จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
23 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 50

ตอนที่ 50


                เรื่องราวในมุมของเจ้าภูวิษะ เป็นไปอย่างรวดเร็วแม้ไม่ได้ประกอบด้วยความรู้สึกส่วนตัวเท่าที่เคียงฟ้าเคยได้รับรู้จากการเป็นมหิตาเทวีในความฝัน แต่ก็ดูมีปัญหาวุ่นวายชวนให้อึดอัดใจมิใช่น้อย


                “ระหว่างเรากับมหิตานับวันรอยร้าวก็ยิ่งมากขึ้น”


                “เกิดอะไรขึ้นคะ?” หล่อนถามกระหายใคร่รู้


                “เราทะเลาะกันแทบจะทุก 3-4 วันหน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะยกขึ้นมาทะเลาะกันเสียด้วยซ้ำ” ร่างเล็กฟังแล้วส่ายหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเริ่มต้นความรักของทั้งคู่ดูหวานชื่นจนใครๆ พากันอิจฉาเสียด้วยซ้ำ


               “ตั้งแต่เรื่องเงินทำบุญงานส่งวิญญาณ ไปจนถึงเรื่องสำรับมื้อเย็น”


                “สำรับ? เรื่องกับข้าวเหรอคะ? ทำไมคะ? หรือว่าไม่อร่อย” วงหน้าหวานขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นเป็นกลายเป็นปัญหาไปได้อย่างไร


               “ก็แค่บ่นว่าเครื่องหวานรสชาติมันแปลกไป ไม่กลมกล่อมเหมือนเช่นเคย มหิตาก็น้อยใจแล้ว”


               “ก็พอเข้าใจนะคะ ถ้าลงมือทำเองแล้วสามีไม่ชอบแถมบอกว่าไม่อร่อยก็คงน้อยใจ”


               “ไม่...นางมิได้เป็นผู้ทำ”


               “เอ๊ะ? แล้วทำไมถึงน้อยใจ หรือคุณไปพูดอะไรแรงๆ ใส่เธอหรือเปล่าคะ?” เคียงฟ้าคาดเดาว่าคนเจ้าภูวิษะน่าจะปากเบา อย่างที่หล่อนเคยประสบมา มีอะไรก็ชอบเหน็บแนมให้เจ็บใจ คงจะเดาไม่ผิดไปจากนี้แน่


               “ปกติเครื่องหวานนั้นกุสุมาลย์มักเป็นคนทำถวาย หนนี้นางอื่นเป็นผู้ทำ รสชาติจึงไม่คุ้นปาก ซ้ำไม่กลมกล่อมเท่า มหิตาก็เลยพาลพาโลว่ารสมือผู้ใดจะสู้แม่กุสุมาลย์ได้เล่า ว่าแล้วก็ลุกหนีไปทันที จะให้เราทำเช่นไรเล่า?” คำตอบนั้นทำเอาหล่อนได้แต่กะพริบตาปริบๆ ไม่อาจตอบได้ว่าใครถูกใครผิดอย่างไร เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างสามีภรรยา


               “ก็ง้อเธอสิคะ พูดอะไรก็ได้ให้เธอหายเข้าใจผิด” แต่ดูจากสีหน้าเจ้าภูวิษะแล้ว หญิงสาวมั่นใจว่าคำแนะนำนี้มาช้าเกินไป...สักพันปีเห็นจะได้


               “อ่า...ช่างเถอะค่ะ มันผ่านไปแล้ว แล้วยังไงต่อคะ”


               “ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ แต่นางหาเรื่องมาทะเลาะกับเราได้บ่อยๆ มันน่าเบื่อหน่าย นานวันเข้าเราก็เบื่อที่จะอธิบาย”


               คนฟังพยักหน้ารับ หากในใจก็คิดไปว่าการอธิบายของเขา หลายๆ ครั้งมันก็ช่างเหมือนการตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมและการประหยัดถ้อยคำนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนที่ขี้น้อยใจอย่างมหิตาเทวีจะสะเทือนใจ ยิ่งนางกำลังอยู่ในช่วงจิตใจอ่อนไหวจากเหตุการณ์ต่างๆ ความรู้สึกจึงเปราะบางเหมือนแก้วที่พร้อมจะร้าวอยู่แล้ว ย่อมต้องการการทนุถนอมมากกว่าปกติยิ่งนัก แต่เจ้าภูวิษะอาจจะไม่รู้ถึงความอ่อนแอนั้น และด้วยความเป็นผู้ชายหลายๆ ครั้งคำพูดของเขาคงจะกระด้างเกินไปสำหรับนางเทวีก็เป็นได้


              “หลังจากไปฟังพินทุมณียุยงมา นางก็มาซักไซ้เอากับเรา”


               ภาพของนาคเจ้าในเครื่องทรงอาภรณ์สง่างามกับพระชายาผู้เลอโฉม ต่างพร้อมใจกันนิ่งเงียบไร้วจีใดจะตรัสต่อกัน มีเพียงแววเนตรที่ฉายแววตัดพ้อของมหิตาเทวี สะท้อนอยู่ในดวงเนตรของภูวิษะเจ้า


              “ผ้าผืนนั้นเสด็จพี่นำไปไว้ที่ใดเล่าเพคะ จะไม่เอามาให้น้องดูสักหน่อยเทียวหรือ?”


              “ผ้า?”


              “ก็ผืนที่ทรงซื้อมาแต่สำเภาจีนไงเล่าเพคะ” เจ้านาคราชประทับนิ่งด้วยสีพระพักตร์เบื่อหน่าย


              “เจ้าคิดอย่างไรจึงมาไล่เลียงเอากับพี่ การที่จะซื้อหาสิ่งใดหรือแม้เพียงขนมสักชิ้นก็ต้องรายงานแก่เจ้าด้วยกระนั้นรึ?” สุรเสียงเรียบแต่บาดลึกในพระทัยมหิตาเทวีนัก


              “น้องเพียงแต่ถาม...”


              “พินทุมณีให้มาถามรึ?” เมื่อถูกตรัสจี้พระทัย มหิตาเทวีก็ทรงอับจนถ้อยคำ ได้แต่ประทับนิ่งด้วยสีพระพักตร์น้อยพระทัยยิ่งนัก แทนที่พระสวามีจะเข้าพระทัยกลับทรงเบื่อหน่าย


              “ถ้าเจ้าใส่ใจทุกคำของพินทุมณี คนที่จะสิ้นชีวิตต่อจากกุสุมาลย์เห็นจะเป็นพี่”


               ถ้อยดำรัสบาดคมเข้ามาในดวงฤทัย ดวงเนตรที่สบมานั้นก็กระด้างเย็นชายิ่งนัก มหิตาเทวีไม่คาดคิดว่าจะได้ยินพระสวามีตรัสเช่นนี้ จึงหนาวเหน็บทั้งวรกาย เมื่อตรัสเสร็จก็เสด็จจากไปมิได้เหลียวพระพักตร์มามองชายาแห่งตนอีก ยังผลให้นางเทวีทรุดวรกายลงตรงนั้นแล้วหลั่งอัสสุชลออกมา


               “พระเทวี...” เป็นศรีดาราที่รีบเข้ามาปลอบประโลม “อย่ากรรแสงเพคะ ท่านภูวิษะก็แค่...ทรงขุ่นเคืองพินทุมณีเทวีเท่านั้นเองเพคะ ต่อไปอย่าได้ตรัสถามเรื่องที่พระพี่นางต่อพระสวามี ” ศรีดาราอยากจะทูลเสียด้วยซ้ำว่าอย่าให้พระภคินีมีส่วนในพระชนม์อีก เท่านี้ก็สร้างความร้าวฉานมากพออยู่แล้ว


              “เสด็จพี่ไม่รักข้าแล้ว...พี่ศรีดารา เสด็จพี่ไม่รักข้าแล้ว จะทำอย่างไรดี” ตรัสได้เพียงแค่นั้นก็กรรแสงออกมาอย่างน่าเวทนา


              “ไม่ใช่เพคะ ทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว ท่านภูวิษะเพียงแค่...อารมณ์เสียเท่านั้นเองเพคะ เดี๋ยวก็คงหายอย่าใส่พระทัยเลยเพคะ” แต่คำปลอบโยนนั้นดูจะไม่เป็นผลเท่าไร ศรีดาราเหลียวหาปทุมมาพลางพยักหน้าให้นางช่วยทูลให้สบายพระทัยขึ้น


              “เชื่อศรีดาราเถิดเพคะ ท่านภูวิษะอย่างไรเป็นผู้ชาย บางทีอาจไม่ตั้งพระทัยตรัสเช่นนั้น เพียงแต่...”


              “เพียงแค่สิ้นรัก...ทรงกริ้วข้า ทรงอาลัยพี่กุสุมาลย์”


              “โธ่...ไปกันใหญ่แล้ว พระเทวีเพคะ ท่านภูวิษะแค่แสดงให้รู้ว่าไม่พอพระทัยเท่านั้นเอง”


              “พี่ศรีดาราอย่าปลอบข้าเลย”


             “จริงเพคะ เชื่อศรีดาราเถิด นางมีพี่น้องเป็นบุรุษหลายคน ย่อมชินกับอารมณ์ของบุรุษ นางกล่าวไม่ผิดดอกเพคะ” นางคนคิ้วเข้มรีบพยักหน้าเป็นการรับรองถ้อยคำของปทุมมา


             “หม่อมฉันไม่ปดพระองค์ดอกเพคะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับพี่กุสุมาลย์เลย แค่ทรงไม่พอพระทัยพินทุมณีเทวีเท่านั้นเองเพคะ”


             “แล้วทำไม...เสด็จพี่ถึงต้องพูดกับข้าแบบนั้น รู้หรือไม่ว่าข้าเจ็บปวดยิ่งนัก”


             “ท่านภูวิษะไม่ได้ตั้งพระทัยเพคะ มิได้มีเจตนาทำร้ายพระทัยพระเทวีดอกเพคะ แค่ตรัสไปเพราะความกริ้วเท่านั้นเอง เชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ”


              นางกำนัลทั้งสองช่วยกันปลอบประโลมผู้เป็นนายอยู่พักใหญ่นางเทวีจึงหยุดกรรแสง ทว่าตลอดทั้งวันนั้นทรงเอาแต่โศกตรม ด้วยพระทัยอันหม่นหมองยิ่งนัก หนำซ้ำภูวิษะเจ้าก็มิได้เยี่ยมพักตร์เข้ามาหาพระนางอีก ความหมางเมินดำเนินต่อไปจนตลอดราตรีนั้น เจ้านาคราชมิได้เสด็จมาร่วมแท่นบรรทมเลย


              “พี่กุสุมาลย์...นี่ใช่ไหม คือการลงโทษของพี่”



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



               “เจ้าภูคะ....สงสารเธอเถิดค่ะ ที่มหิตาทำไปทั้งหมดก็เพราะรักคุณเท่านั้น เธอเป็นแค่ผู้หญิงคิดมาก ขาดความมั่นใจเท่านั้นเอง เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร...เพียงแต่เธอโง่ แล้วขี้ขลาดที่จะถามคุณตรงๆ ว่ารักเธอแค่ไหน...” หญิงสาวนั่งบีบมือตนเองหลังจากมองเหตุการณ์ทั้งหมด หล่อนรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นดูเหมือนแก้ตัวให้กับตนเองในอดีตชาติ ยามที่พูดจึงไม่กล้าสบตาชายหนุ่มข้างตัวเสียด้วยซ้ำ


               “สงสาร...หึ แล้วกุสุมาลย์น่าสงสารไหม?”


               “เรื่องนั้น...”


               “เจ้าขอโทษนางไปหลายหน นางก็ไม่ละความอาฆาตใช่หรือไม่”


               “นั่นก็ใช่ค่ะ....มันคงเป็นเรื่องระหว่างฟ้ากับพี่กุสุมาลย์ แต่ตอนนี้ฟ้ากำลังถามเรื่องของคุณกับภรรยา อะไรๆ ก็ยกเรื่องพี่กุสุมาลย์ขึ้นมาแล้วจะไม่ให้มหิตาคิดมากได้ยังไงคะ?” หล่อนหน้าตึงขึ้นมาบ้าง


               “เจ้าหึงเรารึ?” เจ้านาคราชหันมาสบตาเธอ ในแววตามีความนัยซ่อนเร้นอยู่ล้ำลึก จะว่าหวานหวามก็ใช่ ทว่าดุดันน่าเกรงขามอยู่มิใช่น้อย แต่เหนือนอื่นใดสิ่งที่หล่อนประจักษ์คือดวงตาคู่นั้นแฝงไปด้วยอำนาจและความทรนง


              “ฟ้า...” หล่อนได้แต่อ้ำอึ้งจะปฏิเสธก็พูดไม่ออก ทั้งโกรธทั้งอึดอัดผู้ชายตรงหน้าช่างรวบรัดเข้าข้างตนเองอย่างเอาแต่ใจเหลือเกิน


              “หรือว่าแค่โกรธแทนมหิตา...”


              “ข้อนั้นก็....”


              “ใช่สินะ...แล้วเคยคิดถึงใจเราบ้างไหม? ว่าเรารู้สึกอย่างไร ยามที่มหิตาหาเรื่องพาลพาโลเอากับเรา”


              “ฉันเข้าใจค่ะ แต่ว่า...”


              “แต่ก็เข้าข้างนาง”


              “เอ๊ะ? เจ้าภูนี่ อย่ามางอนอย่างนี้สิคะ ฟ้าก็แค่พูดไปตามที่เห็น...”


              “คำก็งอน สองคำก็งอน เรามิใช่สตรีจะได้แง่งอนกับเจ้า” พูดจบก็ชักสีหน้าใส่หล่อน ทำเอาหญิงสาวลอบถอนหายใจดังเฮือกๆ ผู้ชายขี้งอนกับผู้หญิงขี้น้อยใจนี่น้า ทำไมถึงได้มาเป็นสามีภรรยากันได้ ปวดหัวจริง...ที่แย่กว่านั้น ผู้หญิงที่เคยเป็นภรรยาเขาก็คือตัวหล่อนเอง


              “เจ้าภูคะ คุณรู้ตัวไหม? คุณชอบทำให้มหิตาเข้าใจผิดอยู่เรื่อย หนนี้ก็เหมือนกันแค่ตอบเธอไปตรงๆ ว่าซื้อผ้าไปให้ใครเรื่องก็จบแล้ว ว่าแต่...” หล่อนปรายตามองเขา ใจจริงตนเองก็อยากรู้คำตอบ “คุณให้ผืนนั้นกับใครเหรอคะ?”


              “ไม่ได้ซื้อ” คำตอบเรียบๆ แต่ทำเอาหญิงสาวเบิกตากว้าง


             “ตอนแรกว่าจะซื้อเป็นของประทานให้พระนมกรรณิการ์ แต่เรื่องนี้มหิตาจัดการเองน่าจะเหมาะสมกว่า”


            “แล้วทำไมพี่พินทุมณีถึงพูดอย่างนั้นละคะ?”


            “ชยาทัตคงเข้าใจผิด เห็นเราเลือกผ้าอยู่ เฮ้อ...แล้วก็คงไปบอกเมียตนเองว่าอย่างนั้น ใคร่รู้เรื่องผู้อื่นนักทั้งผัวทั้งเมียช่างเหมาะสมลงตัวกันจริง”


             เสียงถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายนั่นทำให้เคียงฟ้าลอบยิ้มไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ใส่ใจความรู้สึกของมหิตาเทวี แต่เป็นเพราะเขาพูดน้อยเกินไป แสดงออกให้พระนางรู้น้อยเกินไปนั่นเอง


             หญิงสาวอดเปรียบเทียบไม่ได้ ถ้าหากวันนั้นภูวิษะเจ้าตรัสกับพระชายาตามตรง แล้วเรื่องจะเป็นอย่างไรหนอ มหิตาเทวีจะทรงเชื่อพระทัยพระสวามีหรือไม่ ว่าแล้วหล่อนอดคิดไปในแง่ลบไม่ได้ จึงรู้สึกเห็นใจเจ้าภูวิษะขึ้นมา หล่อนเอื้อมมือไปกุมมือเขาแล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน


            “เฮ้อ...เอาอย่างนี้นะคะ ตอนนี้ให้เราสองคนอยู่ในฐานะผู้ดูแล้วค่ะ อย่าเพิ่งเอาตัวเองไปรวมกับ...สามีภรรยาคู่นั้น เราค่อยๆ ดูกันไปแล้วค่อยๆ คิด ว่าปัญหามันไปทางไหนบ้าง...ยังไงฟ้าก็อยู่ข้างคุณ ฟ้าเชื่อคุณค่ะ” ปลายประโยคของหล่อนทำให้ดวงหน้าดังองค์อินทร์ปั้นถึงกับต้องเลิกคิ้วเข้มขึ้นอย่างพิศวง


             “เจ้าพูดกระไร เราไม่เข้าใจ”


             “คุณไม่ใช่คนโกหก ฟ้าเชื่ออย่างนั้น เพียงแต่มหิตาก็มีความคิดของเธอ บางทีสถานการณ์ก็ทำให้เธอคิดมากแล้วทำอะไรไม่ดีลงไป เธอเป็นคนน่าสมเพช...เจ้าภูวิษะคุณก็มองแบบนั้นใช่ไหมล่ะคะ?” อารมณ์บางอย่างตีตื้นขึ้นมากรอบตาของหล่อนรื้นไปด้วยน้ำใส


             “มหิตาน่ะ..น่าเวทนาเสียยิ่งกว่าพี่กุสุมาลย์ เธอไม่รู้ว่าเธอถูกรักเสียด้วยซ้ำ มันน่าสมเพชใช่ไหมล่ะคะ โง่ใช่ไหมคะ คุณจะหมดรักก็ไม่แปลก คุณจะเบื่อผู้หญิงโง่ๆ อย่างนี้ก็ไม่แปลก แต่...ขอให้รู้ไว้เถอะค่ะ ทุกอย่างที่ผลักดันให้เธอทำลงไป ก็เพราะเธอรักคุณ รักมาก...”


              ดวงหน้าแฉล้มเงยขึ้นสบตาเขา หล่อนยอมรับว่าอับอายที่พูดความรู้สึกของมหิตา ราวกับเป็นความรู้สึกของตนเอง ทั้งที่ในชาตินี้เพิ่งเจอหน้าเขาไม่กี่ครั้งเท่านั้น และแต่ละครั้งก็ไม่ใช่การพบกันที่สวยงามเลย แต่หล่อนกลับมีความผูกพันอันมากมายกับผู้ชายตรงหน้า


            “แล้วบัดนี้เล่า ความรักนั้นยังคงอยู่หรือไม่?” คำถามนั้นผู้พูดไม่ได้มองหน้าหล่อนด้วยซ้ำ สายตาของเขาทอดยาวไกลออกไปยังโลกอันเวิ้งว้าง ราวกับว่าเขาเพียงแค่รำพึงกับตนเองไม่ได้ต้องการคำตอบ


            “เจ้าภู....ฟ้า ฟ้าไม่ทราบ เราเพิ่งพบกัน” หล่อนก้มหน้าหลบด้วยความเขินอาย แต่เจ้าภูวิษะมิได้มองมาทางเธอ จึงเข้าใจว่านี่คือคำปฏิเสธ เสียงถอนหายใจดังยาวออกมาจากร่างสูงข้างกายก่อนที่เจ้าตัวจะพูดต่อ


            “ช่างเถอะ...เรื่องมันนานมาแล้ว เจ้าก็ควรมีชีวิตใหม่ไม่ควรมาคลุกคลีกับเราอีก หากทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ดังที่ปรารถนา ต่อไป...” พูดถึงประโยคนี้นาคเจ้าจึงค่อยหันหน้ามามองหล่อน สายตานั้นทอดมาด้วยความอ่อนโยน


           “เราใคร่จะแก้บ่วงเวรนี้ให้ ต่อไปเจ้าจะเป็นอิสระ...จากพันธะระหว่างกันเสียที”


           “เจ้าภู...คุณหมายความว่ายังไงคะ?”


           “มหิตา...เราอโหสิกรรมให้เจ้า”


            ดวงหน้าของเจ้าภูวิษะยามนี้สงบนิ่งปราศจากอารมณ์ใดๆ เว้นแต่น้ำตาที่ไหลออกมาจากนัยน์ตาคมคู่นั้น หยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมากลายเป็นแก้วใสส่องประกายแวววับ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นมุมปากเพียงแค่แว่บเดียว ก่อนทุกอย่างรอบกายจะเลือนลางลง พร้อมกับร่างของเจ้านาคราชที่พร่าเลือนลงไปทุกขณะ ท่ามกลางความตกใจของหญิงสาว


           “พี่รักเจ้าเสมอ มหิตา...ไม่ว่าเมื่อใด”


            สิ้นคำรักนั้นแสงสว่างวาบพลันปรากฏ แสงนั้นอาบอุ่นไม่แสบร้อนแต่ทว่าสว่างจ้าจนต้องหรี่ตามอง รอยยิ้มบางๆของเจ้าภูวิษะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เคียงฟ้ามองเห็น ก่อนทุกอย่างจะถูกบดบังไปด้วยม่านแสง หญิงสาวกรีดร้องออกมาสุดเสียง สองมือไขว่คว้าหาร่างเจ้านาคราชแต่มิอาจจับต้องสิ่งใดได้ ตรงกันข้ามมีพลังงานที่มองไม่เห็นผลักไสหล่อนออกไปจากศาลาที่กำลังนั่งอยู่ จนรู้สึกว่าตนเองลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศอันห่างไกลออกไปทุกทีๆ


            “เจ้าภู...ภู... ภู....ภู!!!!!”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


             เสียงกรีดร้องของตนเองยังดังก้องอยู่ในหัว เจ้ของร่างอรชรค่อยๆ ลืมตาขึ้นสายตาค่อยปรับแสงได้ ความสว่างไสวอันหาที่สิ้นสุดมิได้เมื่อครู่มลายหายไป สีสันอื่นๆ ค่อยก้าวเข้ามา จวบจนทุกอย่างสงบนิ่ง เคียงฟ้าพบว่าหล่อนนั่งในศาลาท่าน้ำ เบื้องหน้าหล่อนมีร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ หญิงสาวไม่ทันได้มองหน้าแต่โผเข้าหาร่างนั้นทันที


            “เจ้าภูอย่าทิ้งฟ้า อย่าทำแบบนี้ เรื่องของเรายังไม่จบ คุณยังเล่าไม่ไม่จบ!!” ท่าทางหล่อนเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย จนชายที่ถูกหล่อนสวมกอดต้องประคองร่างอ้อนแอ้นนั้นเอาไว้ แล้วเขย่าเบาๆ ให้หล่อนรู้สึกตัว


            “เคียงฟ้า! เคียงฟ้า! เป็นยังไงบ้าง” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงห้าวใหญ่ที่คุ้นหู แต่เป็นเสียงทุ้มนุ่มของใครอีกคน หญิงสาวค่อยเงยหน้าขึ้นมอง


             “อาจารย์?...อาจารย์แล้วเจ้าภูละคะ เขาอยู่ไหน? เขาอยู่ไหนนนนนน!!?” หล่อนตะเบ็งเสียงใส่คนตรงหน้า


            “ใจเย็นๆ ตั้งสติก่อน”


            “ก็เมื่อกี้เจ้าภูวิษะเขาอยู่ตรงนี้ แล้วเขาบอกว่า...เขาอโหสิกรรม เขารักฟ้า แล้วๆๆๆ จู่ๆ ก็เกิดมีแสงสว่างขึ้น แล้ว...แล้ว ฟ้าก็ มาอยู่ที่นี่”


            “ค่อยๆ เล่า ช้าๆ ไว้ ใจเย็นๆ ”


           “ไม่ค่ะ ฟ้ายังคุยกับเขาไม่จบ อาจารย์ส่งฟ้ากลับไปหาเขา ส่งฟ้ากลับไปที่นั่นที” หล่อนเขย่าผู้เป็นอาจารย์อย่างคนที่ไม่อาจควบคุมสติได้


            “เคียงฟ้า..” อาจารย์ของหญิงสาวทอดเสียงอ่อนใจ ก่อนจะจ้องมองหล่อนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นัยน์ตาสีน้ำตาใสคู่นั้นทอประกายเรืองรองขึ้นมา


            “นิ่ง!!” คำเดียวเท่านั้นราวประกาศิต ร่างของหญิงสาวชาวาบไปตลอดกาย เหมือนมีกระแสไฟฟ้าอุ่นๆ วิ่งผ่านในชั่วพริบตา เคียงฟ้าหยุดอาการดิ้นรนหยุดเสียงร่ำร้องเมื่อครู่ลงจนสนิท มีเพียงนัยน์ตาแดงช้ำเท่านั้นที่ยังสบตาเขาอยู่


            “เคียงฟ้า สงบแล้วใช่ไหม?”


            “อาจารย์คะ....” หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ตามด้วยอาการสะอึกสะอื้น


           “เจ้าภูวิษะ...เขา” อาจารย์หนุ่มพยักหน้า แล้วจึงค่อยประคองหล่อนให้นั่งลง


           “ฟ้าอยากไปหาเขา”


           “ถ้าเขาไม่ให้ไปก็ยังไปไม่ได้”


           “แต่ว่า....เรื่องของเรายังไม่จบ ฟ้ายังไม่รู้ความผิดของมหิตา เขาก็ตัดบทเสียแล้ว” หล่อนร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนานัก


           “โกรธเขาหรือเปล่า?”


           “ไม่ค่ะ”


           “ยังแค้นเขาไหม?”


          “ฟ้าอยากแค้นเขา หากว่ามันทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ได้” คำตอบนั้นเสียงเสียงหัวเราะเบาๆ จากวิทยเทพผู้ดูแลเรื่องนี้


           “อย่าผูกเวร อย่าทำให้เขาไม่สบายใจ ให้เวลาเขาบ้าง”


           “เขาไปแล้วใช่ไหมคะ?”


           “ไม่หรอก...ก็อย่างที่เธอพูดเรื่องมันยังไม่จบ” หล่อนฉงนไม่เข้าใจสิ่งที่ชายผู้มาจากแดนสรวงกล่าว


           “แบบมือออกสิ กำอะไรอยู่” เคียงฟ้าถึงได้รู้ตัวว่า มือข้างหนึ่งของหล่อนกำบางสิ่งอยู่แน่นมาครู่ใหญ่แล้ว


           “เอ๊ะ? นี่มัน....” แก้วใสส่องประกายแวววับราวกับดวงดาวร่วงหล่นลงมาในมือหล่อน


           “น้ำตาของเขา...”


            “เพชรพญานาค”


            “คะ?”


            “เก็บเอาไว้ ตราบใดที่มันยังอยู่เขายังอยู่ คอยสังเกตว่าสีจะเปลี่ยนหรือไม่ ตอนนี้มันใสแวววาวขนาดนี้ เพราะใจเขาอโหสิให้มหิตาแล้ว มันจึงสว่างขนาดนี้”


            “ค่ะ...ฟ้าจะเก็บมันไว้ให้ดี” พูดแล้วน้ำตาหล่อนก็ร่วงหล่นลงอีกหยดราวกับจะหลอมรวมกับเพชรพญานาค


            “สิ่งนี้จะช่วยคุ้มครองได้ อย่าให้ห่างตัว” หญิงสาวรับคำมั่น หล่อนไม่มีวันปล่อยให้เพชรพญานาคอยู่ห่างกายแน่ เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่อาจจะทำให้หล่อนได้พบเจ้านาคราชได้อีกครั้ง



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


Smiley Talk : ช่วงนี้บล็อกเงียบเหงามาก  ถ้าเข้ามาอ่านแล้วแวะทักทายกันสักนิดคะ Smiley



Create Date : 23 มิถุนายน 2556
Last Update : 23 มิถุนายน 2556 19:22:34 น. 6 comments
Counter : 1010 Pageviews.

 
แวะเข้ามาคุยค่ะ
ติดตามเรื่องนี้มานานมากแล้วชอบมาก ส่วนตัวเป็นคนที่ฝันอยากเจอนาค มานานมากแล้ว เป็นกำลังใจให้ค่ะ


โดย: is IP: 125.25.44.220 วันที่: 23 มิถุนายน 2556 เวลา:21:14:37 น.  

 
Love your story very much. Sorry didn't leave any comments before. Looking forward to read more ka.


โดย: O IP: 80.47.66.79 วันที่: 24 มิถุนายน 2556 เวลา:2:50:04 น.  

 
ตามมาอ่านในบล็อกค่ะ รู้สึกตอนนี้ เจ้าภูทั้งงอน ทั้งน้อยใจ เลยเหมือนจะถอดใจซะแล้ว ฟ้าคงได้แต่รออย่างเดียว


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:19:37:50 น.  

 
is : ขอบคุณที่ชอบนะคะ พญานาคในปัจจุบันเป็นเรื่องทางนามธรรมมากกว่า เป็นตัวแทนสิ่งดีทางพุทธศาสนา ส่วนในอดีตเป็นตัวแทนทางธรรมชาติ สะท้อนวิถีชีวิตของการเคารพสายน้ำ เพื่อดำรงชีวิต

แต่สมัยนี้เหมือนจะเคารพในฐานะสิ่งสักการะมากกว่าในฐานะตัวแทนธรรมชาติแล้ว แต่นี่เป็นแฟนตาซีอย่างหนึ่งของประเทศไทยเลย

เคยไปฝั่งลาว หรือเขมร ที่มีความเชื่อเรื่องพญานาค แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ไม่เข้มข้นเหมือนประเทศไทยเลยค่ะ สำหรับเจ้าแก้วแล้ว รู้สึกว่าพญานาคยังอยู่กับประเทศไทย แนบลงไปในวิถีชีวิตคนไทยเลยล่ะค่ะ

ดังนั้นถึงจะมองไม่เห็น หรือไม่มาให้เห็น แต่อยู่ใกล้มากค่ะ


o : ขอบคุณค่ะ บางทีโพสแล้วเงียบๆ ก็อยากถามว่ามีใครอ่านอยู่บ้างน่ะค่ะ

goldensun : ฟ้าคงต้องเป็นฝ่ายง้อบ้างแล้วล่ะค่ะ ฝ่ายชายงอนไปแล้ว


โดย: แก้วกังไส วันที่: 27 มิถุนายน 2556 เวลา:22:59:44 น.  

 
เข้ามาอ่านแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่อ่านรวดเดียวทุกตอนเลยค่ะ ชอบเรื่องแนวนี้ และคนเขียนก็ดำเนินเรื่องได้น่าติดตามมาก ดูท่าว่าคงต้องใช้พลังงานในการแต่งแต่ละตอนมากเช่นเดียวกัน เราจะเอาใจช่วยนะคะ


โดย: Branchest IP: 49.231.101.164 วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:21:28:49 น.  

 
บอกตรงๆ ว่ากำลังเสียน้ำตาค่ะ T___T ... ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร เมืองถึงกับล่มสลาย แต่ตอนนี้สงสารมหิตาเทวีค่ะ... คงเป็นอย่างที่เคียงฟ้าบอก "ทุกอย่างที่ผลักดันให้เธอทำลงไป ก็เพราะเธอรักคุณ รักมาก...” ในเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างกุสุมาลย์ และเจ้าภู ทำให้คิดจริงๆ (ปวดใจ ร่ำร้องเหมือนตัวเองเป็นมหิตาเทวีเลย)


โดย: เจ้คนไกล IP: 49.49.69.161 วันที่: 17 กรกฎาคม 2556 เวลา:23:14:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.