จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
14 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 35

ตอนที่ 35
อาคันตุกะ



"วิมุตติกำลังจะมาถึง" เสียงทรงอำนาจนั้นดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยื้อนบางๆ สรวงมองคนตรงหน้าอีกครั้งก็อดถามตัวเองมิได้ว่านี่เรื่องจริงหรือ?

เมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านี้เขาเพิ่งลงจากเครื่องบินไฟท์เชียงใหม่ เพื่อมาเยี่ยมบุตรชายที่กรุงเทพฯ ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ ชายวัยกลางคนก็รับรู้ถึงสภาวะไม่ปรกติบางประการ บ้านริมน้ำที่ซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อนยังคงลักษณะโอ่อ่าสง่างามเช่นที่เคยเป็นมาเสมอ เพราะได้รับการดูแลอย่างดี

ทว่าสายลมเย็นจัดที่พัดออกมาจากตัวบ้านหอบเอาลางสังหรณ์มาด้วย สรวงยังคงยืนนิ่งมิได้เข้าไปในบ้านทันที อากาศรอบตัวชื้นเย็นเหมือนยามค่ำคืน จริงอยู่ว่าบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ อากาศก็ย่อมเย็นกว่าบ้านในเมืองใหญ่ที่แออัดเป็นแน่ หากแต่ในเวลาที่อาทิตย์ยังฉายแสงกล้า รอบบริเวณกลับดูสลัวโรยแสงอีกทั้งอากาศยังเย็นยะเยือกผิดฤดูกาล ด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดวิทยาธรเทพมาตลอด ชายวัยกลางคนจึงระวังตัวเป็นพิเศษเมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น เขายืนนิ่งอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงคนขับรถที่กำลังขนกระเป๋าเสื้อผ้าของเขาเข้าไปในบ้านร้องเอะอะโวยวายขึ้นมา

"เฮ้ยยยยยย!!! "
เสียงนั้นร้องด้วยความตระหนกตกใจ อีกทั้งเจ้าของเสียงยังทิ้งกระเป๋าแล้วถอยกรูดไปอีกทาง เมื่อมองไปยังต้นเหตุที่ทำให้นายสนิทคนขับรถตกใจ พ่อเลี้ยงสรวงก็อุทานออกมาเมื่อเห็นว่าสิ่งใดขวางทางเข้าบ้านอยู่

"งู!!?"

ร่างสีน้ำตาลไหม้จนเกือบดำเกล็ดเป็นเงามะเมื่อมเหมือนทาเคลือบไปด้วยน้ำมัน ลำตัวอวบเท่าข้อแขนผู้ชาย กำลังชูศีรษะขึ้นมาแผ่พังพานอวดตราดอกจันทร์บนแม่เบี้ย ด้วยท่าทางดุร้ายพร้อมจะทำอันตรายทุกคนที่เข้าไปในรัศมีมัน บิดาของวิมุตติยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนใบหน้าซีดเผือดไปทันที

"พ่อเลี้ยงอย่าขยับนะครับ เดี๋ยวมันจะฉกเอา ค่อยๆ ถอยนะครับ" นายสนิทเอ่ยด้วยน้ำเสียงพรั่นพรึง แล้วหันไปคว้าเสียมที่วางอยู่โคนต้นไม้ใกล้ตัวขึ้นมาขู่เจ้าอสรพิษนั่น

"แย่แล้ว...คุณวิมุตติก็ไม่อยู่เสียด้วยสิ โอ้ย..ย ทำไงดีเนี่ย ? ฉันไม่อยากฆ่าแกนะเว้ย!! ไปชิ้วๆๆ"

ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น สรวงกลับนึกขันขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดของนายสนิท แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยากเย็นนัก หากเป็นบุตรชายผู้มาจากเมืองฟ้าของตน เพียงแค่โบกมือไล่เบาๆ เจ้างูเห่านั่นก็คงเลื้อยหายไปจากสายตา แต่ในเวลาแบบนี้เจ้าอสรพิษดูจะไม่ยอมประนีประนอมกับใครเอาเสียเลย ยิ่งนายสนิทชูเสียมขึ้นกวัดแกว่งกลายกลับเป็นยั่วยุมัน เสียงฟ่อดังออกมาจากลำคอและตั้งท่าจะฉกทุกคนที่เข้าไปใกล้ งูร้ายทำทีประหนึ่งว่าบ้านหลังใหญ่นี้เป็นรังของมัน จึงออกมาขับไล่ผู้รุกล้ำอาณาเขต

".....ฉันเป็นพ่อของวิมุตติ จะเข้าบ้านแกถอยไปซะ" สิ้นเสียงตวาดดังของนายจ้าง สนิทถึงกับเบิ่งตาค้างแล้วหันบอกผู้เป็นนายว่า

"พ่อเลี้ยงครับ งูมันฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ" สรวงไม่ตอบเพียงแต่เห็นว่างูเห่าตัวนั้นไม่ยอมถอยให้ อีกทั้งยังเลื้อยตรงมาหาเขาอย่างดุร้าย

"ฉันเป็นพ่อของวิมุตติ จะมาหาลูกชายไม่ได้มาร้าย!!" เขาพูดย้ำอีกครั้งในขณะที่นายสนิทพยายามดึงร่างนายจ้างหนีงู แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา

"ไม่ได้ยินที่เขาบอกรึ?" อสรพิษสีน้ำตาลไหม้นั่นหยุดชะงักทันที

"ไปได้แล้ว"

ราวกับว่ามันเป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี เจ้าเห่าดงตัวนั้นค่อยๆ หดพังพานแม่เบี้ยลง และเลื้อยหายลับเข้าพุ่มไม้ไป พ่อเลี้ยงสรวงกับนายสนิทคนขับรถพากันถอนหายใจโล่งอก ก่อนหันไปมองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว

"คุณ....?!"

ร่างสูงสง่านั่นอยู่ในชุดพื้นเมืองล้านนาสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตบรรจง ใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลาราวสลักเสลา จมูกโด่งเป็นสันเรียว กรอบดวงตารียาวแต่ดวงแก้วภายในนั้นเป็นประกายกล้าแข็งทรงอำนาจ ริมฝีปากบางเฉียบสีระเรื่อ สีหน้านั้นฉาบไว้ด้วยความเฉยชาไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกใดๆออกมา

สรวงมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องโถงด้วยท่าทีราวกับเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนเขาเป็นแค่แขกผู้มาเยือนเท่านั้น และด้วยความแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักหรือพบเห็นคนตรงหน้ามาก่อน ชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่วัยไล่เลี่ยกับบุตรชายของเขา แต่ท่วงท่าองอาจและหยิ่งทะนงอยู่ในที ทำให้เขาคาดเดาว่าเป็นคนที่เพิ่งถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นญาติสนิท

"....เจ้าภูวิษะรึ ?" คนถูกถามไม่ได้ตอบ เพียงแต่มีรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นมาบนดวงหน้าเป็นการตอบรับ

"เชิญ" เจ้าของนามนั้นกล่าวสั้นๆ แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้าน โดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ซักถามสิ่งใดอีก

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เสียงเครื่องยนต์ค่อยๆ เงียบๆ ลงเมื่อยานยนต์สีงาช้างนั้นจอดสนิทลง ตรีภูมิก้าวลงมาก่อนแล้วกุลีกุจอยัดเสื้อเชิ้ตเข้าไปในกางเกงพลางเช็คเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย จากนั้นจึงปั้นแต่งกิริยาให้ดูสงบเสงี่ยม ผิดกับปกติไปมากมายนัก จนคนที่มาด้วยกันนึกขำ


"เป็นอะไรไป? หงอยเชียว? หรือปวดท้อง?"

"บ๊ะ!! ไอ้นี่คนเขาอุตส่าห์เอาเก็บหมาไว้ในปากดีๆ อย่ามาแหย่ให้เสียเรื่องสิวะ" วิมุตติฟังเข้าก็นึกขำจนต้องปล่อยเสียงหัวเราะออกมา

"ท่าทางพ่อท่านจะมาถึงแล้ว รีบเข้าไปดีกว่า" กล่าวจบร่างสูงก็เดินนำหน้าปล่อยให้เพื่อนตัวใหญ่ของเขาเดินตัวลีบตามหลังมา

เมื่อสรวงแลเห็นลูกชายสีหน้านั้นผ่อนคลายลงเป็นอันมาก อีกทั้งยังเผลอถอนหายใจออกมาด้วย คล้ายกับเกร็งอยู่เป็นระยะเวลานาน ที่ต้องสนทนากับชายหนุ่มต่างภพภูมิอยู่ร่วมชั่วโมง วิมุตติยกมือไหว้ทำความเคารพบิดาแล้วจึงหันไปยิ้มให้นาคเจ้าก่อนจะนั่งลง

"ไปไหนกันมาล่ะ?"

"จาก มอ...เอ้ย มหาวิทยาลัยก็ตรงดิ่งกลับบ้านเลยครับ ไม่ได้ไถลสักนิด" ตรีภูมิเป็นคนตอบพร้อมตั้งยกมือขึ้นปฏิเสธเป็นการใหญ่ เหมือนเด็กร้อนตัวจะถูกผู้ใหญ่ตำหนิไม่มีผิด

"กินข้าวกันมาหรือยังล่ะ?" หากเป็นยามปกติแล้วพ่อเลี้ยงสรวงอาจจะขวางหูขวางตากิริยาทะลึ่งตึงตังของเพื่อนบุตรชายไปบ้าง แต่เป็นยามนี้เขากลับรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจที่เห็นตรีภูมิมาที่นี่ด้วย

"ยังเลยครับ เฮ้ย! เจ้าภูมีไรกินบ้างฟะ?" คนตอบนอบน้อมกับผู้สูงวัย แต่หันไปทำหน้าทะเล้นทักทายชายหนุ่มเชื้อเจ้าที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงกันข้ามกับบิดาของวิมุตติ


"ก็มีหลายอย่างอยู่ รู้ว่าคุณจะตรีมาด้วยเลยสั่งให้เขาทำเตรียมไว้เยอะหน่อย"

"Very good อย่างนี้สิค่อยสมเป็นเพื่อนกันหน่อย"

เจ้าภูวิษะยิ้มรับอาการโมเมเป็นเพื่อนของหนุ่มร่างท้วมอย่างขบขัน ต่างกับสรวงซึ่งตีสีหน้าไม่ถูกทั้งอึ้งกับอาการตีสนิท ที่เขาคิดว่าออกจะลามปามไปหน่อย แต่เมื่อคิดว่าตรีภูมิหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายนั้นมีศักดิ์ฐานะสูงส่งเพียงใดจึงลดสีหน้าตำหนินั้นลง

"รู้จักกันเมื่อไรรึ? ดูท่าจะสนิทนะ" คำถามนั้นดูหยั่งเชิงอยู่ในที หากแต่นาคเจ้ามิได้ตอบอันใดออกมา ยังคงปล่อยให้คนพูดมากเป็นฝ่ายอธิบายแทน

"อ๋อ...ก็รู้จักกันตอนไปค่ายรับน้องที่ไร่น่ะครับ แล้วก็มาเจอกันอีกทีที่กรุงเทพฯเมื่อสองวันก่อน"

".....ก็ไม่นานนัก...ทักกันเสียอย่างกับว่ารู้จักกันมาแรมปี" น้ำเสียงของชายวัยกลางคนกึ่งตำหนิกึ่งพิศวง แต่ตรีภูมิยังไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ยิ้มตอบอย่างร่าเริง

"แหม...ผมมันเข้ากับคนง่ายน่ะครับคุณลุง ญาติของไอ้เจ้าก็เหมือนญาติผมนี่แหละเนอะ!!" ท้ายประโยคเขาหันไปพยักพะเชิดกับวิมุตติ

"ก็ดี...ตามสบายแล้วกันหนุ่มๆ งั้นพ่อขอตัวไปพักผ่อนสักหน่อย ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเรียกด้วยล่ะ"

"ครับ" เสียงตอบประสานกันจากชายหนุ่มทั้งสามไม่เว้นแม้แต่นาคเจ้า

"คุณ มาคุยกับพ่อประเดี๋ยวสิ"

วิทยาธรเทพพอจะรู้ว่าบิดาจะซักถามเรื่องใดก็ลุกตามไปโดยดี ปล่อยทิ้งให้สหายมนุษย์และนาคาสนทนากันไปตามลำพัง พอลับหลังชายหนุ่มแล้วตรีภูมิก็ขยับเข้าไปประชิดกายนาคเจ้าพลางยิ้มแผ่ออกมา

"เจ้าภูมีเรื่องเม้าท์ว่ะ...รับรองฮาแตก "

"มีอะไรหรือคุณตรี?" นาคเจ้าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน

"วันนี้ไอ้เจ้ามันหลับตอนสอนหัวโขกโต๊ะดังลั่นห้องเลย"

"หะ...." หลังจากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังไปทั่วห้องโถง จนคนที่ปลีกตัวไปสนทนากันอีกห้องพลอยได้ยินเสียงไปด้วย
"ท่าทางเขาจะปรับตัวได้ดีนะ" พ่อเลี้ยงสรวงเอ่ยขึ้นมาหลังได้ยินเสียงขบขันนั้นดังเล็ดลอดเข้ามา

"ตรีหรือครับ? เขาเข้ากับคนง่ายอยู่แล้ว"

"ไม่ใช่...ผมหมายถึง "เขา" น่ะ"

"อ้อ...ภูวิษะเจ้าน่ะหรือครับ ยังไม่ค่อยแนบเนียนดีนักดอก แต่ตรีช่วยได้มากไม่ให้เขาดูแปลกแยกยามที่ต้องสนทนากับผู้อื่น" ผู้เป็นบิดาฟังแล้วก็พยักหน้าตาม นึกขอบคุณเพื่อนของบุตรชายที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงบรรยากาศเคร่งขรึมเมื่อครู่

"เขาจะอยู่กับเรานานเท่าไรรึ?"

"เรายังมิได้ตกลงกันในเรื่องนี้ แต่คงต้องพบเจอกันจนกว่าภารกิจจะสิ้นสุด ซึ่งผมเห็นว่าคงไม่เหมาะนัก หากปล่อยให้ภูวิษะเจ้าไปพักปะปนกับมนุษย์อื่นตามลำพัง เขาเพิ่งจะมาภพนี้ได้ไม่นานยังต้องทำความคุ้นเคยกับสังคมยุคนี้เสียก่อน"

"ก็แล้วแต่คุณจะเห็นควรเถอะ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่...."

"กลัวหรือครับ? " วิทยเทพยิงคำถามตรงประเด็น สรวงไม่ได้ตอบแต่สีหน้าบ่งบอกความกังวล

"พ่อท่าน....นาคเป็นเผ่าพันธุ์ที่น้อมลงในพระพุทธคุณยิ่งนัก อีกทั้งภูวิษะเจ้าถูกอบรมมาเป็นอย่างดี รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร เขาเป็นผู้ยึดมั่นในศีลและรักษาสัตย์ยิ่ง ของจงสบายใจเถิดพ่อท่านเขาจะไม่เป็นอันตรายกับผู้ประกอบกรรมดี"

"ไม่เป็นอันตรายกับคนดี...แล้วถ้าเจอคนไม่ดีเขาจะ....?" ประโยคทิ้งท้ายชวนให้คิดนัก

"หากมันผู้ใดพยายามก่อบาปสร้างกรรมขึ้นมาเบื้องหน้าเขา....ก็คงจะได้รับโทษบ้าง...."

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเยือกเย็นแต่เป็นยิ้มที่ผู้พบเห็นไม่สบายใจนัก ไม่นานนักเขาก็สังเกตเห็นสีหน้าบิดาจึงค่อยขยายความ ก่อนที่ความกังวลจะแผ่กว้างไปกว่านี้

"อย่าเพิ่งตีความไปกว้างนักเลยพ่อท่าน....เราหรือเขา นาคหรือมนุษย์หากยึดมั่นในศีลธรรมย่อมคิดปฏิบัติไม่ต่างกันนัก ดังเช่นเรากับพ่อท่านหากเห็นโจรผู้ร้ายกำลังข่มเหงคนอยู่เบื้องหน้า ก็ย่อมให้ความช่วยเหลือใช่หรือไม่ ก็เป็นเช่นนั้นแล...เป็นธรรมชาติของผู้มีศีลธรรมคิดอ่านย่อมไม่ต่างกันนัก"

"อืม..ม นั่นสินะ ว่าแต่เรื่องที่คุณกับเขาต้องทำเป็นอย่างไรบ้าง? มีอะไรให้ผมช่วยเหลือไหม ? "

"ขอบคุณในน้ำใจพ่อท่านมาก เพียงแต่...นี่เป็นปัญหาหัวใจเขาคงต้องคลี่คลายเรื่องนี้ด้วยตนเอง หึ หึ"

"หา? ว่าไงนะ?" วิทยเทพมิได้ตอบรับหรืออธิบายขยายความใดให้กระจ่าง คงมีแต่รอยยิ้มแฝงเลศนัยปรากฏให้เห็น

"ตกลงนี่เขามาปรึกษาเรื่อง...เอ่อ...รึ?....เฮ้อ...ไม่ต่างกันเลยนะมนุษย์หรือนาค"

"ก็ไม่เชิงนักดอก...แต่จะว่าใช่ก็ใช่" วิมุตติเหลือบหางตามองก็พบว่าบิดามีผุดรอยยิ้มขึ้นมาได้แล้ว จึงปล่อยให้ความเข้าใจผิดนั้นดำเนินต่อไป มิได้แก้ต่างความใด

เมื่อถึงมื้ออาหารค่ำของวันนั้นความกังวลจึงหายไปจากสีหน้าของสรวง อีกทั้งสายตายังเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกที่ค่อนข้างหวั่นเกรงนาคเจ้า แปรเปลี่ยนมาเป็นผู้ใหญ่มองผู้เยาว์ดังเช่นบิดามองดูมิตรสหายของบุตร

"อาหารถูกปากกันไหม? รับประทานได้ไหมท่าน..เอ้อ...เจ้าภูวิษะ" พ่อเลี้ยงสรวงเอ่ยถามขึ้นมา

"ครับ" นาคาหนุ่มตอบรับสั้นๆ

"คุณลุงครับ...เมนูมื้อนี้เจ้าภูฯเขาเป็นคนสั่งเอง ก็ต้องถูกปากเขาสิครับ...แต่แหมมีแต่ผักท่าทางเจ้าภูจะชอบกินผักลดน้ำหนักเหรอ? หุ่นแบบนี้ไม่อ้วนหรอกน่า คนหล่อนี่มันคิดมากกันจริงวุ้ย" คนปากเบาอย่างไรก็ปากไวเสมอ มีแต่วิมุตติที่ส่งสายตาบอกให้เพื่อนรักเงียบเสียงลงเสีย เพราะบิดามีสีหน้าไม่พอใจนัก

"ตรี...กินไม่ได้รึ?"

"อ๋อ...ได้ไม่มีปัญหา"

"งั้นบ่นทำไม?" วิทยเทพย้อนถามแล้วคลี่ยิ้มเยาะออกมาอย่างไม่ปิดบัง

"เออๆๆๆ นะ ได้ทีซ้ำกันใหญ่"เสียงบ่นอุบอิบเหมือนคนขี้งอนนั้นทำให้คนทั้งโต๊ะต้องหัวเราะออกมาจนได้

"กับข้าวคนดอยก็เป็นเช่นนี้แหละ เก็บผักเก็บหญ้าเอามาปรุงตามที่หาได้ในท้องถิ่น" ภูวิษะเจ้าอธิบายออกมาอย่างถ่อมตน ในขณะที่ตรีภูมิทำหน้าเบ้

"โห...เก็บผักเก็บหญ้ากิน เจ้าเนี่ยนะ....ชอบกินผักก็บอกมาตรงๆ สิ ไม่มีใครว่าหรอก"

"อาหารเมืองเหนือส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละคุณตรี เนื้อสัตว์ก็มีบ้างแต่น้อยกว่าผัก ไม่ถูกปากหรือ?" คนติดเนื้อสัตว์แถมชอบกินเนื้อติดมันเป็นชีวิตรีบยิ้มกลบเกลื่อน แล้วชี้ไปที่อาหารในจานแก้เก้อ

"ไม่ๆ แค่สงสัยว่าไอ้นี่อะไรน่ะ มันหวานๆ มัน อร่อยแปลกๆ" สิ้นคำถามคนบนโต๊ะพากันมองไปที่จานกับข้าว
"อ๋อ...แกงคั่วขนุน"

"แกง? ไม่เห็นมีน้ำเลย" คนช่างซักยังถามต่อ

"เขาผัดขลุกขลิกน่ะภูมิแต่เรียกแกงเหมือนกัน ใช้ขนุนอ่อนไปลวกแล้วเอามาคั่วพริกแก โรยหอมซอยทอด ใส่ข้าวคั่ว กุ้งป่น อีกหน่อยรสชาติเป็นยังไง?" เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของเขาเป็นคนอธิบายแทน

"อร่อยดีนะ แล้วนั่นล่ะ?"

"นี่เหรอ?...แกงเปรอะน่ะ เป็นแกงรวมผักหลายๆ อย่าง คล้ายๆ แกงเรียง"

"เหรอ...แล้วนั่นล่ะ" แต่ก่อนที่ตรีภูมิจะทันได้ซักถามต่อ พ่อเลี้ยงสรวงก็ขัดขึ้นมา

"จะเปิดร้านอาหารเหนือบ้างรึพ่อคุณ?"

"แหะ แหะ ขออภัยครับคุณลุงผมมันขี้สงสัยไปหน่อย เห็นกับข้าวหน้าตาแปลกๆ" ว่าแล้วก็รีบฉีกยิ้มหวานกลบเกลื่อนทันที สรวงเห็นแล้วต้องส่ายหน้าอ่อนใจไม่ถือสาอะไรกับชายหนุ่มอีก

การสนทนาดำเนินไปจนเกือบจะกลมกลืน มีการหยอกล้อกันบ้าง คล้ายว่าทุกผู้ที่ร่วมโต๊ะอาหารนั้นเป็นมนุษย์สามัญชนคนธรรมดาจนสรวงแทบจะลืมเลือน กระทั่งตรีภูมิยกเรื่องหญิงสาวที่เป็นเหตุให้วิมุตติไปสัปหงกในห้องเรียนขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา ทำให้อารมณ์อันเพลิดเพลินสะดุดไปทั้งโต๊ะ


"เฮ้ย! ไอ้เจ้าว่าแต่ตกลงสาวที่ไหนวะที่ทำให้ปวดหมอง จนหลับไปสอนไปได้เนี่ย? แถม...หมกเม็ดนะเฟ้ย! ปิดเพื่อนปิดฝูงเสียเงียบเลย เจ้าภูพอรู้บ้างไหม?" สิ้นคำถามทำเอาคนทั้งโต๊ะอาหารพร้อมใจกันเงียบแล้วมองมาที่หนุ่มรูปทองเป็นตาเดียว หากแต่ต้นเหตุเพียงแค่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเท่านั้น

"ผู้หญิง? หลับตอนสอน?" เสียงพิศวงกึ่งขึงขังนั้นออกมาจากปากบิดาของวิมุตติ และหันมาคาดคั้นเอาในที่สุด

"เรื่องอะไรกันรึคุณ?"

"เอ่อ..." หนุ่มรูปทองนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะชายหางตาไปตำหนิคนปากพล่อยที่นั่งข้างเคียง หนุ่มร่างท้วมเองก็เพิ่งรู้สึกตัวแต่ไม่อาจห้ามปากไว้ทัน จึงรีบช่วยเพื่อนรักกลบเกลื่อนบิดาทันที

"คือ..ผมแซวเล่นน่ะครับ ร้อยวันพันปีเพิ่งเห็นเจ้ามันเก๊กหลุด แบบว่าวันนี้มีให้นักศึกษาพรีเซ้นต์รายงาน สงสัยจะหลายกลุ่มไปหน่อย ไอ้นี่ก็ฟังไปฟังมาคงง่วงหลับมันซะเฉยๆ อย่างนั้นแหละครับคุณลุง"

"อย่างคุณน่ะรึ? หลับในห้องเรียน?" ดูหน้าตาของสรวงแล้วชายวัยกลางพิศวงไม่น้อย เนื่องด้วยบุตรชายรักษากิริยาของตนได้งดงามเสมอ ไม่เคยมีเผลอไผลอย่างคนสามัญธรรมดาทั่วไป

"เมื่อคืนผมนอนน้อยไปหน่อยน่ะครับ...ก็เลย"

"ห้องเรียนมันก็แอร์เย็นด้วยนิ น่านอนออก แถมช่วงบ่ายๆ หลังกินข้าวหนังท้องตึง หนังตาหย่อนเป็นธรรมดาน่ะครับ ผมเองก็แอบงีบในห้องเรียนบ่อยๆ เพียงแต่ผมมันพวกเด็กหลังห้องไม่ใช่อาจารย์อย่างมัน ถึงกรนก็ไม่มีใครสนใจ" ตรีภูมิพูดติดตลกตามสไตล์และพยายามยกเหตุผลมาอ้างให้น่าเชื่อถือมากที่สุด แต่บิดาของเพื่อนยังไม่คลายสีหน้าสงสัยลงเลยแม้แต่น้อย

"แล้วไปทำอะไรมาถึงอดนอน?"

"เมื่อคืนผมคุยกับภูวิษะเสียจนดึก...ก็เลยเผลองีบหลับในห้อง"

พ่อเลี้ยงสรวงฟังแล้วอยากจะขยับปากถามต่อ แต่เมื่อเห็นสายตาของนาคาหนุ่มที่มองมาจึงระงับถ้อยคำลง แววตานั้นกึ่งสั่งกึ่งเตือนมิให้เขาถามก้าวล้ำไปกว่านั้น สรวงจึงได้แต่นิ่งเงียบไปทั้งที่ในใจมีคำถามมากมาย แต่ผู้มีอำนาจเร้นลับนั้นชิงเอ่ยตัดบทขึ้นมาเสียก่อน

"แพ้สังขาร!! อย่างไรก็เป็นมนุษย์ง่วงก็ต้องหลับ" เจ้าภูวิษะกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มขบขัน

"ว่าแต่...เจ็บมากไหม ได้ยินว่าสัปหงกจนหัวโขกโต๊ะ?" คำถามนั้นเย้าแหย่อยู่ในทีมากกว่าจะเห็นใจจริงๆ

"เจ้าภูอย่าไปถามมันตรงๆ แบบนี้สิ...อูย อายแทน ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

แล้วเสียงหัวเราะของตรีภูมิก็นำพาเอาผู้ฟังโต๊ะอดไม่ได้ที่จะร่วมหัวเราะไปด้วย จนบรรยากาศผ่อนคลายลงไป คงมีแต่เจ้าของเรื่องเท่านั้นที่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าบอกความไม่พอใจ

"เออ! หัวเราะไป อย่าให้ถึงทีบ้างล่ะ" เสียงบ่นเป็นไปอย่างไม่เป็นจริงเป็นจังนัก จนเมื่อเสียงหัวเราะจางลงสรวงจึงค่อยถามไถ่ขึ้นมาอีกครั้ง

"หลับยังไงเพลินเสียขนาดหัวโขกโต๊ะได้? คุณเจ็บหรือเปล่า?"


ฟังดูถ้อยคำคล้ายตำหนิทว่าน้ำเสียงนั้นอ่อนโยนยิ่งนัก บิดาของวิทยเทพยื่นมือเกือบถึงใบหน้าบุตรชาย แต่แล้วก็ชะงักไปกลางคันไม่กล้าลูบศีรษะอีกฝ่าย ทั้งที่ใจหมายจะดูรอยช้ำบนหน้าผากวิมุตติ เพราะเกรงจะการไม่เหมาะสมอาจเอื้อมเกินไป แววตาของชายหนุ่มอ่อนแสงลงเห็นอาการบิดาเข้าก็เข้าใจในทันที จึงจัดแจงเสยผมตนเองขึ้นให้เห็นหน้าผากที่มีรอยแดงจางๆ ปรากฏอยู่เสียเอง


"ช้ำเชียว เจ็บมากไหม? ปกติคุณไม่ใช่คนซุ่มซ่ามนี่" ซุ่มเสียงนั้นบ่งบอกห่วงไยอย่างเห็นได้ชัด


"แค่ช้ำเท่านั้นไม่เป็นไรดอกพ่อท่าน"


คำถามห่วงใยยังดำเนินต่อไปอีกมาก จนตรีภูมิหนุ่มร่างท้วมลอบมองบิดาของเพื่อนที่แสดงความเป็นกังวลราวกับว่าวิมุตติเป็นเด็กชายตัวน้อย อายุไม่เกิน 5-6 ขวบ จึงเฝ้าประคบประหงมด้วยอาการคันปากยิบๆ หลังอาหารมื้อนั้นวิทยาธรเทพไปเป็นเพื่อนคุยกับบิดา ทิ้งให้สหายทั้งสองอยู่กันตามลำพัง จึงเปิดโอกาสให้ตรีภูมิวิจารณ์เรื่องของสองพ่อลูกกับนาคจำแลงได้ถนัดปาก


"เรื่องรักลูกเวอร์นี่กี่ปีๆ ก็ไม่เปลี่ยนจริงๆ เพราะงี้ล่ะมั้งไอ้เจ้ามันถึงต้องเป็นเด็กดีตลอดเวลา ไม่อึดอัดบ้างหรือไงน้า"


"ไม่หรอก...วิมุตติเพียงแต่เกรงใจคุณอาสรวงเท่านั้น อยากให้เขาสบายใจ" คู่สนทนาไม่นำพาไปกับเขาด้วย คนขี้บ่นจึงได้แต่พึมพัมไปตามประสา


"เฮ้อ...ไม่เข้าใจพวกเจ้าเลยวุ้ย! ไอ้เรามันคนสามัญนี่"


"เมื่อยังเด็กวิมุตติเคยเจ็บหนัก ตกบันไดหัวฟาดพื้นไม่ได้สติสตัง เจ็บออดๆ แอดๆ ตั้งแต่นั้นมาคุณอาก็เลยเป็นห่วงมากน่ะคุณตรี" หากเป็นปกติแล้วนาคเจ้าไม่ใคร่จะตอบปัญหาของคนอื่นเช่นนี้ แต่กับตรีภูมิแล้วภูวิษะเจ้าเกิดความรู้สึกฉันท์มิตรด้วย


"โอ้ย...แต่นี่โตเป็นควายป่านนี้แล้ว ดูมันถึกทือจะตายชัก ไม่ได้บอบบางอ่อนแออะไรอย่างที่พ่อมันคิดสักหน่อย"


"คุณตรีในสายตาคนเป็นพ่อน่ะ ลูกเป็นดังลูกนกเล็กๆ ที่ต้องปกป้องเสมอ อีกอย่างวิมุตติเองก็ไม่ได้อึดอัดคับข้องแต่อย่างใดนี่ อะไรที่ทำแล้วคุณอาเป็นห่วงก็ไม่ทำให้เห็นก็เท่านั้น" เจ้าภูวิษะกล่าวไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจตรีภูมิสักเท่าไร อีกทั้งยังหยิบนิตยสารขึ้นมาเปิดดู


"เดี๋ยวนะ...พ่อเป็นห่วงเลยไม่ทำต่อหน้าพ่อ? หมายความว่าลับหลังนี่มันเฮี้ยวเหรอ?" แต่คนช่างสงสัยยังซักถามต่อไปไม่ได้หยุดหย่อน


"ก็เป็นธรรมดา...นี่หรือคุณตรีไม่เป็นอย่างนั้น?"


"แหม...มันก็ใช่ แต่ว่าไอ้เจ้ามัน..เรียบร้อยจะตาย"


"ไม่ดอก...ก็แค่ต่อหน้าพ่อเท่านั้นแหละ เมื่อยังเป็นละอ่อนก็ซนได้ที่ ก่อเรื่องให้ปวดหัวไว้เยอะเหมือนกัน ไปล่าเนื้อจนตกภูเขาลงมาเองเดินไม่ได้อยู่หลายวันก็เคย หรือจะก่อไฟไล่ผึ้งออกจากรัง เพราะอยากได้ลูกผึ้งอ่อนไปทำยำกินแล้วก็โดนผึ้งต่อยเสียบวมก็เคยมาแล้ว" เสียงเล่านั้นเรียบๆ เรื่อยๆ ในขณะที่คนฟังอ้าปากค้างไปแล้ว


"เฮ้ย?!! มันซนเป็นลิงขนาดนั้นเลยเหรอเจ้าภู?"


"อืม...ก็เป็นธรรมดาของเด็กในป่าในดอย"


"ฮั่นแน่...ที่เล่าๆ มานี่ไปซนด้วยกันมาล่ะสิ" คนหน้าทะเล้นชี้หน้าถามคนหน้าขรึมที่บัดนี้มีรอยยิ้มซ่อนเล่ห์อยู่มุมปาก


"เปล่าดอก...เราก็แค่เรียนอยู่ด้วยกัน มีอาจารย์ผู้เดียวกัน วิมุตติจะก่อเรื่องอันใดก็พลอยได้รับรู้ไปด้วยเท่านั้นเอง"


"อ่านะ...แต่โตมามันเก๊กเป็นเจนทรัลเจนเทิลแมนตลอดเวลา ไม่น่าเชื่อแต่ก่อนเคยเป็นไอ้จ๋อมาก่อน ว่าแต่เรื่องนั้นน่ะช่างเหอะ เอาเรื่องนี้ดีกว่าเจ้าภูพอรู้เรื่องผู้หญิงของไอ้เจ้าบ้างป่ะ เล่าสู่กันบ้างดิ" ตรีภูมิทำตาเป็นประกายจนนาคเจ้าเห็นแล้วนึกขำ


"ก็ถามเขาเองสิ"


"มันไม่บอกนี่...ถ้ามันไม่หลุดออกมาเองอย่าหวังจะงัดปากมันได้เลย ไอ้นี่ปากแน่นอย่างกับหอยกาบ"


"...หอยกาบ...หึ หึ ช่างสรรหาคำมาเปรียบเปรียบนักคุณตรี" คนขี้เก๊กคนที่สองที่หนุ่มร่างท้วมรู้จัก กำลังสั่นสะเทือนด้วยอาการกลั้นหัวเราะเต็มที่


"นี่ถามจริงเหอะ ถ้าหัวเราะออกมาดังๆ นี่มันจะเสียกฏตระกูลไหม? ถ้าวันไหนไอ้เจ้ากับเจ้าภูนี่หัวเราะเห็นฟันขึ้นมาท่าทางฝนจะตกใหญ่แฮะ"


คนโดนแซวฟังแล้วก็เอาแต่นั่งยิ้มแล้วไม่พูดอะไรอีก พลางไพล่คิดไปว่าหากตรีภูมิได้ยลโฉมแม่หญิงกุสุมาลย์คนงามจะว่าอย่างไรบ้างหนอ และยิ่งถ้ารู้ว่านางเป็นวิญญาณที่ไร้สังขารสถิต คนอารมณ์ขันอาจจะขำไม่ออกก็ครานี้กระมัง



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2556 4:44:14 น. 0 comments
Counter : 786 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.