จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
24 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 54


ตอนที่ 54



             พินทุมณีเทวีสดับว่าผู้ใดมาขอเข้าเฝ้าก็ทรงประหลาดพระทัยนัก ถึงต้องตรัสนางกำนัลถามซ้ำอีกรอบว่าใช่มหิตาเทวีแน่หรือ


             “นางมาทำไม? ไหนเชิดหน้าชูคอใส่ข้านักไง” นางที่มาถวายความปฏิเสธว่ามิทราบ มหิตาเทวีมิได้มีข้อความใดทูลถวายมา


             “หม่อมฉันว่า...ต้องเป็นเพราะเรื่องเมื่อตอนสายแน่ๆ เลยเพคะ” บัวลออออกความเห็น


             “กระไรรึ?” นางตัวดีได้โอกาสก็ทูลฟ้อง


            “ว่ายังไงนะ นี่ถึงขั้นสั่งตบหน้าเจ้าเชียวรึ บังอาจไปแล้วนะ เจ้าเป็นคนของข้าแท้ๆ ทำอย่างนี้ได้ยังไง” พินทุมณีเทวีบริภาษออกมายืดยาว โดยมีนางบัวลออนั่งทำหน้าน่าสงสารอยู่ข้างพระแท่น


            “แล้วนี่มาหาข้าถึงตำหนักได้ อยากรู้เรื่องคำทำนายล่ะสิ เจ้าฉลาดมากบัวลออที่ไม่บอกนาง” นางเทวียิ้มอย่างสมพระทัยแล้วหันไปประทานคำชมให้คนสนิท บัวลออยิ้มรับทันที


            “คงร้อนรนสินะ นางน้องตัวดี”


            “ไม่ร้อนจะเสด็จมาถึงที่เหรอเพคะ เมื่อครั้งก่อนทรงบริภาษใส่พระเทวีเสียใหญ่โต ว่าจะตัดพี่ตัดน้องบ้างล่ะ หม่อมฉันยังจำได้ดีเพคะ”


            “ถ้าไม่เห็นว่าข้ามีประโยชน์คงไม่คิดจะมาสินะ ดีล่ะ งั้นให้นางนั่งรอไปก่อน”


            “นานเท่าไรดีเพคะ”


            “แล้วแต่ว่าข้าอยากคุยกับนางเมื่อไร เจ้าไม่ต้องไปไล่นางดอกหาน้ำหาท่าไปต้อนรับเสียให้ดี จัดเครื่องหวานไปให้นางด้วยเดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่ต้อนรับ”


            “ได้เพคะ” นางตัวดียิ้มรับ แล้วออกไปปฏิบัติตามรับสั่งทันที


            ส่วนพินทุมณีเทวีนั้นก็แสร้งซ่อนอยู่ภายในห้องบรรทมทำกิจวัตรส่วนพระองค์ไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะออกไปพบพระขนิษฐา เมื่อมหิตาเทวีตรัสถามนางกำนัล พวกนางก็บอกให้ทรงคอยต่อไปอีกสักครู่พระพี่นางจะเสด็จออกมา แต่อีกครู่ของพวกนางนั้นผ่านไปเป็นชั่วยาม จนเคียงฟ้าเริ่มหงุดหงิดนึกก่นด่าพินทุมณีเทวีอยู่ในใจเป็นนานสองนาน แถมบอกกับตนเองว่าหากว่ามหิตาเทวีจะตบตีพระพี่นางอีกหล่อนก็จะไม่ห้ามเลย


            สองชั่วโมงต่อมาอดทนรอพินทุมณีเทวีไม่เสียเปล่านัก ไม่ยอมกลับตำหนักตามคำขอของศรีดาราและปทุมมา หล่อนยังนั่งทนรอเพราะไม่อยากเสียเที่ยวเปล่า แล้วในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดเมื่อพระพี่นางยอมเสด็จออกมา หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปหาทันที ในขณะที่เจ้าของตำหนักมีสีพระพักตร์สมพระทัยนัก


            “ถวายพระพรเพคะเสด็จพี่”


            “โอ้...น้องพี่ ขอโทษที่ทำให้รอพี่เผลอหลับไปน่ะ แล้วนางพวกนี้ก็ไม่กล้าปลุกเลยทำให้เจ้าต้องรอนานแบบนี้” แน่นอนว่าเคียงฟ้ารู้ดีว่ามันเป็นคำเท็จ แต่ยังยิ้มอย่างอ่อนหวานให้พินทุมณีเทวี


            “ว่าแต่เจ้ามีธุระใดกับพี่รึ? วันนี้ถึงได้มาหาถึงตำหนักได้ ไหนเจ้าว่าไม่อยากมาที่นี่แล้วอย่างไรเล่า” หญิงจากอนาคตกาลยืนนิ่งไปเล็กน้อย แต่มิได้จนมุมเสียทีเดียว


            “ก็แหม...คราวก่อนเสด็จพี่สู้อุตส่าห์ไปเยือนตำหนักน้องก่อน หนำซ้ำยังส่งข้าวของมาช่วยงานบุญอีกด้วย แล้วเยี่ยงนี้จะให้น้องแข็งกระด้างต่อเสด็จพี่ต่อไปได้อย่างไรเล่าเพคะ เรื่องที่ผ่านมานั้นไม่รู้ภูติผีตนใดมันเข้าสิงสู่ใจน้อง อาจเป็นเพราะน้องกำลังเสียใจเรื่องพี่กุสุมาลย์มากเกินไปก็ได้ จึงได้ล่วงเกินเสด็จพี่ไปโปรดอย่าได้ถือสาเลย”


             หล่อนชมตัวเองว่าพูดคล่องแคล่วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดูท่าจะเรียนรู้วิชาหว่านวจีมาจากพินทุมณีเทวีมาพอสมควรแล้ว จึงได้ทดลองใช้บ้างซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี พระพี่นางของมหิตาเทวีทรงแย้มสรวลตอบอย่างหวานเลี่ยน ดวงเนตรนั้นก็ฉายแววรู้เท่าทัน เพียงแต่มิได้ตรัสอันใดออกมาให้ทิ่มแทงพระทัยกันอีก


             “พี่เข้าใจ พี่จะไปถือสาน้องได้อย่างไร ตอนนั้นน้องคงเสียใจแทบบ้า ไหนจะนางกำนัลอันเป็นที่รักตายจาก ไหนจะถูกสวามีตำหนิเอา ไหนจะถูกเสด็จแม่ลงทัณฑ์เอาอีก นี่พี่ก็ตั้งใจจะทูลขอให้เสด็จแม่ยกโทษให้เจ้าอยู่เหมือนกันนะ” แต่เจ้าของวิชาตอบกลับหวานล้ำเสียยิ่งกว่า ทำเอาเคียงฟ้าเผลอทำหน้าขมขื่นแต่ต้องรีบปั้นหน้ายิ้มรับ


              “มานั่งนี่เถิด มานั่งข้างพี่ ” พระนางชี้ที่ว่างข้างวรกาย “นี่พวกเจ้าหาอะไรมารับรองน้องข้าหรือยัง อย่าให้เสียชื่อตำหนักเราได้”


              “อย่าลำบากเลยเพคะเสด็จพี่ พวกนางหาขนมมาให้น้องเสวยจนอิ่มหนำแล้ว” หล่อนไม่จะพิธีรีตองใดๆ อีก จึงตัดเข้าประเด็นทันที


              “ที่มาวันนี้น้องมีเรื่องใคร่ทูลถามเสด็จพี่”


              “เรื่องกระไรรึ?” พินทุมณีเทวีแสร้งทำสีพระพักตร์ประหลาดใจได้สมจริงยิ่งนัก


              “เมื่อสายน้องพบบัวลออที่อโศกคยา นางเล่าให้น้องฟังว่าโหรหลวงได้ทำนายทายทักเกี่ยวกับการศึกครั้งนี้ น้องใคร่รู้นักได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับเสด็จพี่ภูวิษะของน้องด้วย”


              “หืม? แล้วไยเจ้าไม่ถามภูวิษะเสียเองเล่า เขาย่อมจะรู้ดีกว่าพี่นัก” เคียงฟ้าสะอึกไปบ้างจะให้ตอบอย่างไรเล่าว่าภูวิษะเจ้าหมางเมินพระชายาอย่างยิ่ง คำน้อยก็ไม่ตรัสต่อกัน


              “เสด็จพี่ไม่ค่อยนำเรื่องราชกิจมาเล่าให้น้องฟังดอกเพคะ มันเป็นเรื่องของบุรุษ” เมื่อตอบไปแล้วก็นึกชมตนเองขึ้นมาว่านี่คงจะเป็นวจีของมหิตาเทวีเป็นแน่ อย่างหล่อนหรือจะเอาประเพณีมาเลี่ยงความได้แบบนี้ ดังนั้นจึงค่อยคลายใจว่าดวงจิตของมหิตาเทวีจะไม่ลุกขึ้นมาอาละวาดด่าทอพินทุมณีให้เสียเรื่องไปเสียก่อน


              “โถ...เขาคงกลัวเจ้าคิดมากกระมัง ” เมื่อตรัสตอบแล้วก็แย้มสรวล กระตุ้นความอยากรู้ของผู้ฟังให้มากขึ้น


              “น้องย่อมเป็นกังวลแน่เพคะ การศึกการสงครามเอาแน่เอานอนไม่ได้ ใครเล่าจะอยากให้สวามีที่รักไปรบกัน”


              “น้องพี่เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลดอก ท่านโหรทำนายว่าศึกนี้เราจะชนะอย่างแน่นอน เจ้าก็ดูเอาสิเมืองปาลเล็กจ้อยแค่นั้นบังอาจแข็งขืนเอาใจออกห่างจุมภะคิดใคร่ไปพึ่งพะโค หากเกิดศึกประชิดเมืองขึ้นมาคิดหรือว่าพะโคจะส่งทัพมาช่วยทัน” 


               พินทุมณีเทวีกล่าวมิผิดพลาด หากเทียบระยะทางระหว่างพะโคกับจุมภะปุระแล้ว จุมภะยังใกล้กว่ามากนัก ดังนั้นหากพิชิตเมืองปาลให้ราบคราบได้ก่อนที่พะโคจะยกทัพมาทันนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก ดวงเนตรพระนางเป็นกายเหยียดหยามนักยามเมื่อตรัสถึงเมืองน้อยที่ไม่อาจทาบบารมีนครใหญ่อย่างจุมภะปุระได้


               ส่วนพระขนิษฐาของพระนางเล่ากำลังตื่นตะลึงที่พินทุมณีเทวีตรัสวิเคราะห์ได้เฉียบคมยิ่งนัก จนไม่น่าเชื่อว่าสตรีที่ไม่เคยสนใจเรื่องการศึกสงครามหรือการบ้านการเมืองใดๆ อย่างพระภคินีจะทรงปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ แต่ไม่นานนักเคียงฟ้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าพินทุมณีเทวีคงจะได้ฟังกระทู้การศึกนี้มาจากพระสวามีเป็นแน่แท้ คงมิใช่ว่าพระภคินีจะเข้าใจทุกสิ่งได้ด้วยพระสติปัญญาขององค์เอง


              “สวามีของเจ้าก็ปรีชาเลิศล้ำมิใช่น้อย แล้วก็มิได้ไปแต่ผู้เดียวเสียหน่อย เจ้าอย่าได้กังวลไป”


              “ขอบพระทัยเพคะ แล้วท่านโหรว่าเพียงแค่นี้เท่านั้นรึเพคะ?”


              “ยังมีอีกข้อ...แต่ว่า เจ้าไม่รู้จะดีกว่า” นางเทวีแสร้งทำเป็นถอนหทัย ทำเอาเคียงฟ้าเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกเป็นคำรบสอง ว่าพินทุมณีเทวีจะลีลาอีกนานหรือไม่


              “มีกระไรไม่ดีหรือเพคะ?” หล่อนยังแสร้งตีหน้าใส่ซื่อถามต่อไป ในขณะที่พระพี่นางชม้ายดวงเนตรมามอง ด้วยสีพระพักตร์เห็นพระทัยพระขนิษฐานยิ่งนัก จนหล่อนอุปทานไปว่าความหมายในแววเนตรนั้นคือเวทนาเลยด้วยซ้ำ


              “บอกน้องมาเถิดเพคะ”


              “เจ้าสัญญากับพี่ก่อนนะ หากรู้แล้วจะไม่เก็บไปคิดมาก” ยิ่งเกริ่นหญิงสาวก็ยิ่งแปลกใจ เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที


             “หากเป็นเรื่องไม่ดี สู้หาทางป้องกันไว้ก่อนไม่ดีกว่าหรือเพคะ?”


             “มันมิใช่เรื่องไม่ดี หนำซ้ำยังเป็นเรื่องมงคลด้วยซ้ำ”


             “เรื่องมงคล?” พระภคินีพยักพักตร์


             “นอกจากจะตีเมืองปาลได้แล้ว อาจจะ...ได้เจ้าหญิงของปาลปุระมาเป็นสนมอีกด้วย”


             “หมายความว่ายังไงเพคะ? นี่มีการเจรจาเกิดขึ้นแล้วรึ?” หล่อนกรีดร้องด้วยความตกใจ


             “ยังดอก ยังไม่มีการเจรจาความใดๆ เพียงแต่...” พินทุมณีเทวีจงใจเว้นวรรคการตรัสลงชั่วขณะ แล้วหันมาสำรวจสีพระพักตร์ขององค์ขนิษฐา


             “เพียงแต่กระไรเพคะ?” หญิงอ่อนหัดอย่างไรก็มิทันเล่ห์ เคียงฟ้าจึงกระโจนลงสู่กับดักที่พระพี่นางวางไว้ทันที
“ท่านโหรทำนายว่า ผู้นำทัพในครั้งนี้จะมีฤกษ์วิวาห์!” หล่อนไม่รู้ว่าตนเองมีสีหน้าอย่างไร ยามที่รับฟังคำทำนายดังกล่าวแต่คงไม่สู้ดีนัก สังเกตได้จากแววเนตรของพินทุมณีเทวีที่ทอดมาอย่างสมเพชเวทนาเต็มที่


             “แต่เสด็จพี่สัญญากับน้องว่าจะไม่มีหญิงอื่น” ถ้อยดำรัสรำพันออกมาราวตกอยู่ในภวังค์ เคียงฟ้าเสียวแปล่บทันทีเมื่อดวงจิตของมหิตาเทวีเริ่มมีปฏิกิริยา หล่อนพยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งสติให้อยู่เหนือจิตดวงเดิมในอดีตกาล


             “อย่าเพิ่งคิดมากไป คำทำนายมีเพียงผู้นำทัพเท่านั้น ยังมิได้ระบุว่าเป็นภูวิษะเสียหน่อย จะให้แน่นอนก็คงต้องนำดวงสวามีเจ้ามาตรวจดูอีกครั้ง แต่ได้ยินว่าเขาไม่ยินยอมนี่ แล้วยังไม่สนใจคำทำนายอีกด้วย” พระพี่นางดำริไปถึงสุรเสียงของพระสวามี ยามที่ตรัสเล่าถึงท่าทางยะโสของเจ้านาคราช


              ‘ภูวิษะ กล่าวว่าการจะมีคู่นั้นขึ้นอยู่กับใจตนเองเท่านั้น ถึงไปรบก็คงมิได้เมียกลับมาดอก’ กาลนั้นราชบุตรเขยชยาทัตเมื่ออยู่ตามลำพังกับพระชายาแล้ว จึงไม่เก็บสีพระพักตร์และบอกเล่าด้วยความไม่พอพระทัยต่อภูวิษะเจ้า


             ‘ภูวิษะเป็นคนน่าชังนัก อวดดี โอหัง มิเกรงกลัวผู้ใด คนอย่างนี้ให้เป็นใหญ่ขึ้นมาคงไม่เห็นหัวใคร ยิ่งถูกมหิตาส่งเสริมเช่นนี้ด้วยแล้วล่ะก็’ พระนางรีบเสริมเอาพระทัยพระสวามี


             ‘จริงของเจ้า แต่ชายผู้นี้มีความสามารถ ทั้งเฉลียวฉลาดรอบรู้ ท่าทีหรือก็องอาจผึ่งผาย ข้าสงสัยว่า...เขามิใช่สามัญชน อาจเป็นเจ้าชายจากเมืองใดเมืองหนึ่ง’


             ‘แล้วไยต้องปิดฐานะเล่าเพคะ?’


             ‘คนเราถ้าบริสุทธิ์ใจ ไยต้องปิดบังที่มาที่ไป ยิ่งไปกว่านั้นสืบหาก็ไม่พบประวัติอีกด้วย นับว่ากลบเกลื่อนร่องรอยแนบเนียนนัก ต้องระวังคนผู้นี้ให้มากอย่าให้เป็นใหญ่ขึ้นมา’


             ‘แล้วหม่อมฉันจะทำเยี่ยงไรดีเพคะ น้องสาวของหม่อมฉันหลงรักชายผู้นั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตาด้วยซ้ำ ดูแต่นางกำนัลที่โตมาด้วยกันอย่างกุสุมาลย์นางยังขับไสให้ไปตายเพียงเพราะพิษรักแรงหึง ทั้งที่กุสุมาลย์เป็นเพียงนางกำนัลอันต่ำต้อยไม่มีอันใดหาญมาเทียบเคียงนางได้ด้วยซ้ำ’


            ‘พินทุมณีดวงใจของข้า จงฟังเอาไว้ หากเจ้ามีโอกาสจงใช้ความหึงสาพยาบาทของมหิตาให้เป็นประโยชน์ บุรุษนั้นจะพินาศได้ด้วยสตรี’


            ‘ตะ...แต่ว่า เราเพียงแค่หาทางขับไล่ภูวิษะออกไปให้พ้นธานีก็น่าจะพอแล้วนี่เพคะ ถ้าไปยุยงมากมหิตาก็มีแต่เจ็บปวด แค่นี้นางก็แทบจะเป็นบ้าไปแล้ว ดูสิคราวก่อนถึงกับบุกมาตบตีข้าถึงตำหนัก’


            ‘ก็นี่อย่างไรเล่าหลักฐานแห่งความลุ่มหลง มันบ่งชี้ไม่ว่าภูวิษะจะทำสิ่งใดต่อให้ชั่วร้ายเลวทรามต่อจุมภะแค่ไหน หญิงที่ลุ่มหลงบุรุษเยี่ยงนั้น คงจะลืมเลือนศักดิ์ฐานะแห่งเทวีจุมภะ’


            ‘ก็เป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้นน้องจะรีบตักเตือนมหิตาเสียแต่เนิ่นๆ นะเพคะ’


            ‘พินทุมณีเจ้าอย่ามองทุกอย่างดีงามเกินไป มหิตาหรือจะฟังเจ้ายามนี้นางเกลียดชังเจ้ายิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งที่เจ้าเป็นพี่สาวร่วมอุทรของนางแท้ๆ’ พินทุมณีเทวีอับจนถ้อยวจีจำต้องเงียบไป


             ‘เจ้ารักจุมภะหรือไม่?’


             ‘รักสิเพคะ ตรัสมาได้ จุมภะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของน้องนะเพคะ’


             ‘แล้วรักพี่หรือไม่?’ คราวนี้พินทุมณีเทวีแย้มสรวลพระเนตรหวานเชื่อมทอดองค์เข้าสวมกอดพระสวามี


             ‘สิ่งนั้นมิต้องตรัส ก็ทรงแน่แก่พระทัยได้เลยเพคะ พินทุมณีผู้นี้มอบดวงใจไว้รองบาทเสด็จพี่เนิ่นนานแล้ว’ ราชบุตรเขยชยาทัตฟังรับสั่งแล้วก็แย้มสรวลออกมาอย่างพอพระทัย


              ‘แล้วเจ้าเชื่อพี่หรือไม่’


             ‘เสด็จพี่ชาญชัยยิ่งกว่าผู้ใด ใครเลยจะเทียบเคียงได้ น้องก็มีแต่ต้องพึ่งบารมีเสด็จพี่เท่านั้น’ ยามอยู่กับพระสวามีอันเป็นที่รักถ้อยดำรัสนั้นล้วนแต่หอมหวานทั้งสิ้น แต่พินทุมณีเทวีหาได้ตรัสเกินจริงไม่


              ชยาทัตผู้นี้เป็นบุรุษที่จัดได้ว่ารูปงามแม้จะไม่ทรงโฉมเท่าภูวิษะเจ้า แต่เป็นคนเฉลียวฉลาดนักยามที่เข้าพิธีเลือกคู่ ชยาทัตเป็นผู้เดียวที่ตอบปริศนาธรรมได้ทุกประการ ยังความชื่นชมแก่พระบาทเจ้าและมหาเทวียิ่งนัก ก่อนหน้านั้นกมุทรามหาเทวีทรงเป็นกังวลเรื่องราชบุตรเขยที่จะมาเป็นคู่กับพินทุมณีเทวี


              ด้วยความที่พินทุมณีเทวีเป็นเจ้าหญิงแห่งจุมภะพระนางจึงเอาแต่พระทัย ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเรียนเขียนอ่านเท่าใดนัก และด้วยความที่เป็นสตรีจึงไม่ถูกกวดขันเท่าบุรุษ เพียงแค่อ่านออกเขียนได้ แต่งกาพย์ กลอน และจัดเรียงบัญชีได้ แค่นี้ก็นับว่าประเสริฐแล้ว หากเรื่องการบ้านการเรือนมิได้บกพร่องจึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องขวนขวายเท่าใดนัก


              ทั้งพระบาทเจ้าและมหาเทวีจึงมีพระประสงค์จะได้ราชบุตรเขยที่เป็นบัณฑิตสักพระองค์ เพื่อจะเป็นคู่คิดคู่เคียงนำพาราชธิดาของพระองค์ไปได้ ชยาทัตเป็นบุคคลที่ได้รับเลือกจากบุรุษหลายร้อยคนที่มาเข้าพิธีคัดเลือกราชบุตรเขย มีทั้งความเฉลียวฉลาด ทั้งฝีปากเป็นเอกในด้านการทูต และท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน จึงเป็นที่พอพระทัยโปรดให้สยุมพรกับพินทุมณีเทวี แม้มิได้เป็นเจ้าชายสูงศักดิ์ก็ตาม


              ‘พินทุมณีหากมหิตาร้อนรุ่ม ภูวิษะหรือจะอยู่ได้ ’


              ‘หมายความว่าอย่างไรเพคะ?’


              ‘หากปล่อยให้คนผู้นี้ทำความดีความชอบต่อไป จะเป็นที่โปรดปรานของพระบาทเจ้ายิ่งขึ้น ทีนี้อย่าว่าแต่เจ้าชายอนันตราชก็อย่าหมายว่าจะได้เป็นเจ้านครองค์ถัดไปเลย’


              ‘ขนาดนั้นเทียวหรือเพคะ?’ พินทุมณีเทวีเริ่มวิตกกังวลตามน้ำคำพระสวามี


              ‘เจ้าคงคิดว่าพี่วิตกมากเกินไป ถ้าอย่างนั้นลองไปถามกมลาภาเทวีดูสิ ว่ารู้สึกกังวลแทนเจ้าชายอนันตราชหรือไม่’


               เมื่อเอ่ยอ้างไปถึงเจ้าหญิงพระองค์โตแห่งจุมภะแล้ว ก็เป็นที่รู้กันว่ากมลาภาเทวีหมายจะนั่งบัลลังก์ทองเคียงคู่กับเจ้าชายอนันตราชผู้เป็นสวามี ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดเหมาะสมหรือโดดเด่นเท่า ทั้งชาติตระกูล ทั้งเรื่องการยกทัพจับศึก เจ้าชายอนันตราชนั้นปรีชาสามารถนัก


              ‘จริงด้วยสิ...เมื่อครั้งก่อนนั้น ภูวิษะเป็นผู้ได้หน้าในการนำชัยมาสู่จุมภะ หาใช่เจ้าชายอนันตราช แต่กับยกเจ้าหญิงบรรณาการให้ไป เรื่องนี้เสด็จพี่กมลาภาพิโรธหนักไปหลายเดือนเลยทีเดียว’


               ‘ด้วยเหตุนั้น พี่คิดว่าภูวิษะหมายปองจะขึ้นครองบัลลังก์ นอกจากกัมลาภาเทวีแล้วก็มีมหิตาน้องของเจ้านี่แหละ เป็นที่โปรดปราน ให้ช่วยราชกิจต่างๆ เจ้าฟังแล้วคิดเห็นเป็นอย่างไรเล่า?’


               ‘นั่นสิเพคะ ภูวิษะเป็นผู้ใดก็มิมีใครทราบ ทั้งเทือกเขาเหล่ากอถิ่นกำเนิดทุกอย่างดูเป็นปริศนาไปหมด บางทีเขาอาจมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์บางอย่างถึงต้องปิดบังตัวตนเอาไว้’


               ‘ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากเขาไม่มีความประสงค์ร้าย มิได้เป็นสายของเมืองใดก็ดีไป พี่มิได้ประสงค์จะทำร้ายเขาเพียงแต่อยากให้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นสวามีของมหิตาก็พอแล้ว’


               ‘อืม...ม อย่างนี้นี่เอง ถ้าว่ารักกันนักหนาทำอะไรพลาดมหิตาก็ช่วยปกป้องอยู่ดี ขอเพียงไม่ให้คนผู้นี้สร้างความดีความชอบเท่านั้นก็พอใช่ไหมเพคะ ? ’ พระสวามีมิได้ตรัสตอบเพียงแค่แย้มสรวลและส่งแววเนตรชื่นชมมายังพระชายา เพียงเท่านี้พินทุมณีเทวีก็อ่อนระทวยอยู่ในวงพาหาแล้ว


               ‘และถ้ามัวแต่ทะเลาะกับมหิตาก็ขาดซึ่งสมาธิจะทำการใดได้’


               ‘ใช่แล้ว! พินทุมณีเจ้าชาญฉลาดนัก!’ 



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 24 กรกฎาคม 2556
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 7:29:15 น. 3 comments
Counter : 1223 Pageviews.

 
ต่างคนต่างไม่ยอมเคลียร์กัน.. ค้างคาความไม่เข้าใจเลยยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย... พวกบ่างช่างยุก็เลยสบายเลย.. เศร้าใจแทนมหิตาเทวี


โดย: เจ้คนไกล IP: 122.154.26.3 วันที่: 24 กรกฎาคม 2556 เวลา:10:04:07 น.  

 
ชยาทัตชี้นำพิณทุมณีเก่งมาก ตอนคุยกันแบบนี้ ก็ดูว่าพิณทุมณีรักน้องอยู่เหมือนกันนะคะ แต่ก็หลงชยาทัต น่าระแวงว่า คนที่อยากเป็นใหญ่ น่าจะเป็นชยาทัตมากกว่า ท้ายสุดมหิตาก็ถูกปั่นหัวอยู่ดี


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 25 กรกฎาคม 2556 เวลา:22:14:06 น.  

 
เจ้คนไกล : นั่นสิคะ ถ้าได้เปิดใจอาจจะไม่เกิดเรื่องร้าย

goldensunคิดว่าพินทุมณีเทวีก็รักน้องอยู่บ้าง แต่สนุกกับการก่อวจีกรรมมากกว่า แถมหลงสวามี ปลุกปั่นมายังไงก็ทำอย่างนั้น



โดย: แก้วกังไส วันที่: 5 สิงหาคม 2556 เวลา:23:48:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.