาลได้หรือไร?”


             “มิใช่...ท่านเข้าใจผิดแล้ว การอโหสิกรรมเป็นการ ‘ปลดปล่อยตนเอง’ จากบ่วงกรรมเท่านั้น เท่ากับว่าท่านตัดตนเองออกจากวงจรกรรมนี้ ไปรับแต่หนี้กรรมของท่านตามลำพังเท่านั้น และท่านงดเว้นตนเองมิให้ถือโทษโกรธนางจนกลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรผูกบ่วงกันในชาติต่อๆ ไปเท่านั้น...”


             “หมายความว่า...หากดวงจิตของนางหลุดจากร่างของเคียงฟ้าแล้วไปเป็นผู้อื่น เรากับนางก็ถือเป็นอันสิ้นสุดกรรมเวรแต่เพียงเท่านี้”


             “หาเป็นเช่นนั้นไม่...ท่านไม่ถือโทษนาง ไม่ประสงค์จะเอาความ แต่นางยังมีหนี้กรรมต่อท่านยังต้องชดใช้ แม้ท่านไม่ต้องการ แต่ภูวิษะเจ้า...ท่านอย่าได้จมทุกข์อยู่ในความโกรธแค้น ทุกอย่างนี้..อโหสิกรรมเพื่อรักษาหัวใจอันบาดเจ็บของท่านที่เกิดแต่น้ำมือนางเท่านั้น”


             เจ้านาคราชนั่งก้มหน้านิ่งเงียบไปมิได้เหลียวมองไปทางคู่สนทนาอีก ปล่อยให้วิมุตติพร่ำพูดไปผู้เดียวอีกครู่ใหญ่ จึงค่อยพึมพรำออกมา


            “ชาวเมือง...จะอโหสิกรรมให้เราหรือไม่” ภาพอันน่าเวทนาของชาวจุมภะที่จมหายไปในน้ำ มีมากมายที่ไม่พบศพ และมีอีกจำนวนมากที่น้ำซัดไหลไปยังเมืองอื่น ศพจำนวนมากส่งผลให้เกิดโรคระบาด เมื่อช้อนเอาร่างขึ้นมาได้จึงต้องทำการเผาทันที


            “พวกเขา...มิได้โทษท่าน พวกเขาต่างคิดว่าเป็นอาเพศ เพราะมีใครคนหนึ่งผิดสัตยาเมืองที่ให้ไว้กับพญามหิทธราบดี”


            “พวกเขา....อาฆาตมหิตา”


            “บางคนไม่ทันรู้ตัวก็ตายเสียแล้ว บางคนมิได้อาฆาต บางคนไม่ได้นึกถึงนาง...แต่บาปกรรมที่ทำไปแล้วมันส่งผลเกิดเป็นหนี้เวรโดยอัตโนมัติ จึงต้องผ่อนใช้กรรมไปตามอัตภาพเท่าที่สามารถจะชดใช้ได้ 


             ถ้าชาตินี้ใช้ไม่หมด...ก็ไปต่อเอาชาติหน้า ถ้าชาติหน้าเกิดเป็นสัตว์มิได้เกิดเป็นมนุษย์ก็รับไปอีกแบบ แตกดับแล้วไปต่อเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดกรรมเก่า 


             แล้วถ้ามีกรรมดีสร้างกุศลใหม่ขึ้นมาช่วยบรรเทาให้เบาบางลง ไม่ได้โดนเร่งรัดทวงหนี้กรรมในชาติเดียวดอก...นางคงไม่สามารถตอบแทนได้หมดจึงต้องค่อยๆ เป็นค่อยไป จนเจ้ากรรมนายเวรบ่นอุบไม่ทันใจกันเป็นทิวแถว ฮะ ฮะ” ท้ายประโยคเจือด้วยเสียงหัวเราะ


            “มาครั้งหนี้เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างท่าน...ถอนตัวออกไป นางก็คงร้อนรุ่มน้อยลง เมื่อไม่ประสงค์จะเอาความ...แต่อย่างไรก็ต้องชดใช้ จะด้วยวิธีไหน..หรือจะน้อยลงเท่าใดก็สุดแต่สิ่งที่นางเลือกในปัจจุบัน”


            “ไม่มีทางอื่นอีกรึ...ถ้าเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายยกให้เป็นไปตามกฎ ไม่ประสงค์จะติดตามเอาความเองจะเป็นเช่นไร ทุกข์ร้อนของนางจะถูกปัดเป่าให้เจือจางลงหรือไม่”


            “หากเป็นเช่นนั้น...คงต้องสรรเสริญทุกดวงวิญญาณที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร จิตวิญญาณจะกระจ่างขึ้นเส้นทางต่อไปข้างหน้าจะไม่ต้องผูกติดกับความทุกข์อันเหมือนโซ่ตรวนแล้ว ชีวิตใหม่วันเวลาใหม่เริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริงเสียที จะเหลือก็แต่กรรมเก่าๆ ของใครของมัน แต่มหิตา..คงจะต้องทยอยใช้ไปในรูปแบบต่างๆ ทั้งชดใช้โดยตรงต่อเจ้าตัว หรือชดใช้ด้วยการรับเอาความลำบากยากเข็น ความทุกขเวทนาในรูปแบบต่างๆจะ มาให้เผชิญ”


            “นอกจากอโหสิกรรมให้นางแล้ว เราทำสิ่งใดให้นางได้อีกบ้างหรือไม่?” คำถามของนาคเจ้าทำเอาวิทยเทพยิ้มกริ่มออกมาด้วยความพอใจ


            “อโหสิกรรมให้ตนเอง...อย่าได้จองเวรตนเองอีกต่อไป”


            “......!!!?” ดวงเนตรคมคายเบิกค้าง


            “นั่นคือสิ่งที่มหิตาในชาตินี้ปรารถนา ถ้าท่านพ้นทุกข์นางก็หมดทุกข์ไปด้วย” ภูวิษะเจ้ายังไม่ทันตรัสเถียงใดๆ วิทยาธรหนุ่มก็กล่าวต่อ


            “รวมไปถึง...แม่หญิงกุสุมาลย์ นางปรารถนาให้ท่านพ้นทุกข์” วิมุตติยุติการสนทนาไปชั่วครู่เพื่อสังเกตสีพระพักตร์ของภูวิษะเจ้า


            “หากท่านก้าวพ้นห้วงเหวแห่งทุกข์ได้ นั่นคือปรารถนาสูงสุดของนาง คงเป็นความมนัสยิ่งกว่าสิ่งใด..ยิ่งกว่าการได้จองเวรเคียงฟ้าเสียอีก”


            “นี่นาง...”


            “ไม่ใช่แค่นาง....นั่นล้วนแต่เป็นปรารถนาของชาวจุมภะ”


            “ทั้งๆ ที่เราเป็นต้นเหตุให้พวกเขาต้องตายโดยมิทันได้ตั้งตัวกระนั้นรึ”


            “ใช่...” วิทยเทพเหลียวมองภูวิษะเจ้า


            “ไม่เข้าใจละสิ...หึ หึ”


            “.....” สุรเสียงค้างอยู่ในลำคออย่างฝืดฝืนเต็มที


            “เพราะท่านเป็นที่รักของพวกเขา เป็นสิ่งอันเคารพบูชา เปรียบไปก็เป็นจิตวิญญาณของเมือง ใครเล่าอยากจะให้เมืองอันเป็นบ้านเกิดของตนร่ำไห้อยู่ในความมืดนิรันดร์กันบ้าง พวกเขาอาจจะโกรธมหิตา โกรธท่าน...แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องผ่านพ้น ทุกคนก็เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไปตามวาระ ที่ยังไปไม่ได้ก็เฝ้าแต่ห่วงใยท่าน เป็นเช่นนี้แล้ว...ทำเพื่อคนอื่นบ้างไม่ได้รึ อภัยให้ตัวเองเถิดหนา..ผู้กำหัวใจของเมือง”


            เจ้านาคราช...นั่งนิ่งดังถูกสาปให้เป็นหิน วงพักตร์ปานเทวาสลักนั้นมิได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา ยกเว้นเพียงประกายเนตรที่สั่นไหว อารมณ์อันตื้นตันและสับสนเอ่อล้นออมายังทำนบแห่งกรอบเนตร


           “ภูวิษะ...ท่านต้องการพักไหม เราสะกดท่านให้หลับได้ แต่ขอแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นนะ อย่านานนัก”


           “ไม่! ไม่ต้อง..!” สุรเสียงห้วนจัด หัตถ์ก็ยกขึ้นปิดบังดวงเนตร


           “ภูวิษะ....อโหสิกรรมให้ตนเองเถิด”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


            ทุกข์ของใครก็เกิดแก่ใจผู้นั้น หามีผู้อื่นบำบัดได้...มีแต่ต้องชำระมันด้วยตนเอง ปัจจัยจากภายนอกแค่ช่วยบรรเทาชั่วครู่ชั่วยาม แต่ปัจจัยจากภายในต่างหากที่ต้องแสวงหาความสงบเอาเอง ภูวิษะเจ้าก็เช่นกัน...


            “เราไม่อาจทอดเวลาต่อไปได้ คงต้องรีบจัดการบางสิ่ง” สุรเสียงทบทวนเหตุการณ์ในอดีต


            เรื่องราวของพระองค์กับมหิตาเทวีก่อนที่เมืองจะล่มนั้นงวดเข้ามาทุกที ความตึงเครียดระหว่างกันยังมิทันได้คลี่คลายซ้ำร้ายมีแนวโน้มว่าแย่ยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะหาทรงรับเทวีคนใหม่มาเป็นชายาเพิ่ม นอกจากจะเสียสัจจะวาจาที่ให้ไว้แล้วยังอาจเสียดวงฤทัยทั้งดวงไปได้ จึงพยายามหาหนทางแก้ไขกับเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด


           “ใช่เรื่องจะรับชายาองค์ใหม่จากเมืองปาลหรือไม่” คู่สนทนาถาม เมื่อผู้เล่าพยักหน้ารับจึงได้ปล่อยให้เล่าต่อไป


           “เราร้อนใจไม่ต่างกับมหิตาหรอก หมากตานี้ยากจะดิ้นหลุดได้ แต่เราจะไม่เสียสัตย์ที่ลั่นวาจาไว้กับนางเด็ดขาด จึงต้องหาทางออกให้เร็วที่สุด เมื่อตรองตกแล้วจึงตกลงใจไปพบสร้อยประพาฬเทวี”


           “สร้อยประพาฬเทวี?”


           “ใช่ “


             ม้าตัวใหญ่รูปร่างพ่วงพีสามตัววิ่งตามกันมา ก่อนจะค่อยชะลอฝีเท้าลงจนหยุดสนิท ทหารที่หน้าตำหนักนั้นแลเห็นเข้าก็ตรงเข้ามือจับบังเหียนม้า วรกายองอาจเสด็จลงจากหลังม้าและปล่อยให้พาหนะของตนถูกจูงไปยังคอกพัก


           “รออยู่ที่นี่” เสียงใหญ่ทรงอำนาจตรัสเรียบๆ กับผู้ติดตาม ก่อนจะมองเข้าไปภายในตำหนักอย่างลังเล


           “พระเทวีอยู่หรือไม่” ทหารรักษาการหน้าตำหนักยังมิทันได้เอ่ยตอบ นางกำนัลสองนางก็มาหยุดลงเบื้องหน้าและถวายความเคารพ


           “พระเทวีให้มาเชิญเสด็จเพคะภูวิษะเจ้า” เจ้านาคราชสะดุดบรรดาศักดิ์ท้ายประโยค มิใช่แค่ ‘ท่านภูวิษะ’ อย่างที่ผู้อื่นเรียก แต่มิได้ตรัสถาม ก็ถูกนำเสด็จเสียก่อน


           “พระเทวีทราบได้อย่างไรว่าเราจะมา” เป็นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตเจ้านาคราชที่มีเหตุให้ฉงนพระทัย


           “พระเทวีรับสั่งว่าภูวิษะเจ้าจะเสด็จ ให้ทำขนมไว้รับรองด้วยเพคะ” พวกนางเองมิได้ตอบตรงคำถาม ด้วยตัวเป็นบ่าวมิอาจกล้าย้อนถามสร้อยประพาฬเทวีรับสั่งสิ่งใดก็สนองตามพระประสงค์เท่านั้น


            เมื่อทอดพระเนตรแล้วก็คร้านจะซักไซ้เอาความจากพวกนางอีกสู้ไปถามเทวีแห่งนางดีกว่า นางกำนัลนั้นมิได้นำเสด็จไปยังเรือนรับรองของตำหนัก แต่หากนำเสด็จมายังอุทยานภายในแทน


             สตรีสูงศักดิ์วรกายอวบท้วมอย่างผู้มีวัยมิได้อรชรอ้อนแอ้นดังสาวสะคราญ แต่วงพักตร์ยังงดงามและที่เหนือไปกว่านั้นคือราศีแห่งความสง่า สร้อยประพาฬเทวีประทับอยู่บนศาลานั่งเล่นเล่นกลางอุทยาน ทรงชะงักถ้อยดำรัสที่กำลังตรัสกับนางกำนัลไปชั่วครู่เมื่อทอดพระเนตรเห็นผู้มาเยือน วรกายที่เอนพิงหมอนขวานอยู่ก็ขยับนั่ง ดวงเนตรจ้องมองตรงมาประสานในนัยน์ตากับเจ้านาคราชก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ ออกมาด้วยความเมตตา


              แม้จะมิได้โอภาปราศรัยกันเลย และมิเคยสนิทสนมมากไปกว่าการทักทายเมื่อพบในกลุ่มพระญาติเท่านั้น สร้อยประพาฬเทวีเก็บองค์ไม่ใคร่ได้ออกสังคม จึงมิได้เป็นผู้ที่ทุกคนจดจำไปมากกว่าพระญาติผู้สูงวัยองค์หนึ่งเท่านั้น 


             ทว่ากลับเป็นบุคคลแรกที่ภูวิษะเจ้าระลึกถึง หลายปีที่ผ่านมาทรงได้รับการบวงสรวงด้วยจิตกุศลจากพระนาง กระแสเย็นจากจิตอันซื่อตรงในธรรมนี้เป็นเหตุให้เจ้านาคราชตัดสินใจมาพบสร้อยประพาฬเทวี 


             หากนับตามลำดับญาติวงศ์ก็ทรงเป็นพระปิตุจฉา**[ป้า]   เพราะทรงเป็นชายาในเจ้าชายทยุติกร พระเชษฐาของพระบาทเจ้าสิทธิเสณราชบิดาของมหิตาเทวี ซึ่งประสูติในกับพระสนมของพระบาทเจ้าองค์ก่อน แม้มิได้มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์บัลลังก์แต่ก็ทรงงานเมืองช่วยราชการคอยค้ำจุนบัลลังก์ให้พระอนุชาจวบจนสิ้นอายุขัยในสนามรบ จึงถือเป็นผู้มีคุโนปกรณ์แก่จุมภะปุระเป็นอันมาก


             เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ไปแล้วสร้อยประพาฬเทวีทรงร้องขอแก่พระบาทเจ้า ให้ทรงประทานอนุญาตให้พระนางครองตัวเป็นม่าย มิต้องอภิเษกสมรสใหม่หรือเข้าถวายตัวเป็นพระชายาของพระบาทเจ้าสิทธิเสณตามราชประเพณี เมื่อพระเชษฐาหรือพระอนุชาสิ้นพระชนม์กะทันหัน ทั้งชายาและสนมก็จะถูกยกให้เป็นสมบัติแก่บุรุษอันพึงปกป้องพวกนางได้


             “ถวายพระพรพะยะค่ะ ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาให้เข้าเฝ้า” เป็นที่ทราบกันว่าสร้อยประพาฬเทวีไม่โปรดให้ใครมาพบนัก หากจะพบพระนางเห็นจะต้องไปดักที่อโศกคยาเพราะทรงไปบำเพ็ญบุญบ่อยๆ เมื่อถือวิสาสะมาเข้าเฝ้าเช่นนี้หากได้รับการปฏิเสธก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด


               ภูวิษะเจ้าประทับลงเบื้องหน้าแล้วก้มลงกราบ เมื่อเงยพระพักตร์ขึ้นก็สบกับพระเนตรฉายแววชื่นชมอยู่ในดวงเนตรจึงชะงักองค์ไปบ้าง พระนางค่อยรู้องค์ว่าทอดพระเนตรจับจ้องอิริยาบถของผู้มาเยือนนานเกินไป


               “ภูวิษะเจ้า..ขอบพระทัยที่เสด็จมาเยือนตำหนักท้ายวังแห่งนี้เพคะ ที่นี่ไม่มีใครมาพบหม่อมฉันนานแล้ว”


               “ทรงจำหม่อมฉันได้?” ความรู้สึกแปลกประหลาดปรากฏขึ้นแก่เจ้านาคราช จริงอยู่ทรงเป็นราชบุตรเขยพระปิตุจฉาจะจดจำได้มิน่าใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ทำให้ความรู้สึกนี้ไม่ปรกติก็คือ สายพระเนตรที่จ้องมองมาราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะเสด็จมา


               เทวีผู้มากวัยแย้มสรวลแทนคำตอบ ในพระทัยนั้นอยากตรัสนัก...ผู้ใดเล่าจะจำภูวิษะเจ้าผู้ทรงลักษณ์มิได้บ้าง


              “ถ้าได้เห็นพระองค์เพียงสักครั้ง ผู้ใดเล่าจะลืมลงบ้างเพคะ”


              “ที่ผ่านมาหม่อมฉันทำกิริยาไม่งาม ให้พระเทวีขุ่นเคืองใจจนเป็นที่จดจำหรือไม่พะยะค่ะ”


              “ไม่เพคะ ทรงสง่างามดี อย่าได้ทรงวิตก” เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้นก็ค่อยคลายพระทัย


              “ขอบพระทัยพระเทวี”


              “อย่าทรงเรียกอย่างห่างเหินเช่นนั้นเลยเพคะ เรียกหม่อมฉันว่า ’ป้า’ ดังที่มหิตาเรียกพอ”


              “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันที่ต้องขออภัย ที่มาโดยกะทันหัน”


              “มิต้องคิดมากเพคะ เสด็จมาก็นับว่าเป็นเกียรติแก่หม่อมฉันมากแล้ว”


             “ทรงทราบว่าหม่อมฉันจะมาหา” ไม่มีคำตอบกลับมานอกจากพระพักตร์ของสร้อยประพาฬเทวีพยักรับช้าๆ


             “ถ้าอย่างนั้นทรงทราบหรือไม่ หม่อมฉันมาด้วยเรื่องอันใด?” รอยแย้มสรวลอ่อนบางปรากฏบนใบหน้านางเทวีแทนคำตอบ


             “มิทราบเพคะ แต่หากเป็นเรื่องที่หม่อมฉันทำได้ก็ยินดีเพคะ ”


             “พระเทวี..”


             “ทรงเรียกหม่อมฉันว่า ‘ป้า’ เช่นเดียวกับมหิตาเถิดเพคะ” กระแสอ่อนโยนมาตามพระดำรัส


             “ขอบพระทัยเสด็จป้า”


             “เสวยน้ำหน่อยเถอะเพคะ เสด็จมาเหนื่อยๆ” ตรัสจบก็พยักหน้าให้นางกำนัลนำน้ำถวาย จากนั้นจึงโบกหัตถ์สั่งให้คนที่เหลือถอยห่างออกไป เหลือแต่เพียงนางกำนัลคนสนิทคอยโบกพัดให้


              ครู่ใหญ่ผ่านไปสร้อยประพาฬเทวียังมิได้ปริปากตรัสถามถึงเรื่องที่ทำให้ภูวิษะเจ้าเสด็จมาถึงตำหนักเลย พระนางเพียงแค่ประทับนิ่งๆ แล้วพิศมองเจ้านาคราชด้วยแววตาโสมนัสยิ่ง


             “เสด็จป้า มีรับสั่งใดเชิญตรัสเถิด” ดวงเนตรคมนั้นจับจ้องไปที่นางเทวี


             “มะ..มิได้เพคะ หม่อมฉัน..หม่อมฉันขอประทานอภัย หม่อมฉันเพียงแต่เพิ่งเคยเห็นพระองค์อย่างใกล้ชิด ก็อดมิได้ที่จะมอง” ผู้มีศักดิ์เป็นหลานเขยนึกประหลาดใจ ทรงชินกับการถูกมองอย่างสงสัยใคร่รู้ หรือแม้แต่ชื่นชมในรูปโฉมอันทรงลักษณ์ แต่ไม่เคยถูกเพ่งพิศด้วยความปรีดาเช่นนี้


            “หม่อมฉัน...แต่งกายไม่สุภาพเป็นที่ขัดพระเนตรหรือไม่พะยะค่ะ”


            “มิได้เพคะ หม่อมฉันเพียงแค่ดีใจเท่านั้น” เจ้านาคราชนิ่งงันไม่เข้าพระทัยสิ่งที่พระปิตุจฉาตรัส


            “นี่เป็นครั้งที่สามที่พบพักตร์พระองค์ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พินิจอย่างใกล้ชิด และเป็นครั้งแรกที่ได้ปราศรัยด้วยจึงอดมิได้ที่จะชื่นชม” ฟังดังนั้นก็กราบลงอีกครั้ง


            “หม่อมฉันขออภัย ที่ผ่านมิได้เคยมาเฝ้า แต่ยามเดือดร้อนกลับเร่งมาเฝ้าอย่ามิได้ทูลล่วงหน้า”


            “ภูวิษะเจ้าอย่างทรงทำเช่นนั้น หากทรงกราบหม่อมฉันอีกครั้งเดียว หม่อมฉันเห็นจะต้องระเห็จไปนั่งบนพื้นดินเบื้องล่าง” ยิ่งสดับดำรับก็ยิ่งงุนงงไม่เข้าพระทัยแม้แต่น้อย


            “บัวนวลออกไปก่อน” นางกำนัลคนสนิทมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็คลานออกไปจากศาลาไปรวมกลุ่มกับพวกที่ออกไปก่อนหน้านี้


            “ปลอดคนแล้ว ฝ่าพระบาทเชิญบัญชาสิ่งที่จะให้หม่อมฉันรับใช้มาได้เลยเพคะ” ถ้อยดำรัสนั้นจริงจังจนน่าฉงน เจ้านาคราชจ้องมองเทวีตรงหน้าพระพักตร์


            “เสด็จป้า...ทรงรู้ว่าหม่อมฉันเป็นใคร?”


            “เพคะ”


            “ตั้งแต่เมื่อใด?”


            “ตั้งแต่วันที่พระองค์มาดูตัวกับมหิตาเพคะ”


            “ทำไมจึงทราบ?”


            “หลังจากสิ้นบุญสวามี หม่อมฉันได้แต่เก็บตัวปฏิบัติธรรม บางทีบุญที่สั่งสมมาอาจดลบันดาลให้หม่อมฉันได้แลเห็นพระองค์จริง” สร้อยประพาฬเทวีตรัสด้วยดวงเนตรนิ่ง


            “ในวันนั้นพระองค์ปะปนมาอยู่ในกลุ่มบุรุษเมื่อแรกหม่อมฉันมิทันได้สังเกต แต่เมื่อได้ยินเสียงผู้คนฮือฮากับหีบใส่ขนมที่ทรงนำมาให้มหิตาแล้ว หม่อมฉันก็อดแปลกใจมิได้แต่เมื่อเหลียวไปเห็นรอยยิ้มกับแววตาหยาดเยิ้มราวกับมีน้ำผึ้งอยู่ดวงตาของหลานสาว มันทำให้หม่อมฉันฉงนจนต้องจ้องมองไปยังบุรุษผู้นั้น พระองค์คงมิทันได้สังเกตเพราะทรงสบตาอยู่กับมหิตาเท่านั้น”


             ภูวิษะเจ้าก้มพักตร์ลงด้วยทรงเขินอายเป็นกำลัง ใช่...ในเพลานั้นไม่ว่าผู้ใดก็มิได้อยู่ในสายตา ผู้คนมากมายมลายหายเป็นเพียงภาพเลือน ที่ชัดแจ้งอยู่เบื้องหน้ามีเพียงเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทอง พระนามว่ามหิตาเทวีเพียงผู้เดียว


            “บุรุษผู้นั้นทรงโฉมงดงามยากจะหาผู้ใดเสมอ แต่มิคาดคล้ายมีเงาบางอย่างปรากฏทับคนผู้นั้น ทีแรกหม่อมฉันเข้าใจไปว่าสายตาอาจพล่าเลือนด้วยสูงวัยแล้ว แต่เมื่อกะพริบตาภาพนั้นก็ยังซ้อนทับหม่อมฉันเห็นเงาพญานาครัศมีเรืองรุ้ง หม่อมฉันคงมิได้ตาฝาดไปใช่ไหมเพคะ”


             ราชบุตรแห่งบาดาลนั่งนิ่งตัวแข็งไปชั่วขณะ เพียงพริบตาเดียวที่จิตสั่นไหวไปด้วยเสน่หาร่างที่จำแลงมาก็ถูกพบเห็นจึงทรงตำหนิตนเองอยู่ในพระทัย


            “พญามหิทธราบดี หม่อมฉันดีพระทัยยิ่งที่ทรงเสด็จมายังเบื้องหน้าหม่อมฉัน” เมื่อตรัสจบก็ก้มลงกราบแทบบาทของภูวิษะเจ้า นาคหนุ่มยกมือขึ้นกุมหัตถ์นั้น


            “เสด็จป้า...หม่อมฉันเป็นเพียงราชบุตรของพญามหิทธราบดีเท่านั้น ยังเป็นเพียงผู้เยาว์” ประโยคที่ตอบมาถ่อมองค์ยิ่งนักในสายตาของสร้อยประพาฬเทวี


            “ลุกขึ้นเถิด ใครเห็นเข้าจะเป็นที่ครหา” พระปิตุจฉาได้ยินดังนั้นก็รีบยันพระวรกายขึ้นนั่งดั่งเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือดวงพักตร์แดงระเรื่อ ดวงเนตรเอ่อคลอไปด้วยอัสสุชน


            “ขอบพระทัยที่ทรงเมตตา หม่อมฉันปลื้มปิติยิ่งนัก” ในดำริของพระนางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงสักการะมาเนิ่นนานมิใช่แค่ตำนานบอกเล่า หากแต่มาปรากฏองค์อยู่เบื้องหน้าจึงทรงโสมมนัสเป็นอย่างยิ่ง


            “เรื่องที่ท่านถวายพรแก่เรานั้นเราทราบ เสด็จพ่อของเราก็ทราบ ต้องขอบใจที่ยังเชื่อมั่นในพญามหิทธราบดี เวลาผ่านมากว่า 400 ปี นับแต่เสด็จพ่อยกแผ่นดินนี้ขึ้นจากน้ำให้สร้างเมือง มันยาวนานสำหรับมนุษย์จนเกือบจะ...ถูกลืม”


            “ใครเล่าจะลืม”


           “ชนรุ่นหลังสักการะเราตามชนรุ่นก่อน เป็นประเพณี เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เราไม่อาจบังคับผู้ใดให้มาบำบวงเราได้ ศรัทธาเกิดแก่ผู้มีใจเท่านั้น และท่านเป็นหนึ่งในนั้น” รอยแย้มสรวลนั้นงามจับใจนัก จนสร้อยประพาฬเทวีมิอาจกลั้นอัสสุชนได้


           “ขอบพระทัยเพคะ ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาจุมภะ หม่อมฉันมีบุญยิ่งนักที่ได้พบพระองค์” พูดจบก็ทำท่าจะกราบลงอีกคราแต่ถูกรั้งไว้เสียก่อน


           “เสด็จป้า...อย่าได้สร้างความลำบากแก่เรา” สร้อยประพาฬเทวีถึงได้รู้พระองค์


           “โปรดทรงอภัยหม่อมฉันมัวแต่ปรีดา”


           “ไม่เป็นไร...เราเสียอีกที่กำลังจะนำเรื่องมาให้ท่านช่วยเหลือ” นาคเจ้ารู้สึกโล่งพระทัยเรื่องที่จะตรัสต่อไปคงง่ายดายขึ้น ดูท่าเสด็จป้าจะเต็มพระทัยช่วยเหลือเป็นแน่


           “หากทำได้หม่อมฉันยินดีทุกประการเพคะ” รอยสรวลงามแย้มยิ้มยิ่งกว่าเดิม


            “เสด็จป้าทำได้แน่!”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เมาท์หน่อย Smiley

สวัสดีค่ะ...สงสัยจะมีคนอ่านอุทานว่า โอ้โฮ! หายไปนาน แหะ แหะ ช่วงก่อนกำลังวุ่นวายเนื่องจากเปิดคาเฟ่แมวค่ะ  ช่วงนี้พยายามจัดเวลามาเขียนนิยาย ไม่ได้ทิ้งเรื่องนี้นะคะ ช่วงนี้พยายามปั่นอยู่สะสมได้หลายตอนแล้วจะพยายามลงไม่ให้ขาดตอน และอวสานให้ได้ในเร็ววันค่ะ  ขอแรงใจช่วยเชียร์ด้วยนะคะ  ถ้าใครยังตามอ่านอยู่ช่วยคอมเม้นท์ทักทายกันหน่อยนะคะ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าค่ะ  Smiley




Create Date : 30 ธันวาคม 2558
Last Update : 30 ธันวาคม 2558 13:46:07 น. 8 comments
Counter : 1423 Pageviews.

 
ตกใจและดีใจที่เห็นเรื่องนี้ค่ะ ติดตามมาตลอด


โดย: กระรอกเมือง IP: 180.183.40.108 วันที่: 30 ธันวาคม 2558 เวลา:15:25:33 น.  

 
ติดตามและรอคอยมานาน ดีใจมากๆ ที่คุณแก้วกังไสกลับมา


โดย: manee IP: 94.23.252.21 วันที่: 30 ธันวาคม 2558 เวลา:22:39:15 น.  

 
อ่านค่ะ


คนอ่านก็หายไปนานเหมือนกันค่ะ


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 2 มกราคม 2559 เวลา:13:18:48 น.  

 
มาอ่านจ๊ะ ใกล้แล้วๆ ว่าแต่เด็จป้าจะช่วยยังไงล่ะเนี่ย มองไม่เห็นทางเลย


โดย: Tyra IP: 94.23.252.21 วันที่: 10 มกราคม 2559 เวลา:2:00:11 น.  

 
ตามมาตลอดค่ะ ดีใจที่มาอัพต่อค่ะ


โดย: Rose IP: 49.229.4.229 วันที่: 28 มกราคม 2559 เวลา:16:46:34 น.  

 
คุณแก้วกังไสมาแล้ววว.....ดีใจจริงๆเลยค่ะ
ติดตาม และเข้ามาดูเรื่อยๆ ตลอดเลยค่ะ ในที่สุดก็มาแล้ว ^_^


โดย: Patt IP: 180.180.8.221 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:16:32:59 น.  

 
ติดตามมาตลอด กะลังสงสัยว่าคุณเลิกเขียนแล้ว ดีใจที่ได้เห็นกันอีก ยังมองไม่เห็นเลยว่าจะจบแบบไหน รวมเล่มเมื่อไหร่แจ้งนิดนะคะ อยากได้มาอ่านอีกรอบ
ขอบคุณนะคะ


โดย: Sammy S. IP: 1.10.194.180 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:21:17:53 น.  

 
ดีใจมาาาากค่า


โดย: มิ้งค์ IP: 182.232.18.185 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:17:22:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.