จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728 
 
10 กุมภาพันธ์ 2557
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 63

ตอนที่ 63



           ดวงตะวันสาดแสงลงมายังผืนพสุธาจุมภะปุระสว่างไปทั่วหล้า แต่ยังมิมีพระองค์ใดเสด็จออกมาจากห้องบรรทม ภูวิษะเจ้ายังกกกอดอรชรมิหน่ายแหนง เจ้าโฉมยงก็พร่ำครวญพระนาม ในขณะที่กอดรัดวรองค์แข็งแกร่งนั้น ปลายนิ้วหัตถ์กรีดลึกลงแผ่นปฤษฎางค์ จนเป็นริ้วแดงไปด้วยรอยนขา[1] แต่เจ้านาคราชหาได้คำนึงถึงร่องรอยที่เกิดขึ้นไม่ ตรงกันข้ามความเจ็บปวดกรีดย้ำลึกกลับสร้างความกระสันซ่านมากขึ้น ยิ่งทรมานยิ่งสุขยิ่งสม





           หนึ่งเสียงร้องครวญอีกหนึ่งเสียงครางรับ ร้อยรัดประสานเป็นท่วงทำนองแห่งรัก เกิดเป็นจังหวะแห่งสุนทรีรมย์อันซับซ้อน ซอกซอนดุจคลื่นเสน่ห์หาซัดสาดชายฝั่ง กัดเซาะจนหาดหินแกร่งนั้นทลายกลายเป็นธุลี วายุรัญจวนยังพายพัดซ้ำให้ซ่านสยิว สองกรโอบรอบวรกายซึ่งกันและกัน แลกจุมพิตเร่าร้อนแผดเผาจนไฟโลกีย์โหมลุกช่วงโชติ จักรวาลยามนั้นกลายเป็นสิ่งเล็กจ้อยด้อยความสำคัญ โลกและสวรรค์เปิดทางให้แลเห็นกันและกัน จนมวลมารพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า แล้วโถมโจมลงห้วงสมุทรแห่งตัณหา พิภพทั้งมวลปั่นป่วนไปด้วยพายุกามา พื้นธรณีกัมปนาทสะท้านสะเทือน ภูผาพิโรธกระทั่งเปลวปล่องบนยอดสิงขรยังพ่นลาวาอันเกรี้ยวกราด





             กว่าไฟรักเพลิงเสน่หาจะคลายตัวลงตะวันก็เคลื่อนคล้อยไปยามบ่าย เคียงฟ้านั่งหน้าตึงเหมือนจะรอจนเบื่อ อย่าว่าแต่สาวจากอนาคตเลยแม้นางกำนัลในตำหนักก็เช่นกัน พวกนางจับกลุ่มซุบซิบนินทาไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น ไฉนภูวิษะเจ้าซึ่งจับทัพไปรบไม่ทันไรก็เร่งร้อนกลับมา สู่อ้อมกอดพระชายา แล้วพากันปิดประตูเข้าห้องบรรทม ปิดเงียบแม้บานบัญชรหรือบานทวารก็มิได้แง้มไว้ แต่เสียงบรรเลงรักแม้แอบซ่อนเท่าใดก็หามิดไม่ เสียงครวญอย่างสุขสมดังติดต่อกันมา 3 วันแล้ว!!!!





             “คู่นั้นจะทำอะไรกันนักกันหนาคะ? ปาเข้าไป 3 วันแล้วนะ ข้าวปาไม่กินกันบ้างหรือไง?” เคียงฟ้าอดรนทนไม่ได้ หล่อนหงุดหงิดจนต้องบ่นออกมาดังๆ





            “แม่ศรีดาราก็นำเข้าไปถวายนะ”





            “วันละมื้อนี่นะคะ? ” หล่อนอยากถามนักว่าเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนนักหนาไม่เหนื่อยกันบ้างหรือไง แม้ไม่เห็นภาพข้างในหล่อนก็พอจะเดาออก





            “เจ้าภูเขาเป็นพญานาคคงไม่เป็นไร แต่ยัยมหิตานี่มนุษย์นะคะ เดี๋ยวก็ตายหรอก!?” คำวิจารณ์ของหล่อนเรียกเสียงหัวเราะจากบุรุษข้างตัวได้เป็นอย่างดี





           “อาจารย์อย่าเอาแต่หัวเราะสิคะ” หล่อนขยับเข้าไปใกล้





          “คงไม่เป็นไรดอก ศึกในห้องหอหาใช่เรื่องใหญ่ไม่ แต่ศึกที่เมืองปาลนี่สิลุกลามเป็นแน่แท้” หล่อนค่อยนึกขึ้นมาได้ถึงการสงครามที่กำลังจะเกิด แต่นาคเจ้าหนีทัพมาด้วยแรงเสน่หานี่สิจะทำฉันใดดี





           “ตายแล้ว!! ฟ้าลืมไปเลย จะเป็นเรื่องใหญ่ไหมคะ ต้องแย่แน่ๆ เลย”





           “ก็มัวแต่สนใจคู่นั้น...หึ หึ” นักศึกษาได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออกไปเลย ยังดีที่อาจารย์ของหล่อนย่นระยะเวลาให้เรื่องราวดำเนินเร็วขึ้น หาไม่แล้วหล่อนต้องทนฟังเสียงครวญครางไปอีกสามวันแน่ๆ





            “ก็คงเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แม้จะเป็นศึกเล็กแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น มิใช่โทษที่ภูวิษะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้แน่”





             ความตึงเครียดแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ จนหล่อนต้องยกมือขึ้นกดขมับตนเอง หญิงสาวนึกสงสารเจ้านาคราชยิ่งนัก แต่ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไรดี ส่วนมหิตาเทวีนั้นไม่พูดถึงหากตัดชาติภพกันได้ เคียงฟ้าจะทำลืมเป็นเสียว่านั่นเป็นอดีตชาติของหล่อน





            “นั่นสิคะ...เหตุผลที่จะอ้างก็ฟังไม่ขึ้นเสียด้วย ลำพังมหิตาเธอก็...ไม่น่ารับผิดชอบเรื่องนี้ได้ ทำไปได้...แล้วได้คิดทางแก้เอาไว้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”





            “หญิงที่ไม่มีสติจะคิดอ่านรอบครอบได้อย่างไร?” หล่อนได้แต่พยักหน้าแล้วนั่งนิ่ง ไม่กล้าคาดคะเนถึงเรื่องร้ายที่มาถึง จึงได้แต่ภาวนาไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างที่คาดไว้



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



            ตะวันยังอยู่กลางฟ้าหากร่างสองร่างยังกอดก่ายกันมิได้สนใจวันเวลา มากไปกว่าไออุ่นและกลิ่นนวลเนื้อของกันและกัน เสน่หามนตรายังทำงานไม่บกพร่อง เพลงพิศวาสจึงดำเนินไปมิมีหน่ายแหนง จวบจนแทบสิ้นแรงมหิตาเทวีจึงผล็อยหลับไป ดวงพักตร์พริ้มแนบอยู่บนพระอุระกว้างของเจ้านาคราช ในพระทัยปรารถนาให้เวลาแห่งรักนี้หยุดลงมิหมุนผ่านไป





            ทุกสิ่งเกือบจะเป็นไปสมดังความหมายมาดในหฤทัย ในเพลานั้นภูวิษะเจ้าขยับวรกายเล็กน้อย ก่อนจะแย้มสรวลให้นางที่นอนแนบอุรา ดวงหทัยยังจดจ่อกับนางตรงหน้ามิเคลื่อนคล้อยไป แต่ครูต่อมาความอปกติบางอย่างก็พลันบังเกิดขึ้นหยาดเสโทผุดขึ้นทั่ววรกาย สีพระพักตร์ซีดเผือดลงอย่างน่าใจหาย วาโยในทรวงเริ่มติดขัดหายใจไม่สะดวก พลันรู้สึกว่าในวรกายคล้ายมีเหล็กแหลมทิ่มแทงไปทั่วร่าง จนสะดุ้งลุกพรวดพราดขึ้นมา ยังผลให้ร่างอรชรที่บรรทมอยู่เคียงกันพลอยลุกขึ้นมาด้วย





            “เสด็จพี่? เป็นกระไรไปเพคะ?!!”





           นางเทวีผุดลุกขึ้นประทับนั่งตามพระสวามี นาคเจ้ามิได้ตรัสตอบแต่ทั้งวรกายแข็งเกร็งไปหมด ริมโอษฐ์เม้นเข้าหากันจนสนิท ความเจ็บปวดบางประการปะทุขึ้นมาทั่วร่าง วรกายสั่นเทิ้มคล้ายคนหนาวเหน็บจนสั่นเทา นิ้วหัตถ์จิกลงบนแพรปูแท่นบรรทม ดวงพักตร์ก้มนิ่งพระวาโยติดราวกับจะขาดพระทัย ชั่วลัดตาพระฉวีที่เคยผ่องกลับแปรเปลี่ยนสีจนคร้ามเขียวขึ้นมาทั่วร่าง บางแห่งปรากฏเกล็ดนูนขึ้นมา มหิตาเทวีเห็นเข้าก็ตกพระทัย ภูวิษะเจ้ารู้องค์ว่ากำลังจะทรงร่างมนุษย์เอาไว้ได้มิได้ ไฉนจึงเป็นเช่นนี้!!!





           ร่างมนุษย์ที่จำแลงมากำลังกลายกลับคืนสู่สภาพเดิม!





          “เสด็จพี่เป็นอะไรไปเพคะ?!” เจ้านาคราชไม่ตอบ มีแต่ความทุรนทุรายปรากฏออกมาให้เห็น





          “ทำไม? ทำไมเป็นแบบนี้?!” มหิตาเทวีลนลานเข้าดูอาการแต่มิอาจช่วยเหลืออันได้ จึงได้แต่กรรแสงด้วยความตกพระทัย





           “มหิตา..เจ้า...เป็นเจ้า!” ในห้วงความเจ็บปวดนั้น มนต์เสน่หาก็คลายตัวลงจนปลาสนาการในทันที ดวงเนตรแดงก่ำจ้องมองมายังพระชายาด้วยความพิโรธ





           “ทำของใส่ของสกปรกใส่พี่!!” ทรงสบถได้เพียงแค่นั้น ในญาณสติทราบแล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับองค์ ทว่าไฟร้อนผลาญจากภายในจนไม่อาจควบคุมร่างได้





            “เสด็จพี่...น้องๆๆ..!!!” ริมโอษฐ์สั่นได้แต่ตรัสตอบอย่างตะกุกตะกัก แต่มิกล้ายอมรับหรือทูลความเท็จได้





            “โอ้วววววววววววววว...ววว...ว!!!!!!”





            สุรเสียงแห่งความเจ็บปวดกู่ก้องไปทั่วตำหนัก สะกดให้ทุกผู้หันยังต้นเสียงในห้องบรรทม เคียงฟ้าสะดุ้งจนสุดร่าง นัยน์ตาหล่อนเบิกโพงรู้ชัดว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว หญิงสาวเหลียวมองไปยังอาจารย์ของตน พบว่าเขาเพ่งมองไปยังประตูห้องบรรทมเช่นกัน ทั้งคู่ไม่มีความใดกล่าวต่อกัน จิตสมาธิล้วนจ้องมองไปยังทิศเดียวกันไป





            ปังง...ง !!! ประตูห้องบรรทมเปิดผาง





             ภูวิษะเจ้าพาวรกายวิกลนั้นถลาออกมาแล้ววิ่งตะบึงไป ก่อนจะมีผู้ใดทันสังเกตเห็นความผิดปกติบนร่าง ก็ทรงโผนโจนลงสระบัวหน้าตำหนักไปเสียก่อน ตามด้วยเสียงของความโกลาหล มหิตาเทวีฉวยผ้าคลุมบรรทมห่มวรกายแล้ววิ่งตามออกมา ในสภาพกึ่งเปลือยแต่มิได้ใส่พระทัยนัก ทั้งนางเทวีทั้งนางกำนัลรวมทั้งเคียงฟ้าต่างพากันวิ่งไปยังสระบัว





           “เสด็จพี่!!!” ทรงร้องเรียกสลับกรรแสงด้วยความตกพระทัย หาได้มีเสียงใดตอบรับกลับมา ร่างในบึงบัวนิ่งเงียบมีเพียงพรายน้ำผุดขึ้นมาประปราย





           ความอลม่านยังดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วโมง ทุกอย่างสับสนวุ่นวายมหิตาเทวีถูกนางกำนัลพาเข้าไปนุ่งฉลองพระองค์ให้เรียบร้อย ข้างฝ่ายคุณท้าวก็ไปเกณฑ์ทหารมา ให้ดำลงไปกอบกู้ราชบุตรเขย แต่ผู้เป็นชายาแห่งนาคเจ้าไม่อนุญาตให้ทหารลงงมหาพระสวามี เพียงแต่สั่งการให้ถือภูษาทรงรอเสด็จเมื่อขึ้นจากน้ำเท่านั้น สร้างความไม่เข้าใจแก่ข้าราชบริพาร แต่มิข้าขัดรับสั่งจึงได้แต่รีรอเฝ้าอยู่รอบบึงเท่านั้น





           “อาจารย์! เจ้าภูเป็นอะไร? ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น?! ฟ้าเห็นนะคะ...ตัวเขากลายเป็นสีเขียว” อาจารย์ของหล่อนยังนิ่งเงียบมิได้ตอบออกมาในทันที เขาขมวดคิ้วเป็นนานกว่าจะหันมาพูดกับหล่อน



            “แย่นะนั่น...”




           “ก็แย่สิคะ แล้วเราจะทำยังไงกันดี? เจ้าภูเป็นอะไรไปคะ ฟ้ากลัว...เขาจะเป็นอะไรมากไหม?” คำถามเร็วระรัวพุ่งออกมาเป็นชุด แต่คนตอบยังอ้อยอิ่ง ได้แต่ทอดถอนหายใจ





            “จะเป็นอะไร ดูท่าจะคืนร่างน่ะสิ”





             “หา? คืนร่าง ” วิทยเทพพยักหน้า





           “แต่เป็นไปอย่างอปกติ มิใช่ความตั้งใจของเจ้าตัว”





            “หมายความว่ายังไงคะ?”





            “จิต..เขาควบคุมจิตไม่ได้ ”





            “ฟ้าไม่เข้าใจ” น้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาในขณะที่พูด ผู้เป็นอาจารย์มองแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง





          “เคียงฟ้า...เคยได้ยินเรื่องนาคมาขอบวชในพุทธศาสนาไหม?” หญิงสาวพยักหน้ารับแต่ยังไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร





            “ตอนที่หลับนาคนั้นไม่มีสติ จึงคืนร่างเดิม เป็นผลให้พระสงฆ์ร่วมกุฏิตกใจ ในที่สุดก็ถูกขอให้สึก ภูวิษะก็เป็นเช่นนั้น”





           “แต่...เขาก็นอนอยู่ทุกวันไม่เห็นจะคืนร่าง แล้วทำไมอยู่ๆ ก็...?”





           “ภูวิษะมีทิพย์สภาวะ มีบุญญาธิการที่สั่งสมมาหลายชาติภพ ตามปกติเขามีจิตสมาธิที่มั่นคงนัก ไม่คืนร่างแค่การนอนหลับดอก เพียงแต่...ครั้งนี้มีสิ่งที่รบกวนจิต มหิตาใช้สิเน่หามนตรารบกวนจิต ปลุกเอาดำฤษณาในใจให้ลุกโชนขึ้นมา ทำให้หมกมุ่นกับเสพสมนาง สมาธิจึงแตกซ่านเกิดโมหะลุ่มหลงเกิดโลภะมักมากในกาม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ความต้องการที่มาจากจิตกำหนดจึงเป็นเช่นนี้”





           เคียงฟ้าฟังแล้วส่ายหน้าด้วยความใจหาย หล่อนอึกอักอยากพูดอยากร้องไห้ออกมาแต่มิเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้ เว้นแต่น้ำตาที่พรั่งพรูออกมาด้วยความเวทนาชายอันเป็นที่รัก ในอกของหล่อนมีแต่เสียงแห่งความคับแค้นใจ คับแค้นมหิตาเทวีผู้เคยเป็นอดีตชาติของตน คับแค้นตนเองที่มิอาจช่วยเหลือเจ้านาคราชได้ หญิงสาวซบหน้าลงกับพื้นร้องไห้เสียงดังออกมาอย่างไม่อายใคร





           “เคียงฟ้า...อย่าให้สติหลุดตามเขา ตั้งจิตให้ดีๆ อย่ากลัว ที่เห็นเพียงเงาของอดีตเท่านั้น” คนพูดลูบศีรษะหล่อนด้วยความปรานี





            “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”





            “อาจารย์...อาจารย์ช่วยด้วย ช่วยเขาด้วยนะคะ อย่าให้เขาเป็นอะไรไป ฟ้ายอม...ให้ขาดกันถึงไม่ได้พบกันอีกก็ช่าง ขอแค่อย่าให้เขาเจ็บปวดทรมานกับสิ่งที่ฟ้าเคยก่อ ที่มหิตาทำในอดีตแล้ว ฟ้าขอแค่นั้น...” หล่อนร่ำไห้วิงวอนคนตรงหน้า





          “มันยังไม่สิ้นสุด...อย่าเพิ่งด่วนร้องขอแก่เรา” เสียงนั้นดังประกาศิต หญิงสาวค่อยพยุงกายขึ้นมา





            “ยังมีอีกเหรอคะ? ” เสียงของหล่อนสั่นเทา





             วิมุตติพยักหน้าเป็นคำตอบ เคียงฟ้าก็หยุดร้องไห้หล่อนปาดน้ำตาออกช้าๆ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด มีเพียงดวงตาที่แสดงความเจ็บปวด นัยน์ตาคู่นั้นแข็งกร้าวด้วยความร้าวราน หล่อนลุกขึ้นละจากอาจารย์เดินตรงไปหามหิตาเทวี ซึ่งประทับอยู่บนพระแท่นไม่ห่างไกลกันนั้น แล้วเกรี้ยวกราดใส่





           “สะใจหรือยัง?!!” ในขณะที่ตวาดออกไปร่างทั้งร่างยังสั่นเทาไปด้วยความโกรธ ทว่ามหิตาเทวีมิอาจมองเห็นหล่อนได้ จึงได้แต่กรรแสงด้วยความห่วงใยเจ้านาคราช





            “เสด็จพี่...อย่าเป็นกระไรไปนะเพคะ”





            วิทยาธรหนุ่มเฝ้ามองหญิงสาวสองนางที่ล้วนเคยเป็นจิตดวงเดียวกันมาก่อน หากอยู่ต่างกรรมต่างวาระ ทั้งคู่มีน้ำตานองหน้าหากสีหน้านั้นต่างกันราวขาวกับดำ จะมีผู้ใดบ้างที่มองเห็นกรรมของตนเองดั่งกำลังส่องกระจกเช่นเคียงฟ้าในบัดนี้



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



            ตะวันรอนยอแสงอ่อนลง อัศดงใกล้เข้ามาเวลาเคลื่อนผ่านจนบัดนี้ ภูวิษะเจ้ายังมิได้ขึ้นมาจากน้ำ ไม่แม้แต่จะผุดขึ้นมาหายใจ ราวกับถูกสระบัวหน้าตำหนักดูดกลืนหายไปสู่โลกอันลี้ลับแล้ว ทหารที่เฝ้ารออยู่ได้แต่มองหน้ากันด้วยความจิตกังวล ครั้นเมื่อถามคุณท้าวก็ได้รับคำตอบว่าให้รอตามรับสั่ง





            “คุณท้าว...นี่ปาเข้าไปครึ่งวันเแล้ว เห็นทีจะ...”





            “หยุดนะ!! อย่าได้กล่าวคำอัปมงคลใดออกมา”





            “แต่ว่า...นี่ก็เย็นแล้วนา หากรอนานไปกว่านี้ฟ้าจะมืด ทางที่ดี..พวกเราควรจะลงไปงมหาท่านจะดีกว่ารออยู่แบบนี้ มิเช่นนั้น...” นั่นก็เป็นสิ่งที่คุณท้าวจันทร์หอมกังวลอยู่เช่นกัน มีมนุษย์ใดบ้างจมหายไปนานเช่นนี้แล้วจะคืนขึ้นมาในสภาพปรกติ





            “ข้ากลัวแต่จะสายเกินไป...” สายตาทหารสบกันเองด้วยความวิตกแล้วสิ้นคำกล่าวเพียงเท่านั้น คุณท้าวมิใช่ไม่คิดในสิ่งที่พวกทหารกล่าว เพียงแต่ไม่กล่าเอ่ยออกมา





            “คุณท้าวอย่าว่าข้าปากพล่อยเลยนา ไปบอกให้เตรียมที่เตรียมทางในอโศกคยาไว้ด้วยจะดีกว่า หากพบท่านจะได้นำไปที่นั่นเลย”





            “พวกเจ้า!!” คุณท้าวชราส่ายหน้านึกอยากตำหนิติเตียนแต่ก็เห็นจริงดังว่า จึงได้แต่อึดอัดคับข้อง





            “พวกเจ้ารอก่อน ให้ข้าไปทูลพระเทวีเสียก่อน”





             “คุณท้าว...หากพระเทวีไม่ยอมจะทำอย่างไร?”





            “ก็ต้องรอ อย่าได้พูดมากอีกหากไม่อยากหัวหลุด!”





            คล้อยหลังคุณท้าวไปไม่กี่ก้าว เหล่าทหารได้แต่ทอดถอนหายใจด้วยอาลัยภูวิษะเจ้า บุรุษผู้องอาจพิลาสล้ำไปทั่วสรรพางค์ ปรีชาสามรถก็เป็นเลิศกว่าชายใด ไฉนจึงมาทิ้งชีวาในบึงบัวแห่งนี้ ความหดหู่เข้าครอบครองบริเวณนั้นจนมิมีผู้ใดทันสังเกต ใจกลางสระบัวนั่นมีวงน้ำกระเพื่อมจากวงเล็กๆ แล้วขยายออกเป็นวงกว้าง ก่อนร่างของใครบางคนจะผุดขึ้นมา เสียงน้ำซัดซ่าแหวกเป็นทางตามเรือนกายที่ผุดขึ้นมา



           “ท่านภูวิษะ!!!”



           เสียงตระหนกตกใจดังไปทั่วบริเวณ เหล่าทหารเบิกตาค้าง คล้ายได้เห็นคนตายฟื้นคืนกลับมา เจ้านาคราชเดินลุยน้ำขึ้นมาด้วยวรกายอันเปลือยเปล่า ผมยาวเปียกชื้นลู่ไปด้านหลังแนบติดแผ่นปฤษฎางค์ ดวงเนตรยามนั้นวาววามด้วยประกายเพลิงสีทอง ดวงพักตร์งามแม้นิ่งสนิทแต่ผู้ใดเห็นเข้าก็รู้ว่าพิโรธหนัก



            “ทะ..ท่านภูวิษะ!!!”





             เมื่อคนหนึ่งคุกเข่าลง คนที่เหลือพากันคุกเข่าตาม แล้วรีบยื่นภูษาทรงให้สวมใส่ ภูวิษะเจ้ารับไว้พันวรกายคร่าวๆ ปล่อยให้ทหารรีบกุลีกุจอมาช่วยแต่งองค์





            “นางอยู่ไหน?” สุรเสียงราวฉาบด้วยพระเพลิง





             “พระเทวีประทับอยู่ในตำหนักพะยะค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบก็เสด็จไปอย่างรวดเร็ว จนไพร่พลข้างหลังจ้ำอ้าวตามแทบไม่ทัน





             เจ้านาคราชดำเนินไปโดยไม่เหลียวมองคนรอบกาย ซึ่งล้วนแต่เบิกตาค้างด้วยความอึ้งตะลึง ใจหนึ่งก็ดีใจที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ แต่อีกใจหนึ่งหวาดกลัวเมื่อเห็นเค้ารางแห่งพายุร้ายเคลื่อนตัวเข้ามา คุณท้าวจันทร์หมอเป็นคนผู้แรกที่ตั้งสติได้ก่อน จึงรีบถวายบังคับ





             “ทะ...ท่านภูวิษะเพคะ ...!?” นางทูลได้แค่นั้นก็ชะงักค้างไป เพราะวรองค์สง่าเสด็จผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว





             “มหิตา!!” แล้วเรียกหาพระชายาดังลั่นตำหนัก



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[1] นขา – เล็บ









Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2557 3:37:41 น. 1 comments
Counter : 757 Pageviews.

 
สวัสดีครับคุณแก้ว แวะมาแปะ ใจ ให้ครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:9:56:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.