จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
2 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 52

ตอนที่ 52


                  เช้าวันนี้เคียงฟ้ารู้สึกจิตใจผ่องแผ้วกว่าวันอื่น อาจจะเพราะได้ตักบาตรก่อนจะมาเรียนก็เป็นได้ หญิงสาวจึงอารมณ์ดีนัก เมื่อมาถึงคณะหล่อนตรงไปทักทายเพื่อนๆ ซึ่งนั่งเล่นกันอยู่หน้าตึก แต่นักศึกษาสาวเหล่านั้นกลับหันมามองหล่อนด้วยสายตาประหลาด เหมือนตกใจและก่อนจะเปลี่ยนเป็นคลอนแคลนแล้วในที่สุดก็หลบสายตา จากนั้นก็พากันเงียบ บางคนถึงกับก็ลุกขึ้นเดินหนีหน้าไป


                  “โบว์จะไปไหนล่ะนั่น เดี๋ยวจะเริ่มคลาสแล้วนะ”


                   เจ้าของชื่อยิ้มเจื่อนๆ ให้เคียงฟ้าแล้วเดินจากไปไม่ตอบอะไร ทำเอาหล่อนงง แต่พอจะถามเพื่อนคนอื่นว่ามีเรื่องอะไรหรือไม่ แต่ไม่ทันได้ซักถามทุกคนก็ชักชวนกันเข้าห้องเรียน ร่างเล็กจึงเดินตามเพื่อนไปอย่างไม่เข้าใจ แล้วตลอดทั้งวันนั้นดูเหมือนจะเป็นวันที่เงียบเหงาสำหรับหล่อน เมื่อชวนใครคุยแต่ละคนก็ถามคำตอบคำคล้ายคุยด้วยอย่างเสียคนที่สนิทสนมกันก็เลี่ยงไปนั่งอีกฟากของห้องแทน จนหญิงสาวเริ่มอึดอัด


                 “ไง ฟ้า เมื่อคืนหลับสบายดีไหม?” เสียงทักคุ้นเคยดังจากข้างหลัง


                 “แอน” หล่อนรีบยิ้มให้เพื่อน เพราะมิรันตีเป็นคนเดียวที่เข้ามาพูดคุยด้วย


                 “สบายจ้ะ”


                 “ก็ดีแล้ว” เพื่อนสาวตอบเสียงห้วน ก่อนจะปลีกตัวไปนั่งที่อื่น ท่ามกลางความไม่เข้าใจของเคียงฟ้า ทำให้หล่อนตัดสินใจลุกตามไป


                 “แอน...เธอโกรธอะไรฉันหรือเปล่า?”


                 “เปล่านี่” มิรันตีตอบโดยไม่มองหน้า


                  “แล้วทำไม...”


                   หญิงสาวไม่ทันได้ซักถามต่อ อาจารย์ผู้สอนก็เข้ามาในห้องเรียน นักศึกษาทั้งห้องมองอาจารย์อย่างประหลาดใจเพราะเป็นชั่วโมงที่วิมุตติจะต้องเป็นผู้สอน


                  “วันนี้ อ.วิมุตติ ลากิจ” อาจารย์ผู้แทนอธิบายสั้นๆ เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของนักศึกษา


                  “แต่อาจารย์เขาฝากเทสไว้ให้ทำนะ” เท่านั้นเองบรรดานักศึกษาส่งเสียงโอดครวญกันเป็นแถว


                  “ลากิจแน่หรือ? ไม่ใช่ถูกเรียกไปพบคณบดีหรอกนะ”


                  “ทำไมต้องไปพบคณบดีด้วยล่ะ มีเรื่องอะไรเหรอ?” หญิงสามเสียงซื่อ


                  “อย่าแกล้งซื่อสิฟ้า เธอน่าจะรู้ดีนะ”


                  “แอน...จะพูดอะไรก็พูดมา ฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ” เคียงฟ้าเสียงเข้มขึ้น หล่อนนึกขุ่นกับน้ำเสียงเจือเยาะแบบนั้น


                  “งั้นก็แย่หน่อยนะ เธอลองไปดูที่เฟซบุ๊คส์คณะสิ” นัยน์ตาของมิรันตีเป็นประกายเยาะหยัน พร้อมกับรอยยิ้มเชือดเฉือนบอกใบ้ให้หล่อนไปดูที่เฟซบุ๊คประจำคณะ เห็นแล้วก็สังหรณ์ใจว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน


                  “มีอะไร?” หล่อนครางออกได้แค่นั้นก็ต้องหยุดพูด เพราะอาจารย์สั่งให้ทุกคนเงียบแล้วใส่ใจกับคำถามในเทสย่อยแทน


                  หลังเลิกคราบนั้นเคียงฟ้าแทบจะวิ่งไปหาคอมพิวเตอร์ในห้องสมุดทันที เพราะหล่อนไม่ได้ใช้มือถือสมาร์ทโฟนเหมือนเพื่อนๆ ถ้าถามว่าเคยน้อยใจหรือไม่ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือที่ทันสมัยอย่างใครเขา เคียงฟ้าเองก็อยากได้ใคร่มีอย่างคนอื่น แต่ไม่ได้เดือดร้อนถึงขั้นต้องตะเกียกตะกาย หล่อนก็พอจะใช้อินเตอร์เน็ตจากมือถือตนเองได้ แต่ระบบช้าเหลือเกินไม่ทันใจจึงต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยแทน


                 “รู้อย่างนี้กัดฟันซื้อไอโฟนก็ดีหรอก” หล่อนบ่นด้วยความร้อนใจ


                  เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ใช่จะว่าง มีผู้ใช้บริการอยู่บ้าง หล่อนต้องไปต่อคิว แถมยังทำท่าเพ่งหน้าเพ่งหลังจนคนที่ใช้อยู่ก่อน ต้องหันมาถามว่าจะใช้ก่อนไหม เคียงฟ้ารีบตอบรับด้วยความยินดี หล่อนแทบจะพุ่งเข้าใส่หน้าเพจในเฟซบุ๊คส์ของคณะทันที เวลาที่รอโหลดหน้าเพจอาจจะไม่นานนักแต่ด้วยความใจร้อนมันจึงนานเหลือทน


                 “ก็ไม่เห็นจะมีอะไรนี่?” เมื่อเช็คดูทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร มีแต่บอกกิจกรรม และตารางต่างๆ ของคณะตามปกติเท่านั้น ทำเอาเคียงฟ้าฉุนขาดเมื่อคิดว่าถูกมิรันตีหลอก จึงเดินหน้าตึงกลับไปหามิรันตี


                 “แอน...ไม่เห็นว่าในเฟซจะมีอะไรนะ?”


                 “ไม่มีงั้นเหรอ? งั้นเขาคงลบออกไปแล้วมั้ง?”


                 “ลบอะไร? มันเป็นอะไร”


                 “ช่างมันเถอะ เขาลบทิ้งไปแล้วก็จบ” สาวเปรี้ยวพูดแค่นั้นก็ลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินหนีไปเสียดื้อๆ เคียงฟ้าเห็นเข้าก็คว้าแขนหล่อนเอาไว้


                 “อย่าเพิ่งไปบอกฉันก่อน มีอะไรก็พูดมาไม่ใช่มาทำยิ้มๆ อมพะนำแบบนี้”


                 “ก็มันไม่มีอะไรก็ดีแล้วนี่ จะเอาอะไรอีกล่ะ?” มิรันตีตอบแล้วสะบัดมือที่โดนเกาะกุมออก


                 “มันมีแน่ๆ ถ้าเธอคิดว่าเป็นเพื่อนฉันก็บอกมา”


                 “โอ้ย! จะเอาอะไรนักหนา ไม่ถูกเรียกไปพบคณบดีก็ดีแล้วนี่นา” สาวเปรี้ยวเริ่มส่งเสียงเกรี้ยวกราดเหมือนรำคาญเสียเต็มประดา


                 “ทำไมฉันต้องไปพบคณบดี?” เคียงฟ้าไม่รู้ตัวว่าเสียงของหล่อนดังขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกคนรอบข้างให้เข้ามามุงดู


                 “ก็ถามตัวเองดูสิ! ว่าไปทำอะไรมา” คู่กรณีเริ่มเสียงดังประชันขึ้นมาบ้าง


                 “เมื่อวานเธอไปไหนกับพี่เจ้าล่ะ บอกมาสิ” คนถูกถามอึ้งไปบ้าง ท่าทางของหล่อนทำให้คนอื่นเริ่มสงสัย


                 “นั่นสิฟ้า เธอไปไหนกับ อ.เจ้า” เสียงเพื่อนสาวรอบข้างเริ่มถามขึ้นมาบ้าง แต่หล่อนยังอ้ำอึ้งอยู่


                 “ตอบไม่ได้หรือไม่อยากตอบ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็พูดมาสิ” มิรันตีได้ทีก็รุกหนัก หล่อนผลักไหล่เพื่อนจนเซไป


                 “นะ...นั่นมันเรื่องส่วนตัวของฉัน”


                 “ส่วนตัวยังไง กลางวันแสกๆ ในชุดนักศึกษาเธอก็นั่งรถออกไปกับผู้ชายที่เป็นอาจารย์ของตัวเองด้วยซ้ำ”


                 “แอน!! เธอไม่รู้อะไรหยุดพูดไปเลยนะ แบบนี้ฉันเสียนะ แล้วอาจารย์เขาจะพลอยเสียหาย”


                “อ๋อ...มันเสียหายไปแล้วล่ะ รู้ไว้ซะด้วยว่าคนมีเอารูปเธอนั่งรถไปกับพี่เจ้าไปโพสในเพจคณะ” เคียงฟ้านิ่งอึ้งไปหล่อนไม่เข้าใจว่าทำกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียได้กับการที่หล่อนนั่งรถไปกับอาจารย์เท่านั้น ในขณะที่คนรอบข้างก็อื้ออึ้งขึ้นมาด้วยความสนใจ


                “ฉันว่าวันนี้ที่ อ.พี่เจ้าไม่มาสอนน่ะ คงไม่ใช่แค่ลากิจล่ะมั้ง ถ้าเธอกลัวอาจารย์เสียหายก็พูดออกมาสิว่าไปไหน ไปทำอะไรกันมา แล้วทำไมเธอต้องนั่งรถไปกับอาจารย์ตามลำพัง”


                “ฉะ...ฉัน แค่ธุระส่วนตัว”


                “เฮอะ...ธุระส่วนตัวของเธอต้องไปกับอาจารย์ด้วยเหรอ?”


                “นั่นสิฟ้า...เล่ามาเถอะ ยิ่งเงียบเรื่องยิ่งไปกันใหญ่นะ” นักศึกษาสาวร่วมคณะคนอื่นๆ สนับสนุนการซักฟอกของมิรันตีกันเป็นทิวแถว แต่เคียงฟ้าได้แต่ส่ายหน้าน้ำตาคลอ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับหล่อน


                “มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่มีอะไรอย่างที่พวกเธอคิดทั้งนั้น” หล่อนพูดเสียงสั่นน้ำตาจวนจะไหลมะรอมมะล่ออยู่แล้ว แต่ท่าทีอึกอักลำบากใจนั้นกลับชวนให้คนรอบตัวคิดไปไกลกว่านั้น


                 ห่างออกไปจากกลุ่มคนที่กำลังมุงดูเคียงฟ้าอยู่นั้น เงาร่างระหงยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ห่าง สีหน้าของกุสุมาลย์เฉยชาไม่แสดงอาการยินดียินร้อนแต่อย่างใด หล่อนเพียงแต่มองทุกอย่างเงียบๆ ด้วยแววตาสมเพชต่อหญิงสาวที่ยืนร่ำไห้อยู่กลางกลุ่มนั้น


                “มันไม่มีอะไรจริงๆ ทุกคนคิดอะไรกันอยู่ ” เคียงฟ้าเริ่มสะอื้นไห้ออกมา แต่ไม่มีใครสักคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างหล่อน เต็มที่พวกเขาเหล่านั้นก็แค่คะยั้นคะยอให้หล่อนพูดออกมา ดูแล้วไม่ต่างกับลูกขุนที่พยายามรุกไล่


                “ฟ้า...แล้วทำไมถึงถูกถ่ายรูปไปลงเฟซได้ล่ะ?”


                “ฉันก็ไม่รู้” หล่อนนึกไม่ออกว่าตนเองมีความแค้นกับใครในมหาวิทยาลัย


                “เธอกับพี่ อ.เจ้าสนิทกันเหรอ?”


                “ทำไมต้องไปกับอาจารย์ด้วยล่ะ”


                “ไปกันสองต่อสองเหรอ? ไปไหนกันน่ะ” หลายเสียงพากันซักถาม หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าถูกเพื่อนผลักตกลงไปในบ่อโคลน เมื่อร้องขอความช่วยเหลือกลับไม่มีใครยื่นมือมาช่วย ทุกคนมีแต่บอกว่าให้หล่อนพยายามปีนขึ้นมาเอง


                “ถ้ามันไม่เสียหาย ก็น่าจะบอกได้ไม่ใช่เหรอ จะมัวอมพะนำอยู่ทำไมล่ะ? นอกเสียจาก...”


                “ไม่นะ...ไม่ใช่” เคียงฟ้าส่ายหน้าอย่างน่าเวทนา เหลียวหาคนช่วยไปรอบกาย สิ่งที่หล่อนเห็นกลับมีเพียงรอยยิ้มเยือกเย็นจากใครบางคนส่งตรงมาให้ รอยยิ้มนั่นสวยสดนัก ทั้งดวงหน้าทั้งแววก็ยิ้มพราวไปหมด เงาร่างอรชรนั้นมีแต่หล่อนผู้เดียวที่มองเห็น หญิงสาวยืนนิ่งแข็งค้างไปตลอดทั้งตัว ทั่วสรรพางกายขนลุกเกรียว เริ่มเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรกับขึ้นกับหล่อน


               “พี่กุสุมาลย์...” อดีตชายาแห่งนาคเจ้าครางออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ ในขณะที่ไหล่ทั้งสองข้างของหล่อนกำลังโดนมิรันตีเขย่าไปมาให้สารภาพทุกอย่างออกมา


                ภาพในครองจักษุของเคียงฟ้าเพื่อนนักศึกษากลายเป็นภาพอันพร่ามัวไปหมด ที่เห็นชัดเพียงหนึ่งเดียวมีเพียงกุสุมาลย์เท่านั้น ยิ้มอันเย็นยะเยือกนั้นทิ่มแทงหล่อนเสียยิ่งกว่าคำพูดร้ายกาจของมิรันตีเป็นพันเท่า


                 ‘นี่เองหรือ...ที่พี่ต้องการ’ หล่อนรำพึงอยู่ในใจ


                 “ว่ายังไง ทำไมไม่พูด ตอบมาสิฟ้า ยิ่งเงียบเธอนั่นแหละเสียหาย เธอเสียคนเดียวไม่พอพี่เจ้าจะเสียไปด้วย คิดบ้างสิ!”


                 หัวโจกในการใส่ไคล้หล่อนตะคอกออกมา แต่หล่อนได้ยืนนิ่งอึกอัก อยากหนีไปจากตรงนี้แต่ไม่อาจทำได้ จะให้หล่อนบอกได้อย่างไรว่าไปไหนมา แล้วเรื่องราวอันเหลือเชื่อแบบนั้นใครหรือจะเชื่อ ยิ่งถูกไล่ต้อนกะทันหันนักหล่อนคิดสิ่งใดไม่ออก แล้วเมื่อหันไปเห็นวิญญาณหญิงงามใจกลับยิ่งฝ่อไปด้วยความหวาดกลัว


                “ถ้าเงียบแปลว่าเธอไม่ปฏิเสธนะฟ้า แบบนี้ฉันก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้” สีหน้าของมิรันตีไม่เหมือนคนที่พยายามจะช่วยอย่างที่ปากพูด


                “มีแต่ความจริงเท่านั้นแหละ ที่จะปกป้องเธอได้” แม่ตัวแสบสรุป ตามด้วยเสียงตอบรับของเพื่อนๆ ที่ไม่รู้เลยว่าได้ทำให้จิตใจเคียงฟ้าแหลกไปแค่ไหนแล้ว


                “ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ...ความจริงเท่านั้นที่จะปกป้องได้” เสียงทุ้มใหญ่ดังมาจากข้างหลัง ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว มิรันตีรีบปล่อยมือที่ขยุ้มไหล่เพื่อนออก แล้วหันมายิ้มเก้อๆ


                “พี่เจ้าคะ...มันไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ คิดใช่ไหม?”


                “แล้วคิดอะไรกันหรือครับ?” ใบหน้าคมนั้นยังมีรอยยิ้มอยู่ราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต เป็นแค่เรื่องเล็กจ้อยเท่านั้น


                “ก็..ก็....ก็ฟ้าเขา ก็มีรูป”


                “อ๋อ...รูปนั้นน่ะเหรอ? ถ่ายไม่ชัดน่าเสียดาย คราวหลังขอถ่ายกันตรงๆ ก็ได้” อาจารย์ของพวกหล่อนยิ้มขำเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น


                “ละ..แล้ว อาจารย์โดนท่านคณบดีเรียกไปดุไหมคะ?”


                “ท่านก็แค่ถาม ผมก็ตอบไปก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก” บรรดาไทยมุงเริ่มมีสีหน้าคลี่คลาย และรู้สึกว่าเรื่องมันได้รุนแรงอย่างที่ได้ยินมาเมื่อแรก


                 “แล้วพี่เจ้าไปไหนกับฟ้าเหรอคะ?”


                 “ว่าไง เคียงฟ้าให้บอกไหม?” รอยยิ้มยังคงทำงานอยู่บนใบหน้าของวิมุตติอย่างต่อเนื่อง แต่หญิงสาวไม่รับมุกหล่อนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ลมหายใจติดขัด แววตาเต็มไปด้วยความทุกข์


                 “มันไม่ใช่ความลับอะไรนี่ ให้ผมบอกนะ” เคียงฟ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหล่อนพูดคำว่า ‘ค่ะ’ ออกไปเมื่อไรด้วยซ้ำ


                 “ตกลงไปไหนกันเหรอคะ?” ทุกคนตั้งใจฟังไม่แพ้คนต้นเสียงที่ถามขึ้นมา


                 “ก็พาไปส่งคุณแม่เขา”


                 “ส่งคุณแม่!!” มิรันตีอุทานขึ้นมาด้วยความงุนงง หล่อนมองหน้าเคียงฟ้ากับวิมุตติสลับกันไปมา


                 “ใช่ คิดว่าผมจะพาลูกศิษย์ไปไหนหรือ?” แม้ใบหน้ายังเคลือบไปด้วยรอยยิ้ม แต่นัยน์ตาคู่นั้นหาได้ยิ้มตามไปด้วย ยามที่มองมาทางมิรันตีแม่สาวคนเปรี้ยวรู้สึกราวกับโดนโบยตีด้วยความสมเพชจนหล่อนหน้าชา แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วหล่อนก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ


                 “แล้วทำไมต้องพาไปส่งด้วยละคะ? ”


                 “ก็พอดีเคียงฟ้าเข้ามารับของในพักอาจารย์ สมุดที่คุณสองคนโยนเล่นกันจนตกใส่ผมนั่นแหละ” สาวแสบค่อยนึกขึ้นมาได้


                 “คุยกันอยู่แล้วก็มีเหตุ ผมก็อาสาพาไปแค่นั้นแหละ” เคียงฟ้ามองหน้าผู้เป็นอาจารย์ เขาไม่ได้โกหกแต่ไม่ได้บอกทั้งหมด


                 “คุณแม่ของฟ้ามีเรื่องอะไรเหรอคะ?” มิรันตียังไม่หยุดซักง่ายๆ


                 “มิรันตี...บางเรื่องถึงแม้ว่าเป็นเพื่อน แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาก็อย่าถามให้เพื่อนลำบากใจ แต่ผมรับรองได้ว่าไม่มีเรื่องเสียใดๆ และเรื่องนี้ผมอธิบายให้ท่านคณบดีฟังไปแล้ว และท่านก็เข้าใจ..แต่คนที่เห็นแล้วไม่รู้เรื่องรู้ราว แอบถ่ายรูปหนำซ้ำยังเอาไปโพสนี่สิ คงต้องสืบหาตัวมาลงโทษเสียละมั้ง เพราะทำให้ทั้งผม ทั้งเคียงฟ้าที่เป็นนักศึกษา และสถาบันเรามีเรื่องเสียหาย”


                  “เอ้อ...จะ จะสืบหาตัวที่โพสด้วยเหรอคะ?”


                 “ก็น่าจะหาอยู่นะครับ ร้อยวันพันปีมหาวิทยาลัยเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะฉะนั้น...พวกคุณก็ช่วยสอดส่องกันหน่อยแล้วกัน ไม่ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับผมหรือนักศึกษาคนไหนมันก็ไม่งามทั้งสิ้น ที่สุดแล้วสถาบันเสียหายแย่ยิ่งกว่าตัวบุคคล จะทำอะไรก็คิดกันหน่อยอย่าทำตามอารมณ์” ประโยคท้ายๆ นี่เขาหันมาพูดกับแม่ตัวแสบโดยเฉพาะ แม้น้ำเสียงนั้นจะนิ่มนวลแต่ตำหนิอยู่ในที หลายคนเริ่มจ้องมองมาที่มิรันตีเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าหล่อนเป็นคนที่เรียกเพื่อนๆ มาดูเฟซบุ๊คส์ของคณะ


                  “เอ้า! รู้เรื่องกันหมดแล้วก็แยกย้ายครับ อย่ามายืนเกะกะกันแถวนี้ ไปๆ ” อาจารย์หนุ่มปรบมือไล่ มิรันตีทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรอีก แต่ถูกกลุ่มเพื่อนลากตัวไปด้วยความเกรงอาจารย์


                  “นั่นสินะ...ก็ว่าอาจารย์คงไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก ฟ้าก็เหมือนกัน” เสียงซุบซิบเล็กๆ ที่ลอยเข้าหู ทำให้เคียงฟ้าสบายใจขึ้นมาบ้าง หล่อนหันไปมองเขาแล้วยกมือไหว้


                   “ขอบคุณค่ะอาจารย์”


                   “ตั้งสติให้ดี เวลามีปัญหาอะไร ไม่มีคนอยู่ช่วยคุณตลอดเวลาหรอกนะ ทั้งผม ทั้งภูวิษะ สติเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้” หล่อนพยักหน้ารับ


                   “แค่พูดให้เคลียร์ก็พอ ตรงไหนไม่อยากพูดก็เลี่ยงไป แต่การร้องไห้ไม่ใช่การแก้ปัญหา” เขาให้โอวาท


                   “ค่ะ...เมื่อกี้กะทันหันฟ้าตกใจ คิดไม่ออก..แล้วก็ฟ้าเห็นพี่กุสุมาลย์เธอยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น” หล่อนเหลียวไปที่ที่วิญญาณสาวงามเคยยืนอยู่ วิมุตติไม่ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้ารับ


                    เขายังยืนอยู่กับที่ตอนที่เคียงฟ้าเดินจากไป นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเหลียวไปรอบกาย แล้วมองหารูปเงาของใครบางคนแต่ไม่พบสิ่งใด จึงทอดถอนหายใจ


                   “กุสุมาลย์...เห็นเขาทุกข์ แล้วหายทุกข์หรือไม่...” มือแกร่งยกขึ้นกอดอกตนเองแล้วส่ายศีรษะ


                   “เราว่า...ไม่!” มุมปากนั้นเผยอยิ้มราวกับสิ่งที่ตนคิด คลื่นกระแสนั้นจะถูกทอดสายยาวออกไปเท่าใด ถึงกุสุมาลย์หรือไม่นางงามหาได้ตอบกลับมา



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++










Create Date : 02 กรกฎาคม 2556
Last Update : 2 กรกฎาคม 2556 23:25:56 น. 1 comments
Counter : 1064 Pageviews.

 
เคียงฟ้าอ่อนเหลือเกิน พี่เจ้าสอนถูกต้องแล้ว สติเท่านั้นถึงจะช่วยได้ และตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 3 กรกฎาคม 2556 เวลา:20:23:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.