จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
 
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
26 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 8


ตอนที่ 8
รับน้อง

 

                 เคียงฟ้านึกภาพจินตนาการไปถึงวิมุตติรุ่นพี่ที่ตรีภูมิเล่าให้ฟังไม่ออก   เพราะมันช่างขัดแย้งกันอยู่ในตัว  เช่นเขาคนนี้ไม่ชอบสังคม  แต่กลับรับเป็นเจ้าภาพให้ยืมสถานที่รับน้องในคราวนี้  เท่าที่ฟังดูหล่อนสรุปว่าเขาเป็นสุภาพชนที่มากไปด้วยมารยาท   อีกทั้งยังเป็นคนที่ปรับระดับอารมณ์ให้เยือกเย็นได้สม่ำเสมอ  ฟังดูคล้ายใครก็ไม่อาจทำให้วิมุตติเปลี่ยนสีหน้าได้  


                 หญิงสาวคิดว่าคำบอกเล่าพวกนั้นทำเอาหล่อนกับสาวๆ คนอื่นๆ มองเห็นภาพวิมุตติคนนั้นเป็นพระเอกผู้ลึกลับในนิยายไปเลย   หรือไม่พวกรุ่นพี่อาจจะจงใจเล่าให้ดูเกินจริงไว้ก่อนเพื่อแผนการรับน้องก็เป็นได้   แต่ที่น่าแปลกคือไม่มีใครออกตัวว่าเพื่อนสนิทของเขา  นอกจากตรีภูมิผู้ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาวกับเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น  ชายหนุ่มร่างหนานั้นมองโลกในแง่ดี  และเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกโดยมีคติประจำตัวที่ว่า 'ยอมรับคนอื่นอย่างที่ตัวเขาเป็น'  ตรีภูมิจึงเป็นที่รักของเพื่อนๆ และมีมิตรสหายมากมาย  


                คงเป็นเพราะเหตุนี้เองเคียงฟ้าสรุป   วิมุตติจึงไม่ปฏิเสธเมื่อตรีภูมิขอใช้ไร่เหมวัตเป็นสถานที่รับน้อง   หนุ่มรูปทองจึงตอบตกลงง่ายๆ และยินดีจะเป็นผู้อุปถัมภ์การรับน้องหนนี้เอง   โดยคณะเดินทางเสียเพียงค่าเดินทางขึ้นมาเชียงใหม่เท่านั้น   ทุกๆ คนจึงตกลงใจทันที   แม้ว่าหลายคนจะไม่สนิทกับเจ้าของไร่เลยก็ตามที


                "ฟังๆ ดูเขาก็ดีนี่คะ  รวย แถมสปอร์ต" หล่อนสนทนากับตรีภูมิและรุ่นพี่คนอื่นๆ ไปพลางระหว่างที่แจกอาหารกล่องให้คนในรถรับประทานมื้อค่ำกันในรถ


                "น้องฟ้าครับตกไปอีกอย่างหนึ่ง" หนุ่มร่างหนายกนิ้วขึ้นมาโบก


                "อะไรคะ?"


                "ต้องพูดให้ครบประโยคครับ  หล่อ รวย สปอร์ต " ทำเอากลุ่มที่ฟังอยู่พร้อมใจกันหัวเราะกันครืน 


                "จริงค่ะน้องฟ้า  พี่เจ้าน่ะ...เขาหล่อ   หล่อแบบคุณชาย...อย่างกะหลุดออกมาจากวรรณคดี" หญิงสาวผมสั้นรุ่นน้องถัดจากตรีภูมิรุ่นหนึ่ง  หล่อนเคยพบวิมุตติสมัยยังเรียนเอ่ยปากรับรองออกมาอีกคน 


                "อย่างนี้สาวก็กรี๊ดตรึมเลยสิคะ"


                "ช่ายยย..ย" ทุกคนพยักหน้าลากเสียงยืดยาว


                "แต่ไม่ได้แอ้มสักราย  ไอ้เจ้ามันหวงตัว" ตรีภูมิพูดแล้วก็หัวเราะร่า


                "ก็แหม...หล่อรวย ผู้ดีปานนั้น ทางบ้านคงหาคู่ให้เองแหละ" รุ่นพี่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งแทรกขึ้นมา   ซึ่งหลายคนก็พากันพยักหน้า


               "แต่จริงๆแล้วน่ะ....พูดตรงๆ พี่เจ้าแกไม่น่าเข้าใกล้ถึงจะหล่อก็เถอะ" หญิงคนเดิมเล่าไปก็แสดงสีหน้าประหลาด


               "อ้าว? ทำไมล่ะคะพี่จี๊ด? คุณสมบัติก็ออกดี  หรือว่านิสัยไม่ดีกันคะ?" ทำเอาเคียงฟ้าอดสงสัยไม่ได้


              "โน โน อย่าพูดถึงสปอนเซอร์ของเราแบบนั้นสิ   ไอ้เจ้านิสัยดีพี่รับรอง  เพียงแต่มันเงียบเป็นหอยกาบ  สาวๆ เข้าเลยไม่ค่อยเอนจอยแค่นั้นเอง" ยังไม่ทันที่หล่อนจะพยักหน้ารับคำอธิบายนั้น  คนที่เริ่มตั้งข้อสังเกตนั้นก็แทรกขึ้นมา


              "หอยกาบน่ะมันไม่น่ากลัวหรอก  ถ้าแค่นั้นสาวๆ ที่ไหนก็อยากจะงัดฝาหอยทั้งนั้นแหละ  แต่เขาน่ะ...จี๊ดอธิบายไม่ถูกนะ   แต่บรรยากาศรอบๆ ตัวมันทำให้คนอื่นเกร็ง  จะพูดอะไรก็ไม่ถนัดเหมือนเราจะทำพลาดได้ตลอดเวลา  อยู่ใกล้ๆ แล้วเครียดๆ ยังไงก็ไม่รู้   แล้วพี่เจ้าก็ไม่เข้าหาคนอื่นก่อนด้วย  เห็นเขาพูดยิ้มๆ นั่นน่ะมารยาททั้งเพ"


              "ไอ้จี๊ดแกคิดมากไปป่ะ   มันก็ไม่เห็นมีอะไร  ออกจะเอ๋อๆ ด้วยซ้ำ  ถามห่าไรก็ยิ้ม  คิดไม่ออกก็ยิ้ม  อยู่เฉยๆ ก็ยิ้มเหมือนคนเมากัญชาทั้งวันเนี่ยนะทำแกเครียด"


                "ก็มีแต่พี่ตรีคนเดียวนั่นแหละที่เห็นว่าพี่เจ้าเขาเอ๋อน่ะสิ!! ถึงคบกันได้"


                 "แน่ะไอ้นี่...แห้วรับประทานแล้วมานินทาไอ้เจ้า  ยัยองุ่นเปรี้ยวเอ้ย!"


                 ตรีภูมิกลับไม่เห็นอย่างที่คนอื่น   เมื่อเขาออกโรงปกป้องวิมุตติคนนั้น   เรื่องเลยจบลงที่ชายหนุ่มทะเลาะกับหญิงสาวชื่อจี๊ดถึงขั้นทุบกันตุ้บตั้บ   ท่ามกลางแรงเชียร์ของเพื่อนๆ ที่บอกให้จี๊ดทุบตรีภูมิแรงกว่านั้น


                "พี่ตรี...อย่าหาว่าผมเข้าข้างพี่จี๊ดเลยนะ   ขนาดผมเป็นผู้ชายผมยังว่าพี่เจ้าคบยาก  ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก  อยู่กับเขาแล้วรู้สึกเกร็งๆ หายใจหายคอไม่สะดวกชอบกล"


               "นี่เอ็งจะบอกข้าว่า...เอ็งกินแห้วอีกคนเรอะ!!  โอ้ฉิบหายแล้วไอ้เจ้า!! เดี๋ยวก็ถูกผู้หญิงปิ๊ง  เดี๋ยวก็ถูกเกย์เล็ง" ตรีภูมิแสร้งตีโพยตีพายเสียงดังติดตลก   จนคนอื่นส่ายหน้าแล้วส่งเสียงห้ามขึ้นพร้อมเพรียงกัน


                "ใช่ที่ไหนเล่าพี่!! นี่ผมพูดจริงจังนะ"


                "พี่ตรีอย่ามั่ว  พี่เจ้าน่ะ...เป็นคนแปลกๆ จริงๆ ที่พี่คบกับเขาได้นี่ก็เพราะพี่ประหลาดด้วยไง!!"


                "อ้าวๆๆ ?!! ไอ้พวกนี้วอนเสียแล้ว" จากนั้นตรีภูมิก็ทุ่มเถียงกับใครต่อใครให้วุ่นวายไปหมด   จนกระทั่งพงศ์เทพนักศึกษาตกรุ่นปี 5 อีกคนแทรกขึ้นมา


                "ไอ้ตรี...เอ็งน่ะเคยมองใครเขาแปลกบ้างไหม? ถ้าไม่แปลกเจ้าจะเป็นของแปลกประจำคณะเราได้ไง  ถ้าเอ็งไม่รู้ข้าจะบอกให้ว่าเจ้าเขาประหลาดยังไง  เอ็งจำปีที่เราไปรับน้องปีหนึ่งกันได้ไหม? " ตรีภูมิพยักหน้าหงึกหงัก   คนถามจึงเล่าต่อ  ทำเอาเคียงฟ้าสนใจไปด้วย


                "ปีนั้นน่ะ...." พงศ์เทพรำลึกความหลังขึ้นมา


                รถวอลโว่สีดำปลอดแล่นนำขบวนเข้ามาจอดหน้าคณะ  แล้วติดตามด้วยเมอร์ซีเดสเบนซ์สีงาช้างคันหรู  ก่อนจะตบท้ายด้วยวอลโว่สีและรุ่นเดียวกับคันหน้าสุดแล่นมาปิดท้ายเป็นคันที่สาม  จากนั้นคนในชุดสูทจากรถสีดำทั้งสองคันก็ลงมาเปิดประตูให้คนในเมอร์ซิเดสเบนซ์นั้นลงมา   ภาพนั้นเรียกให้คนทั้งคณะที่จะเดินทางไปรับน้องจ้องมองมาเป็นตาเดียว   เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาก้าวลงมา  ร่างนั้นสูงโปร่งสง่างาม  ไว้ผมยาวสลวยลงมาถึงกลางหลัง   อีกทั้งยังมีดวงตาคมกริบประดับอยู่บนดวงหน้างดงามปานเทพบุตร   เรียกได้ว่าเด่นสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น   พ่อเลี้ยงสรวงก้าวตามลงมาเป็นคนถัดมา  พวกรุ่นพี่จึงได้สติรีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับน้องใหม่   นายสรวงนั้นหาได้สนใจจะพูดคุยกับสต๊าฟรับน้องเลยเสียด้วยซ้ำ   ได้แต่หันมาคาดคั้นบุตรชาย


                "วิมุตติแน่ใจหรือว่าจะไป?  งานรับน้องก็เป็นไปตามวัยคะนองบางทีอาจจะเลยเถิด" สีหน้าชายวัยกลางคนบึ้งตึงบ่งบอกว่ากังวลใจเป็นอย่างมาก 


               "มันเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคมในมหาวิทยาลัยนี่พ่อท่าน  อย่ากังวลเลยเดี๋ยวเราก็กลับ" การสนทนานั้นอยู่ในความสนใจของทุกคนในที่นั้น


               "แต่...พ่อ เป็นห่วงคุณ   เดี๋ยวคนอื่นจะลามปามเอาแล้วคุณจะรับได้รึ ? " ยิ่งฟังยิ่งน่าพิศวงเมื่อบิดาเรียกขานลูกชายว่าคุณทุกคำ


               "มันเป็นสิ่งที่คนทั้งคณะจะต้องพบเจอ  ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแค่เราคนเดียวนี่"


               "แต่พ่อก็ไม่อยากให้คุณไปจริงๆ  ไม่ไปได้ไหมเดี๋ยวจะคุยกับอธิการให้"


               มาจนถึงประโยคนี้หลายคนแอบอ้าปากค้าง   รุ่นพี่ที่ดูแลในปีนั้นจึงถือโอกาสสอดแทรกเข้าไปทำความเข้าใจ


               "เอ่อ...สวัสดีครับคุณลุง" 


                เขาไม่กล้าเรียกนายสรวงว่าคุณพ่อ  เหมือนดังที่เรียกบิดาของรุ่นน้องคนอื่นๆ  ด้วยเพราะสีหน้าของสรวงนั้นเคร่งขรึมบอกบุญไม่รับเอาเสียเลย    ข้างฝ่ายบิดาของน้องใหม่มิได้รับไหว้  เพียงแค่ปรายตามาดูเล็กน้อยเท่านั้น   แล้วจึงหันไปสนทนากับบุตรชายต่อ


               "ว่ายังไง? ไม่ไปได้ไหม?" บุตรชายของเขายิ้มน้อยๆ ให้บิดาก่อนจะปฏิเสธ


               "พ่อท่านกังวลเกินไปแล้วรู้ตัวหรือไม่? เรา...เอ้อ..ไม่กี่วันผมก็กลับมาแล้ว" เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยืนยันคำเดิมเขาจึงมีข้อเสนอใหม่ขึ้นมา


               "งั้นเอาสมบูรณ์ กับ พรชัยไปด้วยก็แล้วกัน   พ่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงคุณ"


               "เอ่อ...คุณลุงครับ  รับน้องนี่ปลอดภัยครับ  ไม่ได้ไปรบที่ไหนมีแต่พี่ๆ น้องๆ ในคณะเท่านั้นแหละครับ  รับรองอบอุ่นปลอดภัยไร้กังวลครับ" คนที่แทรกขึ้นมากลับโดนสายตาดุๆ จ้องเขม็งตำหนิเอา  จนต้องเงียบปากไป


               "หึ  หึ พ่อท่าน...วิมุตติไม่ใช่เด็กน้อยอย่างวันวานแล้ว  อย่าได้ห่วงเลยผมดูแลตัวเองได้" เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มสวยนั่นออกมาอย่างใจเย็น  ตรงกันข้ามกับบิดาที่กำลังวิตกกังวล


               "ยืนยันว่าจะไปให้ได้งั้นสินะคุณ?"


               "ก็มาถึงนี่แล้วนี่ครับ  หากมีอะไรผิดปกติผมจะโทรพ่อท่านทันที  อย่าเพิ่งวิตกไปเลย" วิมุตติให้คำมั่นแล้วจึงรับเอากระเป๋าเป้จากคนขับรถ


                 "จะเอาอย่างนั้นก็ได้....นี่! เธอน่ะ" ชายวัยกลางคนท่าทางมากด้วยศักดาหันไปเรียกนิสิตรุ่นพี่ด้วยเสียงทรงอำนาจ  จนคนถูกเรียกใจเต้นไม่เป็นส่ำ


                 "เรียกคนที่รับผิดชอบงานนี้มาให้หมด"


                 "หะ...หา? อะไรนะครับ"


                 "ก็พวกรุ่นพี่ที่ดูแลงานรับน้องนี่น่ะ" 


                 ไม่ช้ารุ่นพี่กลุ่มหนึ่งก็มาพบหน้า  นายสรวงขอยึดบัตรประชาชนของทุกคนเอาไว้  และกำชับว่าหากวิมุตติกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพแล้วจะคืนให้  ทำเอานิสิตเหล่านั้นเหลียวซ้ายแลขวามองหน้ากันและกันด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก


                "พ่อท่านอย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับ" น้องใหม่ตัวต้นเหตุนั่นห้ามขึ้นมา


                "วิมุตติคุณน่ะไม่รู้อะไร   หนังสือพิมพ์ลงข่าวทุกปีรับน้องทีไรน้องตาย ผมก็แค่ต้องการหลักประกันนิดหน่อยเท่านั้น พวกเธอมีปัญหาอะไรไหม?"


                ประโยคท้ายเขาหันไปถามรุ่นพี่ที่ยืนตีสีหน้าไม่ถูก  แต่ละคนแม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ   บัตรประชาชนหลายใบจึงถูกนายสรวงรวบมาเก็บไว้


               "แล้ววันกลับฉันจะคืนให้   ฝากดูแลเขาด้วย จะรับน้องอะไรก็อย่าให้เลยเถิด ไม่ใช่สักแต่เป็นรุ่นพี่มีอำนาจอยู่ในมือ   แล้วจะสั่งให้น้องทำอะไรก็ได้" แต่ละคนรับคำด้วยสีหน้าอึดอัด   ไม่นานนักนายสรวงจึงหันไปสั่งบุตรชายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะอำลาไป


                "ถ้ามีอะไรก็โทรหาพ่อ  แล้ววันกลับจะมารับคุณนะ"


                เด็กหนุ่มไหว้ลาบิดานายสรวงดูจะคลายใจลงบ้าง  แต่ยังหน้าบึ้งตึงอยู่ยามที่กลับไป   โดยหารู้ไม่ว่าได้สร้างปมปัญหาทิ้งไว้ให้วิมุตติเสียแล้ว


                "มึงน่ะ...อย่าก่อปัญหานะเว้ย!! ไม่ใช่อะไรนิดอะไรหน่อยก็สำออยไปฟ้องพ่อ"


                ลับหลังบิดาไม่ทันที่ฝุ่นควันจากรถจะจาง   วิมุตติก็ถูกรุ่นพี่หมายหัวเสียแล้ว  คนที่พูดนั้นผลักไหล่เขาโดยแรงแต่มีคนมาห้ามไว้เสียก่อน


                "ชื่ออะไร ? เดี๋ยวจะเขียนป้ายให้" ในขณะที่อีกคนมาคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงแข็งๆ


                "วิมุตติ"


                "ชื่อเล่นสิ"


                "ไม่มี" สิ้นคำตอบทำเอาคนถามต้องชะงักปากกาที่กำลังจะเขียนขึ้นมาจ้องหน้าเขาอีกครั้ง  แล้วตัดสินใจเขียนชื่อเต็มลงไป


                 "เอ้า...สวมไว้  ส่วนเอาเป้ไปยัดท้ายรถ  แล้วไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ "


                 การเริ่มต้นก้าวแรกในมหาวิทยาลัยของชายหนุ่มก็ไม่ค่อยดีเสียแล้ว  หลายคนพนันว่าเมื่อไปถึงตอนรับน้อง  เขาคงต้องโดนแกล้งหนักกว่าคนอื่นแน่ๆ


                "โอ้โฮ....อะไรจะหวงลูกชายปานนั้น  ถ้ามีแผลกลับมาตาพ่อไม่เล่นงานเละเลยเหรอพี่?" นอกจากเคียงฟ้าแล้วน้องปีหนึ่งคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ใกล้กลุ่มรุ่นพี่ก็เอียงหน้ามาฟังด้วยความสนใจ


                "ก็ใช่น่ะสิ...พี่เห็นแล้วยังกระซิบบอกตรีมันว่า  เดี๋ยวเจ้าต้องโดนหนักแน่ๆ ดันไปทำให้รุ่นพี่เขาหมั่นไส้  แล้วก็จริงเสียด้วยสิ" พงศ์เทพเล่าเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก  ทั้งที่ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว


                "แล้วไงต่อพี่  แล้วมาสนิทกันอีท่าไหนล่ะพี่ตรี ?"


                "ก็ไอ้เจ้ามันมานั่งข้างๆ ก็เลยได้จับคู่เป็นบัดดี้กับมันน่ะ  จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอกไอ้นี่ทื่อๆ บื้อๆ ตามน้ำไม่เป็นแค่นั้นแหละ"


                "ไม่ใช่ตามน้ำไม่เป็น  แต่เจ้าเป็นคนถือตัว  ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ   เห็นท่าทางนิ่มๆ เรียบร้อยๆ แบบนั้นก็เถอะ  บทจะแข็งขึ้นมาก็แรงน่าดู" พงศ์เทพเล่าต่อ


                เมื่อมาถึงรีสอร์ทอันเป็นที่รับน้อง  กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องก็เริ่มขึ้น  เหมือนดังการเข้าค่ายพักแรมทั่วไป   แต่ก็มีบางคนคึกคะนองผนวกกับเขม่นวิมุตติไว้ตั้งแต่แรกพบแล้ว  ในวันนั้นพวกเขาแบ่งรุ่นน้องเป็นกลุ่มๆ แล้วแยกย้ายกันไปทำกิจกรรมตามฐานที่กำหนดไว้   ฐานที่ตรีภูมิและวิมุตตินั้นทำซุ้มเตี้ยๆ จากทางมะพร้าวให้รุ่นน้องคลานลุยโคลนเข้าไป   น้องใหม่ทุกคนแม้จะลำบากสกปรกเลอะเทอะกันทั่วหน้า  แต่ก็ยังหัวเราะกันได้สองหนุ่มเองก็เช่นกัน   แต่พอมาถึงสุดทางรุ่นพี่ให้น้องผู้หญิงผ่านไปได้  แต่รุ่นน้องผู้ชายถูกบังคับให้คลานลอดใต้หว่างขารุ่นพี่


                 "เร็วๆ สิวะ  มัวแต่มองอยู่นั่นแหละ  เอ้า!! คลานลอดขากูไปไม่งั้นไม่ให้ผ่าน"


                  ความจริงแล้วมันไม่มีในกำหนดการ   แต่เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นหนุ่มรูปทองที่เขม่นกันมาตั้งแต่แรก   รุ่นพี่อย่างอ๊อดจึงคิดแผนการนี้ขึ้นสดๆ ร้อนๆ เพื่อกลั่นแกล้ง


                 "เอ้า! เอากระดูกนี่คาบไปด้วยแล้วคลานมาลอด  มึงก่อนเลยไอ้ผมยาว  เร็วเซ่!! มองห่าอะไรอยู่ได้?" เขาโยนกระดูกขาไก่ที่เพิ่งกินเสร็จลงไปบนพื้น   แล้วสั่งการด้วยใบหน้ายิ้มเยาะทันที


                 "ผมไม่ทำครับ!" 


                 "มึงว่าไงนะ!!?"


                  คนถูกเรียกยืนนิ่งแล้วยิ้มมุมปากอย่างเก็บอารมณ์  แต่แววนั้นทอแสงแรงขึ้น  ในขณะที่คนข้างตัวอย่างตรีภูมิเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี  และเขาเองก็ไม่อยากมุดลอดหว่างขาอ๊อดอีกด้วย


                  "พี่อ๊อด ไม่ไหวมั้ง...พี่ซักกางเกงในบ้างหรือเปล่าไม่รู้  ลอดไปเหม็นตายห่าเลย" เขาแกล้งทำตลกขึ้นมา  คนอื่นๆ ได้ยินเข้าก็หัวเราะกันยกใหญ่  แต่อ๊อดยังไม่เลิกรา


                   "กูสั่งให้มึงคลานลอดขากูเดี๋ยวนี้  จะทำหรือไม่ทำ?"


                "พี่คร๊าบ..บ  ตัวผมใหญ่ขนาดนี้พี่ต้องถ่างกว้างๆ กว่านี้เยอะไม่งั้นลอดไม่ได้นะ   เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเถอะนะๆๆๆ " แต่นายอ๊อดรุ่นพี่ไม่สนใจเขากลับเพ่งเล็งไปที่น้องใหม่รูปงาม  


                "ไอ้ตรีเดี๋ยวมึงก็รู้ว่ากูถ่างขาไหวหรือเปล่า   แต่ไอ้ผมยาวมึงมาก่อนเลยคาบกระดูกนั่นขึ้นมาด้วย" เขาชี้หน้าสั่งเสียงดัง


                "ไม่...ผมจำได้ว่าพวกเราเป็นนิสิตไม่ใช่หมา!!  กิจกรรมมันควรจะอยู่ในขอบเขต  แบบนี้ผมไม่ทำ!!"


                วิมุตติตอบเสียงแข็ง   ทำเอาตรีภูมิต้องกลั้นหัวเราะด้วยความสะใจ   แต่สักครู่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าประเดี๋ยวเรื่องจะไปกันใหญ่   จึงรีบหุบปากเก็บซ่อนเสียงหัวเราะไป   แล้วสะกิดบอกวิมุตติให้ลดราวาศอกกับรุ่นพี่บ้าง  แต่ก็พบว่าไม่ได้ผลเมื่อเพื่อนยังนิ่งอยู่  เขาจึงกล่าวเสนอแนะวิธีการอื่นที่จะไม่ทำให้รุ่นพี่เสียหน้าขึ้นมา


               "เอางี้ดีกว่าไหม....ให้พวกผมคลานมุดซุ้มกลับไปอีกรอบดีกว่านะ....ไหนๆ มันก็เลอะโคลนไปแล้ว  คลานอีกรอบก็ไม่เป็นหรอกจริงไหมเพื่อน?" ว่าแล้วก็ตบไหล่เพื่อนใหม่เป็นเชิงรู้กัน   แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับมุกใดๆ ด้วยซ้ำยังตอบโต้ไป


               "รุ่นพี่...เคยได้ยินหรือไม่  มงคลอยู่บนศีรษะ  ไม่ควรก้มให้ของต่ำหรือคนพาล" ตรีภูมิฟังแล้วทำหน้าปวดหัว เขากระตุกชายเสื้อเพื่อนอีกครั้ง   เพื่อเตือนให้นิ่งเสียก่อนรุ่นพี่จะโมโหแล้วพาลพาโลไปมากกว่านี้


               "มึงว่าใครพาล? ถ้ามึงไม่ลอดขากูมึงอย่าหวังเลยว่า 4 ปีนี้มึงจะเรียนอย่างสงบ" เสียงฮือดังอื้ออึงขึ้นรอบตัว  บรรดาน้องใหม่แสดงสีหน้าไม่พอใจกันเป็นทิวแถว  ส่วนรุ่นพี่ด้วยกันเองก็เริ่มรู้สึกไม่ดี


               "หึ หึ เอาแค่ความใจเฉพาะหน้าเท่านั้นหรือ?  รุ่นพี่...ต้องการแค่นี้เองหรือ?  ผลกระทบจากการกระทำเกินอำนาจนี้  พี่จะรับไหวหรือครับ?"


                 ท่าทางยิ้มเยาะอย่างเปิดเผยกับเสียงหัวเราะดูแคลนนั้น  กระตุ้นให้อารมณ์ขุ่นเคืองของอ๊อดเดือดมากขึ้น  จึงพยายามแสดงอำนาจกลบการเสียหน้ายิ่งกว่าเดิม


                 "อ๋อ...รับน้องแค่นี้มึงจะร้องไห้กลับไปฟ้องพ่อมึงงั้นเหรอ?  พ่อมึงใหญ่นักหรือไง? เอาเซ่...กูจะฟ้องสื่อบอกว่ามึงมันลูกแหง่รับน้องแค่นี้คนอื่นไม่เห็นเขาจะมีปัญหา   อย่านึกว่ามึงรวยแล้วทำได้ข้างเดียวนะเว้ย  กูไม่มีมือไม่มีตีนหรือไง ?!!" วิมุตติส่ายหน้าด้วยความระอา   แล้วจึงหันไปสนทนากับรุ่นพี่คนอื่นๆ


                "พี่ครับ  วันนี้ด่านนี้เป็นด่านสุดท้ายแล้วใช่ไหม?" คนถูกถามพยักหน้าแทนคำตอบ


                "ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ   แล้วพบกันที่บ้านพัก"


                 แล้วชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินหันหลังกลับไป  โดยไม่สนใจแม้แต่จะชายตามองคู่กรณีอีก   อ๊อดเห็นดังนั้นก็ตรงรี่เข้าไปดึงร่างสูงนั้นให้หันกลับมา  แต่ยังไม่ทันได้สัมผัสถูกร่างวิมุตติเลย  ฉับพลันก็ล้มหงายลงดังตึงลงบนพื้นโคลน   เหมือนโดนมือที่มองไม่เห็นกระชากจากด้านหลังจนล้มคว่ำไป   ขณะเดียวกันนั้นตรีภูมิและคนอื่นๆ ก็วิ่งตามมาเพื่อห้ามปราม   แต่มองหาสาเหตุที่อ๊อดล้มไม่เจอ  จึงได้แต่จัดการแยกทั้งคู่ให้ห่างจากกันเสียก่อน   รุ่นพี่คนอื่นๆ ประคองหนุ่มอันธพาลที่ยังมึนงงว่าตนเองล้มลงไปได้อย่างไร   ในขณะที่รุ่นน้องพากันปลีกตัวกลับบ้านไปพร้อมวิมุตติกันหมด


                 "เจ้ามันเท่...มาวันแรกแม่งก็เป็นฮีโร่ปีหนึ่งแล้ว" ตรีภูมิสรุปความ  แต่คนอื่นไม่ยักจะชื่นชมตามเขาไปด้วย


                 "แล้วตกลงพี่อ๊อดแกล้มได้ยังไงคะ?" หลายคนยังจดจ่อกับเหตุการณ์นั้นอยู่ 


                 "อยู่ๆ แกก็ล้มหงายหลังดังตึง  ขนาดตัวเองยังงงเลย" พงศ์เทพเล่าต่อ


                 "เฮ้ย! ก็คงลื่นโคลนแถวนั้นแหละสมน้ำหน้ามัน   อย่าไปคิดมากน่า"


                 "ไม่นะไอ้ตรี  เอ็งวิ่งไปแล้วเลยไม่ทันเห็น   แต่ข้าน่ะ...เห็นเต็มๆ พี่อ๊อดไม่ทันแตะตัวเจ้าก็หงายหลังแล้ว เหมือนโดนใครกระชากเหวี่ยงล้มยังไงอย่างนั้นเลย....ไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ?"


                 "ก็ดีแล้วนี่เสือกกร่างเสียขนาดนั้น ฮ่า ฮ่า สมน้ำหน้ามันว่ะ" ตรีภูมิผู้ไม่เคยคิดมากกลับสรุปผลไปคนละทางกับเพื่อนเลย


                 "ก็อาจจะลื่นจริงๆ ก็ได้นะพี่พงศ์"  คนอื่นๆ ไม่อยู่ร่วมเหตุการณ์ต่างก็คิดว่าพงศ์เทพคิดมากเกินไป


                "มันไม่จบแค่นั้นสิ  ไอ้พี่อ๊อดมันร่ำๆ จะหาเรื่องต่อ   ตอนกินข้าวเกือบวางมวยกับเจ้าอีกรอบ"


                "วางมวยที่ไหน  ไอ้เจ้ามันนั่งอยู่เฉยๆ พี่อ๊อดไปแกล้งมันเองต่างหาก  อยู่ดีๆ ไปเทข้าวมันทิ้ง   กวนตีนโคตร! ดีนะไอ้เจ้ามันใจเย็น   ถ้าเป็นกูล่ะถีบมันไปแล้ว...ของกินอยู่ๆ มาทิ้งขว้างไม่สงสารชาวนาบ้าง"


                "แกก็เห็นแต่เรื่องกินนี่แหละ" กลุ่มเพื่อนได้ทีก็แซวตรีภูมิขึ้นมา


                "ก็นั่นแหละ....พี่อ๊อดหาเรื่องไม่เลิกรา  ดีนะพี่ๆ เขามาลากพี่อ๊อดไปอีกทาง จริงๆ คืนนั้นจะมีทำบายศรีฯ รับขวัญน้องกันด้วย  แต่ดันเกิดเรื่องเสียก่อนเลยกลายเป็นต้องไปโรงพยาบาลแทน   แล้วก็สั่งน้องๆ ห้ามออกจากบ้านพักเลย"


                 "อ้าว? เกิดอะไรขึ้นเหรอพี่พงศ์?"


                 "คืนนั้นพี่อ๊อดโดนงูกัด!"


                 "หา?" เสียงอุทานดังขึ้นจากรอบข้าง


                 "ก็หาเรื่องไม่สำเร็จ  เลยไปนั่งกินเหล้าแล้วบอกว่าจะลุกไปฉี่  แล้วเงียบหายไปเลย  เพื่อนไปตามอีกทีเห็นนอนสลบอยู่กับพื้นที่ขามีรอยโดนงูกัด   ดีนะอุ้มไปส่งโรงพยาบาลทัน   กว่าจะได้ออกจาก รพ.ได้งานรับน้องก็เรียบร้อยไปแล้ว  ประจวบเหมาะดีไหมล่ะ?"


                 "บังเอิญล่ะมั้ง?"


                 "ทีแรกก็คิดกันว่าอย่างนั้น...แต่มันประจวบเหมาะไปหน่อย  พวกพี่ๆ ก็กังวลเรื่องงูกันมากว่ามันจะไปกัดใครเข้าอีกหรือเปล่า?   แต่รู้ไหมเจ้าว่าไง....เขาว่างูจะไม่กัดใครอีกแล้ว  พูดแล้วขนลุกแต่มันก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่า  หลังจากนั้นอีก 2 วันไม่เห็นงูโผล่มาอีกเลย   ส่วนพี่อ๊อดหลังจากกลับมาไม่เท่าไรก็โดนรีไทร์ออก"


                 "เออ...แปลกๆ เนอะ  ว่าแต่พี่เจ้าแกไปฟ้องพ่อเรอะ!! เล่นกันแรงวุ้ย?"


                 "เปล่าไม่ได้ฟ้องหรอก  พี่อ๊อดออกมาแกก็ไปซ่าหาเรื่องที่อื่นอีกคราวนี้เป็นคดีความเลยโดนไล่ออกน่ะ  อีกอย่างรุ่นพี่คนอื่นๆ ขอไว้ไม่ให้เจ้าบอกพ่อ  เจ้าเขาก็ยิ้มๆ บอกว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องเขาไม่ถือสา  ตั้งแต่นั้นมาพวกรุ่นพี่เลยเกรงใจ   รุ่นเดียวกันก็หวาดๆ เขาถือตัวไม่สุงสิงกับคนอื่น  เหมือนคนมียศมีศักดิ์...ไอ้ตรีมันเลยประเคนเรียกเขาว่า 'เจ้าวิมุตติ' ใครๆ เลยเรียกตามตั้งแต่นั้นน่ะ" เสียงอุทานยาวเหยียดจากบรรดาคนที่เพิ่งรู้ที่มาของคำเรียกหานั้น  ดังขึ้นรอบตัว


                 "อ้าว...ก็ดูมาดมันสิ...โอ้ยเก๊กซะอย่างกับพระองค์ชายที่ไหน’เด็จมาปิคนิคแถวนี้...แต่อย่างฮาว่ะ  เรียกไปเรียกมาเสือกมีคนเชื่อด้วยนะ  น้องปีต่อๆ มาเลยเรียกมันว่าเจ้ากันเป็นแถว  ไอ้นั่นก็เนียนไม่ได้แก้ความเข้าใจผิดเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
คงมีแต่ตรีภูมิเท่านั้นที่เห็นเป็นเรื่องขำขัน   แต่พงศ์เทพและรุ่นน้องที่เคยพบวิมุตติต่างก็ได้แต่ยิ้มเก้อๆ


                 "ก็มันน่าเชื่อนี่พี่ตรี  ท่าทางพี่เจ้าเขา...ผู้ดีออกปานนั้น" นพชัยสนับสนุนขึ้นมาอีกเสียง


                 "อยากเห็นจังเลยค่ะ  จะหล่อ จะเท่ อย่างที่ร่ำลือกันจริงหรือเปล่า?  ว่าแต่เขามีแฟนหรือยังคะ?" มิรันตีรุ่นน้องหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาด้วยสายตาเป็นประกายทันที


                 "ไม่เห็นมันบอกว่ามีนะ....แต่ถึงไงมันก็ไม่สนแกหรอกยัยแอน"


                 "เอ๊ะ ! พี่ตรีนี่!! พูดแบบนี้ได้ไงน่ะ  แอนออกจะน่ารักซะปานนี้เขาอาจจะชอบแอนก็ได้ใครจะรู้"


                 เสียงต่อว่าต่อขานนั้นเรียกเสียงหัวเราะในวงสนทนาให้ครึกครื้น  เคียงฟ้าเองก็เช่นกันหญิงสาวนั่งหัวเราะตามเพื่อนๆ ไปด้วย   ในใจนึกวาดภาพวิมุตติไปพลาง   แต่น่าแปลกหล่อนไม่ยักจะตื่นเต้นที่จะได้เจอหนุ่มหล่อ   ตรงกันข้ามความกังวลใจบางอย่างกลับก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

 

 

(จบตอนที่8)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 12:06:48 น. 0 comments
Counter : 1905 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.