จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
1 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 9

ตอนที่ 9
เริ่มต้น



                 รถบัสคันใหญ่แล่นไต่ภูเขาขึ้นไปเรื่อย ทิวไม้สองข้างทางเขียวขจีรื่นรมย์ หญิงสาวมองลงเห็นทิวไม้เล็กลงเรื่อยๆ ตามทางที่สูงชันขึ้น ละอองน้ำค้างยามเช้าส่งผลให้อากาศเย็นจนแลเห็นเป็นทิวหมอกบางๆ ปกคลุมทิวทัศน์ไปตลอดทางราวกับวิ่งอยู่ในม่านหมอก อาการเมื่อยขบจากการนั่งคุดคู้อยู่บนรถมานานตั้งแต่หัวค่ำของเมื่อคืนหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเห็นแสงพราวของยามเช้าสะท้อนตัดไอแดด จนแลเห็นสายรุ้งสวยพาดผ่านระหว่างหุบเขา


                "สวยจัง" เคียงฟ้าอุทาน พลางปลุกเพื่อนที่นั่งข้างๆ ขึ้นมาชมวิวด้วยกัน


                ไม่นานนักรถบัสก็แล่นเข้ามาถึงปากทางเข้าไร่เหมวัต หลังทิวไม้บนเขาสูงลูกนั้นค่อยๆ ปรากฏเรือนหมู่ล้านนาที่ซ่อนตัวอยู่กลางธรรมชาติอันงดงาม นักศึกษาทั้งคันรถทยอยกันตื่นขึ้นมาทันรับแสงอรุณเบิกฟ้า แสงทองส่องผ่านสายหมอกลงบนเมืองย้อนยุคที่ตั้งอยู่กลางแมกไม้เขียวขจี เด็กหนุ่มสาวทั้งคันรถตื่นเต้นกับอาณาบริเวณที่เห็นจนพากันส่งเสียงอื้ออึง


                "โอ้โฮ!! รีสอร์ทหรูเป็นบ้า เราจะพักที่นี่กันจริงๆ เหรอพี่?" เมื่อเห็นรุ่นน้องพากันตื่นเต้นตรีภูมิก็อดหัวเราะชอบใจไม่ได้


                "หลอกกันหรือเปล่าพี่ตรี? ไม่ใช่แค่แวะมากินข้าวเช้ากันเฉยๆ นะ" หลายเสียงยังไม่เชื่อว่าจะได้ที่พักที่สวยงามขนาดนี้


                 "ไม่ได้หลอกเว้ย!!" ชายหนุ่มตะโกนสวนกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของรุ่นน้อง


                เมื่อรถจอดสนิทลงตรีภูมิกระโดดลงไปก่อนใครเพื่อน เขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว จึงอาสาออกหน้าดูแลรับผิดชอบคณะรับน้องหนนี้เอง คนในไร่เมื่อเห็นรถโค้ชบัสแล่นเข้ามาก็พากันออกมาต้อนรับ


                "สวั๊ตดีเจ้า คุณตรี"


                หญิงสาวในชุดพื้นเมืองหลายคนส่งยิ้มทักทายเขา พวกหล่อนใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวตุ่น คอกลม แขนกระบอก และนุ่งซิ่นก่าน แลดูคล้ายเครื่องแบบพนักงานรีสอร์ทอย่างที่หลายคนวิจารณ์กัน แต่ความจริงแล้วทุกคนที่ไร่นั้นแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองเป็นปกติ เนื่องจากพ่อเลี้ยงสรวงผู้เป็นเจ้าของนิยมวัฒนธรรมท้องถิ่น และเพื่อความสวยงามหากมีทางราชการ หรือภาคธุรกิจผู้มาเยี่ยมเยือนที่นี่อีกด้วย


                "สวัสดีครับพี่ๆ รบกวนหน่อยนะครับ ว่าแต่ไอ้..เอ้ย เจ้า ล่ะครับ?" เขาถามขึ้นมาเมื่อไม่เห็นวิมุตติออกมารับ


                "คุณวิมุตติบ่อยู่เจ้า"


                "อ้าว? มันไปไหนล่ะเนี่ย? กะจะแนะนำให้น้องๆ รู้จักเจ้าภาพสักหน่อย"


                "บ่ได้สั่งไว้เจ้า เพียงแต่บอกว่าบ่ายแก่ๆ จะปิ๊กมา ฝากบอกคุณๆ ว่าตามสเบยเลยเจ้า บ่ต้องเกรงใจนะก๋า" 
                ตรีภูมิฟังแล้วพยักหน้าหงึกหงัก เดินไปบอกเพื่อนๆ ซึ่งทุกคนโดยเฉพาะรุ่นน้องที่รอดูหน้าเจ้ารูปทองคนนั้น พากันร้องว้าออกมาเป็นเสียงเดียว


                "แล้วคุณพ่อล่ะครับ จะได้พาน้องๆ ไปกราบท่านก่อน"


                "พ่อเลี้ยงไปต่างประเทศเจ้า บ่อยู่เจ้า"


                "อ้อ...เหรอครับ" ใจจริงแล้วชายหนุ่มแอบดีใจขึ้นมา เพราะไม่ต้องเผชิญสายตาดุๆ ของนายสรวง


                "ว่าแต่คุณๆ เดินทางมาแต่ไกลหิวกันหรือยังเจ้า เอาของไปเก็บเฮือนนอนแล้วมาฮับประทานกันนะเจ้า ข้าเจ้าได้จั๊ดเตรียมไว้ฮื่อแล้ว"


                 "โอ้โฮ...ขอบคุณมากครับพี่ๆ กำลังหิวพอดีเลย"


                 จากนั้นทั้งคณะร่วมสี่สิบกว่าชีวิตนั้น ก็ถูกพาไปยังที่พักส่วนหนึ่งให้นอนเรือนหลังใหญ่ ซึ่งอยู่ได้ราวหลังละ 20 คนจำนวน 2 หลัง แต่รุ่นพี่หลายคนเลือกที่จะนอนเรือนเล็กขนาดกะทัดรัดที่ว่างอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมากกว่า เคียงฟ้านั้นเลือกที่จะนอนเรือนหลังเล็กเช่นกัน เพราะเกรงว่าตกดึกตนเองจะละเมอเสียงดังทำเพื่อนๆ รำคาญ ซึ่งตรีภูมิก็จัดให้ตามความต้องการนั้น เมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อยก็พากันไปรับประทานอาหาร


                 "พี่คะ...ถ้ามากันเองสงสัยค่าที่พักแพงแน่เลย" เคียงฟ้ากระซิบถามตรีภูมิ


                 "เฮ้ย! เขาไม่ได้เปิดให้พักเฟ้ย ไม่ใช่รีสอร์ทนะ!! นี่เขาอยู่กันเอง"


                 "อยู่กันเอง? ยังสร้างเสียอลังการขนาดนี้...รวยน่าดูเลยนะคะ แบบนี้แอนยิ่งอยากจีบใหญ่เลยพี่ตรี" มิรันตีที่ยืนอยู่ข้างเคียงฟ้าหัวเราะคิกขึ้นมาข้างตัว


                "คนมันรวยเหลือเฟือทำไงได้? ฮ่า ฮ่า จะจีบก็รีบซะไอ้เจ้าเป็นลูกคนเดียวด้วยนะ มรดกไม่ไปไหนหรอก" สิ้นคำอธิบายของชายหนุ่มทำเอาคนทั้งคณะหัวเราะกันครืน


                หลังอาหารเช้ามื้อนั้นตรีภูมิพารุ่นน้องออกไปทำกิจกรรมในทันที ซึ่งกลุ่มรุ่นพี่ไม่กล้าแต่งเติมสถานที่กันมากนักเนื่องจากเกรงใจเจ้าของไร่ จึงได้แต่รับน้องกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ควบด้วยการมาท่องเที่ยวแบบหมู่คณะมากกว่า แต่หลายคนที่ไม่คุ้นเคยสถานที่ซึ่งเป็นเนินบ้าง เมื่อทำกิจกรรมวิ่งไปวิ่งมาจึงลื่นไถลหกล้มได้แผลถลอก เคียงฟ้าจึงอาสาไปช่วยตรีภูมิถือกล่องยามาทำแผลให้ และหิ้วกระติกน้ำที่เรือนพักมาให้ดื่มกัน


                 "ยัยฟ้า...อ้างว่าไปช่วย จริงๆ ถือโอกาสหนีละสิ" นพชัยตะโกนแซว


                 "บ้า! ไม่ใช่สักหน่อยพี่นพก็..."


                 "น้องไม่อู้หรอก แต่ข้าน่ะว่าจะไปงีบสักหน่อย"


                 "อ้าว? ไหงงั้นล่ะพี่ งั้นฟ้าไปด้วยแหละดีแล้ว เอาของแล้วลากพี่ตรีกลับมาให้ได้นะ" หญิงสาวรับปากแข็งขัน ก่อนจะพากันเดินไปที่เรือนพัก 


                 ไม่นานนักก็ได้ของที่ต้องการมา แต่หนุ่มร่างท้วมบอกให้หล่อนรออยู่แถวนี้ก่อน เขาจะไปขอน้ำแข็งจากเรือนใหญ่มาให้ เมื่อไม่มีหน้าที่อะไรอีกหล่อนจึงเดินชมดอกไม้ในบริเวณไปเรื่อยๆ ก่อนจะทันรู้สึกตัวว่ามีบางสิ่งอยู่หลังพุ่มไม้ หล่อนเหลียวไปก็พบสายตาขลาดๆ ที่จ้องมองมา


                 "อุ๊ย! แมวนี่...น่ารักจังเลย" แมวสีขาวปลอดขนแน่นสะอาดตาเหมือนปุยสำลีตัวหนึ่ง กำลังใช้ดวงตาโตสีอำพันใสแจ๋วคู่นั้นเมียงมองมาที่หล่อนอย่างขลาดกลัว


                 "มานี่สิเหมียว "


                  เคียงฟ้าเรียกมัน แต่เจ้าแมวขาวนั้นออกอาการตื่นคนแปลกหน้าจึงเดินเลี่ยงๆ ไป พลางหันมามองหล่อนตลอดทางอย่างไม่วางตา ทำให้หญิงสาวนึกขำกับท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ของมัน 


                 "เมี้ยวๆ ขออุ้มหน่อยน่า" ว่าแล้วจึงก้าวเข้าไปหา แต่ยิ่งทำให้เจ้าตัวขนปุยนั้นนึกกลัวจึงเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้นอีก


                 เคียงฟ้าเดินตามแมวขาวนั้นไปเรื่อยๆ จนลึกเข้าไปด้านในสวนโดยไม่ทันรู้ตัว ในขณะที่เจ้าเหมียวเห็นว่าเห็นว่ายังถูกติดตามอยู่แบบนี้ ไม่แคล้วมันคงโดนจับตัวได้แน่ๆ จึงวิ่งไปหลบหลังพุ่มไม้แล้วโผล่หน้ามาดูหล่อนอีกครั้ง หนนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่เจ้าแมวตัวเดิมที่โผล่หน้ามาจ้องมองหล่อน แต่ยังมีแมวสีขาวหน้าตาคล้ายกันอีกหลาย ตัวยื่นหน้าโผล่พ้นพุ่มไม้ออกมาเรียงกันสลอน ให้หล่อนนับใบหน้าน่าเอ็นดูของเจ้าตัวหัวกลมที่มีหูแหลมนั้นได้อีก 3 หัว


                 "อ้าว? มีตั้งหลายตัวแน่ะ พามาหาเพื่อนเหรอเนี่ย? "


                 หญิงสาวคลี่ยิ้มแล้วเดินตรงไปหลังพุ่มไม้ที่พวกมันซ่อนตัวอยู่ จึงพบว่าไม่ได้มีแค่ 3 ตัว แต่แลเห็นก้อนขนกลมสีขาวเดินได้อีกเกือบสิบตัวทีเดียว และพวกมันยังเป็นแมวไทยพันธุ์ขาวมณีเช่นเดียวกันทั้งหมดด้วย ครั้งนี้หล่อนจับพวกมันได้ตัวหนึ่ง แต่เจ้าตัวดีนั้นดิ้นรนไม่ยอมให้อุ้ม


                 "อยู่เฉยๆ สิกัมพุ ให้เขาอุ้มหน่อย"


                 เสียงทุ้มกังวานของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังโดยที่เคียงฟ้าไม่ทันตั้งตัว แมวขาวตัวนั้นหยุดดิ้นทันที แล้วมองตามไปที่เจ้าของเสียง ในขณะที่หล่อนหยุดนิ่งค้างไม่กล้าหันกลับไปมอง คล้ายกำลังเผชิญสิ่งที่น่าหวั่นวิตกอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งเจ้าของเสียงเดินอ้อมมาด้านหน้าและย่อตัวนั่งลงข้างหล่อน


                 "ชอบมันหรือ?" 


                 คนถามนั้นใบหน้าคมคายชนิดที่เรียกได้ว่าหล่อจัด เขาส่งยิ้มให้หล่อนอย่างเป็นมิตร แต่ภายใต้ท่าทางอ่อนโยนนั้นเคียงฟ้ากลับไม่ชอบดวงตาคมสีน้ำตาลใสคู่นั้นเลย มันมีความนัยประหลาดส่งมายังหล่อนคล้ายกำลังยิ้มเยาะ ด้วยความอึ้งตะลึงนี้เองหล่อนเผลอปล่อยแมวหลุดมือ กัมพุจึงวิ่งไปรวมกลุ่มกับตัวอื่นๆ


                 "มันไม่คุ้นกับคนแปลกหน้า เลยออกจะตื่นไปหน่อย...อุ้มตัวอื่นดีกว่าไหมครับ นันทิมานี่หน่อย" เขาเหลียวไปเรียกแมว เจ้าตัวที่ถูกเรียกก็เดินมาหาพลางใช้ศีรษะถูเข้ากับกางเกงเตี่ยวสะดอสีครีมอ่อนที่เขาสวมอยู่ ชายหนุ่มรูปงามลูบศีรษะแมวอย่างเอ็นดู


                  "นันทิเชื่องกว่าตัวอื่นๆ"


                 ตอนนั้นหล่อนไม่อยากอุ้มแมวแล้ว แต่อยากลุกหนีไปจากตรงนั้นเสียดื้อๆ อย่างไม่มีเหตุผล หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่จะเป็นเพราะสาเหตุใดนั้นเคียงฟ้าก็ไม่ตอบไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกว่าไม่อยากพูดคุยกับคนๆ นี้


                 "นันทิเป็นแม่ของตัวอื่นๆ ครับ" เขาพูดไปเรื่อยๆ แต่นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองหล่อนไม่กระพริบ จนหล่อนไม่อาจหลบสายตาได้ คล้ายถูกตรึงอยู่กับที่


                 "น้องฟ้า...อยู่ไหนน่ะ? อ้าว? ไอ้เจ้าไหนว่าไม่อยู่ไง?"


                 เสียงของตรีภูมิเหมือนดังระฆังดังมาช่วยชีวิต หญิงสาวรีบหลบดวงตาคู่นั้นทันที วิมุตติคล้ายเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเสียมารยาทจ้องหน้าหล่อนนานเกินไป จึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยทักทายเพื่อน


                 "เพิ่งกลับมา" เขายิ้มตอบ


                 "ดีๆ นึกว่าจะทิ้งเพื่อนทิ้งน้องหายหัวไปซะแล้ว...ว่าแต่ทำไมแมวแกมันยั๊วะเยี๊ยะนักล่ะ ปีก่อนยังไม่เยอะขนาดนี้เลยนี่" ตรีภูมิมองไปที่ฝูงแมวขาวมณีแปดเก้าตัวนั้น


                 "ลูกของนันทิ ออกมาอีก 2 ครอก ก็เลย..."


                 "วู้! เอาไปทำหมันได้แล้ว แม่คู๊ณ...อย่าขยันท้องนักเลย" ตรีภูมิพูดแล้วก็คว้าตัวแมวขาวนัยน์ตาสีฟ้าและเหลืองอย่างละข้างชื่อนันทิขึ้นมาอุ้ม


                 "พี่คะฟ้าขอตัวก่อนนะคะ" หญิงสาวได้โอกาสจึงเลี่ยงไปทันที แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินออกไปก็ถูกรุ่นพี่ดึงไว้เสียก่อน


                 "เดี๊ยว...ลืมแนะนำไปเลย นี่น้องฟ้า...เคียงฟ้า เฟรชชี่ปีนี้เป็นไงน่ารักไหม? " คนถูกถามพยักหน้า


                 "ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฟ้า" วิมุตติตอบนัยน์ตายังจ้องหน้าหล่อนอยู่ไม่วางตา


                 "แล้วนี่ไอ้เจ้า วิมุตติ เจ้าของไร่นี้ เป็นรุ่นพี่เราเหมือนกัน เรียกมันว่า พี่เจ้าก็ได้"


                 "ค่ะ" หล่อนตอบแค่นั้นแล้วก้มหน้างุดไม่ยอมสบตาเขา


                 "น้องเขาเป็นเหฯ ปีนี้ว่ะ ถ้าไอ้พวกนั้นมันทำอะไรพัง หรือกินจนหม้อสึกแกก็ทำบิลล์มาไว้ที่ยัยฟ้านะ"


                 "ไม่เป็นไรหรอก แค่เลี้ยงน้องเอง" คำตอบแบบใจกว้างนั้นทำให้เพื่อนร่วมรุ่นยิ้มเผล่ออกมาอย่างถูกใจ


                 "แหม...ข้าก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ตามมารยาทไงเอ็ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ตรีภูมิยังคุยกับวิมุตติอีกยืดยาว ในขณะที่เคียงฟ้าไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาแล้ว จึงเอ่ยตัดบทขอตัวไปดื้อๆ


                 "พี่ตรีคะ คนอื่นรอเราอยู่นานแล้ว ยังไงฟ้าขอตัวก่อนแล้วกันค่ะ พี่ตรีจะตามไปทีหลังก็ได้ค่ะ" พูดจบหล่อนก็จ้ำพรวดๆ จากไปโดยไม่รอให้ตรีภูมิอนุญาต


                 "เออว่ะ มัวแต่โม้ลืมไปเลย ไอ้พวกนั้นมันรอกินน้ำอยู่ไปก่อนดีกว่า แกล่ะไปด้วยกันสิ"


                 "ไม่ล่ะ ไว้เจอกันตอนมื้อเย็นดีกว่า"


                 "OK งั้น เดี๋ยวเย็นๆ ค่อยคุยกันอีกทีนะเจ้า"


                  ตรีภูมิพยักหน้าแล้วรีบเดินตามเคียงฟ้าไป วิมุตติได้แต่มองตามคนทั้งคู่ไปพลางกระตุกยิ้มมุมปากออกมา สายลมแรงพัดกรรโชกมาจากด้านหลัง ฟังดูคล้ายเสียงครางหวีดหวิว แมวขาวมณีกลุ่มนั้นทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะโก่งตัวขึ้นจนหลังโค้งงอและขนพองฟูตลอดทั้งตัว พวกมันพากันส่งเสียงขู่ไปทางพุ่มไม้ซึ่งบัดนี้มีเสียงสวบสาบ และชิงวิ่งหนีไปก่อนที่เจ้าของเสียงจะแหวกพุ่มไม้ออกมา ปล่อยทิ้งให้วิมุตติยืนอยู่คนเดียว จนกระทั่งเงาดำมะเมื่อมเกล็ดเป็นประกายนั่น เลื้อยมาหยุดแทบขาชายหนุ่ม แล้วชูคอขึ้นมองไปในทิศทางเดียวกับที่เคียงฟ้าเพิ่งจากไป


                  "นางมาแล้ว...มาเสียที! " เจ้าของไร่เหมวัตส่งหัวเราะเบาๆ ล่องลอยไปตามสายลม




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 01 ตุลาคม 2555
Last Update : 1 ตุลาคม 2555 22:06:55 น. 2 comments
Counter : 1930 Pageviews.

 
ไว้รออ่านทีเดียวยาวๆ


โดย: ผู้สาวเมืองยศ วันที่: 3 ตุลาคม 2555 เวลา:16:17:10 น.  

 
เข้าไปในพันทิปแล้วลิ้งค์มันเข้าต่อไม่ได้อ่ะค่ะ


โดย: เดหลี IP: 110.164.206.20 วันที่: 12 ตุลาคม 2555 เวลา:16:09:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.