จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
6 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 66

ตอนที่ 66


            เคียงฟ้าลุกขึ้นอย่างร้อนรน หล่อนทำท่าจะวิ่งตามขบวนภูวิษะเจ้าและมหิตาเทวีซึ่งกำลังจะขึ้นเสลี่ยงกลับตำหนัก แต่โดนดึงแขนเอาไว้เสียก่อน คนดึงเป็นบุรุษเดียวในที่นี่มองเห็นหล่อนได้ เขาแทบไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำแต่หล่อนไม่อาจขยับไปได้อย่างใจนึก


 “ดึงทำไมคะอาจารย์ คู่นั้นเขาจะกลับกันแล้ว ไปกันเถอะค่ะ อยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์” หญิงสาวเบ้ปากแล้วถอนหายใจ เมื่อมองเข้าไปในตำหนักหลวง แม้ไม่ได้ยินก็พอเดาได้ว่าในท้องพระโรงคงกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก


“อาจารย์..หล่อนเรียกซ้ำอีกครั้ง”


“แปล..ก”


“คะ?” เคียงฟ้าเลิกคิ้วถาม


“พินทุมณีเทวีน่ะสิ ดูราวกับรู้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น แม้ว่านางชำนาญการคาดเดาเรื่องเลวร้ายก็เถิด แต่กรณีนี้น่าแปลกนัก”


“ทำไมคะ? แปลกยังไง?” ผู้เป็นอาจารย์ไม่ตอบ แต่กระตุกแขนหล่อนซ้ำอีกครั้ง


“มีบางอย่างที่มองข้ามไม่ได้ ไปดูกันเถิด”


พูดได้แค่นั้นเคียงฟ้าก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไป ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวผิดสัดส่วนราวกับมีมือใหญ่จับมันบีบเข้ามา แม้จะเริ่มชินแล้วแต่หล่อนก็อดกลัวไม่ได้จึงรีบกลั้นใจแล้วหลับตาปี๋ เพียงครู่เดียวหญิงสาวก็พบว่าตนเองถูกเคลื่อนย้ายมาสู่อีกสถานที่หนึ่งเสียแล้ว


“ที่นี่ไหนคะ?” เหลียวมองรอบกายแล้วถามออกมา แต่ยังไม่ทันได้คำตอบเสียงใครคนหนึ่งที่คุ้นหูก็ดังขึ้นมา


“ดูสิ! ภูวิษะน่ะช่างโอหังยิ่งนัก นี่ขนาดอยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อยังกล้าถึงเพียงนี้ อีกหน่อยถ้าก่อกบฏขึ้นมาข้าจะไม่แปลกใจเลย” ที่แท้ที่นี่เป็นตำหนักของพินทุมณีเทวีนั่นเอง นางเทวีของตำนักนั่งอยู่บนตั่ง พาหาข้างหนึ่งพาดไว้กับหมอนขวาง ข้างวรกายมีนางกำนัลถวายการปรนนิบัติอยู่มิห่าง นางหนึ่งกำลังโบกพัดให้คลายร้อน อีกนางกำลังยื่นซองหมากถวาย ส่วนนางคนโปรดอย่างบัวลออกำลังฟังรับสั่งแล้ว รีบทูลเอาพระทัย


“นั่นสิเพคะ กระไรกันเป็นแค่ราชบุตรเขยแต่บังอาจสิ้นดี แต่จะว่าไป...บุรุษผู้นี้ประหลาดพิกลนะเพคะ”


“อย่างไร?”


“มีใจหาญกล้าผิดธรรมดานัก มีใครบ้างเล่าเพคะกล้าตวาดใส่พระบาทเจ้า หากเป็นคนสามัญธรรมดาอย่าว่าแต่กล้าเถียงเลยเพคะ แค่สบตาก็มิกล้าแล้ว ยิ่งกระทำผิดด้วยละก็มีแต่ต้องหมอบกราบให้ศีรษะจรดพื้นเท่านั้น” พินทุมณีเทวีสดับแล้วก็พยักพักตร์ตาม อันความองอาจห้าวหาญนี้เป็นหนึ่งในความพิศวงก็พระนาง คนผู้นี้ยืนหยัดมิเกรงกลัวผู้ใดแม้พระบาทเจ้าสิทธิเสณซึ่งเป็นใหญ่ในหล้าก็มิได้สยบให้


“ทำราวกับว่าเป็นกษัตริย์อีกนครที่เสมอด้วยศักดิ์...ไม่สิ ท่าทียะโสโอหังปานนั้น วางท่าสูงศักดิ์กว่าเสด็จพ่อเสียด้วยซ้ำ หากเป็นผู้อื่นคงถูกกุดหัวไปแล้ว นี่เสด็จพ่อคงตกพระทัยอยู่จึงมิได้ลงทัณฑ์ใด น่าเสียดายนักเทียว...”


“นั่นสิเพคะ มหิตาเทวีก็ยังมิได้รับโทษใดๆ แล้วแผนที่จะ....” บัวลออกทูลได้แค่นั้นก็รีบหยุดปากด้วยถูกนางเทวีถลึงดวงเนตรใส่ จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นกริ้วออกปากไล่นางกำนัลที่รายล้อมอยู่รอบวรกายไปเสียจนสิ้น เมื่อทอดพระเนตรว่าทางสะดวกเหมาะจะตรัสเรื่องลับแล้วจึงค่อยรับสั่ง


“เจ้านี่เวลาจะพูดหัดดูที่ดูทางเสียบ้าง หน้าต่างมีหูประตูมีช่องรู้หรือไม่ หรืออยากจะถูกลากไปร่วมทัณฑ์ด้วย”


“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว ” นางตัวดีก้มหน้างุด ในขณะที่เคียงฟ้าเริ่มสงสัยท่าทีของคนทั้งคู่


“คู่นั้นดูมีลับลมคมนัยชอบกลนะคะ” วิทยเทพพยักหน้ารับ แล้วสั่งให้หล่อนเงียบลงเพื่อฟังคำสนทนานั้น


“มีอะไรรีบๆ ว่ามา”


“คือ...หม่อมฉันจะทูลว่า เห็นทีพระบาทเจ้าจะทรงพิโรธอาจจะไม่เรียกมหิตาเทวีมาสอบแล้วมังเพคะ”


“ก็เป็นได้...เฮ้อ น่าเสียดายนักงั้นแผนที่ข้าคิดจะซัดทอดไปถึงเสด็จพี่เขมมินีคงมิได้ใช้กัน เออนี่เจ้านำเงินไปให้นางเอื้องเสียให้มันปิดปากให้สนิท ใครถามก็อย่าได้พูด ให้ทำเป็นเงียบๆ ไปเสีย ไม่ต้องบอกใครว่ามันเป็นคนพานางศรีดาราไปหาหมอเสน่ห์ หากข้าอยากให้มันพูดเมื่อใดข้าจะบอกมันเอง” เท่านั้นเองเคียงฟ้าก็อุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ


“ว่าไงนะ ทั้งหมดนี่เป็นแผนของเธอเหรอ?” ใบหน้าของหล่อนซีดเผือดลงทันที เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าจนหญิงสาวไม่อาจบอกได้ว่าระหว่างตกใจกับโกรธความรู้สึกใดมาก่อน


“ทำไม? ทำไมถึงทำแบบนี้ เธอเป็นพี่สาวของมหิตาไม่ใช่เหรอ?” น้ำตาอุ่นๆ รื้นขึ้นมาคลอเบ้าทันที


“เอ้อ...คือว่า นางเอื้องมัน...”


“มันทำกระไร? หรือมันอยากจะได้เงินเพิ่ม? นางนี่โลภนักได้คืบจะเอาศอก”


“มิ..มิใช่เพคะ แต่นางเอื้องมันหนีไปแล้ว”


“เจ้าว่าอะไรนะ?”


“มันหนีไปแล้วเพคะ มันคงจะกลัว แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเพคะ?” พินทุมณีเทวีสดับแล้วอึ้งไป ดวงพักตร์ขมวดมุ่นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง


“ช่างเถอะ! มันหนีไปแล้วมันคงไม่กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้เราดอก” พระขนงมิได้คลายตัวลง เห็นได้ชัดว่าทรงวิตกกังวล


“เดี๋ยวสิ...หมายความว่าเธออยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งหมด? แถมยังคิดจะซัดไปให้พี่เขมมินีด้วยอย่างนั้นเหรอ?”


เคียงฟ้าอ้าปากค้าง หล่อนนึกไม่ถึงพี่น้องสายเลือดเดียวกันแท้ๆ มหิตาทำอะไรให้พระพี่นางเกลียดชังนักหนา เรื่องนี้เดือดร้อนกันถึงชีวิตเลยทีเดียว หญิงสาวเม้มริมฝีปากลงจนแน่นสนิท น้ำตาร้อนๆ ก็เอ่อพ้นขอบตาออกมา อย่างนี้นี่เองเล่าอาจารย์ของหล่อนจึงต้องติดตามมา


“ปล่อยไม่ได้!!” แต่ขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา เป็นเสียงบุรุษอันเกรี้ยวกราด เรียกความสนใจให้ทุกคนหันไปมอง ผู้พูดค่อยๆ พาตัวเองก้าวพ้นบานทวารเข้ามาในห้องทรงพระสำราญ ราวกับว่ายืนฟังเรื่องนี้อยู่นานแล้วจึงค่อยปรากฏตัว


“เสด็จพี่!!” พินทุมณีเทวีใจหายวาบ ทรงผุดลุกขึ้นด้วยท่าทีอันร้อนรน ดวงพักตร์ซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด


“ชยาทัต!!” เจ้าของนามเดินทะลุผ่านเคียงฟ้าและวิมุตติไปหาชายาของตน ด้วยแววเนตรที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้


“ระ...เรื่องที่น้องพูดเมื่อกี้ มันไม่ใช่อย่างที่เสด็จพี่คิดนะเพคะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด น้องเพียงแต่วิพากษ์ไปตามเรื่องเท่านั้น...” ดวงเนตรของพระนางสั่นไหวราวกับลูกนกตัวน้อยๆ ที่กำลังเกรงกลัว ทรงหวาดกลัวว่าพระสวามีรู้ว่าพระองค์อยู่เบื้องหลังแล้วจะชิงชังรังเกียจ พฤติกรรมอันสามานย์นี้ แล้วจะหมดรักในตัวพระองค์


“ทีอย่างนี้ละ มาทำกลัวสามีรู้ความชั่วของตัว” เคียงฟ้าตำหนิออกมาดังๆ ทำให้บุรุษข้างกายพลอยหัวเราะไปด้วย


“น้องหญิงเรื่องนั้นน่ะเอาไว้ก่อน แต่เรื่องนางเอื้องมันรู้เรื่องมากเกินไป จะปล่อยมันไปไม่ได้เรื่องจะมาถึงตัว แล้วน้องพี่จะเดือดร้อน คราวนี้คนที่คอขาดอาจเป็นเจ้า” พระสวามีตรัสด้วยความจริงจัง ทำให้พินทุมณีเทวีชะงักถ้อยคำที่ดำริจะแก้ตัวลงไป


“พี่รู้ว่าเจ้าทำเพื่ออะไร? เพื่อเขี่ยภูวิษะให้พ้นทางข้าสินะ” สีพระพักตร์นั้นเป็นทุกข์เช่นเดียวกับดวงเนตรที่ถ่ายทอดความอ่อนโยนลงมา


“มันเสี่ยงรู้หรือไม่ เจ้าไม่น่าทำอย่างนี้เลย ภูวิษะเป็นคนเก่งพี่ไม่คิดจะไปเทียบกับเขา”


“แต่...”


“พี่ขอบใจเจ้ามาก แต่เจ้าทำให้พี่หนักใจนัก”


“นะ...น้อง น้องมิได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้ เสด็จพี่น้องขอโทษอย่าได้เสียพระทัยไป ” พินทุมณีเทวีตรัสตำหนิองค์เองที่ทำให้พระสวามีผิดหวัง


“เจ้าทำเพื่อพี่ แล้วพี่ยังมีคำใดไปติเตียนเจ้าได้อีกเล่า พี่มีแต่เป็นห่วงเจ้านัก....” สดับได้แค่นั้นพระนางก็โผเข้าสู่อ้อมอุระแล้วซบพระพักตร์ลงกรรแสงออกมา


“เสด็จพี่ น้องขอโทษ น้องทำทุกอย่างไปโดยพละการ มิได้ทันคิดว่าจะทำให้เรื่องมันบานปลายถึงเพียงนี้ น้องเพียงแค่เล่าให้มหิตาฟังเท่านั้น ว่านางคนนั้นมันช่วยพาไปหาหมอเสน่ห์ได้ แต่..แต่ที่เหลือล้วนเป็นนางตัดสินใจเองทั้งนั้น มิใช่ใครอื่นเลย”


“แต่ถ้าเรื่องแตก นางอาจป้ายสีเจ้าได้ว่าเจ้ายุยง มหิตาหรือจะโทษตัวเองเวลานี้นางคงทำทุกอย่างเพื่อรักษาศีรษะของภูวิษะเอาไว้ นางคงขายได้แม้แต่พี่สาวอย่างเจ้า”


“ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดีเล่าเพคะ?”


“ฆ่า! ปิดปากนางคนนั้นเสีย”


“หา?” ทุกเสียงในห้องนั้นดังประสานกันขึ้นมาด้วยความตกตะลึง


“จะ...จะต้องฆ่านางเอื้องเชียวหรือเพคะท่านชยาทัต” บัวลออที่เงียบอยู่นานอดมิได้ที่จะแทรกขึ้นมาด้วยความตกใจ


“เสด็จพี่...นางบ้านป่านั่นใครจะไปเชื่อถือมัน ปล่อยมันกลับเข้าป่าไปเรื่องก็น่าจะจบแล้วนะเพคะ อย่าให้ถึงกับต้องฆ่าต้องแกงกันเลย...น้องกลัว...มันบาป”


“แล้วเจ้ามั่นใจหรือ ว่าจะไม่มีใครใช้เงินซื้อมันให้เปิดปาก นางนั่นเป็นข้าของเขมมินีเทวีแท้ๆ ยังรับสินจากเจ้าได้ แล้วมันหรือจะรักษาความลับให้เจ้า”


“จริงเพคะ นางเอื้องมันเห็นแก่เงิน ถ้ามีคนให้เงินมากกว่าคงง้างปากนางได้ อีกอย่างมันรักตัวกลัวตายเสียขนาดหอบผ้าหนีไปนี่ก็ไว้ใจไม่ได้แล้วเพคะ”


“บัวลออเจ้ารู้จักคิดนี่ ถ้าอย่างนั้นก็คงรู้นะว่าเจ้าควรจะภักดีกับใคร?”


“เพคะ หม่อมฉันไม่มีทางทรยศพระเทวีกับท่านชยาทัตเด็ดขาด หม่อมฉันสาบาน..เอ้อ สาบานกับวิษณุเทพเพคะ” นางตัวดีรีบก้มหน้างุดแล้วกล่าวคำสัตย์สาบานอย่างไม่เต็มเสียงนัก แต่จำต้องเอ่ยเพราะเกรงกลัวราชบุตรเขย


“ก่อนอาทิตย์ตกต้องไม่มีนางเอื้อง รวมทั้งไอ้หมอผีกะลอผู้นั้นด้วย!!”


สุรเสียงเด็ดขาดตรัสออกมาพร้อมด้วยแววเนตรเหี้ยมฉายฉาน เป็นแววเนตรที่พินทุมณีเทวีไม่เคยเห็นมาก่อนและมิทันได้สังเกตเห็นเสียด้วยซ้ำเพราะมัวแต่กังวลพระทัยอยู่ เคียงฟ้าเสียอีกที่หนาวยะเยือกยาวเมื่อสบเนตรกร้าวคู่นั้น


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“อาจารย์คะ! เขาจะฆ่าเอื้อง ทำยังไงดี ช่วยเอื้องหน่อยได้ไหมคะ?” วิมุตติฟังแล้วส่ายศีรษะปฏิเสธ


“มันสายไปแล้วเคียงฟ้า เรื่องนี้เกิดขึ้นและล่วงผ่านไปแล้ว พวกเราเพียงแค่เฝ้ามองอดีตอยู่แค่นั้น หญิงบ้านป่านางนั้นมีชะตาต้องจบลงด้วยกรรมเช่นนี้” สิ้นคำตอบหญิงสาวน้ำตาร่วงเผาะลงมาเป็นสาย


“มหิตา...เธอรู้ไหม เธอทำให้คนต้องตายกี่คนแล้ว...ฮือ” เคียงฟ้าเจ็บใจที่ตัวเองไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยนอกจากเฝ้ามองด้วยความรวดร้าวเท่านั้น หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้นชวนให้สงสาร จนวิทยาธรหนุ่มอดมิได้ที่จะปลอบ มือใหญ่ถูกวางลงบนศีรษะของหล่อนแล้วลูบช้าๆ


“ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แหละ...ยิ่งอยู่มาเนิ่นนานก็ยิ่งเห็นความอยุติธรรม ความพลัดพราก ความเจ็บปวด วิทยาธรอย่างพวกเราได้แต่เฝ้าดูเงียบๆ ไม่อาจเข้าไปแทรกในกรรมของใครได้ มิเช่นนั้นจะผิดกฎ”


“ผิดกฎ...แล้วเคยมีใครแหกกฎไหมคะ?”


“มีสิ”


“แล้วช่วยได้ใช่ไหมคะ? แล้วเขาจะโดนลงโทษรุนแรงหรือเปล่าคะ ช่วยด้วยเจตนาดีแท้ๆ” หล่อนยังมีความหวังแม้เพียงน้อยนิด ถึงไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับแม่หญิงชาวป่าแต่ไม่อยากให้นางตาย


“มันคือการพาตัวเองเข้าไปผูกพันกับเวรกรรมของเขา ซึ่งก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนา...แต่ถ้าเราวางอุเบกขาไม่ได้ ก็ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ 


ความสงสารคือกิเลสอย่างหนึ่งเป็นพันธนาการไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ยากต่อการเข้าถึงความสงบ อาจต้องตามไปเวียนว่ายตายเกิดร่วมกับคนที่ได้ช่วยเหลือ เพื่อให้เขาทดแทนเกื้อหนุนหรือไปอุดหนุนจุนเจือเขาต่อในชาติภพต่อๆ ไป



...พูดให้ง่ายเข้า...ตกงาน เข้าใจไหมแม่คนขี้แง” เคียงฟ้ากะพริบตาปริบๆ ให้กับรอยยิ้มละมุนที่ไม่เคยเห็นตอน เขาสวมบทอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเลย


“กรณีที่เราจะไปช่วยเขาได้นั้น คนๆ นั้นจะต้องมีมีบุญสะสมหากไม่ถึงชะตา เราอาจแทรกเข้าไปได้ หรืออาจเรียกเอาเทวาผู้เคยมีบุญร่วมกันมาก่อน ให้ช่วยปัดเป่าผ่อนหนักเป็นเบา แต่กรณีนางเอื้องมีบาปจากการฆ่าสัตว์ ตามวิถีชีวิตอยู่แล้ว กินบ้าง ฆ่าเอาสนุกบ้าง ขายบ้าง มิใช่ชาติเดียวเกิดเป็นกรรมสะสม แต่บุญไม่เคยทำทานก็ไม่เคยให้ ถึงเวลาก็ยากที่ใครจะมาช่วย”


“ถ้าตายแล้ว เอื้องจะเป็นยังไงต่อคะ แล้วพินทุมณีกับชยาทัตจะได้รับกรรมไหมคะ?” ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้า


“ตายแล้วก็ไปตามวิถีของเขา สุดแต่เวรแต่กรรมที่ทำมา ส่วนคู่นั้น...เวลานี้ยังเสวยบุญอยู่ บาปที่สร้างก็เป็นกรรมสะสมเอาไว้ ยังไม่ถึงเวลาของเขา”


“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อคะ เรื่องมันเลวร้ายไปกว่านี้ไหมคะ?”


“ก็ตามดูวิถีของพวกเขากันต่อไป ดูแล้ววางอุเบกขาให้ได้ วางได้จะเกิดสติ...ไปเถิด พายุแห่งความวุ่นวายกำลังจะมา ตั้งสติให้ดีเคียงฟ้า!”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ไฟแห่งความทุกข์มันผลาญเอาความสุขไปจนหมดสิ้น มหิตาเทวีแม้นไม่ได้ถูกจำคุกแต่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก แม้ว่าพระสวามีมิได้ตบตีหรือแม้จะตรัสว่ากล่าวสักครึ่งคำก็หามีไม่ แต่ทรงบัญชาให้พระนางอยู่แต่ในห้องบรรทม ห้ามมิให้ออกมาอย่างเด็ดขาดและหากผู้ใดปล่อยพระเทวีออกมา มันผู้นั้นหัวหลุด จึงไม่มีผู้หาญกล้าจะขัดรับสั่งนี้ จะไปปรนนิบัติก็มิกล้าพวกนางกำนัลจึงเพียงแต่จัดสำรับไปถวายแล้วรีบออกมาเท่านั้น


เจ็ดวันที่ทรงเดียวดายอยู่ผู้เดียว อัสสุชลเหือดแห้งไปตั้งเท่าใดก็ไม่อาจวัดได้ มหิตาเทวีรู้เพียงแต่พระองค์กรรแสงอย่างเดียวดายตั้งแต่รุ่งสาง จนถึงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ไม่อยากเสวย ไม่อยากบรรทม ไม่อยากดำริถึงความทุกข์เข็ญที่จากทัณฑ์ที่พระสวามีจะได้รับ และที่ไม่อยากดำริถึงที่สุดคือ...


‘ฤา..หทัยของภูวิษะเจ้านั้นเล่า ยังอยู่กับมหิตาผู้นี้หรือไม่? ฤา..ทรงชิงชังแล้ว?’ คำถามเช่นนี้วนเวียนไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า


ในขณะที่เจ้านาคราชนั้นจำต้องไปเก็บตัวที่นาคาลัย เพื่อทำพิธีถอนเสน่ห์ขับไล่เสนียดจัญไร ต้องแช่พระวรกายชำระองค์ในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงมิได้กลับมาที่ตำหนักเลย


“ต่างคนต่างทุกข์ แต่ไม่รู้ใครจะทุกข์มากกว่ากัน ภูวิษะไม่ได้กลัวที่จะโดนลงทัณฑ์ แต่กำลังผิดหวัง...กลัดกลุ้มจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” เสียงวิพากษ์นี้ดังมาจากวิมุตติผู้เป็นทั้งสหายและวิทยาธรผู้ดูแลคดี


“ผิดหวัง...ในตัวมหิตาหรือคะ?” หล่อนทอดหายใจ ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย


“ผิดหวังในตัวเอง” คำตอบทำให้หล่อนเบิกตากว้าง แล้วหันไปมองอาจารย์พร้อมแววตาที่เป็นด้วยคำถาม


“ก็เขา...ทรงฤทธิ์ถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่รู้ตนว่าโดนทำเสน่ห์ ซ้ำยังลุ่มหลงมัวเมาจนหลงลืมหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ น่าละอายเหลือทน ละอายเสียจนไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเอง มิกล้าเอ่ยขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วโยนความผิดให้ผู้ใดมาร่วมรับด้วยทั้งสิ้น 


ทั้งๆ ที่จริง...มหิตาพูดถูก ภูวิษะไม่อยู่เสียคนเดียว ที่เหลือกลับเสียกระบวนทำอะไรไม่เป็นเลยหรืออย่างไร? มันพิกลนัก...แต่ภูวิษะมองแต่ความผิดของตนเอง จึงไม่ได้แบ่งใจไปพิจารณาเรื่องนี้.... ”


“อาจารย์หมายความว่ายังไงคะ?”


“ชยาทัต...เป็นทัพเสริมที่จะต้องตีโอบล้อมลงมาจากอีกด้าน เมื่อได้รับสัญญาณจากทัพใหญ่ แม้ผิดแผนการที่นัดแนะกันไว้ แต่ก็ควรที่จะดูรูปการณ์แล้วรีบลงมาช่วยทัพหน้ามิใช่รึ?” รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าด้วยอารมณ์สมมาดที่คะเนความได้ ตรงกันข้ามกับเคียงฟ้าหล่อนยกมือขึ้นปิดปากก่อนเสียงอุทานจะเล็ดลอดออกมา


“ขะ...เขา นี่เป็นแผนการ ชยาทัตรู้เรื่องทั้งหมด แต่...ตอนนั้นเขาทำเหมือนกับเพิ่งรู้เรื่องหลังจากที่พินทุมณีเผลอพูดนี่คะ”


“นั่นสินะ...เขาไม่ได้มีเจตนา สู้ให้ชายาของตนเป็นผู้วางแผนให้ร้ายผู้อื่นจะดีกว่า อย่างไรนางก็เป็นธิดากษัตริย์แม้โดนจับได้ก็คงได้ละเว้นโทษตาย แต่เขาสิ...เป็นเพียงราชบุตรเขย สู้ทำไม่รู้ไม่ชี้แล้ว เพียงแค่ชี้นำให้สตรีที่ลุ่มหลงตนจนลืมสิ้นชาติสิ้นเมือง ลงมือกระทำก็เพียงพอแล้ว...เท่านี้เรื่องก็ไม่ถึงตัวแล้ว ช่างเป็นนาฏกรรมที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงคำหวานไม่กี่คำ จะบันดาลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองถึงเพียงนี้”


“ไม่...ไม่นะคะ ไม่ใช่...ไม่จริงใช่ไหมคะ? อาจารย์บอกฟ้าสิ...ว่าไม่จริง พวกเราพี่น้องต้องแตกคอกันเพราะผู้ชายคนนี้ มหิตากับเจ้าภูก็ต้องผิดใจกัน ....แล้วยังจะ...จะ ไม่นะคะ มันต้องไม่เกิดขึ้นใช่ไหม? จุมภะไม่ได้ล่มสลายเพราะมหิตากับเจ้าภูใช่ไหมคะ? ไม่ใช่..มันต้องไม่ใช่...”


ยิ่งพูดความปวดร้าวก็ยิ่งแล่นเข้ามาสิงสู่จิตใจ จนหญิงสาวเกิดอาการวิงเวียนจนไม่อาจทรงตัวได้ น้ำตาร้อนๆ ไหลนองทั่วหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดของเคียงฟ้ากับมหิตาเทวีถูกเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกัน ประหนึ่งบาดแผลที่หล่อนไม่เคยมองเห็นมาก่อน พลันปรากฏขึ้นมาบนเรือนร่างแล้วปริแตกจนแผลเปิดกว้างอย่างรวดเร็ว ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นฉีกกระชากแผลนั้นจนโลหิตไหลนอง ร่างอรชรสั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้ นัยน์ตาของหล่อนพร่าเลือนลงทุกขณะ แล้วทุกอย่างในมโนสำนึกก็ดับวูบไป


“เคียงฟ้า!!”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 06 พฤษภาคม 2557
Last Update : 6 พฤษภาคม 2557 12:49:38 น. 4 comments
Counter : 961 Pageviews.

 
รออยู่นะคะ ติดงอมแงมเลย


โดย: diene IP: 171.4.81.231 วันที่: 10 มิถุนายน 2557 เวลา:21:41:18 น.  

 
จินตนาการได้สวยงาม และผูกเรื่องได้ซับซ้อนจริงๆ ตอนต่อไปจะเป็นอย่างไรหนอ ตื่นเต้นจัง


โดย: สงสัย IP: 223.206.250.88 วันที่: 19 มิถุนายน 2557 เวลา:13:46:49 น.  

 
สนุกมากคร้า รออ่านตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อ ^^


โดย: bluemercury วันที่: 25 มิถุนายน 2557 เวลา:16:29:52 น.  

 
diene : ขออภัยในความล่าช้าค่ะ

สงสัย : ขอบคุณมากค่ะ

bluemercury : มาแล้วค่ะ


โดย: แก้วกังไส วันที่: 29 มิถุนายน 2557 เวลา:3:27:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.