จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
17 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 13


ตอนที่ 13
เจ้าภูวิษะ



                  หญิงสาวนั่งบอกบุญไม่รับอยู่กลางกลุ่มเพื่อนๆ ที่กำลังรอรับประทานอาหาร มิรันตีเพิ่งอาบน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วมารวมตัวกับคนอื่นๆ ที่เรือนใหญ่นี้ จึงได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น และพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างสนุกสนาน ส่วนตรีภูมิที่นั่งเงียบฟังความอยู่นานก็โบกไม้โบกมือไล่รุ่นน้อง เหมือนไล่ฝูงแมลงวันที่กำลังตอมอาหารไม่มีผิด


                 "น้องฟ้า...ก็แค่เข้าใจผิดกันมั้ง คนรู้จักของไอ้เจ้าคงไม่ทำอะไรพิเรนทร์หรอก"


                 "ฟ้าก็อยากให้เป็นอย่างนั้นค่ะพี่ตรี แต่เขาแทนที่จะอธิบายดีๆ ดันมาว่าฟ้าอีกปากร้ายเหลือเกิน"


                 "นั่นสิแอนเห็นด้วยกับพี่ตรีนะ คนหน้าตาดีคงไม่ทำอะไรบ้าๆ หรอก" มิรันตีแย้งขึ้นมา


                 "แอนคนเราไม่ได้ตัดสินกันที่หน้าตานะ คนหน้าตาดีโรคจิตมีถมไป" คนถูกต่อว่าไม่ได้เถียงแต่หัวเราะคิกคัก แล้วจึงกระซิบถามต่อ


                 "ว่าแต่ตกลงเห็นอะไรไปบ้างเหรอ? ที่ว่าเขาแก้ผ้าโชว์เธอน่ะ"


                 "บ้า!! ถามอะไรน่ะ" เท่านั้นแหละความตึงเครียดเมื่อครู่กลับถูกเสียงหัวเราะกลบจนจางหาย


                 "ไม่ทันได้เห็นหรอก ตานั่นตะโกนมาก่อนว่าจะขึ้นจากน้ำ ฉันก็เลยรีบหันหลังให้น่ะสิ"


                 "เอ๋า...ก็แปลว่าเขาบอกแล้วว่าโป๊อยู่นี่น้องฟ้า แสดงว่าไม่ได้ตั้งใจนะ น้องฟ้าโชคดีเองต่างหาก เกือบได้เป็นตากุ้งยิงแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"


                 "นั่นสิ รับโชคกันแต่เช้า ฮ่า ฮ่า" คำพูดของตรีภูมิทำให้คนอื่นพลอยนึกขำไปด้วย จึงพากันผสมโรงจนกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว


                 "แต่ที่ขำกว่านั้นสิ ไอ้เจ้าน่ะร้อยวันพันปีมันเคยเปลี่ยนสีหน้ากับเขาที่ไหน เมื่อกี๊นี้นะมันตกใจตาแหกถึงขั้นทิ้งช้อนเลยนะ"


                 "แหม..พี่ตรีอะไรจะขนาดนั้น"


                 "เฮ้ยไม่เวอร์นะเว้ย!! ขำฉิบหายเลยต้องเห็นหน้าไอ้เจ้าตอนนั้น" ตรีภูมิเองก็พลอยออกรสออกชาติกับรุ่นน้องด้วย


                 เรื่องราวคลี่คลายลงไปเป็นอันมาก วิมุตติกับคนที่ตกเป็นที่ผู้ต้องหาก็พากันออกมาจากห้องพอดี กลุ่มที่กำลังนั่งคุยกันสนุกปากก็พากันเงียบเสียงลงราวนัดหมาย เคียงฟ้านั่งก้มหน้าหลบสายตาไม่ยอมมองหน้าคู่กรณี ที่กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาเข่นเขี้ยวเต็มที่ ส่วนตรีภูมิหันไปยิ้มกับเพื่อนรัก คล้ายจะถามว่าตกลงเรื่องราวเป็นมาอย่างไร


                 "น้องๆ ครับ ก่อนจะทานอาหารขอแนะนำให้รู้จัก...ญาติของพี่ เจ้าภูวิษะ"


                 คนแนะนำหันไปยิ้มกับหนุ่มรูปงามข้างตัว ใบหน้าของเจ้าภูวิษะยังคงเรียบเฉยไม่มีรอยยิ้มปรากฏ สิ่งที่ทำมีเพียงแค่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแทนคำทักทายเท่านั้น แต่ก็เรียกเสียงฮือฮาดังขึ้นรอบตัว โดยเฉพาะมิรันตีเจ้าหล่อนทำตาโตจ้องมองชายหนุ่มรูปงามท่าทางสูงสง่าที่ยืนข้างๆ วิมุตติไม่วางตา


                 "เป็นเจ้าเชียวเหรอ?" ในขณะที่อีกหลายๆ คนพากันซุบซิบ


                 "ว่าแล้ว...พี่เจ้าน่ะถึงไม่ใช่เจ้าก็ต้องมีเชื้อเจ้า ก็ออกจะมาดดีเสียปานนั้น ญาติเขาก็...หล่อทั้งคู่เลย"
                 จนเคียงฟ้าได้ยินเข้าหล่อนก็หันไปลอบค้อนเพื่อนๆ ที่มัวแต่ตะลึงรูปโฉมอีกฝ่ายจนลืมความทุกข์ร้อนข้องหล่อนไปหมดสิ้น


                 "คุณเคียงฟ้า" หญิงสาวเจ้าของชื่อสะดุ้งขึ้นมาเมื่อวิมุตติเรียกหล่อน และจ้องมองมานัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นยังมีแววขำเจือปนอยู่


                 "เรื่องเมื่อครู่นี้....ระหว่างคุณกับเขามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน เจ้าภูวิษะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ ปกติเขาเข้าออกที่นี่ได้ทุกเวลาเหมือนเป็นเจ้าของคนหนึ่ง วันนี้ผมไม่รู้ล่วงหน้าว่าเจ้าภูวิษะจะมา และเขาเองก็ไม่รู้ว่ามีการรับน้องที่นี่ ไร่ของเราเงียบสงบมาตลอดไม่ค่อยมีผู้คน แล้วยิ่งเช้าตรู่แบบนั้นไม่คิดว่าคุณจะเดินเล่นไกลถึงที่ริมน้ำนั่น เขาแค่ลงว่ายน้ำแบบ...ใกล้ชิดธรรมชาติไปหน่อย และไม่คิดว่าจะมีใครมาเห็นเข้า ก็เลย...เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น"


                 "อ๋อ...อ" เสียงหลายคนดังอุทานมายืดยาว แต่หญิงสาวยังนั่งหน้ามุ่ย


                 "แต่เขาก็ไม่ควรพูดจาหยาบคายจาบจ้วงขนาดนั้น" หล่อนจ้องหน้าเขาไม่ลดละ


                 "เรื่องนั้น....ผมขอโทษแทนก็แล้วกัน ในฐานะเจ้าภาพผมขอรับรองว่าเจ้าภูวิษะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ"


                  "ไม่ต้องหรอกค่ะพี่เจ้า ถ้าถึงขนาดต้องให้คนอื่นมารับหน้าแทนฟ้าก็ไม่ต้องการคำขอโทษ" หล่อนยังหน้าตึงอยู่ในขณะที่ตรีภูมิช่วยออกหน้ารับแทน


                 "เอาน่าเรื่องมันแล้วไปแล้ว ไปๆๆ แยกย้ายไปกินข้าวกันดีกว่า" แต่คนที่กำลังโดนต่อว่าอยู่กลับแทรกขึ้นมาด้วยความขุ่นเคืองพอๆ กัน


                 "คำขอโทษน่ะเราต้องมีให้แน่ แต่ผู้หญิงที่เอาแต่โวยวายแล้วกล่าวหาคนอื่นก่อนเล่า? จะมีคำขอโทษให้เราหรือไม่?"


                 "นี่คุณ!!"


                 หล่อนลุกพรวดขึ้นจากวงที่นั่งกันอยู่มาประจันหน้าเขาทันที หญิงสาวจ้องหน้าเขาไม่ลดละไม่หลบสายตา แต่น่าแปลกยามนี้ไม่มีไฟร้อนสีทองในแววตาคู่นั้นอีกแล้ว คู่อริรูปงามดูสงบนิ่งไม่ร้อนแรงเท่าเมื่อครู่นี้มาก ไม่นานนักเขาเป็นฝ่ายถอนหายใจและยอมออกปากขอโทษหล่อนก่อน


                 "เราขอลุแก่โทษ...เรามิได้ตั้งใจทำให้นาง...ให้คุณตกใจ ไม่คิดว่า...จะมีคนมาที่หนองน้ำเช้าขนาดนั้น" 


                 น้ำเสียงนั่นไม่มีแววประชดประชันดังคาด คำพูดที่เตรียมไว้จะฟาดฟันอีกฝ่ายจึงต้องกลืนลงคอไป และตอบรับออกมาอย่างตะกุกตะกัก


                 "ฉะ...ฉัน ไม่เป็นไร...ฉันก็เองก็ไม่ดีเองที่โผล่พรวดพราดเข้าไป แต่ว่าคุณไม่น่าต่อว่าฉันรุนแรงขนาดนั้นนี่" เจ้าภูวิษะไม่ได้ตอบคำเพียงแต่จ้องมองหล่อนเงียบๆ


                 "อะ...อีกอย่าง ฉันถามอะไรคุณก็ไม่ตอบ ไม่อธิบาย อยู่ๆ ก็เดินตามมาฉันก็ตกใจสิ" พูดจบหญิงสาวก็ก้มหน้าหลบสายตา ทั้งที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกแต่กลับประหม่าอย่างบอกไม่ถูก


                 "นั่นเพราะคุณเชื่อแต่ในเหตุผลตัวเอง ไม่มองไปรอบตัวถึงไม่เคยเห็นเหตุผลอื่นนอกจากเหตุผลที่ตัวเองคิดเท่านั้น"


                 "เอ๊ะ?!! ก็ฉันขอโทษไปแล้ว อย่าถือโอกาสหาเรื่องได้ไหม" หล่อนขุ่นเคืองขึ้นมาทันที ดูสิอุตส่าห์ตั้งใจจะสงบศึกแล้วแท้ๆ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องหล่อนนักนะ


                 "เราหรือหาเรื่อง?" ริมฝีปากรูปกระจับนั่นเผลอยิ้มออกมาจนแลมองเหมือนยิ้มเยาะ


                 "เราจะมาพบวิมุตติที่เรือนนี้ก็ต้องเดินมาทางเดียวกันมิใช่หรือ ?"


                  คราวนี้เคียงฟ้านิ่งอึ้งไปจนปัญญาจะหาคำมาคัดค้าน ก็จริงอย่างที่เขาพูดแต่ในขณะนั้นหล่อนกำลังวิตกจริตที่อยู่ๆ เดินคนแปลกหน้าเดินตาม


                  "ก็...ก็...."


                  "เอาเถิด...ภูวิษะผู้นี้ไม่เคยดีในสายตา...คุณอยู่แล้วนี่"
                

                 เมื่อฟังจบหญิงสาวต้องเงยมองหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งด้วยความงุนงง หล่อนไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนฟังผิดไปเองหรือไม่ ความจริงเจ้าภูวิษะอาจจะต้องการพูดว่าเขาดูเป็นคนไม่น่าไว้ใจในสายตาหล่อนกระมัง


                 "กระจ่างก็ดีแล้ว มากินอาหารเช้ากันดีกว่า"
                  เสียงวิมุตติดังขึ้นตัดบท และแยกเจ้าภูวิษะไปที่วงขันโตกที่จัดไว้ต่างหาก สำหรับตนเองและรุ่นพี่รุ่นเดียวกันเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เจ้าของไร่คลี่ยิ้มเป็นมิตรส่งให้ผู้ร่วมวงคนใหม่ก่อนจะเอ่ยกล่าว


                  "ภูวิษะ เราไม่ทราบล่วงหน้าว่าท่านจะมา...เลยไม่ได้เตรียมอาหารมังสวิรัติเอาไว้ให้" 


                  "ไม่เป็นไรดอก...ขอโทษที่ทำให้ลำบากกับการมาไม่บอกกล่าวของเรา ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาขนาดนี้"


                  ชายหนุ่มสองคนยิ้มให้กันอย่างมีความนัย แต่ในสายตาตรีภูมิแล้วคนทั้งสองช่างแก่มารยาทกันเหลือเกิน จนเขาแทบจะแยกตนเองลดลงไปอีกชนชั้นหนึ่ง


                 "โอ้ย...ฟังเจ้าๆ เขาคุยกันนี่ ไอ้เรา เอ้ย กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นไพร่ไปทันที" หนุ่มร่างท้วมบ่นขึ้นมาแบบติดตลก


                 "แกเพิ่งรู้ตัวเหรอวะตรี" พงศ์เทพที่นั่งเงียบอยู่นานแซวขึ้นมา เขานึกดีใจว่าหากวงขันโตกนี้ไม่มีตรีภูมิร่วมอยู่ได้คงอึดอัดพิลึก อีกทั้งอยู่ต่อหน้าคนพวกนี้เขาเหมือนถูกบีบให้ใช้คำพูดสุภาพกว่าปกตินัก


                 "อ้าว? ไอ้พงศ์ถ้ากรูเป็นไพร่มึงก็ไพร่ด้วยกันนี่แหละว้า" เพื่อนรักไม่ได้ตอบโต้แต่หันไปพูดกับชายหนุ่มมากศักดิ์ทั้งสองคนแทน


                 "เจ้ากับเจ้าภูวิษะ...ท่าทางจะมีเรื่องส่วนตัวคุยกัน ถ้างั้นเดี๋ยวฉัน...เอ้ย ผม ขอตัวไปดูแลน้องๆ ดีกว่า ท่าทางต้องอบรมอีกเยอะเดี๋ยวเผลอทำอะไรไม่ถูกไม่ควรเข้า ก็ขอโทษด้วยนะเจ้าภูวิษะ น้องฟ้าไม่ได้ตั้งใจพูดจาไม่ดีใส่หรอก แล้วก็เจ้าวิมุตติด้วยโทษทีนะเดี๋ยวจะช่วยดุให้" เขาทำหน้าแห้งเหมือนต้องรับหน้าแทนสาวรุ่นน้อง ในขณะที่วิมุตติเห็นเป็นเรื่องขำขัน


                "เราไม่ใช่เจ้า..." คนถูกเลื่อนยศยิ้มละมัย "เป็นแต่เพียงเจ้าที่ตรีตั้งให้เท่านั้นแหละ ไม่เหมือนภูวิษะที่เป็นเจ้าโดยกำเนิด" พงศ์เทพฟังแล้วยิ้มรับไม่ต่อความมากกว่านั้น แต่ลุกออกไปโดยไม่สนใจจะชวนตรีภูมิไปด้วยกัน


                "เฮ้ย! ช่างน้องมันเหอะ เจ้าๆ เขาไม่ถือสากันหรอกเอ็ง...จริงไหมเจ้า...อ้าวไอ้พงศ์ไปไหนแล้ว" หนุ่มร่างท้วมยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เมื่อหันมาอีกครั้งพงศ์เทพก็ลุกไปไกลเสียแล้ว


                 "อะไรวะไอ้พงศ์....เอ่อ..สงสัยมันเป็นโรคแพ้เจ้า อย่าถือสาเลยนะเจ้าภูวิษะ"


                 เจ้าของชื่อไม่ได้ตอบเพียงแต่ยิ้มรับจางๆ ทั้งสามนั่งรับประทานอาหารไปเงียบๆ จนกระทั่งตรีภูมิซึ่งก้มหน้าก้มตากินอย่างเจริญอาหาร เพิ่งสังเกตเห็นว่าเจ้าภูวิษะนั้นแทบจะไม่ได้รับประทานอะไรเลย


                 "อ้าวเจ้าทำไมไม่กินล่ะ?" คนที่ตอบคำถามนี้แทนกลับเป็นวิมุตติ


                 "ภูวิษะอยู่ในช่วงถือศีลกินมังสวิรัติ เดี๋ยวเราค่อยให้ศรีบัวทำให้อีกชุด"


                 "เหรอ...กินแก้บนอะไรเหรอ?" ตรีภูมิเกาหัวแกร่กๆ ด้วยความงุนงง แต่ยังอุตส่าห์เดาส่งเดช


                 "ไม่ได้แก้บน มิได้บนบานสิ่งใดไว้ เพียงแต่เราอธิษฐานบางสิ่ง" เจ้าภูวิษะอธิบายคนร่างท้วมพยักหน้าหงึกหงักไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็เออออไปด้วยจนได้ ตามประสาผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีนั่นเอง


                 "ว่าแต่...ผู้หญิงคนนั้น" เจ้าภูวิษะลดเสียงลงแผ่วพลางเหลือบไปมองทางที่เคียงฟ้านั่งอยู่


                 "เคียงฟ้า เธอชื่อนั้น" ผู้อ้างตัวเป็นญาติชิงตอบมาก่อน แล้วมองไปยังหญิงนางที่ถูกกล่าวถึง


                  "อ๋อ...น้องฟ้าน่ะเหรอ? อย่าไปถือสาเลยผู้หญิงก็แบบนี้แหละ เอะอะโวยวายเจออะไรก็กรี๊ดไว้ก่อน ว่าแต่เจ้าน่ะแจ็คพ็อตแตกแต่เช้าเลยนะ ฮ่า ฮ่า"


                 ว่าแล้วตรีภูมิก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา ในขณะที่เจ้าภูวิษะนิ่งอึ้งปั้นแต่งสีหน้าไม่ถูก เมื่อเหลียวไปมองคนนั่งข้างตัวก็พบว่าวิมุตติเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ด้วยความเกรงใจหากเผลอเผยอยิ้มตามไปด้วย


                "วิมุตติ..."


                "ไอ้เจ้า...แกไม่ต้องมาทำเป็นหันไปทางโน้นเลยนะ ฉันรู้นะว่าแกหัวเราะอยู่ เอาน่าเจ้าภูวิษะอย่าคิดมาก ถือว่าวันพระไม่ได้มีวันเดียวให้ไอ้คุณวิมุตติมันหัวเราะไปก่อน"


                "วันนี้ไม่ใช่พระนี่ ยังมีหลายค่ำนัก" ทว่าเจ้าตามศักดิ์โดยกำเนิดกลับไม่เข้าใจสิ่งที่ตรีภูมิพูด


                "มันเป็นสำนวนล้อเล่น หมายถึงยอมๆ ไปก่อนสมมุติว่าวันพระไม่ควรโกรธน่ะ" คนฟังยังนั่งนิ่วหน้าคล้ายไม่พอใจ


                "สำนวนแปลกจริง คนเมืองเขาชอบเอาวันเวลามาล้อเล่นกันหรือ?"


                คนเริ่มเรื่องฟังแล้วแทบสำลักออกมากับความเชยของอีกฝ่าย พลางถามตัวเองว่าหรือเขาจะขี้เล่นเกินไปกันนะ ในขณะที่กำลังนั่งอ้าปากค้างพลางคิดว่าจะตอบยังไงดี เพื่อนของเขาก็ชิงเป็นฝ่ายอธิบายแทน


                 "เวลาเปลี่ยน สังคมก็เปลี่ยนไป ความหมายนี้มิใช่หมายถึงการดึงลงต่ำ ตรีไม่ใช่คนไม่รู้กาลเทศะดอก อีกทั้งยังเป็นเพื่อนที่ดีของเรา ระหว่างไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ได้เขาช่วยเหลือเราหลายอย่าง ทั้งเรื่องการปรับตัว เราไม่มีสหายนัก สิ่งแปลกใหม่นอกเหนือจากที่เรารู้ก็ได้เรียนรู้จากตรีนี่แหละ" เจ้าภูวิษะฟังแล้วจึงคลี่ยิ้มให้ตรีภูมิบ้าง


                "ถ้าเป็นแบบนั้นเราคงต้องเรียนรู้จากคุณตรีบ้าง"


                "โห...ชมจนจะลอยอยู่แล้ว ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเจ้า ผมแค่มนุษย์สัมพันธ์ดีเลยชอบหน้าเสนอหน้าไปคุยกับเขาไปทั่ว ส่วนไอ้เจ้านี่มันขี้เก๊กใครๆ เลยไม่กล้าชวนคุยเท่านั้นเอง"


                "ไม่หรอก เราเชื่อว่าหากวิมุตติเอ่ยชม คุณตรีคงเป็นคนดีอย่างแน่นนอน"


                 "โอ้โฮ...เขินวุ้ย เจ้าครับผมจะอิ่มเพราะเล่นชมกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้นี่แหละ" ชายหนุ่มทั้งสองมองท่าทางตรีภูมิแล้วคลี่ยิ้มออกมา


                 "คุณตรี...ในกาลหน้าเราอาจมีบางสิ่งต้องรบกวนคุณ" เจ้าภูวิษะเอ่ยขึ้นมา


                 "กาล? อ๋อ...แหมใช้อย่าใช้ศัพท์สูงกับไพร่ๆ อย่างผมเลย เรียกตรีเฉยๆ ก็พออย่าเรียกคุณเลยเจ้าขนลุก จะไหว้วานอะไรก็บอกผมเพื่อนไอ้เจ้าก็เหมือนเป็นเพื่อนคุณด้วยนั่นแหละ"


                 "ขอบคุณมาก...ถึงเวลานั้นมาถึงเราอาจต้องขอรบกวน"


                  ตรีภูมิไม่เข้าใจความหมายในคำพูดนั้นนัก เพียงแต่คิดว่าญาติของเพื่อนนั้นแปลกไม่แพ้เพื่อนตนเองจึงไม่ได้ใส่ใจนัก


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

                 หลังอาหารเช้ามื้อนั้นตรีภูมิพาคณะออกไปผจญภัยกับการรับน้องเช่นเดียวกับวันแรก กลุ่มหญิงสาวพากันแห่มารุมล้อมเขาเอาไว้ แล้วยิงกระหน่ำยิงคำถามใส่จนแทบฟังไม่ทัน จนตรีภูมิต้องบอกให้พูดทีละคนจึงค่อยสงบลงบ้าง มิรันตีเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้นมา


                "พี่ตรีคุยอะไรกันกับเจ้า 2 คนนั้น เห็นหัวเราะกันลั่นเลย" หนุ่มร่างท้วมนึกแปลกใจเมื่อเห็นสายตาใคร่รู้ของสาวๆ


                "เขาว่าอะไรฟ้าหรือเปล่าคะ?" รุ่นพี่ของพวกหล่อนยังไม่ตอบคำถามแรก เคียงฟ้าถามแทรกขึ้นมาด้วยความร้อนใจ


                "เอ๋า! ยัยนี่...คิดมาจริงแม่คุณใครเขาไปว่าอะไรเธอ"


                "ก็แค่ถามดูน่ะค่ะ" เห็นรุ่นน้องทำสีหน้าไม่ดีหนุ่มร่างใหญ่ก็เลิกทำหน้าเข้มใส่


                "ทำไมล่ะ? อย่าอคติกับเขาสิ เจ้าเขาไม่มีอะไรหรอก ติดจะเชยๆ ตามประสาเจ้าไม่ค่อยได้เจอไพร่ ๆ อย่างพวกเราเลยแก่มารยาทไปหน่อย นี่น้องฟ้าทีหลังก็อย่าปากไวนักถามก่อนค่อยด่าทีหลังก็ได้"


               “ไม่ใช่ฟ้าไม่ถามนะคะ เขาไม่ตอบต่างหากแถมเชิดใส่ฟ้าด้วย”


               “เอาน่าๆ พวกเจ้าก็เป็นงี้แหละขี้เก๊กเป็นกฎประจำตระกูล อย่าไปสนใจเลย”


                 “แต่ว่า...แบบนี้ก็กลายเป็นฟ้าเป็นฝ่ายหาเรื่องเขาสิคะ” หญิงสาวบ่นอุบอิบแต่ไม่ทันได้ถามต่อก็โดนมิรันตีผลักให้ถอยห่างออกไป เพื่อจะคุยกับตรีภูมิบ้าง


                  “อย่าไปสนใจยัยฟ้าเลยค่ะพี่ตรี ก็ไปหาเรื่องเขาจริงๆ นี่นาสมควรที่เขาจะโกรธอยู่หรอก ว่าแต่เมื่อกี้พี่ตรีบอกว่าไงนะคะ...เขาเคร่งมารยาทเหรอคะ?”


                 “ก็ประมาณนั้น...เขาเป็นผู้ดีนี่ อย่าไปลามปามเล่นหัวแล้วกัน ถ้าคุยธรรมดาก็ไม่ถือสาอะไรขนาดนั้นหรอก” ตรีภูมิตอบด้วยอาการงงๆ เพราะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของรุ่นน้อง


                 "งั้นพวกเราก็ต้องทำตัวเป็นผู้ดีกันหน่อยแล้วสิคะ เดี๋ยวเจ้าหนุ่มๆ เขาจะไม่ชอบใจ" มิรันตีคลี่ยิ้มหวานแล้วหันไปพยักพะเยิดกับกลุ่มเพื่อน ที่ผงกหัวสนับสนุนเป็นทิวแถว


                 "อะไรฟะยัยแอน ไหนว่าเล็งไอ้เจ้าไงทีแรก แล้วไหงย้ายไปเจ้าภูวิษะแล้วล่ะ"


                 "แอนยังไม่ได้ปักใจอะไรแน่นอนสักหน่อยนี่คะ ขอเก็บรายละเอียดก่อนค่อยตัดสินใจ"


                 "ใช่ค่ะพี่ตรี คนนั้นก็หล่อคนนี้ก็เท่ อย่าว่าแต่แอนเลยค่ะพวกหนูก็ตัดสินใจไม่ถูกเหมือนกัน" แล้วบรรดารุ่นน้องก็หัวเราะเสียงใสกันขึ้นมา


                 "ปัดโธ่...รุ่นน้องฉัน บอกมาได้ไม่มีอายเลยสักคนนะ ใช่สิสองคนนั้นมันหล่อนี่..แบบนี้มีหวังหนุ่มๆ ในคณะเราน้อยใจแย่เลย" ตรีภูมิส่ายหน้าคงมีแต่เคียงฟ้าเท่านั้นที่ยืนหน้าบึ้งอยู่


                 "อย่านับรวมฟ้าเข้าไปด้วยนะคะ" 


                 "ดี...ตัดศัตรูหัวใจออกไปได้อีก 1 คน" มิรันตีหันไปจ้องหน้าแล้วแค่นเสียงใส่หญิงสาว สิ้นประโยคนี้ทั้งกลุ่มก็พากันหัวเราะเสียงดังออกมา


                 "แล้วตกลงเจ้าภูวิษะเขามีแฟนหรือยังคะ?" บรรดาสาวไม่ยอมให้เสียเวลาเปล่า พวกหล่อนพากันรัวถามตรีภูมิอย่างต่อเนื่อง


                "ไม่รู้เว้ย! ไม่ได้ถามเพิ่งเจอหน้ากันเดี๋ยวเดียวใครจะไปถามกันหา?" พอตอบคำถามนี้เสร็จ คำถามใหม่ก็พุ่งเข้ามาแทนที่ทันที


                "แล้วพี่เจ้าล่ะคะ?"


                "เอ...ไอ้นั่นท่าจะยังมันเพิ่งสึกมาปีที่แล้ว คงยังไม่อยากเบียด"


                "งั้นก็มีลุ้นเนอะ...พี่ตรีคะช่วยสืบให้หน่อยสิ เจ้าๆ เขาชอบผู้หญิงแบบไหน? สวยใส หรือเปรี้ยวนิดๆ หรือสาวแจ่มใสมนุษย์สัมพันธ์ดี" ตรีภูมิฟังแล้วส่ายหน้าด้วยอาการหมั่นไส้


                 "โอ้ย...พามารับน้องนะเว้ย! ไม่ได้มาพาชะนีมาคืนป่า!!" หนุ่มร่างท้วมทำหน้าทะเล้นใส่ ได้ผลในทันใดพวกหล่อนพากันส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดใส่เขาทันที


                 "กรี๊ดดดด!! พี่ตรีบ้า!!?" หลังจากนั้นชายหนุ่มก็โดนสาวๆ ทั้งกลุ่มไล่ทุบจนต้องวิ่งหนีกันชุลมุน เพื่อนร่วมคณะเห็นเข้าก็พากันหัวเราะชอบใจและส่งเสียงเชียร์กันใหญ่


                  ในขณะที่ทุกคนกำลังเคลิบเคลิ้มถึงรูปโฉมชายหนุ่มที่เป็นหัวข้อสนทนากันนั้น ไม่มีรู้เลยว่าเคียงฟ้ารู้สึกอึดอัดกับผู้ชายมาดดีทั้งสองคนนั่นอย่างบอกไม่ถูก หล่อนไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด มันคล้ายเมฆหมอกปกคลุมมองไม่ชัดจนขุ่นมัวไปหมด กับวิมุตตินั้นหล่อนนึกขยาดดวงตาที่คล้ายจะมองทะลุความคิดคนอื่น และเฝ้าจับตามองหล่อนอยู่ตลอด แต่ที่คนที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกแย่จนจมดิ่งคงไม่มีใครเกินไปกว่าผู้ชายยโสอย่างเจ้าภูวิษะคนนั้น กับแววตาวาวโรจน์ยามจ้องมาที่หล่อน มันเหมือนชายหนุ่มกำลังเอาความโกรธแค้นทุ่มใส่หล่อน ราวมีเรื่องแค้นเคืองกันมาสักสิบชาติ แต่พอจะถามเขากลับนิ่งเงียบไป สิ่งที่แสดงออกมานั้นมีแต่อาการรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด


                 เคียงฟ้าบอกตนเองว่าแม้หล่อนจะเป็นแค่หญิงสาวธรรมดาสามัญชนไม่ได้เป็นเจ้ามียศมีศักดิ์อย่างเขา แต่เขาก็ไม่ควรแสดงสีหน้าดูแคลนออกมาขนาดนั้น ความประทับใจที่มีแต่แรกเริ่มจึงติดลบเป็นศูนย์ หล่อนได้แต่เร่งวันเร่งคืนให้การรับน้องครั้งนี้สิ้นสุดลงโดยไว จะได้ไม่ต้องพบหน้าสองหนุ่มรูปทองนั่นอีก


                 แต่คำภาวนานี้ไม่เป็นผลเอาเสียเลย ตลอดทั้งวันนั้นแววตาประกายกล้าของใครบางคนรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเสียงพร่ำเพรียกในมโนสติอันหาที่มาไม่ได้ ดังก้องอยู่ในจิตดังคอยเตือนเป็นระยะ เมื่อแรกหล่อนคิดว่าหูแว่วไปเองแต่เมื่อเหลียวหาที่มาก็พบเพียงเสียงเฮฮาของกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ และเสียงพูดสนทนาของเพื่อนร่วมคณะเท่านั้น ทำเอาหล่อนขนลุกเกรียวด้วยความหวาดหวั่นเลยทีเดียว เมื่อเสียงลึกลับนั่นพร่ำพูดว่า....


                'เจ้ามิอาจหนีพ้นดอก....มหิตา...เทวีแห่งเรา!'




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++





Create Date : 17 ตุลาคม 2555
Last Update : 17 ตุลาคม 2555 0:59:38 น. 3 comments
Counter : 2010 Pageviews.

 
แวะมาอ่านในบล็อกอีกรอบค่ะ


โดย: รพิชา วันที่: 17 ตุลาคม 2555 เวลา:4:35:36 น.  

 
รอตอนต่อไปค่า


โดย: nako IP: 203.154.149.228 วันที่: 17 ตุลาคม 2555 เวลา:7:58:31 น.  

 
รพิชา : ในบล็อกยังไล่ไม่ทันในถนนฯ เลยค่ะ

Nako : แต่ว่าในบล็อกนี่อัพเร็วกว่าในถนนนะคะ 2-3 วันอัพที ในถนนฯ ต้องรอ 7 วัน ถึงจะอัพค่ะ

ได้อย่างเสียอย่างเนอะ


โดย: แก้วกังไส วันที่: 20 ตุลาคม 2555 เวลา:4:54:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.