จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
5 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 56

ตอนที่ 56


             สีสรรแห่งความหมองตรมเข้าครอบคลุมตำหนักของมหิตาเทวี พระนางผู้ซึ่งเพิ่งตกพระโลหิตประทับนิ่งอยู่บนแท่นบรรทม ดวงพักตร์ซีดขาววรกายเย็นเฉียบ มีเจ้านาคราชประทับอยู่ข้างแท่นกุมหัตถ์ชายาไว้หลวมๆ ดวงเนตรยังจ้องไปที่วงพักตร์งามทว่าซีดเซียว แววเนตรนั้นฉายความสงสารนัก เพลานี้ทั้งสองมิได้อยู่กันตามลำพัง ในห้องบรรทมนั้นวุ่นวายไปด้วยผู้คน สมุนไพรร้อนถูกนำใส่หม้อดินมาอบให้เกิดความอบอุ่น บานบัญชรถูกปิดไว้มิให้ลมพัดเข้าออก ด้วยเกรงจะทำให้อาการของมหิตาเทวีทรุดหนักลง ใกล้กันนั้นมีหม้อโอสถที่เพิ่งถูกยกเข้ามา รอเวลาให้เย็นแล้วจึงจะปลุกพระเทวีขึ้นมาเสวย



             “ท่านภูวิษะ ออกไปก่อนเถอะเพคะ” เป็นคุณท้าวจันทร์หอมที่กราบทูล อีกเดี๋ยวนางตั้งใจจะอบควันกับพระโยนีเพื่อรักษากล่องพระสกุล จึงไม่เหมาะที่จะมีบุรุษใดอยู่ที่นี่ แม้จะเป็นพระสวามีก็มิบังควร



             “ให้เราอยู่กับนางอีกสักครู่เถิดคุณท้าว”



             “เสด็จพี่...” สุรเสียงอ่อนล้าเรียกหาผู้เป็นสวามี



             “ข้าอยู่นี่ อย่ากลัวไป”



             “ลูก...ลูกของเรา น้อง..น้อง...” ยังตรัสไม่ทันจบประโยคดีก็กรรแสงออกมา



             “นี่อาจจะยังไม่ถึงเวลาของเขา อย่าได้เศร้าเสียใจไป” ว่าแล้วจึงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบไล้วงพักตร์หวานล้ำนั้น



             “น้องไม่ดีเอง...”



             “ไม่เป็นไร” ภูวิษะเจ้าตรัสซ้ำทุกครั้งที่พระชายาตรัสโทษองค์เอง



             “ครรภ์ยังอ่อนแบบนี้ดูยากนัก หม่อมฉันเองก็บกพร่องไม่ทราบว่าทรงตั้งพระครรภ์ มิเช่นนั้นจะไม่ยอมให้เสด็จไปไหน” คุณท้าวจันทร์หอมมีสีหน้าเศร้าสร้อยนัก มหิตาเทวีได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งทรงกรรแสง



            “คุณท้าวมันไม่ใช่ความผิดของใคร มิต้องหาตัวผู้กระทำผิด เลือดเนื้อของเรายังไม่ถึงเวลากำเนิดก็เท่านั้น” เมื่อได้ยินรักสั่งคุณท้าวจันทร์หอมจึงปลีกตัวไป ปล่อยให้เจ้านาคราชปลอบประโลมพระชายาไปตามลำพัง



            “พี่ไม่ได้โกรธเจ้า” ทรงตรัสเพียงสั้นๆ แล้วยกหัตถ์ลูบพระนลาฏชายา
“พักเถิด เดี๋ยวคุณท้าวจะให้ยาเจ้าแล้ว” ทรงตรัสกับมหิตาเทวีอีกสองสามคำ แล้วเสด็จออกจากห้องบรรทมไป โดยมีหญิงสาวจากอนาคตกาลเดินตามไปห่างๆ แต่ไม่มีใครมองเห็นหล่อน



             “เจ้าภูคะ....” หล่อนเรียกเมื่อเห็นเขาหยุดเดิน ภูวิษะเจ้าไม่มีท่าทีจะได้ยินเสียงเรียก



              วรองค์สง่าประทับนิ่งเม้มโอษฐ์แน่น ดวงพักตร์แม้มิได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา แต่แววเนตรนั้นหม่นหมองไม่น้อย แม้ไม่มีใครบอกเคียงฟ้าก็ดูออกว่าเจ้านาคราชเสียใจเพียงใด หล่อนอยากปลอบโยนเขาแต่ติดที่ว่าตนเองเป็นเพียงรูปเงาไม่สามารถสัมผัสใครหรือสิ่งใดได้



              “นี่อาจเป็นสิ่งที่มหิตาต้องชดใช้แก่กุสุมาลย์....” เป็นดำรัสเบาๆ คล้ายถ้อยรำพึง



              “อโหสิเถิดหนา...นางแลกด้วยชีวิตของลูกเราแล้ว” หญิงสาวฟังแล้วยืนตัวเย็นเฉียบ ก้อนสะอื้นจุกขึ้นมาในลำคอ แล้วสองตาก็คลอด้วยน้ำใส



              “ค่ะ...มันคงจะเป็นอย่างนั้น ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต” หล่อนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “แต่..ลูกในท้องไม่รู้เรื่องด้วย” เคียงฟ้ายกมือขึ้นรูปท้องตนเองราวกับเป็นหล่อนที่แท้งลูก



              “คงเป็นกรรมของเรากับนาง...” ตรัสถึงประโยคนี้ก็ทรงถอนหทัยออกมาโดยแรง ภูวิษะเจ้าประทับนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่งก็เสด็จดำเนินไป ทิ้งให้เคียงฟ้านั่งทอดถอนหายใจอยู่เดียวดาย



             “นั่นสินะ...กรรมที่คุณกับลูกต้องมาเกี่ยวข้อง” แล้วน้ำตาก็ทะรักออกมาจากสองตา แม้หล่อนไม่เคยแต่งงาน แต่ความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่เพิ่งเสียลูกไปเป็นอย่างไรนั้น หล่อนได้รับกระแสนี้จากมหิตาเทวีอย่างเต็มเปี่ยม



              หลายวันผ่านไปมหิตาเทวีมีพระอาการดีขึ้น แต่หมอหลวงยังไม่อนุญาตให้พระสวามีภูวิษะเจ้าเข้ามาร่วมห้องบรรทมได้ตลอดทั้งเดือน เนื่องจากการรักษาอาการจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการรมสมุนไพรด้วย เคียงฟ้าเฝ้าดูอาการของมหิตาเทวีอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงแล้ว หล่อนก็ตามเสด็จนาคเจ้าไปที่ต่างๆ ซึ่งก็พบว่ากิจกรรมส่วนใหญ่หมดไปกับการวางแผนการรบ นอกจากนั้นมิได้ไปไหนอีกนอกจากไปภาวนาจิตที่นาคาลัย หรือนานๆ ทีก็ออกไปที่ตลาดล่างบ้าง



             “มหิตา...ฉันไม่เห็นว่าเจ้าภูมีพฤติกรรมน่าสงสารว่าจะนอกใจเธอเลย” หล่อนละคำว่าหรือเพราะพี่กุสุมาลย์ไม่อยู่แล้วกันเล่า แต่เพียงครู่เดียวก็สลัดศรีษะไล่ความคิดนั้นทิ้ง หล่อนพยายามทำใจเป็นกลางไม่เอนเอียงไปตามที่มหิตาเทวีดำริ



             การตกพระโลหิตครั้งนี้มิใช่เพียงสร้างความเสียพระทัยให้กับเทวีน้อยเท่านั้น แต่ยังเพิ่มพระอาการวิตกและดำริมากจนซึมเศร้า อาจเป็นเพราะพระวรกายยังไม่ปรกตินักก็เป็นได้ เพียงแต่มหิตาเทวีมิเคยตรัสสิ่งที่เฝ้าดำริเฝ้าวิตกอยู่ในพระทัยให้พระสวามีสดับเลย



             เกือบสามเดือนพระอาการจึงเป็นปกติ วันเวลาแห่งศึกสงครามถูกกำหนดฤกษ์ขึ้นแล้ว นับว่าช้ากว่าที่ควรไปเสียด้วยซ้ำ ตามฤกษ์เดิมควรจะเดินทางตั้งแต่แรมที่แล้ว ทว่าสงครามมิใช่ใครเร็วใครได้ดั่งเช่นการค้าขาย หากรั้งรอดูท่าทีเมืองพะโคว่าจะสนับสนุนปาลปุระอย่างออกหน้าหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นแล้วการเตรียมจำนวนไพร่พลก็ต้องเปลี่ยนไป จำนวนเสบียงก็เช่นกัน แต่เมื่อประเมินจนแน่ใจในสภาพการณ์แล้วจึงได้กำหนดฤกษ์ตีเมืองปาล



              “ว่ายังไงนะ อีกสิบวันอย่างนั้นรึ? ไฉนกระชั้นเช่นนี้” มหิตาเทวีอุทานออกมาหลังจากสดับข่าวจากศรีดาราผู้เป็นบุตรีขุนพลมหัทธนะ แน่นนอนว่าข่าวนี้นางรู้จากบิดาของนางจึงมิใช่เรื่องเลื่อนลอย



            “กะทันเพียงนี้ แล้วข้าจะทำเช่นใดดี” แน่งน้อยโฉมงามทรงพัตราภรณ์งดงามสมเป็นขัตติยะนารี แต่ภายในพระทัยนั้นไม่ต่างกับสตรีทั่วไปที่หึงหวงสามี



            “อีกแค่ 10 วันเท่านั้น หรือข้าควรจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ ทูลขอร้องอีกครั้ง” ตรัสพลางเสด็จดำเนินไปมาด้วยท่าทางว้าวุ่น



            “โถ...อย่าเลยเพคะ” ศรีดารายังจำภาพที่เทวีแห่งนางพลัดตกบันไดตำหนักหลวงได้ชัดเจนจึงร้องห้าม



            “ประเดี๋ยวพระแม่เจ้าจะพิโรธเอานะเพคะ อีกอย่างเมื่อฤกษ์ศึกกำหนดแล้ว จะไปทูลขอแบบนี้จะกลายเป็นที่ครหาได้”



             “นั่นสิเพคะ ทรงสงบใจเถิด ไม่นักท่านภูวิษะจะนำชัยกลับสู่จุมภะ” ปทุมมาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทูลทัดทาน



              “ก็นั่นแล...พี่ปทุมมา หากทรงกำชัยกลับมา มีหวังจะได้นางหญิงเมืองปาลกลับมาเป็นบรรณาการ ข้าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ข้าไม่มีวันรับนางหญิงเมืองปาลมาร่วมตำหนักเด็ดขาด”



             “คงไม่หรอกเพคะ อย่างไรนางก็เป็นเจ้าหญิง คงจะสร้างตำหนักใหม่ให้”



            “พี่ศรีดารา!!” ดวงเนตรงามเขม่นมายังนางคนสนิททันที ศรีดารารู้ตัวว่าพลาดจึงรีบปิดปาก



            “อย่าไปสนใจแม่ศรีดาราเลยเพคะ หม่อมฉันว่าพระแม่เจ้าเข้าพระทัยถึงพระทัยของพระเทวีดี เมื่อถึงเวลาคงจะช่วยทูลทัดทานมิให้ถวายเจ้าหญิงเมืองปาลให้แก่ท่านภูวิษะเป็นแน่เพคะ”



            “พี่ปทุมมา คิดอย่างนั้นรึ? แล้วพระบาทเจ้าเล่า? ท่านจะทรงยอมตามที่ทูลขอหรือไม่ เสด็จพ่ออาจจะเห็นว่านี่เป็นเรื่องเหลวไหลของสตรีก็เป็นได้” นางกำนัลคนสนิททั้งสองเงียบเสียงไป มิกล้าวิพากษ์พระดำริของพระบาทเจ้า



            “ถ้าอย่างนั้น...ทูลขอท่านภูวิษะตรงๆ ดีไหมเพคะ?” เมื่อฟังศรีดาราเสนอความคิดแล้ว สีพระพักตร์มหิตาเทวีกลับอ่อนล้าลงทันที ทรงหยุดดำเนินไปมาอย่างเมื่อครู่แล้วประทับลงบนพระแท่น



            “เสด็จพี่...จะเห็นเราเป็นหญิงน่ารำคาญหรือไม่”



            “ทรงเป็นคู่บารมีกัน การกล่าวความนัยคงมิใช่เรื่องผิดแปลกอันใดกระมังเพคะ”



            “ศรีดารา เจ้าก็พูดไป”



            “เอ๊ะ? หรือมีวิธีดีกว่านี้เล่าปทุมมา”


            “แต่ฉันเห็นดีด้วยนะ พูดกับเจ้าภูเถอะมหิตา” เคียงฟ้าที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นมา แม้ไม่มีใครได้ยินหล่อน แต่หญิงสาวคิดว่ากระแสนี้น่าจะส่งถึงมหิตาเทวีได้



             “ลองดูนะเพคะ ท่านภูวิษะรักพระเทวีปานนี้ คงจะไม่ขัดคำขอ” ศรีดาราสนับสนุน



             “...ข้าจะลองดู”



             “ดีแล้วล่ะ” เคียงฟ้าตอบอย่างโล่งใจ แต่หล่อนหารู้ไม่ว่ามันเป็นเพียงความสบายใจแค่ชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



              เปลวฟ้าร้อนแรงแดดยังไม่ละแสง หากขบวนเสด็จของพินทุมณีเทวีมิได้ย่อท้อกับความความร้อนในเพลาใกล้เที่ยง เสลี่ยงของพระนางหยุดลงตรงหน้าพระตำหนักของมหิตาเทวี นางกำนัลภายในตำหนักต่างจ้องมองด้วยความฉงนก่อนจะรีบออกไปถวายพระพรและทูลเชิญเข้ามาภายใน



              “อุ๊ย...เสด็จมาแต่แดดจ้าปานนี้ ข้าเห็นลางร้ายลอยมาแต่ไกลเทียว” ศรีดาราซุบซิบกับคุณท้าว แต่โดนตบปากเสียก่อน



              “อย่าได้พูดพล่อยๆ มิเช่นนั้นมีกี่หัวก็ไม่พอให้ตัด” เมื่อตำหนินางคนทะเล้นแล้วจึงจะออกไปรับเสด็จพระพี่นาง



             “คุณท้าว..เดี๋ยวก่อน” ศรีดารารั้งแขนหญิงวัยกลางคนเอาไว้



             “ข้ากลัว พระพี่นางจะมาตรัสอะไรให้พระเทวีของเราคิดมากไปกว่านี้น่ะสิ ยิ่งประชวรอยู่” คุณท้าวจันทร์หอมชะงักไปบ้างเห็นจริงดังที่ว่า นางทอดถอนหายใจไม่กล่าวคำใดออกมา ได้แต่ถวายพระพรรับเสด็จตามธรรมเนียม



             “น้องข้าเป็นอย่างไรบ้างคุณท้าว?” พินทุมณีเทวีตรัสถามคุณท้าว



             “พระอาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นอีกระยะเพคะ ยังไม่พร้อมจะออกงานเมือง หรือไปทรงงานใดๆ เพคะ” นางรีบชิงกราบทูล



             “ใช่เพคะ หมอหลวงสั่งให้ทรงบรรทมมากๆ นี่ก็ยังบรรทมอยู่เพคะ” ศรีดารารีบทูลเป็นคู่กับคุณท้าว



             “อย่างนั้นรึ? งั้นมิต้องให้นางออกมาต้อนรับเราดอก คงยังเดินเหินไม่สะดวก” สองนางกำนัลต่างวัยพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก



             “เราจะเข้าไปเยี่ยมนางในห้องบรรทมเอง” สิ้นดำรัสคุณท้าวจันทร์หอมได้แต่อ้าปากค้าง ส่วนศรีดาราทำตาเบิกค้าง



             “เอ้อ...ไม่ดีกระมังเพคะ พระเทวียังบรรทมอยู่เลย” นางคนทะเล้นที่ทูลห้าม แต่ไม่เป็นผล



             “เราไม่ทำให้นางตื่นดอก เพียงแต่จะเข้าไปดูนางสักหน่อยเท่านั้น เจ้ามิต้องกังวลไป” พินทุมณีเทวีตรัสแล้วแย้มสรวลงดงามให้กับเหล่านางกำนัล ก่อนจะดำเนินไปทางห้องบรรทม คุณท้าวจันทร์หอมเห็นดังนั้นจึงรีบกุลีกุจอตามเสด็จไป



              ภายในห้องบรรทมนั้นมหิตาเทวีมิได้บรรทมอยู่ตามที่ศรีดารากล่าว หากทรงพักผ่อนอยู่เท่านั้นโดยมีปทุมมากำลังโบกพัดให้ เมื่อเห็นพระพี่นางเสด็จมาจึงรีบถวายพระพร ส่วนมหิตาเทวีมีสีพระพักตร์แปลกพระทัยปรากฏขึ้น



             “ไม่ต้องลุกขึ้นดอก อย่ามากพิธี เจ้าเป็นอย่างไรบ้างน้องพี่ ดูจากสีหน้าอาการคงดีขึ้นแล้วใช่ไหม?”



             “ดีขึ้นแล้วเพคะ ขอบพระทัยที่มาเยี่ยม” ว่าแล้วจึงหันไปสั่งคุณท้าวให้เตรียมเครื่องหวานออกมาต้อนรับ



             “ข้ารู้ข่าวเจ้าก็ใจหายนัก นึกอยากมาเยี่ยมเสียนานแล้ว แต่เกรงจะมารบกวนเสียมากกว่า” ศรีดาราได้ยินดังนั้นลอบขมุบขมิบปาก ดีแต่ว่าพินทุมณีเทวีมิได้ทอดพระเนตรเห็นเข้า หาไม่แล้วจะทรงกริ้วนัก



              “หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้วเพคะ” มหิตาเทวีทรงแย้มสรวลตอบอย่างไรพระพี่นางก็มาด้วยความเป็นห่วง จึงทรงลืมเลือนเรื่องในอดีตไปบ้าง ต่างกับเคียงฟ้าหญิงสาวไร้รูปกายเป็นเพียงจิตวิญญาณจากอนาคตกาล หล่อนเม้มริมฝีปากแน่นแล้วส่ายหน้าด้วยความไม่พอใจ เพราะมั่นใจว่าพระพี่นางมักมาพร้อมเหตุอัปมงคล



              “แล้วภูวิษะเล่า เขาไม่อยู่รึ?” นั่นปะไรเล่าเริ่มต้นคำถามก็ไม่น่าฟังเสียแล้ว



             “เพคะ” องค์ขนิษฐาตรัสตอบสั้นๆ



             “ทั้งเขาและเจ้าคงเสียใจกับเหตุที่เกิดที่ขึ้น” มหิตาเทวีสดับแล้วก้มหน้านิ่งในพระทัยราวถูกสะกิดเอาความเศร้าทั้งปวงขึ้นมาอีกครั้ง



             “จงทำใจเถิดน้องพี่ อีกไม่นานคงจะมีโอรส หรือธิดา มาเกิดในครรภ์เจ้าอีกแน่”



            “เพคะ” มหิตาเทวีทรงรับคำอย่างเศร้าสร้อย



            “อย่าคิดมากน้องพี่ เจ้ายังไม่แข็งแรงนักเดี๋ยวจะพาลป่วยไปอีก” ทรงโอบกอดปลอบประโลมด้วยท่าทางรักใคร่ราวไม่มีเรื่องใดขุ่นข้องหมองพระทัยกันมาก่อน เคียงฟ้าเกือบจะซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระนางอยู่แล้วเชียว หากไม่ได้ยินถ้อยดำรัสประโยคต่อมา



            “ภูวิษะเล่า เขาดูแลเจ้าดีหรือไม่? นี่กระไรเจ้าป่วยอยู่แท้ๆ ทำไมอยู่ไม่ติดบ้านเลย”



            “เอ้อ...ท่านภูวิษะไปประชุมเรื่องการศึกเพคะ หากพ้นราชกิจก็มาอยู่เป็นเพื่อนพระเทวี” เป็นนางคนคิ้วเข้มหน้าเดิมที่ทูลขัดขึ้นมา พินทุมณีเทวีขมวดพระขนงแล้วปลายพระเนตรไปมองนางอย่างไม่พอพระทัย



            “เพคะ เสด็จพี่ภูวิษะดีกับน้องมาก พอราตรีย่างเข้ามาหากยังมิได้บรรทม ก็ทรงบรรเลงพินเปี๊ยะให้หม่อมฉันฟัง” สีพระพักตร์ยามตรัสนั้นอิ่มเอมพระทัยยิ่งนัก พระพี่นางจึงได้แสร้งแย้มสรวลตามมิได้หันไปเอ็ดอึงศรีดารา แต่นางตัวดียังไม่หยุดเล่าถวายแค่นั้น



             “ทรงเล่นได้ไพเราะมากด้วยนะเพคะ ”



             “นี่! ภูวิษะเล่นเพลงให้ฟังในห้องบรรทมเจ้าก็อยู่ด้วยงั้นรึ? ข้าใจว่าน้องข้ากับสวามีต้องการอยู่กันตามลำพังเสียอีก” ลูกสาวขุนพลมหันทนะโดนตำหนิก็ก้มหน้หลบพระเนตร



              “มิได้อยู่กันตามลำพังหรอกเพคะ หมอหลวงทรงห้ามมิให้เสด็จพี่ร่วมห้องบรรทมจนกว่าหม่อมฉันจะดีขึ้น เมื่อทรงบรรเลงเพลงส่งน้องเข้านอนแล้วจึงค่อยกลับออกไป เลยพลอยได้ฟังกันไปหมด”



              “อย่างนั้นรึ? คนหน้าตึงพรรคนั้นไม่น่าเชื่อ เพลาอยู่กับเจ้าช่างอ่อนหวานนัก” มหิตาเทวีสดับดังนั้นก็แย้มสรวลเป็นการใหญ่ ในขณะที่เคียงฟ้าต้องเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วลอบบ่นพึมพำเบาๆ



              “อิจฉาล่ะสิ!”



              “ศรีดาราเจ้าว่าอย่างไรนะ?”



             “หม่อมฉันมิได้พูดอะไรนะเพคะ”



             “เมื่อกี้ข้าได้ยินนะ เจ้าว่าข้า...” พระนางตรัสแล้วก็ทอดพระเนตรมองคนรอบกาย พบเห็นสีหน้าประหลาดใจแม้แต่นางบัวลออคนสนิทยังส่ายหน้าบุ้ยใบ้ว่าไม่ได้ยินศรีดาราพูดอะไร ส่วนต้นตออย่างเคียงฟ้ารีบยกมือขึ้นปิดปากเกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่เสียแล้ว



              พินทุมณีเทวีห่อพระโอษฐ์ขยับจะตรัสบริภาษออกมา แต่ก่อนจะมีเรื่องราวอันใดมากไปกว่านั้น พระขนิษฐาก็ทรงตัดบทไปเสียก่อน



             “เสด็จพี่ภูวิษะก็คงจะอยู่กับน้องได้แค่ช่วงนี้แลเพคะ ไม่รู้ว่าไปทำศึกหนนี้จะต้องห่างกันนานเท่าใด”



              “คงไม่นานดอกเพคะ ศึกเมืองปาลมิใช่ศึกใหญ่” ศรีดารารีบทูลเอาพระทัย



              “นี่ใกล้จะต้องไปแล้วรึ?”



              “อีกสิบวันจะได้ฤกษ์ตีเมืองปาลแล้ว” ตรัสแล้วก็ทอดถอนหายใจ



              “เจ้ากังวลสินะน้องรัก จงเชื่อเถิดว่าสวามีเจ้าจะนำชัยกลับมาอย่าได้วิตกไป”



              “เพคะ”



              “ข้ารู้ว่าเจ้าวิตกเรื่องใดอยู่ ข้าได้ยินว่าเจ้าถึงขั้นไปทูลขอเสด็จแม่มิให้ภูวิษะไปรบเสียด้วยซ้ำ” มหิตาเทวีมิได้ประหลาดพระทัยมีเรื่องใดบ้างที่จะรอดพระเนตรพระกรรณพระพี่นางไปได้ ในขณะที่เคียงฟ้าส่ายหน้าอย่างอ่อนระอา ในใจก็เผลอคิดไปว่า หากพินทุมณีเทวีเกิดในยุคสมัยของหล่อนละก็ คงได้เป็นคอลัมนิสเรื่องซุบซิบไฮโซเป็นแน่แท้



             “เหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อมั่นในสวามี เขาเคยทำสิ่งใดให้เจ้าเสียใจรึ? เจ้าเห็นเขาเป็นคนอสัตย์รึ? ดูอย่างคราวที่แล้วเป็นอย่างไร กลายเป็นว่าเสด็จพี่กมลาภาต้องกลายเป็นคนอกตรมแทนเจ้า เยี่ยงนี้แล้วไฉนเจ้าจึงคลอนแคลนในตัวภูวิษะนัก” เป็นถ้อยดำรัสที่ผู้ใดก็มิคาดคิดว่าจะได้ยินจากโอษฐ์ของพินทุมณีเทวี ทำเอาทั้งเคียงฟ้า ศรีดารา ปทุมมา หรือแม้แต่คุณท้าวก็ล้วนแต่ต้องอึ้งค้างไปด้วยความฉงน



             “เสด็จพี่....” ดวงเนตรของมหิตาเทวีเป็นประกายแจ่มใสด้วยความยินดี องค์เองก็มิคาดว่าจะได้รับน้ำทิพย์ชโลมหทัยจากพระพี่นางองค์นี้



             “สิ่งที่เจ้าควรจะกังวลหาใช่ภูวิษะไม่ ผู้ชายทึ่มทื่ออย่างเขาน่ะรึ? จะไปไหนรอด น้องพี่เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งจุมภะปุระหามีนครไหนจะยิ่งใหญ่ทัดเทียมเมืองเราได้ มิหน้ำซ้ำเจ้าส่องกระจกเอาสิ...เจ้าอัปลักษณ์หรืออย่างไร ถ้าเจ้าเสียโฉมอย่างกุสุมาลย์สิจึงค่อยกังวล” ชื่อของนางผู้อาภัพหลุดออกมา สร้างความขมขื่นใจให้คนรอบข้าง แต่ดูเหมือนพินทุมณีเทวียังไม่รู้องค์



             “หม่อมฉัน...อดคิดมากมิได้ตามประสาสตรีเท่านั้นแลเพคะ”



             “เท่านั้นจริงรึ?” ทรงเชยพระหนุองค์ขนิษฐานขึ้นให้สบเนตรพระองค์ “ดูแววตาเจ้าสิ มันไม่ใช่เท่านั้นอย่างที่เจ้าเอ่ยอ้างเลย”



             “ข้าเชื่อว่าภูวิษะภักดีต่อเจ้า แต่...นางหญิงเมืองปาลสิ ข้าได้ยินว่านางเป็นดรุณีน้อยดังดอกไม้ตูมรอแย้มบาน กิริยาท่วงท่าคงน่าชมเชยนัก มิหนำซ้ำยังได้ยินว่าโฉมงามนักขนาดว่านางอายุแค่นี้ยังงามถึงเพียงนี้ แล้วถ้านางอายุย่างเข้าสิบแปดเมื่อใด...คงผุดผาดยิ่ง”



             “เอ้อ...ทรงเคยพบเจ้าหญิงเมืองปาลแล้วหรือเพคะ?” เป็นศรีดาราที่อดไม่ที่จะสอดเข้ามา พักตร์พริ้มกลายกลับเป็นบูดบึ้ง



             “ข้ามิได้หูหนาตาเล่อ แม้มิได้เป็นลูกสาวขุนพลเช่นเจ้า แต่เรื่องแบบนี้มิใช่เรื่องยาก ยิ่งนางใดงาม นามของนางนั้นก็ยิ่งร่ำลือ” 



             “พระเทวีเพคะ ศรีดารานางจะรู้เรื่องอื่นใด นอกจากเรื่องรบราฆ่าฟันเท่านั้น ไฉนเลยจะรอบรู้เท่าเทวีของหม่อมฉันได้เล่า” บัวลออได้ทีก็รีบเหน็บแนมคู่อริและสรรเสริญเทวีแห่งนางอย่างไม่รั้งรอ



             “ความจริง...ถ้าเจ้ามิได้ตกเลือดเสียบุตรในครรภ์ไปคงจะดีกว่านี้” ใครเขาจะอยากแท้งกัน...เคียงฟ้าทำท่าฟึดฟัดขึ้นมาบ้าง



             “เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวล เพราะถ้าหากจำต้องรับนางคนเมืองปาลมาเป็นร่วมหอ แล้วนางเกิดอุ้มครรภ์ขึ้นมาก่อนเจ้าล่ะก็....หึ ข้าไม่อยากจะคิด ภูวิษะจะต้องแต่งตั้งนางให้ขึ้นมาเสมอเจ้า ทีนี้ล่ะพวกเจ้าสามคนเวลาออกงานคงต้องนั่งประกบกัน ข้างหนึ่งก็อัครเทวี อีกข้างก็ราชเทวี กันพอดี”



              สิ่งที่ตรัสออกมานั้นเกินจริงไปบ้าง แต่มิใช่ว่าจะเป็นสิ่งทีเกิดขึ้นมิได้ ดังนั้นทั้งมหิตาเทวีและเคียงฟ้าจึงได้แต่นั่งใบหน้าซีดเผือด



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 05 กันยายน 2556
Last Update : 5 กันยายน 2556 13:15:14 น. 3 comments
Counter : 1055 Pageviews.

 
สนุกมาก รอติดตามอ่านอยู่นะค่ะ
^_^


โดย: NeoMai (iamneomai ) วันที่: 5 กันยายน 2556 เวลา:17:30:03 น.  

 
เบื่อยัยพี่สาวช่างยุ เสียจริงๆ
แต่มหิตาเทวี ก็จิตตกเกินเหตุ มีอะไรไม่พูดไม่ถามกันให้รู้เรื่องรู้ราว.. เฮ้อออ...


โดย: เจ้คนไกล IP: 113.53.96.12 วันที่: 6 กันยายน 2556 เวลา:10:10:04 น.  

 
NeoMai : จริงเหรอ? ดีใจจัง

เจ้คนไกล : นั่นสิคะ เป็นอุทาหรณ์เหมือนกันว่าสามีภรรยามีอะไรต้องคุยกัน คิดเองเออเองเครียดเอง


โดย: แก้วกังไส วันที่: 13 กันยายน 2556 เวลา:0:53:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.