จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
1 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 24

ตอนที่ 24
ฝันหรือจริง




                หญิงสาวกำลังมองดูฝ่ามือตนเองด้วยความงุนงง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หล่อนละเมอและได้แผลมาในระหว่างหลับ หากเป็นเมื่อก่อนหล่อนจะแปลกใจเพราะเมื่อตื่นขึ้นมาไม่เคยจำความฝันใดได้เลย ผิดกับเดี๋ยวนี้ตั้งแต่กลับมาจากการรับน้องความฝันที่คอยตามมาหลอกหลอนนั้นเด่นชัดขึ้นมาทุกขณะ หลายๆ ครั้งราวกับเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตรงหน้า ใกล้เสียจนแทบสัมผัสได้


               "ฟ้าตื่นหรือยังลูก?" เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาแม่ของหล่อนกำลังเคาะประตูปลุกอย่างที่เคยเป็นมาทุกวัน


               "ค่ะ ตื่นแล้วค่ะแม่"


               "จะสายแล้วนะลูกวันนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอจ๊ะ?"


               "จะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะแม่"
               หล่อนตะโกนตอบกลับไปแต่ไม่ยอมเปิดประตูให้ เพราะไม่อยากให้ยุพาพักตร์เห็นใบหน้าท่วมน้ำตาแบบนี้ เดี๋ยวจะตกอกตกใจและพลอยเป็นห่วงไปกันใหญ่


               เคียงฟ้าถอนใจเสียงดังออกมาพลางเฝ้าถามตนเอง ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงฝันเห็นเรื่องราวต่อเนื่องราวกับกำลังดูละครทางโทรทัศน์สักเรื่อง และที่แย่ไปกว่านั้นหล่อนเองเป็นหนึ่งในตัวละคร แถมยังต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ชอบหน้ากันอย่างเจ้าภูวิษะจอมยโสนั่นอีกด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนนี้หล่อนได้แต่ฝันร้ายซ้ำๆ ซากๆ ในเรื่องเดิมๆ แต่ไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่เคยเห็นหน้าคนในความฝันเลยด้วยซ้ำ


               เมื่อทบทวนดูแล้วหญิงสาวก็พบว่าหล่อนเริ่มฝันตั้งแต่วันรับน้องเป็นต้นมา ความรู้สึกต่างๆ ของผู้หญิงชื่อมหิตาในความฝันนั้นติดแน่นอยู่กับหล่อน ราวกับเป็นความรู้สึกของตนเอง บางครั้งก็ทำเอาเคียงฟ้าไม่เป็นอันเรียนเพราะความรู้สึกนี้วนเวียนอยู่ห้วงคำนึงเสมอ


               ชั่วโมงแรกของเช้าวันนั้นไม่ใช่วิชาของวิมุตติ แต่หญิงสาวก็ยังได้พบเขาก่อนเข้าเรียน หล่อนหยุดชะงักทันทีเมื่อประสานสายตากับร่างสูงที่ระเบียงทางเดิน อาจารย์คนใหม่ส่งยิ้มน้อยๆ มาทักทาย นัยน์ตาของเขามักซ่อนประกายความคิดไว้เสมอ ครั้งนี้เคียงฟ้าบอกตนเองว่าว่าสายตาคู่นั้น เหมือนกำลังสมเพชเวทนาหล่อนเสียเต็มประดา หญิงสาวจึงก้มหน้าแสร้งทำเป็นไม่เห็นเขาและเดินเลี่ยงไปอีกทาง


                "เคียงฟ้า" แต่เสียงเรียกนั่นทำให้หล่อนจำต้องหยุด และหันมายิ้มทักทายเขาแบบไม่เต็มใจนัก


                "สวัสดีค่ะอาจารย์" หล่อนยกมือไหว้ อีกฝ่ายพยักหน้ารับเล็กน้อย

              

               "เป็นอะไรไปตาแดงเชียว?" หญิงสาวรีบยกมือขึ้นมาปิดตาโดยอัตโนมัติ


               "เหรอคะไม่ทันรู้ตัว สงสัยเมื่อคืนอ่านหนังสือดึกไปหน่อย"


               "ถ้างั้นเช้านี้คงเพลียแย่ จะเรียนรู้เรื่องหรือ?" คนถามนิ่งรอคำตอบอยู่นานก็ได้รับแต่สีหน้าลำบากใจกลับมาแทน


               "ไปพักที่ห้องพยาบาลดีกว่าไหม? เดี๋ยวผมลาอาจารย์ประจำวิชาให้"


               "ไม่เป็นไรค่ะ" หล่อนตอบปฏิเสธทันที หนุ่มหล่อจึงเก้อไปบ้าง


                "แน่ใจนะ....ถ้าอย่างนั้นก็ไปเรียนเถอะ แต่ถ้าไม่ไหวก็ไปพักเสีย"


                "ค่ะ" หล่อนตอบเสียงห้วนแล้วรีบเดินหนีทันที
 

                "เคียงฟ้า" เสียงเรียกนั้นทำให้ร่างบางจำต้องหันมาอีกครั้ง


                "คะ?" เขาไม่พูดอะไรเพียงแต่ยื่นกล่องลูกอมรสมินท์ส่งให้หล่อน


                "น่าจะช่วยไม่ให้หลับในห้องเรียนได้นะ"


                เคียงฟ้ากำลังจะปฏิเสธแต่ถูกวิมุตติยัดกล่องลูกอมใส่มือหล่อน และรีบปลีกตัวจากไปโดยที่หล่อนไม่ทันได้คัดค้าน หญิงสาวมองกล่องลูกอมในมือด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าสะพาย แล้วเดินขึ้นชั้นเรียนไปเงียบๆ หารู้ไม่ว่ามิรันตีมองเห็นเหตุการณ์นี้ในระยะไกลกำลังเกิดความไม่พอใจ


                ตลอดทั้งวันนั้นหญิงสาวนึกประหลาดใจ เพราะหล่อนตกอยู่ในสายตาของคนสองคน แทบจะตลอดเวลาที่อยู่มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว คนแรกคือวิมุตติซึ่งเขามักทำตัวแปลกเป็นปกติ และชอบจับตาดูหล่อนอยู่แล้ว แต่เพื่อนร่วมชั้นของหล่อนนี่สิกลับเป็นไปกับเขาด้วย มิรันตีไม่พูดคุยเล่นหัวเหมือนเคย เคียงฟ้าได้แต่งุนงงว่าเป็นเพราะเหตุใด จับเค้าได้แต่เพียงว่าเพื่อนกำลังอารมณ์ไม่ดีจึงไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าประเดี๋ยวหล่อนก็คงจะอารมณ์ดีขึ้นเอง จนกระทั่งเลิกเรียนในขณะที่เคียงฟ้าก้าวเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปตามถนน รถยนต์สีแดงเพลิงทรงทันสมัยขับมาจอดเทียบข้างกาย คนขับเปิดกระจกแล้วตะโกนเรียกหล่อน


                 “ฟ้า!”


                 "อ้าว! แอน" หล่อนอุทานออกมาหลังจากเห็นหน้าคนขับ


                 "ขึ้นมาสิ" เสียงชักชวนนั้นฟังดูห้วน แต่เมื่อโดนเร่งเร้าจากการบีบแตรไล่ของรถคันหลัง หล่อนจึงก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้าง


                 "นัดกับใครไว้เหรอ?" มิรันตีถามเสียงแปร่งขึ้นมา


                 "เปล่านี่...จะกลับบ้านน่ะ ปวดหัวยังไงก็ไม่รู้"


                "งั้นเดี๋ยวไปส่ง" เพื่อนของหล่อนอาสาทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาได้


                "แต่บ้านเราอยู่คนละทางกันนะ เกรงใจจัง"


                "ไม่เป็นไร....ทีแรกนึกว่านัดกับพี่เจ้าไว้เสียอีก"
                เสียงของมิรันตีดูแหลมสูงกว่าปกติจนไม่น่าฟัง แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมามากกว่านั้น และยังคงขับรถตรงเรื่อยๆ ก่อนจะเลี้ยวขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำไป


                "หือ? ฉันจะไปนัดกับเขาทำไมล่ะ?"


                "อ้าว? ก็เมื่อเช้าเห็นจับมือถือแขนกันอยู่ ฟ้านี่แย่จัง...เห็นเงียบๆ แบบนี้กลับไวกว่าที่คิดนะ มีอะไรก็น่าจะบอกเพื่อนบ้างไม่ใช่อุบไว้คนเดียวแบบนี้"


                "เอ๋...เปล่านะ เธอเข้าใจผิดแล้ว เมื่อเช้าอาจารย์เขาแค่ให้ลูกอมเท่านั้น"


                "แล้วอยู่ๆ จะมาให้เธอทำไมล่ะ" มิรันตีเริ่มขมวดคิ้วชักสีหน้าไม่เชื่อถือขึ้นมาทันที


                "ก็...ไม่รู้เค้าสิ เห็นบอกว่าทำให้หายง่วงได้ก็ให้มา แต่ฉันไม่ได้ขอเขาเลยนะอยู่ดีๆ ก็ให้มาเอง จะไปเอาอะไรกับคนพิลึกแบบนั้นล่ะ"


                "อ๋อ....เหรอ..อ" ริมฝีปากที่เคลือบลิปติกสีสดไว้ ยิ้มเหยียดออกมาพร้อมๆ กับลากเสียงยานคาง มิรันตีบอกตนเองในใจว่าใครเชื่อก็บ้าแล้ว


                "เขาเอื้อเฟื้อดีนะ แล้วคุยอะไรกันอีกเหรอ?"


                "ไม่มีแล้วก็แค่นั้นแหละ" เคียงฟ้าถูกซักมากๆ เข้าก็ชักจะไม่สบายใจเหมือนกัน


                "เห็นวันนี้เขามองฟ้าทั้งวันเลยนะ เหมือนอยากพูดอะไร...นี่เราเป็นเพื่อนกันมีอะไรก็เล่ามาเถอะน่า ถึงฉันจะบอกว่าชอบพี่เจ้าเขา แต่ถ้าเขาชอบฟ้าฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ บอกมาตรงๆ ก็ได้ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก ผู้ชายเฟอร์เฟคแบบนั้นใครๆ ก็สนทั้งนั้นแหละ"


                "โอ้ย...เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วแอน ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยนะ แล้วเขาก็เป็นอาจารย์เราด้วย อย่าเผลอไปพูดแบบนี้ที่มอให้ใครฟังนะแอน เดี๋ยวกลายเป็นเรื่องใหญ่"



               "เฮอะ!! นี่มันสมัยไหนแล้วเธอ พูดอย่างกับว่าพี่เจ้าเขาแก่กว่าพวกเราเยอะนักนี่" มิรันตียักไหล่ไม่แคร์แสดงออกว่าหล่อนไม่แคร์คำครหา


                "มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกแอน....พูดจริงๆ นะ ฉันรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่น่าเข้าใกล้ เขาเหมือนคนมีลับลมคมในไม่น่าไว้ใจ"
                 ยิ่งพูดก็ยิ่งกำมือแน่นหล่อนบอกตนเองว่าสัญชาติญาณนั้นไม่ผิดพลาด เพราะนับวันความรู้สึกต่อต้านยิ่งรุนแรงขึ้นทุกขณะ ในขณะมิรันตีฟังแล้วต้องเบ้ปาก


                "โธ่เอ้ย...จะกันท่าก็ให้มันเนียนๆ หน่อยสิฟ้า ไม่ต้องปั้นเรื่องใส่ไคล้พี่เขาขนาดนั้นก็ได้"


                "ไม่ใช่นะแอน ฉันพูดจริงๆ ฉันไม่ชอบเขา ผู้ชายคนนั้นอันตราย!"


                ยิ่งหญิงสาวปฏิเสธเท่าใดเพื่อนของหล่อนยิ่งมองว่าหล่อนตีขลุมกันท่า และเป็นคนมากเล่ห์กว่าที่คิด ไม่เหมือนท่าทางเรียบร้อยแลดูเป็นเด็กเรียนอย่างภายนอก จนมิรันตีนึกหมั่นไส้จึงอยากหาเรื่องกลั่นแกล้งหล่อนขึ้นมาบ้าง ว่าแล้วก็แสร้งทำเป็นหยิบมือถือในกระเป๋าสะพายที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาดู


                "ตายแล้ว!! ฉันลืมสนิทเลยนัดยัยมี่ไว้ ยัยนั่นส่งแมสเซสมาจิกแล้วด้วย นี่ฟ้าขอโทษนะฉันคงไปส่งเธอที่บ้านไม่ได้แล้ว" ก็หล่อนไม่ได้คิดจะส่งอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่ต้องการเค้นคอเพื่อนรักถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าเท่านั้น


                "ไม่เป็นไร....เดี๋ยวฉันต่อรถกลับเองก็ได้" เคียงฟ้าตอบสีหน้าหล่อนเก้อเขินไปนิดหน่อยแต่ทันนึกเอะใจอะไร แล้วจู่ๆ มิรันตีก็ชะลอรถข้างทางเดินเท้ากลางสะพานเลย


                "ลงตรงนี้แล้วกันฟ้าฉันต้องไปแล้ว"


               "หา? ดะ...เดี๋ยวสิ...ไปส่งลงตีนสะพานก่อนสิตรงนี้มัน...."


               "โทษทีน่าฉันรีบจริงๆ" มิรันตีแกล้งยกมือไหว้ขอโทษเพื่อน แล้วเอื้อมมือไปข้ามตัวหญิงสาวไปเปิดประตูให้


                "นะ...ลงตรงนี้แล้วกัน" 


               หล่อนไม่พูดเปล่าแต่จัดแจงดันร่างเพื่อนให้ลงจากรถ เคียงฟ้าจำต้องลงมาอย่างทุลักทุเล ยังไม่ทันที่จะยืนให้มั่นมิรันตีก็ปิดประตูแล้วกระชากรถออกไปเสียแล้ว


              "แอน...น !!?"
              ร่างบางมองรถที่แล่นออกไปด้วยความงุนงง ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวานี่มันกลางสะพานหล่อนจะเรียกแท็กซี่ก็ไม่ได้เสียด้วย คงมีทางเดียวคงต้องเดินเท้าไปเรื่อยๆ จนลงสะพานถึงจะเรียกรถได้ ซึ่งระยะทางนั้นไม่ใช่น้อยๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจด้วยความไม่เข้าใจอยู่ตรงนั้น ก่อนจะจำใจเดินลากเท้าไปตามทางเดิน


             ไม่ใช่หล่อนจะหัวช้าจนไม่รู้ว่ามิรันตีจงใจแกล้งหล่อนเพราะไม่พอใจเรื่องวิมุตติ แต่ไม่ก็สามารถทำอะไรได้มากกว่าการบ่นในใจ หญิงสาวเดินมาไกลพอสมควรก็เริ่มท้อใจ วันนี้มีแต่เรื่องชวนให้ไม่สบายใจทั้งสิ้น ตั้งแต่ฝันร้ายเมื่อเช้าตกเย็นมายังต้องโดนแกล้งอีก จึงก้มหน้าเดินไม่อยากใส่ใจกับอะไรอีกต่อไปแล้ว ร่างบางจึงไม่รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาให้ใครจับจ้องอีก ใครคนนั้นค่อยๆ เคลื่อนรถเข้ามาจนใกล้ และส่งเสียงบีบแตรดังลั่นจนเคียงฟ้าสะดุ้ง


              "จะไปไหน?"


              ชายหน้าตาคมคายในรถคันหรูสีดำสนิทลดบานกระจกถามหล่อน เมื่อแรกเคียงฟ้าก็แปลกใจแต่เห็นหน้าเขาชัดเจนแล้วต้องถอนหายใจขึ้นมาอีกรอบ พลางบ่นพึมพำถึงความโชคร้ายของตนเอง


              "วันนี้มันวันซวยหรือไง? ทำไมต้องมาเจออีตานี่ด้วยนะ"



              "ถามว่าจะไปไหน?" เสียงห้วนกระชั้นนั้นถามขึ้นมาอีกครั้ง


               "จะไปไหนก็เรื่องของฉันเจ้าภูวิษะ!!"


               "มาเดินเล่นบนสะพานนี่สนุกเหรอ?"
               หล่อนไม่ตอบโต้แต่เชิดหน้าขึ้นแล้วเดินหนีไปเสียเฉยๆ เจ้าภูวิษะเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ยังขับรถตามหล่อนช้าๆ


               "ไปส่งให้เอาไหม?"


               "ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ต้อง"


               "แล้วจะเดินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ รึ? อีกไกลกว่าจะถึงตีนสะพาน อย่าเล่นตัวนักเลยน่า"


               "นี่คุณฉันไปกราบกรานขอให้คุณมาง้อฉันหรือไง? ถึงหาว่าฉันเล่นตัวน่ะ"


               หล่อนหันมาตีหน้ายักษ์ใส่เขาทันที น่าแปลกที่เจ้าภูวิษะไม่ยักจะถลึงตาใส่หล่อนอย่างที่ชอบทำ แต่กลับคลี่ยิ้มออกมาเหมือนกำลังสนุกเต็มที่


               "ขึ้นมาเถอะน่าจะไปส่งให้"


               "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชอบเดินชมวิวแม่น้ำแบบนี้"


               "อยากเดินชมวิว? นึกว่าโดนเพื่อนไล่ลงรถมาเสียอีก"


               "นี่คุณ!!!?"


               "เห็นตั้งแต่ต้นเลย" เขาต่อประโยคให้ ทำเอาหล่อนอับอายนักหนา


               "จะยังไงก็เรื่องของฉันเถอะ ฉันไม่ได้ขอให้คุณช่วยสักหน่อย"
               พูดจบหล่อนก็เดินปั้นปึ่งออกไป เจ้าภูวิษะเห็นเข้าแล้วก็ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ตามหลัง ก่อนจะจอดรถลงสนิทแล้วก้าวตามลงมา โดยไม่สนใจว่าจะกีดขวางการจราจรหรือไม่



               "แถวนี้หารถไม่ง่ายนักหรอก"


               "ลงสะพานไปก็มีแท็กซี่ให้เรียกถมเถ" หล่อนตอบโดยไม่มองหน้าเขา


                "นี่เย็นมากแล้ว" ชายหนุ่มยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นดู 


               "เวลาแบบนี้ใครๆ เขาก็แย่งกันเรียกรถกลับบ้าน อย่าเล่นตัวนักเลยน่าจะไปส่งให้จริงๆ รับรองไม่พาไปปล้ำกลางทาง" หญิงสาวหยุดกึกแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขาทันที ก่อนจะอ้าปากต่อว่าออกมาเป็นชุด


               "นี่อีตาบ้า!! ระวังปากไว้บ้างนะ ฉันไม่ใช่เพื่อนคุณสักหน่อย อย่ามาล้อเล่นบ้าๆ แบบนี้นะ!!"


               "แล้วจะให้ล้อเล่นแบบไหน?"


                เขายิ้มกว้างในขณะที่ถาม หญิงสาวคิดว่ารอยยิ้มนั้นน่าชังนะ จริงอยู่ว่าแทบไม่เคยเห็นเขายิ้มเลย แต่เมื่อยิ้มเพื่อเยาะเย้ยหล่อนแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้ดวงหน้าหล่อเหลานั่นดูดีขึ้นสักนิดในสายหล่อน หญิงสาวกำลังขบคิดว่าจะตอบโต้อย่างไรให้เจ็บแสบดี แต่สายตาก็สะดุดเอากับเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มสวมอยู่ มันเป็นชุดล้านนาแบบเดียวกันกับที่เคยเห็นเขาสวมที่ไร่เพียงแต่ต่างสีกันเท่านั้น


               "มีใครบอกคุณหรือเปล่าว่าที่นี่กรุงเทพฯ ไม่ใช่บนดอยบ้านคุณ....แต่งตัวได้หลงยุคชะมัด"


               "ที่นี่มีกฎห้ามแต่งตัวแบบนี้รึ ?" เสียงย้อนถามฟังดูยียวน


               "ไม่มีหรอกค่ะ....แต่มันแสดงให้เห็นรสนิยมเชยสะบัดของคุณ" หนนี้ดูหล่อนจะแทงถูกจุดเมื่อเจ้าภูวิษะก้มลงมองสำรวจตัวเอง


               "ชุดนี้น่ะรึ?" คำถามนั้นดูงุนงงไม่น้อย


               "เพิ่งรู้ตัวหรือคะ?" หล่อนคลี่ยิ้มสะอกสะใจออกมา อย่างน้อยก็ตอบโต้ได้หนึ่งดอก


               "คนเมืองนี่จำกัดคำว่าศิวิไลซ์กันด้วยเสื้อผ้ารึ?"


                ชายหนุ่มยิ้มตอบนัยน์ตาคมกล้านั้นทิ่มแทงแทนทุกคำพูด จนหญิงสาวไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาอีก และยิ่งไม่อยากสบตาเขามันมีบางสิ่งในดวงตาคู่นั้น ที่สร้างความพรั่นพรึงให้หล่อนเสมอ ยิ่งเมื่อนึกถึงชายในความฝันแล้วก็ยิ่งโมโหคนตรงหน้าเพิ่มขึ้นอีก จึงได้แต่สะบัดหน้าเดินหนี หล่อนเดินจ้ำอ้าวอยู่ครู่ใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองข้างหลัง จึงพบว่าเจ้าภูวิษะยังเดินตามหล่อนมาเรื่อยๆ ด้วยท่าทีไม่รีบร้อน


                "คุณตามฉันมาทำไม? จะไปไหนก็ไปสิ !!"


                "จะเดินชมวิวบนสะพาน" คำตอบนี้ทำเอาหล่อนแทบสำลัก


                "จอดรถเกะกะอย่างนั้นเดี๋ยวตำรวจก็จับหรอก"


                "ไม่เป็นไรหรอก เรามีเงินพอจ่ายค่าปรับ" ดูเหมือนเขาจะก่อกวนเธอไม่มีที่สิ้นสุด


                "คนกวนประสาท!!" หล่อนพูดแค่นั้นแล้วพยายามข้ามถนนไปเดินอีกฝั่งแทน แต่รถราที่วิ่งบนสะพานนั้นไม่ชะลอความเร็ว ทิ้งจังหวะให้หล่อนมีโอกาสข้ามเลย


                "เดี๋ยวก็โดนรถชนหรอก" เจ้าสูงศักดิ์จากเมืองเหนือดึงแขนหล่อนไว้ทันก่อนที่รถคันหนึ่งจะเฉี่ยวเอา แต่เคียงฟ้าไม่นึกขอบคุณซ้ำยังสะบัดแขนจากการเกาะกุมนั้นอีก


                "เรื่องของฉัน!!" หญิงสาวเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ความฉุนเฉียวพุ่งขึ้นมาทุกขณะ


                "เป็นอะไรของเธอ?" สีหน้าของชายหนุ่มเริ่มบึ้งตึงบ้าง ดูก็รู้ว่าเขาเริ่มหมดความอดทนกับหล่อนแล้ว เคียงฟ้านึกดีใจเขาจะได้ไปให้พ้นๆ หน้าหล่อนสักที


                "ฉันไม่ได้เป็นอะไร แต่ฉันไม่อยากคุยกับคุณ"


                "งั้นก็ไม่ต้องคุย กลับไปนั่งเงียบๆ ในรถไป ไม่ต้องคุยจนกว่าจะถึงบ้านเลยก็ได้"


                "ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณเข้าใจไหม?" หล่อนตวาดเสียงดังแบบไม่ต้องไว้หน้ากันอีกต่อไป


                "เราอ่อนข้อให้มากแล้วนะ....อย่าอวดดีนัก" 


                หญิงสาวกำลังร้อนเป็นไฟ แต่ชายหนุ่มกลับยิ่งเย็นชาปานน้ำแข็งขั้วโลก เสียงของเขาขรึมลงจนน่าใจหาย สีหน้านั้นบ่งบอกว่าพยายามระงับอารมณ์โกรธเต็มที่


                "ฉันขอให้คุณมาง้อฉันเมื่อไร ไปให้พ้นเลยนะเจ้าภูวิษะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกไม่ว่าชาตินี้ชาติไหนเข้าใจหรือยัง?!!!"


                เคียงฟ้ายืนหอบจนหน้าแดง หล่อนไม่เข้าใจว่าเผลอพลั้งปากออกไปอย่างนั้นได้อย่างไร ทั้งที่เขาไม่เคยทำอะไรให้หล่อนเจ็บแค้นเสียหน่อย อย่างมากก็แค่ไม่พอใจกันเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้น แต่ครั้นจะขอโทษออกไปก็รู้สึกเสียหน้า จึงแกล้งหันหลังให้และสาวเท้าเดินหนีทันที ปล่อยให้ร่างสูงยืนนิ่งอึ้งราวถูกสาปอยู่ตรงนั้นเป็นนานกว่าจะเอ่ยขึ้นมาได้อีกครั้ง


                "ก็ได้จะไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้


                "ดี!"
                เจ้าหล่อนเชิดหน้าตอบ แต่ครู่เดียวก็ต้องตกตะลึงแทบเก็บเสียงร้องไม่ทัน เมื่อเจ้าภูวิษะปีนข้ามราวสะพาน แล้วหันมายิ้มเหี้ยมเกรียมให้หล่อน ก่อนจะกระโดดลงไปต่อหน้าต่อตา


                "กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด..ด!!!!!"
                หญิงสาวเบิกตาค้างแล้วกรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา และรีบวิ่งถลาไปเกาะราวสะพานมองหาร่างของชายหนุ่ม ปากก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือใครต่อใครในบริเวณนั้น จนมีผู้คนพากันแตกตื่นและวิ่งมามุงที่หล่อนกันเป็นแถว


                "ช่วยด้วยค่ะ!!! ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ!!?"
                หล่อนชี้มือลงไปข้างล่าง ตะโกนร้องเสียงหลงอย่างคนไม่มีสติ จนกระทั่งตำรวจมายังที่เกิดเหตุ ตอนนั้นหญิงสาวทิ้งตัวนั่งลงไปกับพื้นถนน และร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครแล้ว


                "เขากระโดดลงไป ฉันบอกเขาว่าไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้วอยู่ดีๆ เขาก็กระโดดลงไป” หล่อนบอกตำรวจแบบนั้น เจ้าหน้าที่ได้แต่บอกให้หล่อนใจเย็นๆ และรีบแจ้งหน่วยกู้ภัยมาค้นหาร่างชายหนุ่มในน้ำทันที


                เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่มีใครพบร่องรอยเจ้าภูวิษะ จนตำรวจต้องมาสอบถามถึงรูปพรรณสันฐานของเขาอีกครั้ง และเมื่อนำไปถามไถ่ผู้คนในบริเวณใกล้เคียง ก็ไม่มีใครพบเห็นเจ้าภูวิษะและต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อนลงรถเดินมาคนเดียวบนสะพาน ใครๆ พากันคิดว่าหญิงสาวทะเลาะกับแฟนหนุ่มแล้วโดนไล่ลงรถ ทำให้หล่อนเสียใจจนประสาทหลอนไปเอง


                "ฉันไม่ได้บ้านะคะ ถึงขนาดจะแยกเรื่องจริงกับเรื่องคิดไปเองไม่ออกน่ะ!!" หล่อนกรีดร้องและเถียงขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง


                "แต่ใครๆ ก็บอกว่าเห็นคุณเดินมาคนเดียวนะ ไม่มีใครเห็นเขาเลย"


                "จริงๆ นะคะ ตอนแรกเขาขับรถตามมา แล้วก็จอดทิ้งไว้ลงมาเดินตามหลังฉันแทน" เคียงฟ้ายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ตำรวจพากันมองหล่อนด้วยความไม่แน่ใจว่าหล่อนเมายาชนิดไหนหรือเปล่า


                "ไปดูรถเขาสิคะ มันยังจอดอยู่ทีเดิมแน่ ห่างไปไม่ไกลเองค่ะ" หล่อนรีบแหวกกลุ่มคนแล้ววิ่งตรงไปยังที่ที่เมื่อครู่ยังมีรถสีดำคันงามของเจ้าภูวิษะจอดอยู่


                "อ้าว? รถไปไหนแล้วล่ะ? คุณตำรวจให้ใครลากไปไหนแล้วคะ? รถสีดำที่จอดอยู่ตรงนี้" หล่อนละล่ำละลักถามด้วยท่าทางวิตกจริตเหมือนใกล้เสียสติเต็มที


                "มันไม่เคยมีรถจอดอยู่ตั้งแต่แรกแล้วคุณ รถสีดำที่คุณว่าน่ะ ถ้ามีป่านนี้โดนใบสั่งไปแล้วมาจอดทิ้งกลางสะพานแบบนี้น่ะ"


                "แต่...แต่ ฉันเห็นจริงๆ นะคะ ฉันไม่ได้ฝันไป...ก็เมื่อกี้เขายัง..." ร่างแบบบางสั่นเทา และเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว


                "ใจเย็นๆ ครับ ไม่ได้ว่าน้องบ้า...แต่สงบสติอารมณ์หน่อยน้อง...เพิ่งจะโพล้เพล้แท้ๆ ไม่น่าโดนผีหลอก น้องไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?" 


                ตำรวจกำลังคิดว่าถ้าหล่อนไม่ประสาทหลอนจากการอกหักไปเอง หรือไม่ก็คงเมายาซักชนิด แต่จะจับหล่อนไปตรวจเลือดหาสารเสพติดตอนนี้ก็ดูจะใจดำไปหน่อย ในที่สุดจึงได้แต่ปลอบโยนให้ใจเย็นลง แล้วพาหญิงสาวในชุดนักศึกษาไปส่งที่บ้าน เมื่อคุณยุพาพักตร์มาเปิดประตูรั้วบ้านให้เคียงฟ้าก็โผเข้ากอดมารดาทันที และร้องไห้ออกมายกใหญ่จนมารดาตกใจ


               "เกิดอะไรขึ้นคะคุณตำรวจ? ลูกสาวดิฉันเป็นอะไรไป? แกถูกใครทำร้าย?"


              "ไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ เราพบน้องแกเดินอยู่บนสะพานเห็นบอกว่าแกทะเลาะกับเพื่อนผู้ชาย แล้วหมอนั่นก็โดดลงน้ำหายไป แต่เราให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูรอบบริเวณทั้งดำน้ำหาแล้วก็ไม่พบ คนในที่เกิดเหตุก็บอกแต่ว่าเห็นน้องแกเดินมาคนเดียวไม่เห็นมีใคร"


               "หา?...นี่คุณตำรวจจะบอกว่า...."


               "แกคงคิดไปเองน่ะครับ ได้ยินว่าโดนแฟนไล่ลงจากรถด้วยอาจจะเสียใจมากไปหน่อย ยังไงก็ฝากดูแลให้ดีพาไปหาหมอเช็คสุขภาพจิตดูบ้างนะครับ”


                "อ๊ะ....เอ้อ....แต่ว่า...."


                เมื่อแรกยุพาพักตร์อยากจะค้านว่าลูกสาวของหล่อนยังไม่มีแฟน แต่เมื่อเห็นสีหน้าเวทนาของตำรวจแล้ว ก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้เรื่องใหญ่ขึ้นไปอีกจึงได้แต่รับคำ


                "ค่ะๆๆ ขอบคุณมากนะคะ" เจ้าหน้าที่ตำรวจพยักหน้าให้และขอตัวกลับ หล่อนจึงประคองเคียงฟ้าเข้ามานั่งพักในบ้าน


               "ฟ้า....ฟ้าเป็นอะไรไปลูก?" หญิงสาวยังสะอึกสะอื้นไม่หยุด 


               "แม่คะ ฟ้าไม่ได้บ้านะคะ!! ฟ้าเห็นจริงๆ เจ้าภูวิษะกระโดดลงน้ำไปต่อหน้าฟ้า!"


               "จ้ะๆ ใจเย็นๆ นะลูก แล้วเจ้าภูวิษะเป็นใครจ๊ะ?"


               "เขาเป็นญาติของพี่เจ้าค่ะ...เจ้าของไร่ที่ฟ้าไปรับน้อง" ยุพาพักตร์ฟังแล้วพยักหน้าตาม


               "อ๋อ...ที่เชียงใหม่ แล้วเขาลงมากรุงเทพฯ หรือลูก?"


               "ฟ้าไม่รู้....แต่ฟ้าเจอเขาที่สะพาน ทีแรกเขาอาสามาส่งฟ้าที่บ้าน แต่ฟ้าไม่ชอบเขาเลยไล่เขาไป แล้วอยู่ดีๆ เขาก็กระโดดลงไป ฮือๆๆ แม่ขาฟ้ากลัว!!" หญิงวัยกลางคนยังจับต้นชนปลายเหตุการณ์ไม่ถูก หล่อนได้แต่โอบกอดปลอบลูกสาวเป็นการใหญ่


               "ไม่ต้องกลัวลูกไม่ต้องกลัว อยู่บ้านเราแล้วไม่มีใครทำอะไรฟ้าได้แม่จะปกป้องฟ้าเองลูก"


               พูดพลางลูบศีรษะลูกสาว และปล่อยให้หล่อนร้องไห้ไปอีกครู่ใหญ่จึงจะส่งเข้านอน เมื่อเคียงฟ้าซึ่งกำลังช็อกกับเหตุการณ์หลับไปแล้ว ยุพาพักตร์ได้แต่เครียด หล่อนเดินวนเวียนอยู่ในห้องรับแขกอยู่นาน จึงตัดสินใจค้นเบอร์โทรจากมือถือของลูกสาวแล้วโทรไปหาคนที่น่าจะตอบคำถามได้ทันที



[จบตอนที่ 24]

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 01 ธันวาคม 2555
Last Update : 1 ธันวาคม 2555 4:05:52 น. 1 comments
Counter : 1637 Pageviews.

 
เจ้าภูวิษะ เล่นแรงนะคะ T___T ใจร้าย.. ยังเศร้าตอนที่แล้วไม่หายเลย เป็นเรา.. เราก็น้อยใจ...


โดย: เจ้คนไกล IP: 223.206.72.134 วันที่: 16 กรกฎาคม 2556 เวลา:0:01:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.