จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
เมษายน 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
5 เมษายน 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 39

ตอนที่ 39
ต้นกรรม



                  จันทร์เดือนแรมซีดจางไม่กระจ่างชัดเท่าเพ็ญสว่าง สลัวมัวไม่ต่างกับใจผู้คนในตำหนัก ลึกเข้าไปในห้องหับอันมืดมิดของกุสุมาลย์มีเพียงแสงริบหรี่จากตะเกียง ศรีดารามองจนมั่นใจว่านางหลับแล้ว จึงค่อยเป่าตะเกียงให้ดับ แล้วล้มตัวลงนอนที่พื้นข้างตั่ง


                  “เวรกรรมอะไรนักหนากันหนอ?” นางคนทะเล้นรำพึงออกมาด้วยใจอันหดหู่ ก่อนจะหลับใหลไปในที่สุด


                  คืนนั้นศรีดาราฝันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งผ้าผ่อนที่นางนุ่งห่มดูแปลกแตกต่างกับผู้คนอื่นยิ่งนัก แต่ที่น่าประหลาดคือศรีดารากลับรู้สึกมักคุ้นกับหญิงนางนี้ จึงไม่ติดใจสงสัยว่านางเป็นใคร ซ้ำยังพูดคุยได้อย่างสนิทปาก หรืออาจเพราะนี่เป็นมนตราแห่งความฝัน หาใช่โลกความจริงไม่


                 “พี่ศรีดารา ทำไมมานอนตรงนี้” คนถูกถามยันตัวขึ้นมาตอบ เสมือนหนึ่งรู้จักกันมานานแล้ว


                 “ก็มานอนเฝ้าพี่กุสุมาลย์น่ะสิ”


                 “ทำไมต้องเฝ้า?”


                 “เจ้าไม่เห็นหรือไง? ทุกวันนี้นางเหมือนผู้เหมือนคนเสียที่ไหน ไม่เอาแต่ร้องไห้ทั้งวี่ทั้งวัน นี่ข้าต้องเอากระจกไปซ่อนไม่ให้นางเห็นหน้าตัวเอง” ศรีดาราตอบเสียงห้วน


                 “หน้า? หน้าพี่เขาเป็นอะไร?” เคียงฟ้าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจ


                “ก็...เจ้าดูเอาสิ” ศรีดาราไม่พูดเปล่า นางลุกขึ้นเดินนำไปยังตั่งที่สราญโฉมนอนนิทราอยู่ น่าประหลาดในห้องนั้นควรจะมืดมิดแต่ทั้งสองกลับมองเห็นใบหน้าที่มีรอยไหม้พาดผ่านแก้มของกุสุมาลย์อย่างชัดเจน


                 “นะ..หน้า !!!” หญิงแต่งกายประหลาดอุทานเสียงดังออกมา


                 “ชี่ว์...อย่าเสียงดังไปสิ เดี๋ยวพี่กุสุมาลย์ตื่นดอก” เคียงฟ้าจึงยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาของหล่อนบัดนี้ชุ่มไปด้วยน้ำตา มันไหลจนนองอาบสองแก้ม


                 “ฟ้ามาไม่ทันหรือนี่....พี่กุสุมาลย์”


                “ถึงเจ้ามาทันแล้วจะช่วยอะไรได้ ขนาดท่านพราหมณ์ยังบอกว่าอาจจะไม่หายด้วยซ้ำ”


                “แต่อย่างน้อย....” หล่อนยังสะอึกสะอื้นต่อ “อย่างน้อยก็อาจจะห้ามไม่ให้พี่กุสุมาลย์ใช้เครื่องสำอางนั่นได้”


                “เครื่องสำอางอันใด?” คิ้วหนาของศรีดาราเลิกขึ้นกับศัพท์ไม่คุ้นเคย


                “ก็กล่องประทินโฉมนั่นไง กล่องประทินโฉมที่มหิตาให้พี่กุสุมาลย์น่ะ”


                “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?” นางคนทะเล้นยกมือขึ้นทาบอกตนเองอย่างขวัญหาย


                “รู้สิ! กล่องนี้น่ะมหิตาได้จากพินทุมณี บอกให้เอาไว้แกล้งเมียน้อย แต่ฉันคิดไม่ถึงว่ามหิตาจะใจดำถึงขนาดนี้ เธอทำกับพี่กุสุมาลย์แบบนี้ได้ยังไง?” เคียงฟ้าได้แต่คิดในใจสมควรแล้วที่วิญญาณของกุสุมาลย์จะอาฆาตเธอข้ามชาติข้ามภพเช่นนี้


               “อะไรนะ?!! เจ้าพูดอะไรน่ะ? นี่เป็นเรื่องจริงรึ?” หญิงสาวจากอนาคตกาลหันมามองศรีดาราทั้งน้ำตา

               
               “มหิตาน่ะใจดำ” หล่อนย้ำ


               “ไม่จริง พระเทวีไม่ใช่คนแบบนั้น นี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด เจ้าอย่าใส่ร้ายพระเทวี!!” ศรีดาราขยับตัวถอยออกห่างจากเคียงฟ้าที่ร่ำไห้อยู่ข้างตั่ง แล้วตะโกนออกมาด้วยใจอันเจ็บปวด


                “ไม่จริง!!! ไม่จริง!! พระเทวีไม่ได้ทำ!!!” นางยังตะโกนร่ำร้องออกมาด้วยความเสียใจ นางทุกข์และเจ็บปวดไม่แพ้กุสุมาลย์ แม้ว่านางเองก็เคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ไม่ต่างกับความจริงที่เคียงฟ้ากล่าวนักก็ตาม


                “ข้าไม่เชื่อ!! ไม่จริง!! พระเทวีไม่ได้ทำ!!” แล้วเสียงใครอีกใครก็กรีดร้องดังโหยหวนขึ้นมาด้วยประโยคเดียวกัน จนร่างที่นอนกระสับกระส่ายอยู่ข้างตั่งสะดุ้งตื่น ศรีดารางุนงงกับความฝันที่เกิดขึ้นนัก แต่ไม่มีเวลาตรึกตรองมากนัก เพราะร่างบนตั่งลุกขึ้นนั่งร้องไห้อย่างเสียจริต


                “พี่กุสุมาลย์ พี่จ๋า...อย่าร้องไห้นะ” นางขยับตัวขึ้นคู่บนตั่งแล้วโอบกอดร่างนั้นอย่างแสนเวทนา


                “ศรีดาราเจ้าบอกข้าสิ พระเทวีไม่ได้อยากให้ข้าเสียโฉม”


                “ขะ..ข้า ข้าไม่รู้” ใจนางอยากปฏิเสธด้วยเสียงอันมั่นคง แต่ศรีดารามิอาจกล่าวอันใดได้มากกว่านั้น แล้วจึงได้แต่ร้องไห้เป็นเพื่อนหญิงงาม


                เคียงฟ้าเดินออกจากห้องของกุสุมาลย์อย่างเงียบๆ ในใจเจ็บปวดกับภาพที่เห็นยิ่งนัก ที่ยิ่งแค้นคือหล่อนไม่อาจทำอะไรได้เลย ทุกอย่างมันล่วงผ่านไปแล้ว มันสายไปเสียแล้ว...


                “มหิตา...ใจเธอทำด้วยอะไร?”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                หญิงสาวนั่งอยู่ในห้องทรงพระสำราญโดยที่ไม่มีใครมองเห็นหล่อน และเคียงฟ้าก็ยินดีที่เป็นเช่นนั้น หล่อนเฝ้ามองมหิตาเทวีด้วยสายเย็นชา ถ้าทำได้หล่อนอยากจะกระชากพระวรกายบอบบางนั้นมาเขย่า แล้วด่าทอให้สมกับสิ่งที่กุสุมาลย์ได้รับ นั่นยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ หญิงสาวได้แต่คิด


               “อิ่มแล้วหรือไร? เจ้าเพิ่งกินไปไม่กี่คำเองนะ” สุรเสียงของภูวิษะเจ้าตรัสถามด้วยความห่วงใยยิ่งนัก แต่ชายาของพระองค์หลุบดวงเนตรลงต่ำก่อนจะตรัสตอบ


               “หม่อมฉันกินไม่ลง”


               “เจ้าไม่สบายใจเรื่องกุสุมาลย์รึ?”


               “เพคะ” สุรเสียงนั้นแผ่วเบา


                “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่สบายใจ...กุสุมาลย์เป็นดังพี่สาวของเจ้านี่นะ ” นิลเนตรทอประกายเวทนาไม่ต่างกับถ้อยดำรัส


                “แต่ถ้าเจ้าไม่กินอะไรเช่นนี้ จะไม่สบายตามไปอีกผู้หนึ่งนะน้องพี่”


                น้ำพระทัยที่ปลอบประโลมมานั้น ทำให้มหิตาเทวีทรงกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก พระนางใคร่อยากได้คำปรึกษา อยากขอร้องพระสวามีให้รักษากุสุมาลย์ด้วยฤทธีแห่งนาคราช แต่..เกรงว่าเมื่อทรงทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว จะพิโรธและรังเกียจพระนางจนกลายเป็นหมดรัก ด้วยเหตุนี้มหิตาเทวีจึงได้แต่ทรงกล้ำกลืนความในพระทัยไว้แต่ผู้เดียว


                 ดังนั้นเมื่ออยู่เพียงลำพังชายาแห่งภูวิษะเจ้าจึงได้ร่ำร้องในฤทัย ทรงกรรแสงอย่างหนัก เมื่อทำร้ายกุสุมาลย์หญิงที่เป็นทั้งนางกำนัลคนสนิททั้งพี่ร่วมสายกษีรธารา


                 “ถ้าเขารู้ เขาจะหมดรักเธอก็ไม่แปลกหรอก เพราะเธอมันใจดำ” เคียงฟ้านั่งจ้องมองพระเทวีอย่างไร้ซึ่งความสงสารเห็นใจ


                 “หากเสด็จพี่รู้เข้า...คงจะพิโรธมาก”


                 “เขาต้องโกรธแน่อยู่แล้ว”


                 “ข้ารักเสด็จพี่”


                 “อย่างนี้ไม่เรียกว่ารักเขาหรอก เธอรักตัวเองต่างหาก”


                  “ข้ารักพี่กุสุมาลย์....แต่”


                 “นี่ยังกล้าพูดอีกเหรอว่ารักพี่กุสุมาลย์น่ะ นังบ้า!!” น้ำตาเจ้ากรรมเริ่มไหลพรากๆ ออกมาจากสองเบ้าตา หญิงสาวจากอนาคตปาดมันทิ้งลวกๆ


                 “รักเขาแล้วทำไมทำแบบนี้กับเขา เธอทำได้ยังไง? ใจเธอทำด้วยอะไร?” หล่อนต่อว่าไปอีกมากมาย เคียงฟ้าไม่รู้หรอกว่ามหิตาเทวีจะได้ยินที่หล่อนพูดหรือไม่ แต่วันนี้ เวลานี้ หล่อนเหลืออดแล้ว ถ้าทำได้จากจะเข้าไปตบสักฉาดให้รู้สำนึกเสียด้วยซ้ำ


                 “แต่เล็ก...ข้าชื่นชมพี่กุสุมาลย์” มหิตาเทวียังรำพันต่อไป นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พระนางตรัสถึงความลับที่ซ่อนไว้ในพระทัยของตนเอง


                 “พี่กุสุมาลย์เป็นคนสวย นางงามแปลกตากว่าใคร นางมีเรือนร่างระหงต่างกับข้า” ด้วยรูปร่างมหิตาเทวีเป็นสตรีร่างเล็กแต่ทรวดทรงสมส่วน น่าทะนุถนอม ส่วนกุสุมาลย์นั้นเป็นหญิงสาวร่างเพรียวระหง มีเรือนร่างสูงกว่าหญิงชาวจุมภะทั่วไป


                 “แล้วมันเกี่ยวอะไร?” เคียงฟ้าไม่เข้าใจ แต่ยังคงส่งคำถามต่อไปเรื่อยๆ คล้ายว่ามหิตาเทวีจะรับรู้ ด้วยว่าพระทัยกำลังหวั่นไหว ความรู้สึกถูกผิดดีชั่วเข้ารุมเร้าจิตใจอย่างหนัก เทวีน้อยไม่สามารถเก็บงำเอาความรู้สึกไว้ได้อีกต่อไป พระนางค่อยๆ รำพันถึงความนัยต่อไปเรื่อยๆ อย่างเลื่อนลอย


                “ยิ่งโตนางยิ่งงดงาม นางมีผมดำขลับสลวยยาวตรง..ต่างกับข้า” ทรงเปรียบเทียบพระเกศาหยักศกขององค์เองกับกุสุมาลย์


                “ข้าเคยคิด...หากข้าเป็นชาย ข้าคงหลงรักหญิงโฉมงามอย่างพี่กุสุมาลย์...”


                “เธออิจฉาพี่กุสุมาลย์....” เคียงฟ้าอุทานออกมา “บ้าไปแล้วหรือไง? เธอขี้เหร่หรือไง เธอสวย...สวยกว่าพี่น้องทุกคน สวยกว่าใครเพื่อน เพียงแต่สวยคนละอย่างกับพี่กุสุมาลย์เท่านั้น แล้ว...แล้ว เจ้าภู..ภูวิษะเจ้าเค้าก็รักเธอ เลือกเธอ ไม่ใช่พี่กุสุมาลย์ เขาไม่ได้มองด้วยซ้ำ เธอ...เธอ บ้าไปแล้ว”


                “ข้ารักพี่กุสุมาลย์...รักทุกอย่างที่เป็นพี่ ทั้งรูปโฉม...ทั้งความอ่อนหวาน ทั้งงานฝีมือ พี่กุสุมาลย์เพียบพร้อมทุกสิ่ง...ข้าสิ ข้าต้องพยายามต้องแข่งกับพี่น้องทุกคน รวมทั้ง..แข่งกับนาง”


                “มหิต...า” คนรับฟังใจสั่นเสียงหายไปในลำคอ หล่อนไม่เคยคิดมาก่อนว่ามหิตาเทวีเก็บกดความรู้สึกใดไว้ในใจบ้าง


                 “ข้า...ข้าอยากจะเพียบพร้อม ให้มากกว่าผู้ใด ให้สมกับ...เสด็จพี่..” ตรัสถึงตรงนี้สุรเสียงก็ขาดห้วงไป ราวกับจะขาดพระทัยไปด้วย อัสสุชลพรั่งพรูออกมากจาดวงเนตร


                 “แต่เล็กมา...สิ่งเดียวที่ข้าปรารถนา คือการเป็นชายาของเสด็จพี่ เป็นสตรีที่คู่ควรกับมหิทธราบดี ข้า...ข้าไม่อยากด้อยกว่าผู้ใด”


                 “มหิตา...เธอ..เธอคิดมากไปเอง” หัวใจของเคียงฟ้าอ่อนยวบลง ความสงสารเข้ามาแทนความโกรธ หญิงสาวเดินเข้าหาร่างอรชรที่กำลังกรรแสงอย่างหนัก แล้วยกมือขึ้นลูบพระพาหาแต่ไม่อาจสัมผัสกันได้ เพราะในโลกนี้เธอเป็นเพียงจิตวิญญาณเท่านั้น


                 “ข้ารักเสด็จพี่...ข้ารักพี่กุสุมาลย์...แต่ข้า...ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” พระนางน้อยคร่ำครวญออกมา ความเจ็บปวดเกาะกินดวงฤทัยจนไม่อาจทานทนได้ส่งผลมาถึงวรกาย มหิตาเทวีล้มพับสิ้นสติไปบนแท่นบรรทมนั่นเอง


                 “มหิตา...เธอโง่..โง่เขลาจริงๆ” อีกชาติหนึ่งของนางเทวี ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ หัวใจแทบสลายตามไปอีกคน


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                 ล่วงไปสองทิวาจากคืนนั้นมหิตาเทวีประชวรด้วยสาเหตุที่มีแต่เคียงฟ้าเท่านั้นที่รู้ความจริง ด้วยผลกรรมแห่งการให้ทุกข์ผู้อื่นทำให้พระทัยของพระนางหม่นหมอง ทั้งที่พร้อมสิ้นทั้งทรัพย์ศฤงคารแต่ไม่อาจเป็นสุขได้ ไม่ว่าเสวยสิ่งใดเข้าไปก็ทรงอาเจียนออกมาจนหมด วรกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจปฏิบัติราชกิจได้ ทำให้คนทั้งตำหนักไม่เว้นแม้แต่นาคเจ้าผู้เป็นสวามี ก็ทรงวุ่นวายพระทัยกับพระอาการประชวรนั้นจนหลงลืมกุสุมาลย์ไปชั่วขณะ


                 “เห็นทีจะต้องทำพิธีปัดรังควาน มันคงมีกาลกิณีทำให้เกิดเรื่องไม่หยุดหย่อน กุสุมาลย์หรือก็...เฮ้อ แล้วพระเทวียังมาล้มหมอนนอนเสื่อไปอีกคน” คุณท้าวจันทร์หอมบ่นออกมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล


                 “ท่าจะดี คุณท้าวก็ไปทูลท่านภูวิษะเสียสิ เรื่องแบบนี้น่ะท่านเป็นผู้ชายบางทีอาจจะคิดไม่ถึง” คุณท้าวพยักหน้ารับ และรำพึงต่อไปว่า เห็นจะต้องรอจังหวะดีๆ ที่ภูวิษะเจ้าทรงว่างจากราชกิจ มิเช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นการเพิ่มภาระใจให้กับท่านได้


                “ปทุมมาเจ้ากับศรีดารา ต้องคอยรับใช้ใกล้ชิดพระเทวีนะ ยิ่งท่านประชวรอยู่แบบนี้ เรียกหาอะไรต้องให้ว่องไว อย่าไปอยู่ไกลหูไกลตาล่ะ”


               “แล้วพี่กุสุมาลย์ล่ะ ถ้ามาดูแลพระเทวีแล้วใครจะดูแลนาง” ศรีดาราถามขึ้นด้วยความพะวง คนหนึ่งก็เป็นเจ้าหญิงอันเป็นที่รัก อีกคนหนึ่งก็เป็นสหายร่วมตำหนัก ล้วนแต่สำคัญกับนางทั้งสิ้น


                “เรื่องนั้นน่ะเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะให้มาลัยคอยดูแลนางไว้ เจ้าก็ไปรับใช้พระเทวีให้ดีก็แล้วกัน”


                “เจ้าค่ะ คุณท้าว” นางคนทะเล้นซึ่งบัดนี้ความรื่นเริงหายไปจากใจจนหมดสิ้น ค่อยตอบรับอย่างคลายใจ แล้วจึงไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยหารู้ไม่ว่าเพียงแค่ละสายตาไปไม่ได้นานก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น!



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 05 เมษายน 2556
Last Update : 5 เมษายน 2556 17:06:23 น. 1 comments
Counter : 769 Pageviews.

 
ปวดหัวใจ T___T ถึงจะสงสารกุสุมาลย์ .. แต่เข้าใจมหิตาเทวี..


โดย: เจ้คนไกล IP: 122.154.26.3 วันที่: 17 กรกฎาคม 2556 เวลา:15:16:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.