จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 กรกฏาคม 2559
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 77




ตอนที่ 77


            แก้วตาราเทวีถูกปลุกจากภวังค์เมื่อขบวนใกล้ถึงจุมภะเข้าไปทุกขณะ เทวีน้อยแหวกม่านโปร่งทอดพระเนตรออกไปภายนอกแดดยามเช้าทอแสงอ่อนๆ อีกไม่นานจะเข้าเขตกำแพงเมืองแล้ว จะต้องเปลี่ยนมาทรงคชสารเข้าประตูนครอย่างสมเกียรติ จึงรู้สึกตื่นเต้นนัก


           “จะไม่หยุดพักให้เปลี่ยนมาประทับช้างแทนรึ?” พระนมแปลกใจเมื่อไม่เห็นทีท่าว่าจะหยุดขบวนลงที่ใด จึงชะโงกหน้าไปถามทหารคุ้มกันที่เลียบม้าอยู่ข้างเกวียน


            “เจ้าราชบุตรว่ามิต้อง ให้เข้าไปข้างในก่อนค่อยขึ้นทรงช้างตอนเสด็จเข้าวังทีเดียว”


            “ไฉนเป็นอย่างนั้นเล่า แบบนี้มิผิดทำเนียมรึ? พระเทวีของข้าสมควรได้รับการแห่แหนเข้าประตูเมืองสิ!” นางนมขมวดคิ้วเสียงเริ่มดังขึ้น


            “พระนมประตูบูรพาทิศนี้ มิได้ผ่านบ้านเรือนดอก เห็นจะมีแต่ชาวป่าชาวดอยนำของมาขายข้างทาง ในวันที่มีตลาดเท่านั้น นอกนั้นก็มีแต่ทางเกวียนขนส่งเสบียงเท่านั้น สู้ไปผลัดม้าผลัดช้างในศาลาข้างในดีกว่า จะได้ล้างหน้าล้างตากันด้วย” พระนมอยากโต้แย้งแต่นึกหาคำเถียงมิได้ จึงผลุบหน้ากลับเข้าไปในเกวียน นึกกังวลไปไกลเห็นทีการมาครั้งนี้จะมิได้รับการต้อนรับด้วยการเต็มใจจากจุมภะเป็นแน่แท้


           “เขาว่ายังไงบ้างนม”


           “เอ้อ...พ่อคนนั้นว่าเดี๋ยวพอขบวนผ่านประตูไปจะไปพักที่ศาลาข้างในสักครู่ ให้พระเทวีได้พักสักครู่เพคะ แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นขึ้นช้างเผือกเข้าไปในวัง” เทวีน้อยสดับแล้วพยักพักรับเรียบๆ มิได้คิดสิ่งใดไปไกลมากมายเช่นนางนม


            “ก็ดีเหมือนกัน...ข้าปวดเบา ถ้าได้หยุดขบวนก่อนเข้าวังจะดียิ่ง”


            “จริงด้วยเพคะ สะดวกกว่าตั้งมากมาย มิเช่นนั้นแล้ว....”


            “มีหวังได้วิ่งไปหลังพุ่มไม้สินะ ฮ่า ฮ่า” แก้วตาราเทวีแย้มสรวลออกมา ความสดใสของพระองค์ทำให้นางนมและนางกำนัลที่ติดตามมาพากันเราะไปด้วย


            “นั่นสิเพคะ เจ้าราชบุตรช่างรอบครอบนัก ผลัดขบวนข้างในดีกว่าเป็นไหนๆ” พระนมกล่าวแล้วค่อยโล่งใจขึ้นเมื่อพบว่าความกังวลของตนเองนั้นทำให้คิดมากเกินไป


            ไม่นานนักขบวนเสด็จจึงผ่านประตูเวียงด้านนอกเข้าไปสู่ภายใน เกวียนเทียมวัววิ่งเหยาะๆ ได้ราบเรียบขึ้นกว่าหนทางภายนอกเป็นอันมาก ผู้คนในเวียงที่อยู่ประตูด้านบูรพาทิศนั้นมีไม่มากเท่าประตูทักษิณ กับประตูหน้าเวียงด้วยเหตุว่าด้านนั้นมีตลาดริมน้ำ ผู้คนที่ด้านในเวียงนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่สองข้างทาง ด้วยมีทหารคอยถือหอกคอยยืนกำกับเป็นระยะ  


              จนขบวนนั้นห่างกลุ่มคนออกไปเกวียนก็วิ่งเร็วขึ้น ตามม้านำขบวนที่เร่งฝีเท้าไปจนถึงประตูเมืองชั้นที่สอง เมื่อได้รับสัญญาณบานทวารไม้สักขนาดใหญ่โตก็เปิดออก หทัยของแก้วตาราเทวีเต้นแรงขึ้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นขบวนทัพย่อยๆ ตั้งแถวรอรับเสด็จอยู่ที่ประตูนี้ แต่ละแถวมีตุง [1]ทำจากผ้าปักลายสวยงามยิ่งเมื่อต้องลมก็พัดไสว


             เสียงแตรงา [2]ดังขึ้นเมื่อแลเห็นหัวขบวนเจ้าสาว จากนั้นมโหรีก็บรรเลงทั้งเครื่องดีด เครื่องสี ตี เป่า กลอง แตรสังข์ กังสดาล หรทึกกึกก้อง นักฟ้อนออกมารำ ระบำ ฟ้อน และโปรยดอกไม้อำนวยพร สรรพเสียงประสานเป็นดุริยคีตาน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เมื่อขบวนเสด็จเข้ามาใกล้ หัวขบวนแหวกออกเป็นช่อง ม้านำขบวนหลบไปสองข้างทาง เปิดทางให้นางรำมาฟ้อนอยู่หน้าเกวียนด้วยลีลาชดช้อย จวบจนสรรพเสียงรื่นเริงซาลง นางนักฟ้อนเหล่านั้นจึงจบท่ารำลงด้วยการหมอบกราบลงบนพื้นหน้าเกวียน ก่อนจะลุกแยกตัวออกไปปล่อยให้บุรุษผู้หนึ่งก้าวมาเบื้องหน้า


              “เชิญเสด็จเถิด...เทวีแห่งปาลปุระ ท่านมาถึงจุมภะแล้ว”


            ความแก้วตาราเทวีสดับแล้วก็พลันตื่นเต้นไม่ต่างกับนางกำนัลที่ติดตามมา แต่ละคนเผลอชะโงกไปทางม่านจนถูกพระนมตีแขนเป็นเชิงตำหนิ เทวีน้อยเพ่งพระเนตรผ่านม่านโปร่งบางออกไปเห็นร่างเงาของชายผู้หนึ่ง แม้มีม่านอำพรางแต่กรอบโครงนั้นบอกได้ว่าเป็นบุรุษทรงสง่า น้ำเสียงห้าวใหญ่นั้นก็ทรงอำนาจเรียกหทัยเทวีน้อยให้สั่นระรัว


           “เมื่อมาถึงแล้วไฉนจึงไม่เสด็จออกมา” พระนางน้อยยังนิ่งงันคล้ายดังต้องมนต์สะกด


           “หากเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันขออัญเชิญด้วยตนเอง” เจ้าของสุรเสียงยื่นหัตถ์มาแหวกม่านให้เปิดออก


             เทวีแห่งปาลปุระมิอาจกะพริบดวงเนตรได้แม้แต่น้อย เมื่อเห็นดวงพักตร์เจ้าของหัตถ์อย่างเต็มเนตร บุรุษตรงหน้าเลอลักษณ์ดังเทวาบันดาล ผิวผ่องนวลลออดังทองทาง ดวงเนตรพรายระยับดังมฤคมองมาที่พระนางด้วยแววอารีย์ ริมโอษฐ์บางแย้มสรวลได้งามจับตานัก


           “ศรียศาเทวี หม่อมฉันคือภูวิษะ เป็นราชบุตรเขยในพระเจ้าสิทธิเสณ ได้รับโองการให้มาอัญเชิญพระเทวีเข้าวังพะยะค่ะ” น้ำเสียงนั้นสุภาพนุ่มนวลนัก เมื่อเห็นเทวีน้อยยังตะลึงลานยามเมื่อสบเนตรเจ้านาคราช ภูวิษะเจ้าจึงตรัสเรียกอีกคำ


            “เชิญเสด็จลงจากเกวียนเถิด”


            “พระเทวีเพคะ” เมื่อนางนมกระซิบข้างหูแก้วตาราเทวีจึงรู้สึกองค์ ทรงประหม่ามิกล้าสบเนตรว่าที่พระสวามีซ้ำ อีกทั้งยังแสดงกิริยาเอียงอายอย่างเด็กหญิงอ่อนวัย


             นาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นเข้าก็นึกขำ ดูซิแม่คุณ...ยังอ่อนวัยด้อยเดียงสานัก แล้วเช่นนี้หรือจะมาถวายตัวเป็นข้าบาทบาริจาริกาแห่งเรา


            “มาเถิดเทวี” เมื่อตรัสซ้ำคล้ายว่าองค์เทวีจึงค่อยได้ยิน


            “พะ...เพคะ”


             ภูวิษะเจ้ายื่นหัตถ์ให้นางเกาะกุมยามเมื่อพยุงวรกายก้าวลงจากเกวียน แก้วตาราเทวีมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ วางหัตถ์จ้อยลงบนมือใหญ่ด้วยความเขินอายเป็นกำลัง เมื่อหญิงทุกนางลงมายืนเบื้องหน้าพระพักตร์แล้ว จึงพากันน้อมกายถวายความเคารพ


            “ถวายพระพรเพคะ หม่อมฉันแก้วตารา...เอ้อ..ศรียาศาเพคะ” นาคเจ้าแย้มสรวลด้วยเข้าใจว่าพระนามศรียศานั้นเพิ่งจะเถลิงยศ เจ้าตัวคงยังไม่คุ้นเคยด้วยซ้ำ นางเทวีย่อวรกายถวายพระพร แล้วจึงค่อยยืนขึ้นเต็มความสูงก็ยังคงสูงเพียงพระอุระของว่าที่พระสวามีเท่านั้น


            “เสด็จมาไกลคงเหนื่อยล้า อย่างไรก็พักผ่อนกันสักครู่แล้วค่อยเสด็จเข้าเฝ้าพระบาทเจ้า”


             รับสั่งรวดเดียวแล้วพยักพักตร์ให้นางกำนัลมาถวายน้ำดื่ม พร้อมทั้งผายมือให้เข้าไปประทับในศาลา จากนั้นทรงปลีกกายไปเจรจาความกับคณะผู้ติดตามถึงลำดับพิธีการต่างๆ ทุกอิริยาบถนั้นหาได้หลุดจากสายพระเนตรของแก้วตาราเทวีเลย


            “นม...เจ้าพี่ของข้างามนัก!” ทรงบีบมือนางนมด้วยความตื่นเต้น “ข้า...ข้าคงไม่ใช่คนโชคร้ายนัก”


            “เพคะ...ทรงเป็นบุรุษรูปงามนักดังเทวาประทาน ท่วงท่าหรือก็องค์อาจผึ่งผาย”


           “ทรงสง่างามนัก” แววเนตรเทวีน้อยฉายแววปลาบปลื้ม


           “เพคะ...ราวหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ คงเป็นลูกเจ้าลูกนายพระองค์ใดเป็นแน่” แม้ในประวัติที่ทราบมาจะมิได้ระบุชาติตระกูลมากไปกว่าการเป็นราชบุตรเขยแห่งจุมภะก็ตาม แต่ในตานางนมแล้วบุรุษผู้นี้มิใช่คนสามัญธรรมดาเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ดีใจในบุญวาสนาของเทวีแห่งนาง


            “ข้าได้ยินจากเสด็จน้าว่าเขารูปงาม มิคาดว่างามกว่าคำเล่าลือนัก” ดวงเนตรล่องลอยความทุกข์ในพระทัยเลือนหาย ดวงพักตร์จึงมีรอยแย้มสรวลปรากฏออกมา


            “พระเทวีทรงมีบุญมากเพคะ ได้พระสวามีรูปงามถึงเพียงนี้” นางนมกล่าวชื่นชมตาม พลอยหลงลืมเรื่องที่กังวลไปด้วยอีกคน


            ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมดแก้วตาราเทวีหมดสิ้นความโศกเศร้า ด้วยเข้าใจว่าพระสวามีนั้นนอกจากเป็นบุรุษรูปงามแล้วดูเมตตาพระองค์ คงจะประทับอยู่ที่จุมภะปุระแห่งนี้ได้อย่างเป็นสุข ทรงหลงลืมสตรีอีกผู้หนึ่งที่ต้องไปถวายความเคารพแล้ววางองค์นอบน้อมให้แก่นางไปเสียสนิท


            ‘หากเสด็จพี่ภูวิษะทรงเอ็นดูเราแล้วกระนั้นชายาของพระองค์คงจะมิกล้ามาระราน หากยอมสยบแก่นางตั้งแต่ต้นคงจะได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ถ้ามหิตาเทวีผู้นั้นมีเมตตาต่อเราดังเช่นเสด็จพี่ภูวิษะแล้วละก็ แก้วตารานี้จะยกย่องนางประดุจพี่สาวร่วมอุทร’


            นั่นเป็นดำริในใจทรงเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมา หากทรงวางตัวอ่อนๆ แต่ต้น คงไม่เป็นที่รังเกียจรังงอนของมหิตาเทวีนัก เมื่อดำริดังนั้นจึงเกิดความเบิกบานเสด็จขึ้นประทับบนหลังคชสารเผือกด้วยสีพระพักตร์ประดับด้วยรอยแย้มสรวล ต่างกับตอนเสด็จออกจากปาลปุระนัก


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


             หัวรุ่งก่อนที่มหิตาเทวีจะเสด็จออกจากอาศรมสตรีนั้น มีดอกไม้และเครื่องบำบวงชุดใหญ่ถูกขนถ่ายมาด้วยโขลนวังกลุ่มหนึ่ง นางกำนัลที่ออกมารับคือปทุมมา ก็นึกประหลาดใจเมื่อได้รับแจ้งว่าภูวิษะเจ้าประสงค์ให้พวกนางนำพานดอกไม้บูชานำขบวนเสด็จไปยังศาลเทวภูมิ เพื่อถวายสักการะให้เป็นมิ่งมงคลก่อนจะเสด็จกลับตำหนัก


            “ขอบใจพวกเจ้ามาก ดอกไม้นี่คุณท้าวจันทร์หอมเป็นผู้เตรียมให้รึ?”


            “ข้อนั้นข้ามิทราบ แต่นางกำนัลเป็นผู้มอบหมายมา”


            “กระนั้นรึ...เมื่อวานนางกำนัลจากตำหนักที่นำภูษาทรงมาส่งให้ที่นี่ ยังไม่เห็นมีผู้ใดพูดถึงเรื่องนี้เลย”


            “ข้าก็มิทราบ” โขลนวังตอบสั้นกระชับ แล้วขอตัวกลับไม่เปิดโอกาสให้ซักถามสิ่งใดอีก ปทุมมาคิดว่าอาจเป็นพระประสงค์ที่ดำริขึ้นกะทันก็เป็นได้ จึงมิได้ติดใจสงสัยสิ่งใดอีก


            เมื่อถึงเวลาเสด็จในมือของทุกนางจึงมีดอกไม้บูชาและเครื่องบำบวงต่างๆ พร้อมสรรพ ในขณะที่เคียงฟ้าไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร หล่อนเข้าใจตามที่ได้รับฟังไหนๆ ก็มาบวงสรวงมหาวิษณุเทพแล้ว ถ้าไปบวงสรวงยังศาลเทวภูมิอีกที่ก็ไม่เห็นเป็นไร ดีเสียอีกจะได้ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องจุมภะ จึงขึ้นนั่งเสลี่ยงไปโดยไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรอคอยอยู่ข้างหน้า


            “พี่ปทุมมา เสด็จพี่ภูวิษะจะมาสักการะพระเทวภูมิพร้อมเราหรือไม่?”


            “เอ้อ...หม่อมฉันก็ลืมถามพวกโขลนไปเพคะ” สีหน้าปทุมมาไม่ดีนักด้วยกลัวจะถูกตำหนิที่บกพร่อง


            “อย่างนั้นหรือ...” แม้บอกตนเองว่าเขาไม่มาด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ในใจหล่อนก็อดคิดไม่ได้หากได้ไหว้ขอพรพร้อมกันก็คงดีไม่น้อย จึงทอดถอนหายใจออกมา


             “พระเทวีหม่อมฉันไม่รอบครอบเอง โปรดทรงอภัย”


             “ไม่เป็นไรพี่ปทุมมา...” เคียงฟ้าตอบเบาๆ แล้วไม่ให้ความสนใจนางอีก


             “หม่อมฉันเตรียมภูษาที่จะผลัดตอนเข้าไปศาลเทวภูมิให้เรียบร้อยแล้วเพคะ ภูวิษะเจ้าคงดำริกะทันหันคุณท้าวเลยลืมเตรียมเศวตอาภรณ์ [3]ชุดใหม่มาให้ ดีที่ว่าตอนมาที่นี่หม่อมฉันเตรียมมาเกินกำหนดวัน”


            “หือ?...ต้องเปลี่ยนชุดด้วยรึ?”


            “อ้าว..? ก็ต้องเปลี่ยนสิเพคะ ทรงลืม?”


             ปทุมมาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่ไม่นานนักก็นึกขึ้นได้ว่าแต่ไหนแต่ไรมหิตาเทวีเป็นผู้มีอภิสิทธิ์ที่จะเข้าสู่นาคาลัย หลายๆ ครั้งก็ตรงขึ้นไปด้วยทางลัดเฉพาะองค์ ด้วยความทรงแก่นแก้วนักเมื่อวัยเยาว์จึงมิได้ทำการสักการะที่ศาลเทวภูมิเบื้องหน้าก่อน


            “ครั้งนี้มาเป็นขบวนมิใช่มาเป็นการส่วนพระองค์ ต้องเปลี่ยนภูษาทรงเป็นภูษาสีขาวที่ใหม่และสะอาดเพคะ หากเป็นโบราณราชประเพณีจะต้องลงสรงที่สระเสียก่อนด้วยนะเพคะ แต่เดี๋ยวนี้แค่ผลัดภูษาแล้วล้างพระพักตร์ พระกร กับพระบาท เป็นอันเรียบร้อยไม่มากพิธีเท่า”


            “โห...ขืนทำตามพิธีโบราณกว่าจะได้ไหว้มิปาไปครึ่งค่อนวันเชียวรึ” หญิงสาวบนเสลี่ยงหัวเราะออกมาเบาๆ ในขณะที่นางกำนัลที่เดินอยู่นั้นก็เล่าถวายต่อ


            “ตรงนั้นถือเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นเศียรของจุมภะ ผู้ที่ผ่านการชำระแล้วเท่านั้นจึงจะเข้าสู่ศาลเทวภูมิได้”


            “เฮ้อ...กว่าจะอาบน้ำ กว่าจะผลัดผ้า กว่าจะถวายดอกไม้เสร็จ...นี่ถ้าต้องขึ้นไปนาคาลัยมิต้องใช้เวลา 3 วัน 3 คืนกันเทียวรึ?” ปทุมมาฟังแล้วก็หัวเราะออกมา


            “ที่นั่นมิใช่ใครก็ได้ที่ขึ้นไปได้นี่เพคะ แม้เป็นเจ้าราชบุตรหากไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่อาจขึ้นไปได้ แล้วผู้หญิงเยี่ยงเราเล่าเพคะ...ยิ่งยากกว่านั้น แต่เพราะด้วยบุญบารมีของพระเทวี จึงเป็นที่ทรงโปรดของพญามหิทธราบดี จะทรงขึ้นไปบนนาคาลัยเมื่อไรก็ได้ พราหมณ์หลวงยังมิอาจขัด”


             เคียงฟ้ารู้สึกได้ว่าริมฝีปากของหล่อนเผยอยิ้มออกมาเองโดยอัตโนมัติ ใจทั้งใจอิ่มเอมด้วยความภาคภูมิ เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในใจ


            ‘นั่นเพราะว่าข้าคือชายาของเสด็จพี่ภูวิษะ เจ้าราชบุตรแห่งนครบาดาลอย่างไรเล่า ข้าเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวจากทั้งแผ่นดินที่ได้รับเกียรติยศนี้’


             เคียงฟ้าเบิกตาค้างด้วยความพิศวง...เสียงนั่น ไม่ผิดแน่มหิตาแน่ๆ นี่หล่อนปลาบปลื้มภาคภูมิใจถึงขนาดที่เสียงในใจดังแทรกขึ้นมาเลยรึ หญิงสาวกรอกตาไปมาด้วยความอ่อนใจ มิน่าเล่าเจ้าภูเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอนี่เอง ทั้งหัวใจ ทั้งเกียรติยศ ทั้งความภาคภูมิใจ ถึงได้หวงนักหวงหนา


             “พระเทวี...เมื่อครู่ตรัสว่ากระไรนะเพคะ?


             “อ๋อ...ไม่มีอะไร ข้าแค่รำพึงน่ะ แค่คิดว่าถ้าเมื่อก่อนมีธรรมเนียมให้ไหว้มาตั้งแต่ประตูนอกเวียงมาถึงนาคาลัยนี่ ปาเข้าไปเจ็ดชั้น มิต้องรอกันจนเพลียเลยรึ?”


             “รอก็ต้องรอเพคะ มันเป็นหน้าที่ของพวกหม่อมฉัน อีกอย่างจุมภะแห่งนี้พญามหิทธราบดีทรงรังสรรค์ขึ้นมา พระพ่อเจ้าผู้สร้างเวียงก็ต้องจัดตำแหน่งประตูตามตำนานโบราณเพคะ [4]เปรียบเหมือนยอดภูเขาในชั้นฟ้ากว่าจะถึงสวรรค์ชั้นสูงสุดก็ต้องผ่านภูเขาอีกเจ็ดลูกจึงเข้าถึงได้”


              “เพราะงั้นประตูเวียงจนไปถึงนาคาลัยจึงต้องมีเจ็ดชั้นสินะ”


              “เพคะ นับแต่ประตูนอกเวียงเป็นด่านแรกขึ้นมา จนถึงศาลเทวภูมินั้นก็สี่ด่านแล้ว นั่นเป็นด่านสุดท้ายที่คนทั่วไปจะเข้าถึงแต่ก็ได้รับพระราชทานอนุญาตเสียก่อน ตามธรรมเนียมแล้วหากแขกบ้านแขกเมืองจะมาก็ต้องมาถวายสักการะพระเทวภูมิตรงนี้ 


               หากจะบำบวงพญามหิทธราบดี ก็ต้องตั้งบวงสรวงชุดใหญ่กันตรงหน้าลานแต่ไม่อาจขึ้นไปด้านบนได้ จากตรงนั้นไปเป็นเขตต้องห้ามเพคะ อย่าว่าแต่คนภายนอกเลยแม้คนในยังยากที่จะเข้าไปได้”


               “นั่นสินะ แดนศักดิ์สิทธิ์ที่คนนอกห้ามเข้า...เว้นแต่คนผู้นั้น ‘เป็นที่โปรดปราน’ เป็นพิเศษของพญามหิทธราบดีเท่านั้น ใครก็ขวางไม่ได้แม้แต่พระบาทเจ้าก็เถอะ”


               สุรเสียงมาดมั่นเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ มหิตาเทวีประทับนิ่งพระปฤษฎางค์ [5]เหยียดตรง ท่วงท่าสง่างามราวนางพญา ดวงเนตรฉายประกายกล้าพราวระยับ ปทุมมาแหงนหน้ามามองในใจเกิดความตื่นตะลึง วันนี้พระเทวีของนางดูงามสง่าและทรงอำนาจยิ่งนัก พระบารมีฉายฉานออกมาจากวรกายเลยทีเดียว ภาพตรงหน้าข่มให้นางกำนัลคนสนิทเงียบเสียงลงมิกล้ากราบทูลใดๆ ต่อไปอีก


              ในขณะที่เคียงฟ้ารู้สึกราวมีสถิตไฟฟ้าจำนวนมากอยู่ภายในร่าง หล่อนแข็งค้างไปชั่วขณะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทันทีที่มหิตาเทวีตรัสออกมาบอกเล่าถึงความพิเศษอันเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของพระนาง ราวกับมีพลังมากมายฮึกเหิมอยู่ภายในจนหล่อนได้แต่นิ่งงันไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ดวงจิตจากอนาคตกาลถูกเก็บซ่อนไว้ในร่างอย่างมิดชิด ปล่อยให้มหิตาเทวีก้าวนำออกมาสู่โลกภายแล้วครอบครองการเคลื่อนไหวทั้งหมดจนสิ้น


            ‘เกิดอะไรขึ้น?! ทำไมเป็นอย่างนี้ ขยับไม่ได้!!’



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[1] ตุง –ธงของทางภาคเหนือ ทำด้วยผ้า,กระดาษแก้ว,กระดาษสา ติดลวดลายสวยงามเป็นผืนยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทิ้งตัวลงมาในแนวดิ่ง ลายที่นิยมเป็นลายสิบสองราศีหรือรูปสัตว์และดอกไม้อื่นๆ มักมีไว้ประดับริ้วขบวนในงานมงคลต่างๆ หรืองานบุญตามวัดก็เช่นกัน

[2] แตรงา –แตรทำจากงาช้าง

[3] เศวตอาภรณ์– ชุดขาว

[4] ตามคติพราหมณ์สร้างเลียนแบบเขาพระสุเมรุซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแกนจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อมรอบสลับกันได้ 7 ชั้นแบ่งสวรรค์และพิภพออกจากกัน พญามหิทธราบดีได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเหนือเมืองดังนั้นจึงสร้างนาคาลัยไว้บนจุดสูงสุดของเมืองและสร้างทางขึ้นให้เหมือนขึ้นไปสู่ยอดเขานั่นเอง

[5] พระปฤษฎางค์– หลัง







Create Date : 12 กรกฎาคม 2559
Last Update : 12 กรกฎาคม 2559 15:51:29 น. 1 comments
Counter : 2414 Pageviews.

 
มหิตาออกหน้าอย่างนี้ อดีตก็เป็นไปตามเดิมสิคะ


โดย: goldensun IP: 61.91.4.3 วันที่: 12 กรกฎาคม 2559 เวลา:20:37:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.