จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
1 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 23

ตอนที่ 23
รอยร้าว



                 แสงบนท้องนภาสลัวลงทุกที กำมะหยี่สีดำมืดค่อยๆ คลี่คลุมไปจรดปลายฟ้า ลมเย็นพัดผ่านมา เจือด้วยหยาดน้ำค้างหริ่งหรีดเรไรเริ่มส่งเสียงบรรเลง แต่กุสุมาลย์ยังยืนนิ่งอยู่กับอยู่กับที่ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ มีเพียงผ้าทอมือสีดอกคำฝอย ผืนบางคลุมไหล่ปกป้องผิวนวลจากอากาศเย็น สองตาของนางมองตรงไปข้างหน้าอย่างเฝ้าคอยมากว่าชั่วยามแล้ว มิช้านานร่างอันองอาจผึ่งผายของคนที่รอคอยปรากฏขึ้นในความมืด และค่อยเดินตรงมาบริเวณที่นางยืนอยู่


                "ภูวิษะเจ้าเพคะ!!"
                หญิงงามส่งเสียงเรียกออกไปทันทีที่เห็นเงาร่างสูงเดินใกล้เข้ามา ในขณะที่เจ้าของชื่อนึกฉงนว่าเหตุใดนางกำนัลคนโปรดของชายา จึงมาดักคอยหน้าตำหนักเช่นนี้


                "มีอะไรรึกุสุมาลย์ ? "


                "คือ....." ถึงเวลาที่รอคอยกุสุมาลย์กลับมิอาจกล่าวถ้อยคำได้ดังใจหมาย เพราะเกิดละอายในสิ่งที่พินทุมณีเทวีทรงตรัสไว้


                "ว่ากระไร?"


                "คือ...พระเทวีอารมณ์ไม่ใคร่ดีนักเพคะ" ดวงเนตรคมกล้าเบิ่งโตขึ้นเมื่อได้ยินคำบอกเล่า


                "มีเหตุใดเกิดขึ้นรึ?"


                "หามิได้เพคะ....มิได้มีเหตุใดร้ายแรง เพียงแต่เมื่อตอนเย็นพระภคินีเสด็จมาเยือนตำหนัก เมื่อเสด็จกลับพระเทวีก็ทรงไม่สบายพระทัยเพคะ ยามนี้ผู้ใดก็เข้าหน้าไม่ติด"


                "พระภคินีองค์ใด....พินทุมณีสินะ ?"


               "เพคะ"


                "หึ...จะมีผู้ใดอีกที่ชำนาญการร่ายมนต์ร้ายด้วยโอษฐ์เท่านางอีกเล่า" เมื่อรำพึงตรงนี้นางกำนัลคนงามฟังแล้วต้องเผลอตัวขบขันออกมา


                "ทรงพระปรีชายิ่งนัก หม่อมฉันยังมิทันได้ทูลก็รู้ทันว่าเป็นผู้ใด" ภูวิษะเจ้าสดับฟังแล้วก็ทรงทอดถอนหทัยออกมา แม้ไม่ต้องใช้ทิพย์อำนาจอันใดก็พอจะคาดเดาได้

 
                "นางพูดอะไรให้มหิตาไม่สบายใจอีก ? " คำถามนี้กุสุมาลย์มิอาจตอบได้ในทันที นางได้แต่ยืนนิ่งอ้ำอึ้งด้วยสีหน้าเขินอายนักหนา

 
                "อย่าทรงตรัสถามหม่อมฉันเลยเพคะ..."


                "ทำไมเล่า?" เจ้านาคราชจำแลงมิได้ข้องพระทัยกับกับท่าทีสะเทิ้นอายของนางเลยแม้แต่น้อยจึงได้แต่แปลกพระทัย


                "ทรงเอาพระทัยพระชายาหน่อยแล้วกันเพคะ ประเดี๋ยวจะทรงกลัดกลุ้มพระทัยมากไปกว่านี้"


               "ก็เจ้าไม่บอกเรา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องอันใด?" ยิ่งทรงซักถามหญิงงามก็ยิ่งมีสีหน้าอึดอัดขัดข้อง


                "ประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันมิอาจทูลได้" สีหน้าของนางแดงก่ำขึ้นทุกขณะ แต่พระองค์ไม่ทันสังเกตเห็นเพราะแสงสลัวอำพรางไว้


                "เอาเถอะถ้าลำบากใจก็ไม่ต้อง เราจะคุยกับมหิตาเอง ขอบใจเจ้ามาก"
               ตรัสจบก็ก้าวดำเนินผ่านพระพี่เลี้ยงโฉมงามไป ปล่อยทิ้งให้นางได้แต่มองดูแผ่นหลังของร่างสูงสง่าไปจนลับสายตา

 



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                ยามนั้นมหิตาเทวีประทับอยู่ในห้องบรรทมตามลำพัง และจมอยู่กับดำริอันขุ่นมัวในพระทัยตนเอง จึงไม่ได้ยินเสียงเปิดบานทวารตามด้วยฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้อง จวบจนกระทั่งพระสวามีตรัสเรียกจึงค่อยรู้สึกพระองค์


                "มหิตาเป็นอะไรไป?" ทรงฉงนพระทัยมิใช่น้อย เมื่อเห็นเทวีน้อยสะดุ้งจนสุดวรกาย ก่อนจะเหลียวมาทอดพระเนตรพระองค์ด้วยสีพระพักตร์ประหลาด


                "เราทำให้เจ้าตกใจรึ ?" ตรัสพลางก้าวเดินไปประทับเคียงคู่บนแท่นบรรทม


                "มิได้เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่คิดอะไรเพลินๆ เท่านั้น มิทันได้ยินเสียงจึงมิได้ออกไปต้อนรับ ราชกิจเป็นอย่างไรเพคะ ทรงเหน็ดเหนื่อยหรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะได้จัดเตรียมพระกายาหารถวาย"


                "เราถามเจ้า มิใช่ให้เจ้าย้อนถามเรา" ภูวิษะเจ้าแย้มสรวลก่อนจะลูบนวลปรางพระชายา


                "ไม่ต้องจัดอาหารให้เราหรอก เราเสวยมาพร้อมพระบาทเจ้าแล้ว เจ้าล่ะ?"


                "หม่อมฉันไม่หิวเพคะ"


                "เป็นอันใดไป...หรือพินทุมณีเทวีกล่าวอะไรให้เจ้าไม่สบายใจรึ?"


                "ไฉนจึงทรงทราบ ผู้ใดทูลพระองค์" มหิตาเทวีเลิกขนงขึ้นด้วยความฉงนทันที


                "บ่าวไพร่ตำหนักนี้มิได้หูตาฝ้าฟางนี่"


                "ภูวิษะเจ้า....อย่าทรงถือสาพระพี่นางเลยนะเพคะ พระพี่นางมิได้ตั้งใจจะตรัสให้ทรงขุ่นเคือง แต่ทรงเป็นห่วงน้องจึงเสนอความคิดที่พระองค์คงเห็นว่าดีมาเท่านั้น" เทวีน้อยลุกขึ้นนั่งกุมหัตถ์พระสวามี ทรงเข้าพระทัยไปว่าภูวิษะเจ้าทราบทุกสิ่งแล้ว


               "เราไม่เคยเห็นพินทุมณีมีความคิดอันดีงามเลยสักครั้ง มิเช่นนั้นเจ้าจะมานั่งจับเจ่าซึมเซาในห้องไปทำไม?"


               "หม่อมฉัน...." พระชายาทรงหลุบสายพระเนตรหลบ


               "เอาเถอะอย่างไรนางก็เป็นพี่สาวของเจ้า...เฮ้อ...."


               จอมนาคราชถอนหทัยเสียงดังออกมา ทุกสรรพสิ่งในโลกทรงแข็งขืนได้ด้วยฤทธา แต่จะอ่อนข้อให้เพียงอย่างเดียวคือหยาดอัสสุชลของอนงค์นาง


               "มหิตา....เราไม่อยู่สองวันคิดถึงเราหรือไม่ ? "


               ตรัสแล้วก็ทรงแย้มสรวลสายพระเนตรพราวแสงประหลาดคล้ายยั่วเย้า แน่งน้อยโฉมงามสบดวงเนตรหยาดเยิ้มเข้าก็สะเทิ้นอาย แม้จะผ่านวัยเดียงสามาแล้วก็ตามแต่ยังมิชินกับเหลี่ยมเล่ห์เสน่หานี้เลย


               "เสด็จพี่...." ถ้อยดำรัสมิได้หลุดออกจากโอษฐ์อิ่มครบทุกถ้อยคำ ร่างน้อยก็ถูกดึงรั้งขึ้นมาสู่อ้อมพระพาหาแข็งแกร่ง


               "พี่คิดถึงเจ้า...."


               น้ำคำหวานระรื่นกระซิบอยู่ข้างพระกรรณแผ่วเบา แต่ดังก้องไปทั้งดวงหฤทัย มหิตาเทวีพริ้มดวงเนตรลง ยามนี้ทรงอิ่มเอิบไปด้วยถ้อยวจีของบุรุษอันเป็นที่รัก เรียวหัตถ์บอบบางจึงโอบกอดตอบรับวรกายสูงนั่น และอิงแอบอยู่ในอ้อมอุระเนิ่นนาน ความขุ่นเคืองที่ตกค้างมาแต่ดวงอาทิตย์ยังมิสิ้นแสงมลายหายไปสิ้น เหลือแต่เพียงความชุ่มฉ่ำฤทัยดังแสงจันทร์นวลฉายส่อง ทั้งสองพระองค์ทรงแย้มสรวลให้กันและกัน


              "สองวันมานี้ราชกิจหนักไหมเพคะ" พระเทวีน้อยตรัสถาม ในขณะที่วรกายยังเอนอ่อนแนบชิดพระสวามี


              "จะว่าหนักก็มิเชิง เพียงแต่...ตลอดวันและคืนเรานั้นหามีสมาธิในกิจการที่ทำไม่"


              "ทำไมล่ะเพคะ ? "


              "ก็ไม่ว่าพบเห็นสิ่งใด...ก็คิดถึงแต่ดวงหน้าเจ้า" 


              "หม่อมฉันไม่เชื่อหรอก" ตรัสปดทั้งที่หทัยนี้ปรีดานัก


              "ไม่เชื่อรึ....งั้นดูสิเรามีอะไรมาฝากเจ้า" ภูวิษะเจ้าล้วงหยิบล้วงเอากล่องไม้เล็กบางออกมาจากห่อผ้า ที่ทรงวางไว้บนโต๊ะข้างแท่นบรรทม


               "อะไรรึเพคะ?"


               "ด่านหัวน้ำมีเรือสำเภาพ่อค้าชาวสิบสองจุไทเข้ามาขายสินค้า มีของงดงามแปลกตามากมายนัก เราอนุญาตเพียงให้ส่งสินค้าเข้ามาในเมือง แต่ไม่อนุญาตให้ดำเนินการค้าขายเอง....แต่ว่ายิ่งเห็นแพรพรรณ เครื่องประดับเหล่านั้นก็อดนึกถึงน้องพี่มิได้ จึงนำติดมือมาฝาก...ลองเปิดกล่องดูสิชอบหรือไม่?" ชายานี่เคียงคู่บนแท่นบรรทมทรงแย้มยิ้มอย่างเปี่ยมสุข


                "เพคะ แต่ทำไมมีสองกล่อง"


                "เลือกเอากล่องที่ชอบสิ" ตรัสแล้วก็ทรงช่วยเปิดกล่องอีกใบให้ทรงทอดพระเนตรเปรียบเทียบ


                "ปิ่นปักผม?"


                กล่องในอุ้งหัตถ์มหิตาเทวีบรรจุไปด้วยจุฑามณีสีทองอร่ามล้ำไปตลอดคันด้ามทั้งสองขา ด้านปลายสุดถูกตีเป็นแผ่นทองขนาดใหญ่ และจึงตีตอกเป็นลวดลายบุปผชาติซอกซ้อนกันหลายดอก ส่วนอีกกล่องที่มีขนาดเล็กและลวดลายเรียบกว่า ตัวด้ามปิ่นยาวเล็กแหลมทำจากเงินลงยา ปลายอีกด้านประดับเชื่อมไปด้วยแผ่นเงินสี่เหลี่ยม ตีตอกเป็นลวดลายผกาดอกน้อย มีพู่ร้อยเกี่ยวด้วยสายเงินเส้นเล็กห้อยลงมาคล้องเกี่ยวด้วยใบไม้สีเงินเล็กๆ สองสามใบ



                "เจ้าชอบชิ้นใด?"
มหิตาเทวีมิได้ตอบแต่ทรงเหลียวไปมองพระสวามีด้วยความสงสัย หากจะนำมาประทานให้ไฉนจึงไม่เลือกจุฑามณีมีค่าเคียงกัน แต่ทรงเลือกมาอย่างต่างศักดิ์อย่างเห็นได้ชัด


               "เสด็จพี่ล่ะเพคะ?" จึงทรงแสร้งตรัสถาม


               "เจ้าชอบชิ้นใดก็ประดับชิ้นนั้นเถิด"


              "อืม....ปิ่นทองนี้งดงามจับตานัก หากประดับออกงานหรือติดตามเสด็จพ่อยามไปอาลักษณ์อักษรที่บรรณาลัย ปิ่นทองนี้คงลงตัวกับอาภรณ์ชิ้นอื่น ส่วนปิ่นเงินนี้ก็งามสง่าเรียบง่ายหากประดับในวันที่มิต้องออกไปไหนก็คงเหมาะสมเพคะ หม่อมฉันชอบทั้งสองชิ้นแต่ชอบปิ่นทองมากกว่าเพคะ"


              "ถ้าเช่นนั้นปิ่นเงินนี้ก็ให้กุสุมาลย์ไปก็แล้วกัน" รอยแย้มสรวลเมื่อครู่พลันหายวับไปจากดวงพักตร์ของมหิตาเทวี 


              "นางน่าจะชอบ ไว้พรุ่งนี้เช้าเจ้าค่อยประทานให้นางเถิด" ดำรัสนั้นทำเอาหทัยดวงน้อยแข็งทื่อดุจดังโดนทัณฑ์สาปให้กลายเป็นศิลา


              "ทำไมหรือ? ก็เจ้าชอบปิ่นทองมากกว่าไม่ใช่รึ?"


              "เพคะ....ขอบพระทัยเพคะ ที่ทรงคิดถึงหม่อมฉันและพี่กุสุมาลย์"


              "เราก็คิดว่าเจ้าคงชอบปิ่นทองมากกว่าเช่นกัน จึงตั้งใจเลือกลายที่เหมาะกับเจ้ามาให้ มานี่สิลองประดับดู"
              พระชายายังทรงมึนงงเกินกว่าจะเอ่ยตรัสถ้อยคำใดออกมาได้ จึงได้แต่ส่งปิ่นทองนั้นให้พระสวามีทรงสวมประดับลงในเกศา


              "เสร็จแล้วลองส่งกระจกดูสิ" 


              ภูวิษะเจ้าทรงกอดตระครองมหิตาเทวีไปหน้ากระจกทองเหลือง ในภาพนั้นฉายเงาเทวีผู้เลอลักษณ์แต่สีพระพักตร์นั้นหม่นหมองนัก ต่างกับนาคราชจำแลงซึ่งบัดนี้ทรงแย้มสรวลให้กับความงดงามของพระชายา


              "งามสมคะเน" ทรงปลื้มพระทัยในการเลือกเฟ้นขององค์เองนัก


              "เพคะ...."


              "อีกอันคงเหมาะกับกุสุมาลย์ หวังว่านางคงจะชอบเราไม่ใคร่ถนัดเลือกเครื่องประดับสตรีนัก"


              "เพคะ....คงชอบ"


              "นางปรนนิบัติรับใช้เจ้ามานาน และยังเผื่อแผ่มาถึงเราสมควรจะกำนัลสิ่งของตอบแทนบ้าง"


              น่าเสียดายนักที่เพลานั้น ภูวิษะเจ้ามิได้ทันสังเกตสีพระพักตร์และสุรเสียงของมหิตาเทวีเลย จึงมิทรงทราบว่าในหทัยชายานั้นปวดร้าวสักเท่าใด เมื่อพระนางทรงเข้าพระทัยผิดไปใหญ่หลวงเสียแล้ว ในดำรินั้นกลับมีแต่ภาพดวงพักตร์กุสุมาลย์คนงามกำลังยิ้มแย้มด้วยความยินดี ที่ได้รับพระราชทานจุฑามณีเงินนั้น แว่วเสียงพระเชษฐคินีพินทุมณีดังมาให้สดับฟัง


              'มีแต่เจ้าเท่านั้นดอกหนาน้องพี่ที่มิเคยสังเกตอันใด สวามีเจ้ารึจะมองข้ามหญิงงามเพียบพร้อมเช่นกุสุมาลย์ เพียงแต่เขารึจะกล้าแสดงความนัยออกมาให้เจ้าพบเห็น หากเพ่งพินิตให้ดีมิช้านานก็คงรู้'


              ค่ำคืนนั้นมหิตาเทวีได้แต่ทรงกรรแสงอย่างเงียบงัน ในขณะที่ภูวิษะเจ้าที่บรรทมอยู่เคียงข้างนั้น เข้าสู่นิทราไปอย่างง่ายดาย และบรรทมสนิทด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยในราชกิจ จึงมิได้รู้เลยว่าดวงฤดีอันบอบบางที่ทรงเฝ้าถนอมกำลังเศร้าโศกเพียงใด


             "ผู้ชายอสัตย์ไว้ใจไม่ได้!!?"


             เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในความมืด แต่มิมีผู้ใดได้ยินแม้กระทั่งมหิตาเทวีผู้กำลังจมอยู่กับความโศกตรม เสียงนั้นเป็นเสียงของเคียงฟ้าที่เฝ้าดูเหตุการณ์มาตลอดนั้น เสียงสะอื้นเจือแววขมขื่นและรวดร้าวแทนเจ้าหญิงแห่งจุมภะปุระ ภาพรักที่เคยงดงามราวภาพฝันเมื่อครั้งก่อนแตกสลายไม่มีชิ้นดี หญิงสาวไม่เข้าใจทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองทำไมถึงเจ็บปวดทรมานถึงเพียงนี้ หยาดน้ำตาไหลนองออกมาอาบสองแก้ม ทั้งที่หล่อนยังไม่ฟื้นตื่นจากความฝันเลยด้วยซ้ำ ภาพของชายหญิงในยุคโบราณค่อยๆ ลอยถอยห่างออกไปจนหายลับ


              "ไม่มีทางที่ฉันจะถูกคุณหลอกซ้ำสองเจ้าภูวิษะ!!!"


              หล่อนปฏิญาณกับตนเองในความมืดทั้งที่ยังไม่ได้สติ หากแต่ฝ่ามือทั้งสองกำจนเกร็งแน่นเสียจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เสียงพร่ำพูดถ้อยคำอันกัดกร่อนดวงใจค่อยๆ เบาลงไป เมื่อเคียงฟ้าคลายอาการเกร็งร่าง ลมหายใจค่อยผ่อนคลายจนสม่ำเสมอและสงบไปในที่สุด



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




 




Create Date : 01 ธันวาคม 2555
Last Update : 1 ธันวาคม 2555 3:48:06 น. 0 comments
Counter : 3232 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.