จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
2829 
 
1 กุมภาพันธ์ 2559
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 73

ตอนที่ 73


“เหตุที่ทำให้น้ำท่วมอย่างรวดเร็วมีประการเดียวคือ‘นาคล่มเมือง’!!”


เสียงนั้นดังอยู่ในโสตประสาทของหล่อนราวกับสายอัสนีบาตฟาดผ่าลงมาตรงหน้าหญิงสาวสะดุ้งขึ้นสุดกายแล้วโผเข้าหาเจ้านาคราช


“อย่านะเพคะ!”


เคียงฟ้าร้องออกมาด้วยความตกใจ หล่อนคว้าหัตถ์ภูวิษะเจ้ามาเขย่าโดยแรงหมายจะคาดคั้นให้รับปากท่าทางของหญิงสาวทำให้เจ้านาคราชตกใจมิใช่น้อยต้องดึงตัวหล่อนขึ้นมาตระกองกอดเอาไว้แนบอุระ


“เจ้าเป็นกระไร? ทำไมดูขวัญเสียเช่นนี้ ความฝันของเจ้าน่ากลัวมากกระนั้นรึ?”หล่อนไม่อาจตอบได้ในทันทีในหัวมีแต่จินตนาการอันเลวร้ายเกิดขึ้น


“มะ...หม่อมฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้น”พูดได้เท่านั้นหญิงสาวก็ร้องไห้ออกมา


“มหิตา...เจ้าเติบใหญ่แล้วนะมิใช่เทวีน้อยอย่าได้หวั่นไหวกับความฝันเลย” สุรเสียงอ่อนโยนค่อยทำให้คลายความวิตกกังวลเคียงฟ้ารวบรวมสติได้หล่อนก็รีบฉวยโอกาสพูด


“เสด็จพี่...บอกน้องหน่อยเถิดนาคจะล่มเมืองด้วยเหตุใดบ้าง คงมิใช่แค่เขานึกชังมนุษย์?”


“ก็มีหลายสาเหตุ...มนุษย์ทำให้ชังก็เป็นส่วนหนึ่งแต่นั่นมิใช่สาเหตุที่ต้องจมเมืองลงชาวเรามักจะเลือกทิ้งเมืองนั้นไม่อำนวยพรให้อีก”


“งั้นเมืองก็ไม่ล่ม” ภูวิษะเจ้าพยักพักตร์ให้


“แล้วสาเหตุอื่นเล่าเพคะ?”


“เมืองนั้นถึงวาระ ต้องลบล้างไป หาไม่ก็เป็นการลงโทษ หากว่าผู้ถือสัตยาเมืองผิดคำสัญญา..ตระบัดสัตย์...แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปบางคราวก็แค่รอเวลาชำระเมืองด้วยมือมนุษย์ด้วยกันเอง”


“แล้วมีอีกไหมเพคะ....”


“ก็....” พระขนงขมวดอย่างครุ่นคิดแล้วทอดพระเนตรมองนางในอ้อมพระกร


“แล้วเคยมีไหมเพคะ ที่พญานาคล่มเมืองลงด้วยความต้องการของตนเอง”


“มหิตาเมืองๆหนึ่งมิได้สร้างขึ้นมาภายในข้ามคืนเดียว เมืองนั้นย่อมมีเรื่องราว มีความรักความผูกพันแม้กระทั่งกับพญานาคาผู้รับบำบวงด้วยการจะตัดสินใจจมเมืองลงคงต้องตัดใจมิใช่น้อย มิหนำซ้ำยังมีชีวิตผู้คนจำนวนมากต้องสังเวยให้อีกมันมิใช่เรื่องเล่นๆ”


หลังจากฟังแล้วหญิงสาวถอนหายใจออกมาไม่ใช่ว่าหายกังวลแต่อย่างน้อยๆพญานาคตรงหน้าหล่อนคงไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องใจไม้ไส้ระกำแบบนั้นได้ลงคอแน่ๆแล้วทำไม...?


เหตุใดเมืองจึงล่ม...


มันต้องมีเงื่อนงำมากกว่านี้เป็นแน่เคียงฟ้าจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าทั้งเขาและเธอเป็นคนก่อกรรมร่วมกันทำให้จุมภะจมอยู่ใต้น้ำแล้วมหิตาก็..มาเกิดเป็นหล่อน ส่วนเขาถูกจองจำเอาไว้ในซากเมืองถ้าอย่างนั้นแปลว่า...หล่อนตาย!!


ทำไมถึงตาย...เกิดอะไรขึ้น?!


หญิงสาวหันควับไปจ้องหน้าเจ้านาคราชทันทีคงไม่ใช่ตายด้วยมือของเขาหรอกนะ ไม่เป็นไปไม่ได้หล่อนส่ายหน้าด้วยอาการสับสน


“มหิตาเจ้าเป็นกระไร สีหน้าไม่สู้ดีเลย”


“ปะ..เปล่าเพคะ เพียงแต่..”


“ไม่สบายใจสินะ” ภูวิษะเจ้าถ่ายทอดสายพระเนตรอ่อนโยนมายังหล่อนพลางยกหัตถ์ขึ้นลูกศีรษะ


“มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้นอย่าได้วิตกไป...เรายังอยู่จะมิยอมให้มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นแก่จุมภะ”


สิ้นคำตรัสนั้นหญิงสาวน้ำตาเอ่อคลอออกมา ผู้ชายตรงหน้ามิได้เป็นเพียงเทพเหนือเมืองแต่เป็นเจ้าของดวงใจ บันดาลได้ทั้งทุกข์และสุขด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำเท่านั้น


เคียงฟ้าในร่างมหิตาเทวีก้มลงกราบแทบพระบาทด้วยความซึ้งใจนัก


‘จะมีชายใดเสมอเหมือนชายผู้กุมจิตวิญญาณแห่งข้า...ข้ารักท่านยิ่งภูวิษะเจ้า จะรักท่านไปทุกชาติทุกภพ’


หล่อนไม่ได้สนใจนักว่าเสียงนั้นเป็นเสียงจากหัวใจตนเองหรือเสียงจากดวงจิตของมหิตาซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในห้วงแห่งรักกับชายผู้เดียวกัน หล่อนเข้าใจแล้วว่าทำไม่อาจหักใจให้ลืมได้ไม่ว่าจะกาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร กี่ชาติกี่ภพความรักนั้นยังตราตรึงในหัวใจเสมอแสร้งว่าเกลียดเสว่าชังล้วนแต่ปิดบังใจตนเอง มาบัดนี้หล่อนกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้ว


“เสด็จพี่...แม้นหม่อมฉันตายไม่ว่าจะตายด้วยเหตุใดหรือจะตายด้วยน้ำมือเสด็จพี่ก็ตาม...หม่อมฉันจะไม่ถือโทษโกรธเคือง มีแต่จะขอให้เสด็จพี่ทรงอภัยในเรื่องที่ผ่านมา”


“มหิตา! ไยกล่าวอัปมงคลเช่นนั้น!!?” หล่อนยิ้มทั้งที่ความเศร้าเข้าครอบครองจิตใจแต่ไม่สู้ความโสมมนัสที่มีต่อเจ้านาคราช


“หม่อมฉันควรจะขอลุแก่โทษกล่าวสมาเสด็จพี่เสียนานแล้ว แต่มิได้ทำด้วยใจดื้อดึง”ภูวิษะเจ้านิ่งอึ้งไปด้วยตามความคิดของเคียงฟ้าไม่ทัน


“จึงสมควรยิ่งที่จะกราบขอโทษในทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไป...ไม่ว่าโกรธเคืองเพียงใดเสด็จพี่อภัยให้หม่อมฉันเสมอ...ทุกครั้ง แต่หม่อมฉันกลับ...”ยิ่งพูดความอ่อนไหวก็ถ่ายเทลงมากับน้ำตา


“มหิตา...เราควรจะทำเช่นใดให้เจ้าหายเศร้า...”รอยแย้มสรวลเล็กๆ ปรากฏพลางใช้นิ้วพระหัตถ์ปาดน้ำตาให้หล่อน ด้วยพระทัยโล่งความอัดอั้นความขึงเครียดที่มีต่อกันมาพักใหญ่ปลาสนาการไปจนหมดสิ้น


“มิต้องทำสิ่งใดเพคะ...ขอเพียงแค่เมตตาหม่อมฉันเสมือนที่เคยเป็นมาเท่านั้นก็พอ”


อ้อมพระกรร้อยรัดเอาร่างอรชรเข้าสู่พระอุระแล้วตระกองกอดนางแนบแน่นอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน จนได้เสียงเรียกจากนอกห้องดังเข้ามา


“ท่านภูวิษะ พระเทวีเพคะ พวกหม่อมฉันนำอ่างสรงพระพักตร์มาแล้วเพคะ”ทั้งคู่จึงค่อยคลายวงพาหาออกจากกัน


เคียงฟ้ายิ้มแล้วจึงผละจากไออุ่นที่แนบชิดเมื่อครู่ไปเปิดบานบัญชรให้นางกำนัลเข้ามาถวายเครื่องชำระองค์ยามเช้า หล่อนไม่ได้พูดอะไรกับภูวิษะเจ้าอีกแม้มีคำมากมายในอกแต่เพียงสบตากันราวกับว่าถ้อยคำเหล่านั้นส่งเข้าไปถึงในพระทัยแล้ว


หญิงสาวหันไปรับผ้ามาจุ่มลงในอ่างทองคำแล้วบิดหมาดมาเช็ดพระพักตร์ให้ก่อนจะเปลี่ยนผ้าอีกผืนมากระทำเช่นเดียวกันตลอดจนพระวรกายไปจนถึงพระบาท หล่อนเต็มใจปรนนิบัติชายตรงหน้านักทั้งสีหน้าแววตาจึงดูอ่อนหวานชดช้อยนัก ราชบุตรแห่งบาดาลทอดพระเนตรแล้วก็แย้มสรวลด้วยความพึงพระทัย ความสุขเช่นนี้ห่างเหินไปเนิ่นนานนักพลอยทำให้บรรยากาศในพระตำหนักสดชื่นไปด้วยเหล่านางกำนัลมองแล้วก็เหลียวมายิ้มให้กันและกันอย่างชื่นบาน


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


อาภรณ์ทรงสำหรับใช้ในพิธีถือศีลภาวนานั้นใส่หีบไว้เรียบร้อยแล้วเหลือเพียงแค่ใส่คานแบกยังอาศรมเท่านั้น มหิตาเทวียังประทับอ้อยอิ่งอยู่หน้าพระตำหนักหัตถ์น้อยกุมมือพระสวามีไม่คลาย สายพระเนตรยังอาวรณ์ไม่อยากจากไป


“มหิตา..จากกันแค่ไม่กี่วันเท่านั้น”แม้แสร้งทำเป็นดุแต่เคียงฟ้ามองเห็นรอยยิ้มอยู่ในดวงเนตรคมนั่น


“สำหรับความคิดถึง..ไม่กี่วันนั้นนานนัก” นางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังฟังเข้าก็รีบก้มหน้าหลบเกรงว่าจะเผยอยิ้มออกมาประเดี๋ยวจะถูกตำหนิ


“เด็กน้อยเจ้านี่มันงอแงนัก”ใบหน้างามเงยขึ้นประกายตามีดวงดาวพริบพราวอยู่ภายในเคียงฟ้าบอกตัวเองว่า...หล่อนรักและเคารพภูวิษะเจ้าคนนี้นัก แต่ในใจก็คิดถึงเจ้าภูที่แสนพยศเอาแต่ใจคนนั้นแต่ไม่ว่าจะเป็นคนไหน ในกาลเวลาใด สิ่งที่เหมือนกันคือ...เขาทำให้หล่อนใจเต้นเสมอ


“เราจะไปส่งเจ้าครึ่งทางหากไปถึงหน้าอาศรมมันจะไม่งาม”


“ไม่ต้องหรอกเพคะ...เดี๋ยวน้องก็กลับ ทรง“รอน้อง” นะเพคะ ”


“เรามิได้ไปไหนนี่”


“หามิได้...การไปภาวนาครั้งนี้อาจเป็น...ครั้งสุดท้ายในชีวิตมันจึงสำคัญยิ่งสำหรับน้อง...สำหรับเรา และ...จุมภะ”


“...มหิตา” ดวงหทัยเจ้านาคราชแปลบปลาบขึ้นมานางพูดเช่นนี้สองครั้งแล้ว


“ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ต้องช่วยจุมภะนะเพคะ ”


“....” อยากตรัสตอบนักว่าไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นตราบเท่าที่ยังทรงครองเมือง แต่กลับถูกสุรเสียงอันอ่อนหวานของนางกลบไว้จนไม่อาจตรัสออกมา


“น้องเป็นเพียงสตรี...อันสตรีเรารักผัวยิ่งกว่าสิ่งใด แต่น้องเป็นธิดากษัตริย์...ย่อมต้องจงรักสวามีเท่าๆ กับที่ภักดีจุมภะ...”เอ่ยถึงตรงนี้นัยน์ชลก็รินออกมาจากดวงเนตร


“ทรงเข้าใจใช่ไหมเพคะ...อย่าให้ ‘เรา’...ให้น้องต้องผิดบาปเป็นครั้งที่สองขอเสด็จพี่...รักจุมภะให้มากกว่าหม่อมฉัน”


“มหิตา...”


“หม่อมฉันขอเพียงเท่านี้”


“เจ้าเพียงแค่ไปจำศีล 7วันมิใช่จากกันชั่วกาล...ไยจึง” ยังตรัสไม่ทันจบวรกายอ้อนแอ้นก็นั่งพับเพียบลงแทบเท้าแล้วก้มลงกราบพระบาท


“หม่อมฉันรักเสด็จพี่...ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติใดมหิตาจะรักท่านเสมอชีวิต เพราะหม่อมฉันไม่มีสิ่งใดจะมอบให้พระองค์นอกจากหัวใจ ทรงฟังหม่อมฉันเถิด...ทุกสิ่งที่หม่อมฉันทำลงไปมาดแม้นโง่เขลาเบาปัญญาก็เพราะรักทั้งสิ้นหม่อมฉัน...ไม่ขอให้ทรงอภัยแต่ขอให้ทรงเข้าพระทัยว่าเพราะกระไรมหิตาผู้นี้ถึงได้มัวเมาในความรัก”


“...มหิตา”


“หม่อมฉันสมหวังแล้วทุกประการ ขอบพระทัยที่ทรงลดองค์มาครองคู่กับหม่อมฉัน”


“ความรักไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ในใจเรามีเพียงเจ้า”แม้นไม่เข้าพระทัยว่าเหตุใดมหิตาเทวีจึงตรัสเช่นนี้ แต่ก็ทรงตอบรับ


“เมียของเรามีเพียงเจ้า สัตย์ที่เคยให้ยังคงเป็นเช่นนั้น”


“เรื่องนั้น...” เคียงฟ้ายิ้มทั้งน้ำตายังทรงจำได้นี่สินะคำที่ผู้หญิงทุกคนอยากได้ยิน คำที่มีค่าที่สุดในชีวิตของมหิตาคำที่จารึกลงไปในวิญญาณและมันเป็นเหตุให้เธอกับเขาสานบุญกรรมไปข้ามชาติภพ


“ขอบพระทัยเพคะ”


หล่อนกราบลงไปแทบบาทอีกครั้ง ร่างอรชรในชุดขาวดูเรืองรองงามพิสุทธิ์ยิ่งกว่าคราวใดที่เคยประสบ นางเทวีก้าวขึ้นเสลี่ยงทหารทั้งสี่ยกแคร่ขึ้นพาดบ่าแล้วแบกไป ติดตามด้วยขบวนนางกำนัลที่ต่างใส่ชุดขาวเป็นทิวแถวสองมือถือพานดอกไม้หอมและเครื่องบูชาองค์เทพ


นาคเจ้าเหม่อมองตามไปจนสุดสายพระเนตร มหิตาเทวีประทับบนเสลี่ยงค่อยๆ ไกลออกไป จู่ๆเจ้าโฉมงามผินพักตร์กลับมาร้องเรียกเสียงแว่วมาไกลๆ


“อย่าลืมคำที่เคยให้นะเพคะ ทรงเมตตาจุมภะให้เสมือนที่รักมหิตา หากไม่รักแล้วก็สิ้นจุมภะเช่นกัน!”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


มวลเมฆบนท้องฟ้าม้วนตัวลงมาบดบังแสงจึงดูสลัวมัวไม่ต่างกับจิตใจของเคียงฟ้าหล่อนนั่งเพียบอยู่ในเทวาลัยดวงตาเหม่อลอยไปยังเบื้องหน้า จึงไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังคุกเข่าลงนั่งเคียงข้าง


“เคียงฟ้า...เห็นทีจะต้องส่งแค่นี้”เสียงทุ้มนั้นทำให้หล่อนสะดุ้ง


“อาจารย์!!”บุรุษข้างกายมีรอยยิ้มอ่อนบาง


“ภูวิษะเจ้าคงจะรู้สึกถึงลางบอกเหตุที่เจ้าพยายามส่งให้แล้วนั่นก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของแผ่นดินนี้”


“จะสำเร็จไหมคะ..?” หล่อนรอคำตอบด้วยใจจดจ่อ วิทยเทพหาได้ตอบคำที่ถาม


“อีกครึ่งหนึ่งเป็นบททดสอบสุดท้าย...ขึ้นอยู่กับใจตัวเองแล้วนะมหิตา”


“อาจารย์คะ...ฟ้าไม่รู้ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าเรื่องร้ายมันจะเริ่มเมื่อไรด้วยซ้ำ แล้วสิ่งที่ฟ้าทำมันจะช่วยอะไรได้บ้างไหม”


“วันหนึ่งจุมภะก็ต้องล่มสลาย เป็นธรรมชาติของอาณาจักรทุกอาณาจักรแต่จบแล้วก็มีใหม่เป็นวัฏจักรเช่นนี้ ไม่ต้องกังวลดอก...เพียงแต่....”


“เพียงแต่ไม่ควรจะไปด้วยฝีมือของมหิตากับเจ้าภูใช่ไหมคะ?”ผู้ฟังพยักหน้ารับน้อยๆ


“จะว่าเป็นบุญก็เป็นบุญจะว่าเป็นกรรมก็เป็นกรรม หากมองในแง่ดีจุมภะมิได้ล่มสลายจากอริราชศัตรู” หากแต่พังภินท์ลงด้วยน้ำมือผู้ครองเมืองอย่างใดจะเจ็บช้ำกว่ากันเล่า...เรื่องนี้ติดตราบาปในใจแม้เวียนผ่านภพชาติไปกี่ครั้งก็ตาม


“เคียงฟ้า...จุมภะปุระแห่งนี้เกิดขึ้นด้วยจิตอธิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของปฐมวงศ์แห่งเจ้าจิตนี้แรงกล้านักแม้พญามหิทธราบดีก็ยังเมตตานิรมิตแผ่นดินจากใต้น้ำขึ้นมาสร้างเมืองให้...”เสียงเล่าความชะลอลงเล็กน้อย ชายตามองดูกิริยาผู้ฟัง“เมื่อเมืองนี้สร้างด้วยแรงอธิษฐาน...จะยั้งอยู่หรือล่มสลายก็ล้วนขึ้นอยู่กับแรงใจทั้งสิ้น”


“แรงอธิษฐาน...อาจารย์จะบอกว่าฟ้าว่า...”


“มิได้...เรามิได้บอกอะไรทั้งสิ้นเราเพียงแต่เล่าความเป็นไปของเมืองนี้ให้ฟังก็เท่านั้น”วิมุตติยิ้มเย็นเหมือนเช่นเคยหากเคียงฟ้าเข้าใจนั่นคือนัยยะที่เขาจงใจกล่าวกับหล่อน


ยังมิทันได้ซักถามกันต่อเสียงเรียกก็ดังมาจากด้านหลังเป็นเสียงของพราหมณ์ผู้นำพิธีดังมาใกล้เวลาประกอบพิธีสังสการ[1]แล้ว หญิงสาวชะงักการสนทนาไปชั่วขณะเมื่อหันมาอีกครั้งบุรุษข้างกายก็หายไปเสียแล้ว หรือบางทีอาจจะไม่มีใครในกาลเวลานี้มองเห็นเขาเลยด้วยซ้ำหล่อนทอดถอนหายใจออกมา แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินตามพราหมณ์เจ้าพิธีไปอีกห้องหนึ่งเหลือทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าในคูหานี้ เว้นแต่ผู้มีดวงตาแห่งพรหมจึงจะมองเห็นกรอบร่างบุรุษเป็นประกายแสงเรื่อเรืองยังคงนั่งอยู่ที่เดิม


‘พลังแห่งจิต..จิตอันพิสุทธิ์ยามเมื่อประกอบด้วยสมาธิจงอธิษฐานเพื่อผู้อื่น เพื่อจุมภะ’


เสียงกังวานเปล่งจากจิตหวังให้กระทบใจนางนั้นมิได้ยินด้วยหูมันมิได้กระทบโสตใดของมนุษย์เป็นเพียงวาจาอันประกอบด้วยสิทธิศักดิ์ไล่หลังนางเทวีไป


วิมุตตินั่งนิ่งอยู่เช่นเดิมจนกระทั่งเงาอันบอบบางชวนถนอมแต่รัศมีแห่งตนหม่นหมองนัก ย่างมาทางด้านหลัง วิญญาณหญิงงามยังมิทันได้กล่าวอะไรออกมา เสียงเข้มของสัตบุรุษก็กล่าวขึ้นมา


“มหิตาจะไม่ใช่มหิตา...เคียงฟ้าจะไม่ใช่เคียงฟ้า นางทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียวกันจะเป็นหญิงที่บำเพ็ญเพียรเพื่อจุมภะปุระ”


“เวลาแค่ 7 วัน พอกระนั้นรึ” แม้ไม่มีร่างกายแล้ว แต่จิตใจยังสร้างความกังวลใหม่ๆ ขึ้นมาได้


“จำนวนวันหาใช่สิ่งสำคัญ ประเด็นอยู่ที่ว่าความตั้งใจสร้างสมกำลังแห่งจิตได้เพียงใด มันอาจมากพอที่จะฉุดรั้งสตินางไว้มิให้กระทำผิดซ้ำสองได้”


สิ้นประโยคนั้นสายลมอันหนาวเหน็บราวกับเป็นลมเหมันต์อันเย็นยะเยือกก็พายพัดเข้ามา พร้อมกับแว่วเสียงพึมพำประสานกันจนฟังดูคล้ายภูติผีขับโศก[2]


“จุมภะ...ลาแล้ว จุมภะ...ต่อไปมีแต่จมน้ำตา สายชลห่อหุ้มจนมิดเมือง อา...”


กุสุมาลย์ยืนนิ่งมิได้สะท้านต่อเพลงพรายนั้น นางเพียงแต่หดหู่ไร้ความเชื่อมั่นจากหญิงที่เคยทรยศ เมื่อเอ่ยขึ้นแม้มิได้ใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดแต่เสียงนั้นมีพลังดังก้องไปทั่วคูหา


“จุมภะจะถึงอาสัญ...ด้วยหญิงนางเดียว!” สิ้นเสียงวิญญาณหญิงงาม ภูติพรายก็โหยไห้ขึ้นมา


“จุมภะ...จะวางวายพินาศในมือหญิง ล่มแล้วเมืองเอกจมหายในสายน้ำ พญาเมืองจะเข้าสู่อนธกาล...ในวังเวียงอันมืดมิดเดียวดาย...ไปตลอดกาล” ภูตผียังคงส่งเสียงมาตามสายลม ด้วยว่าพวกมันมิอาจเข้ามาในเทวาลัยได้ จึงได้แต่ส่งเสียงร้องติดตามกุสุมาลย์ซึ่งตามติดวิทยเทพไปทุกสถานในห้วงเวลานี้


“ท่านให้โอกาสนาง”


“มิได้...เป็นนางมอบโอกาสให้แก่ตนเอง...” ร่างสูงยังคงนั่งหลังตรงตอบโต้โดยมิได้เหลียวไปมองนาง


“นางเป็นคนบาปมิสมควรได้โอกาสนี้”


“โอกาสนี้มิใช่เพื่อนาง...แต่เพื่อปลดปล่อยทุกดวงวิญญาณ”


“เพื่อนาง!”เสียงหวานยังคงคัดค้าน


“หากว่าด้วยหน้าที่...จักปลดปล่อยสิ่งเวียนวน หากว่าด้วยใจ...มีสิ่งใดห้ามใจปรารถนาได้บ้างเล่า...และนั่นคือปรารถนาของเรา”


“จุมภะมิใช่เวียงของท่าน...” นางเถียง


“จุมภะแม้นมิใช่บ้านเกิดเมืองนอน...แต่ก็มิใกล้ไกลกัน รอบขอบรั้วล้วนแต่เคยเข้าออก....เราเดิมพัน”


“ท่านเปลี่ยนแปลงอดีตมิได้”


“เรามิได้เปลี่ยนแปลงอดีต แต่เดิมพันกับหัวใจของเคียงฟ้า ขอเพียงแค่นางมีปรารถนาจะไขกรรม...นั่นอาจเป็นความฝันงดงามของจุมภะเช่นกัน”


“การเป็นเจ้าหญิงมิใช่ว่าได้ปวารณาตัวแก่เมือง นางเป็นเพียงสตรีที่ปวารณาแก่ชายอันเป็นที่รักเท่านั้น” พูดจบหญิงงามก็ถอนหายใจออกมาโดยแรง


“นางซื่อสัตย์ต่อหัวใจตนเอง....แต่นางต้องเรียนรู้ ความรักมิได้ประกอบด้วยใจรักเพียงอย่างเดียว ตัณหา ราคะ ล้วนมีส่วน...ขึ้นอยู่กับนางเลือกแบบใด ปรารถนาใดต่อบุรุษของนาง...นั่นย่อมมีผลต่อจุมภะ!”


“หากนางพ่ายจะเป็นอย่างไร เคียงฟ้ามิต้องเดินตามรอยมหิตาหรือไร?”


“นั่นสุดแล้วแต่แรงปรารถนาของนาง ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมที่นางเลือก บัดนี้กรรมยังมิได้ถือกำเนิดอย่าเพิ่งทุกข์ร้อน”


“ดูท่า...ท่านจะเชื่อใจนางมาก”


“มิได้...เพียงแต่ ‘ต้องการเชื่อ’เท่านั้น” คู่สนทนาเงียบงันลง ราวกับสิ้นคำพูดที่มีต่อกัน


“แม่หญิง...อย่าได้อยู่ที่นี่ จงไปเถิดทิ้งให้เราคอยดูวาระกรรมสุดท้ายแต่เพียงผู้เดียว”


“ไฉน...?”


“ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร แม่ย่อมทุกข์ร้อน”


“หากนางฟื้นเมืองได้จริง ข้าจะอโหสิกรรมให้นาง”


“แม่หญิง...ปรารถนาของเรามิใช่ให้อาณาจักรจุมภะอยู่ยั้ง แม่อย่าเข้าใจผิด เราเพียงแต่อยากให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเรื่องนี้จะยุติอย่างไร จะไม่มีใครติดค้างอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว...”


“ท่านหมายความว่า?”


“ชำระเมือง!ปลดปล่อยภูวิษะ วาระมาถึงแล้ว!”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



[1] พิธีสังสการ เป็นพิธีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีอยู่หลายพิธีด้วยกันแต่ในที่นี้หมายถึงพิธีบวงสรวงบวงเทพค่ะ ซึ่งในพิธีกรรมนี้ประกอบด้วย 1.การสวดมนตราภาวนา2.การสนานกาย(อาบน้ำ) 3.การชำระและสังเวยเทวา 4.นมัสการเทวาในมหาเทวาลัย


[2] ขับโศก - ร้องบทกลอน







Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2559 17:11:18 น. 5 comments
Counter : 1940 Pageviews.

 
กำลังน่าลุ้น รอตอนต่อไปค่ะ ว่าเคียงฟ้าจะตัดสินใจทำอย่างไร เมื่อถึงเวลา เหตุผลจะชนะอารมณ์ได้รึเปล่า


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:17:37:04 น.  

 
มาสมัครอ่านนะคะ จะเริ่มจากบทที่หนึ่งเลย ชอบอ่านเรื่องแนวนี้มากเลย


โดย: หมูบูด วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:11:32:17 น.  

 
สมัครอ่านยังไงคะ อยากติดตามค่ะ


โดย: tar IP: 118.174.39.99 วันที่: 21 เมษายน 2559 เวลา:18:48:16 น.  

 
ออมขออนุญาตแอดบลอคคุณแก้วกังไสเป็นเพื่อนนะคะ


โดย: ออมอำพัน วันที่: 22 พฤษภาคม 2559 เวลา:9:19:32 น.  

 
รอตอนต่อไปอยู่ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ


โดย: Rose IP: 192.95.30.51 วันที่: 21 มิถุนายน 2559 เวลา:8:26:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.