จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 70

ตอนที่ 70


                ‘ถ้าจุมภะไม่สิ้นสุด..จะไม่มีเชียงใหม่ในปัจจุบัน!’


               สิ้นคำบอกเล่าของวิทยเทพทุกสรรพเสียงเงียบงัน เคียงฟ้านิ่งชะงักไปก่อนจะตะเบ็งเสียงออกมาด้วยความอัดอั้น


              “ถ้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ งั้นจะระลึกชาติไปทำไม ฟ้าจะย้อนมาอดีตไปทำไม ทำไมต้องให้ฟ้ารับรู้ด้วยคะ?!!” หล่อนซบหน้าลงร้องไห้กับหมอนขวานข้างตัว


              “อาจารย์รู้ไหม ถ้ารู้แล้วทำอะไรไม่ได้มันเจ็บใจ มันเสียใจยิ่งกว่าไม่รู้เสียอีก”


              “มันเป็นวาระ...เรียกว่าวาระกรรมก็ว่าได้ จะมีสักกี่คนมีโอกาสได้เรียนรู้ ได้แก้ไขในสิ่งที่เคยผิดพลาดไป”


              “แก้ไข...แก้ไขอะไรคะ อาจารย์เพิ่งตัดความหวังของฟ้าไปหยกๆ” หล่อนตัดพ้อ


              “หึ...แก้ไม่ได้ทุกเรื่องแต่ไม่ได้บอกว่าบางเรื่องแก้ไม่ได้นี่” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายนั้น


             “มะ...หมายความว่ายังไงคะ?” หล่อนผุดลุกขึ้นมาทั้งที่หน้ายังนองไปด้วยน้ำตา


             “มาเถิดเคียงฟ้า จงเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตให้ถึงที่สุด แล้วเจ้าจะได้คำตอบ”


              พูดจบกึ่งเทพรูปทองก็ยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างนั้นค่อยๆ โปร่งแสงและเลือนรางหายไปก่อนที่เคียงฟ้าจะทันได้ห้ามไว้


             “อาจารย์คะ! อาจารย์เดี๋ยวก่อน!” หล่อนร้องห้ามแต่ไม่ทันเสียแล้ว เขาหายไปไม่ตอบรับเสียงเรียกของหล่อนอีก แม้พยายามเพ่งจิตให้เป็นสมาธิเท่าไรก็ไม่อาจมองเห็นหรือสัมผัสถึงตัวตนของวิมุตติได้อีก



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



              เป็นไปตามคาดภูวิษะเจ้าไม่ตอบสาส์นขององค์ชายา มีเพียงราชองครักษ์เท่านั้นที่กลับมารายงานว่าได้ส่งถึงหัตถ์แล้ว ทำเอาเคียงฟ้าร้อนรนนึกโมโหเจ้านาคราชขึ้นมาทันที หล่อนจึงพยายามแต่งสาส์นใหม่ไปถึงเขาว่าด้วยเรื่องสำคัญยิ่งของจุมภะให้เขารีบกลับมาหาทางปรึกษากัน จากนั้นก็นั่งรอชะเง้อคอยาวคอยดูว่าเมื่อใดจะเสด็จกลับมาเสียที แต่ความหวังของหล่อนก็มลายเมื่อมีเพียงคำสั่งว่าไม่ว่างติดราชการ คืนนี้จะค้างที่ตำหนักหลวง อย่าได้รบกวนอีก


             “เจ้าภู!! ทำไมเป็นคนอย่างนี้นะ คิดว่าฉันงี่เง่าหึงโลกแตกอีกแล้วหรือไง” หล่อนส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดด้วยความไม่พอใจอยู่คนเดียว แต่ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจดังเฮือกบอกตนเองว่า...สงสัยจะใช่


              แล้วหล่อนจะทำอย่างไรดี...สุดท้ายก็ได้แต่นั่งรอเวลาอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ หญิงสาวกุมขมับนี่ถ้าหล่อนไม่ถูกกักขัง อย่างๆ น้อยก็ยังพอออกไปสืบข่าวคราวได้บ้าง ดูเหมือนหนทางจะคับแคบและต้อนหล่อนจนสู่ทางตันไปเสียหมด


              คืนนั้นหล่อนนอนไม่หลับได้แต่เปิดบานบัญชรมองดูแสงดาว บนฝืนฟ้าพราวระยับงามจับตานักแบบที่มองเห็นได้ยากในเมืองใหญ่ แต่กับที่นี่ในกาลเวลาที่ยังไม่มีไฟฟ้ามาบดบังแสงจากแดนไกลดวงดาวจึงพริบพราว หญิงสาวครุ่นคิดอย่างหนัก จะมีใครสักคนไหมหนอรู้ว่าเมืองนี้กำลังจะล่มอีกไม่ช้า ถ้าหากว่าดูจากดวงดาวแล้ว...หล่อนยังไม่เห็นวี่แววเลย ทุกอย่างสงบเหมือนทะเลก่อนเกิดพายุที่ปราศจากคลื่นลม


              ไกลออกไปในอุทยานร่างเงาอรชรของหญิงสาวในชุดผ้าซิ่นยกดอกยาวกรอมเท้าสีหมากสุก มีผ้าแถบพันรอบอกข้างกันนั้นมีชายร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นมาเคียงคู่


              “คิดสิ่งใดอยู่รึแม่หญิง?”


              “คิดถึงนางคนนั้น...นางจักทำสิ่งใดได้” น้ำเสียงตอบนิ่งสนิทมิได้ดูแคลนอย่างเคย


              “แค่หญิงนางเดียวหรือจะฝืนชะตาฟ้า...ยิ่งเป็นชะตาที่ผ่านเลยพ้นไปด้วยแล้ว..จะแก้ไขหรือทำสิ่งใดได้ ข้าอดคิดมิได้ท่านให้นางหวนกลับสู่อดีตเพื่อการใด?” พูดจบก็หันมามองบุรุษข้างกาย รอยยิ้มคมคายจากใบหน้านั้นยังทำงานอยู่


              “มีใครแก้ไขอดีตได้บ้าง ผู้คนก็ตายไปแล้ว เมืองก็ล่มสลาย ท่านคิดหรือว่านางจะปลุกเมืองขึ้นมาได้”


              “แม่หญิง...แม่หญิงคิดว่าข้ารอคอยสิ่งใดอยู่”


              “ข้าจักไปรู้ได้อย่างไร?” เสียงหวานสะบัดด้วยความไม่พอใจ


              “แล้วแม่เล่า? รอคอยสิ่งใด ไฉนจึงมายืนด้วยความวิตกอยู่ตรงนี้” คิ้วโก่งงามของผีสาวขมวดมุ่นเข้าหากัน


              “ข้ามิใช่คนใจไม้ไส้ระกำ กล้าเกรงว่าท่านให้ความหวังนางมากเกินไป ความผิดหวังนั้นวิปโยคนัก นางจะรับได้หรือถ้าหากนางต้องเห็นการล่มสลายของเมืองไปต่อหน้าต่อตา”


              “นั่นเป็นเรื่องของนาง นั่นเป็นเรื่องที่นางสมควรที่จะได้รู้เห็นด้วยตนเอง” วิทยเทพหยุดพูดไปชั่วขณะรอยหยักที่มุมปากถูกยกขึ้น “แล้วเมื่อนั้นการพิจารณาความที่แท้จริงจึงจะบังเกิดขึ้น”


              “ท่านใจดำนัก เจตนาให้นางชอกช้ำตั้งตัวไม่ติด พอถึงเวลาจะเอาโทษอันใดนางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เฮ้อ..อ” เสียงถอนหายใจดังมาจากกุสุมาลย์


              “มิใช่...แม่ชอบกล่าวโทษเราเกินกว่าเหตุอยู่ร่ำไป เรารึจะทำเช่นนั้น...เพียงแต่นางผู้นี้มิใช่หรือที่จะไถ่ถอนบาปหรือจะหมุนวงล้อกงกรรมให้เร็วขึ้นทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวนาง”


              “แต่...กรณีนี้...”


              “ใช่..พิเศษ ภูวิษะเจ้าเป็นผู้ขอโอกาสนี้ให้นาง ทีนี้ไม่ว่านางจะสำนึกหรือไม่ หรือแม้แต่ปฏิเสธทุกสิ่งก็ตาม นางจักได้เลือกเอง”


              “ไม่ยุติธรรม!”


              “ไฉน?”


              “หากดีก็ดีเหลือแสน หากร้ายก็ร้ายเหลือทน พวกท่านคิดสิ่งใดกัน ทำไมไม่ปล่อยให้ไปตามกงเกวียนกรรมเกวียน” ผีสาวทำหน้าราวกับจะร้องไห้


             “แล้วแม่เล่า...ไยไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกงเกวียนกรรมเกวียน ไฉนมาตามพยาบาทนางอยู่เช่นนี้...” ประโยคยอกย้อนยังกล่าวไม่ทันจบ ฝ่ามือเรียวก็ฟาดผัวะลงบนท่อนแขนแข็งแรงนั้นทันที


             “หาเรื่องนัก ผู้ชายกระไร!” คำตัดพ้อต่อว่ากลับกลายเป็นเรียกเสียงขบขันจากคู่สนทนา


             “นี่มิใช่เรื่องชวนหัว!” เสียงหวานตวาดห้วน


             “อภัยให้เราเถิดแม่คุณ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แต่ก็ยังไม่ได้หยุดหัวเราะ


             “เราไม่ได้มาให้ท่านหยอกเอินดอกนะ หากไม่มีธุระกระไรอีกก็ขอลากันแค่ตรงนี้”


             “เดี๋ยวสิ! อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน อาจมีสิ่งใดที่มิได้คาดคิดเกิดขึ้นได้” นัยน์ตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมา ราวกับมีความเชื่อมั่นบางประการ


             “ท่านคิดว่าหญิงนางนั้น...จักทำสิ่งใดได้กระนั้นรึ?”


             “เรื่องนั้นหามีผู้ใดรู้ไม่...แต่ เคียงฟ้ามิใช่หญิงที่จะละทิ้งโอกาสของตน”


              กุสุมาลย์มองไปยังโฉมงามซึ่งประทับอยู่ตรงบานบัญชร ใจหนึ่งนึกเวทนาอีกใจหนึ่งก็มิได้อยากเกี่ยวข้องกับหญิงที่สร้างตราบาปไว้แก่ตน


             “วิมุตติ...ท่านอยากให้นางเห็นสิ่งใด”


             “สิ่งที่ภูวิษะเจ้าเห็นในเวลานั้น”


             “ความวิบัติพินาศของเมืองอย่างนั้นรึ?”


             “มิใช่...”


             “แล้วเป็นสิ่งใด...”


             “แม่หญิง...” บุรุษรูปทองแย้มยิ้มให้วิญญาณหญิงงามข้างกาย ก่อนจะเอ่ยต่อ “อย่างไร...ข้าก็เป็นสหายของภูวิษะ” ทว่ารอยยิ้มนั้นลึกลับยากยิ่งแก่ความเข้าใจ


              “วิมุตติ ท่าน....” 


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


             เคียงฟ้าพยายามลำดับเหตุการณ์ หญิงสาวคิดหัวแทบแตกใครได้ประโยชน์หากเมืองนี้ล่มสลาย...พะโครึ? เมืองอื่นๆ รึ? ต่างก็ได้ประโยชน์คนละนิดคนละหน่อย แต่หาว่าจุมภะอยู่ยงย่อมเอื้อประโยชน์ให้มากกว่าเมืองที่ดับสลายไป มหิตาก็เช่นกันต่อให้โกรธเจ้านาคราชมากเพียงใด นางคงไม่มีเจตนาทำลายจุมภะลงเป็นแน่น...


              สิ่งใดที่เร้นอยู่ในความมืดดำ มีสิ่งใดที่ซ้อนทับอยู่ในความสงบสุขของจุมภะปุระ เป็นสิ่งที่หญิงสาวไม่เข้าใจ และไม่อาจคำนวณถึง บางทีวาสนาของจุมภะอาจจะสิ้นสุดลงโดยที่หล่อนไม่อาจไขปริศนาออกก็เป็นได้...


              ห่างไกลกันอีกด้านตำหนักของพินทุมณีเทวีสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนฉาบฉายจนนวลลออไปทั่ว หาได้เงียบเหงาเหมือนตำหนักของพระขนิษฐา นางเทวีเจ้าของตำหนักทอดวรกายประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนให้นางกำนัลนวดเฟ้น แต่ครู่ต่อมาก็รีบผุดลุกขึ้นรับเสด็จพระสวามี


            “เสด็จพี่ มีเรื่องดีอันใดหรือเพคะ ถึงได้ยิ้มแย้มเช่นนี้”


            พินทุมณีเทวีตรัสถาม เมื่อเห็นพระพักตร์พระสวามีประดับไปด้วยรอยแย้มสรวลอย่างมีเลศนัย สวามีแห่งนางยังมิได้ตอบในทันทีชยาทัตเพียงแต่เสด็จมาประทับลงบนแท่น ทำให้นางเทวีต้องประทับนั่งตาม แล้วจึงส่งถ้วยทองบรรจุน้ำให้เสวยด้วยกิริยาเอาพระทัย


             “เป็นข่าวมงคล แต่คงมิใช่เรื่องดีสำหรับน้องสาวของเจ้า” หลังจากเสวยน้ำแล้วจึงหันมาตอบด้วยแววเนตรเปล่งประกาย


             “น้องสาว?...หมายถึงมหิตาหรือเพคะ” ดวงเนตรเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความใคร่รู้ทันที พระสวามีแย้มสรวลแทนคำตอบ


            “แล้วมหิตารู้เรื่องนี้แล้วหรือยังเพคะ”


            “ยังดอก นี่เป็นข่าวที่พี่สืบมาได้ เรื่องการเตรียมตัวส่งเจ้าหญิงเมืองปาลปุระมาที่นี่”


            “ปุดโธ่เอ๋ย...นางน้องที่น่าชัง อีกไม่กี่เพลาคงจะอกแตก” เสียงสรวลดังขึ้นเบาๆ “แล้วสืบได้ความกระไรมาเพคะ”


            “เจ้าหญิงน้อยแห่งเมืองปาล...นางเพิ่งจะอายุ 13-14 เท่านั้น ยังละอ่อนนัก ต้องมาเป็นหมากทางการเมือง...เฮ้อ”


            “อย่าได้สงสารเด็กนั่นเลยเพคะ นางสิเป็นมหาลาภของเมืองปาลเลยทีเดียว จากส่งหญิงงามมาต่อไปก็คงเรียกร้องสิ่งอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ”


             “ใช่..นางเป็นมหาลาภของเมืองปาล ปาลปุระจึงพยายามเพิ่มพูนยศศักดิ์ให้นาง มิให้ทางเราดูแคลน แก้วตาราเทวีเพิ่งจะได้รับการเถลิงยศขึ้นเป็น ศรียศาเทวี [1]” พินทุมณีเทวีฟังแล้วเบิ่งพระเนตรค้าง


             “อุ๊..แม่เจ้า! ตระเตรียมการใหญ่โตถึงขั้นเถลิงยศ ให้เป็นเจ้าหญิงที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงที่สุดในปาลปุระกระนั้นเลยรึ ฮะ ฮะ”


             “ใช่ เห็นทีการณ์นี้ภูวิษะคงบิดพลิ้วได้ยาก” เมื่อเล่าจบกระบวนความทั้งสองสบเนตรนอยู่ครู่หนึ่งจึงประสานเสียงสรวลออกมาแทบจะพร้อมกัน


             “ฮะ ฮะ อยากรู้นักเจ้าคนยโสนั่นจะทำเยี่ยงไร หากไม่รับเจ้าหญิงเมืองปาลเข้าร่วมเรือนก็เท่ากับผิดคำสั่งเสด็จพ่อ ถ้ารับก็ผิดสัตย์สาบานที่ให้ไว้กับมหิตา”


             “เห็นทีงานนี้มหิตาเจ้ามิได้ครอบครองชายผู้รักษาสัตย์เพียงผู้เดียวเสียแล้ว”


             “นั่นสิเพคะ อันที่จริงการรับนางไว้ในครอบครองก็มิใช่เรื่องเสียหาย นางเด็กนั่นยังละอ่อนนัก หากมหิตาจักดูแลให้นางอยู่ใต้อำนาจก็มิใช่เรื่องยาก ที่สำคัญที่นี่เป็นจุมภะนางคนนั้นรึจะกล้ากระด้างกระเดื่อง รับไว้ก่อนค่อยๆ จัดการไปก็ยังไม่สาย หากรับมาแล้วไม่ให้ภูวิษะเข้าหอเสียอย่าง นางคนเมืองปาลจะทำกระไรได้”


             “มหิตามิได้เฉลียวฉลาดเช่นเจ้า นางเป็นแค่หญิงที่ซื่อตรงกับความรักหากแต่เป็นความรักที่ตามแต่ใจตนเองเท่านั้น จึงไม่อาจปัดเป่าเรื่องทุกข์ร้อนให้เบาบางลง” เนตรคู่นั้นฉายแววหยาดเยิ้มมายังองค์ชายา ซึ่งได้รับรอยแย้มสรวลตอบกลับอย่างชื่นชม


            “เสด็จพี่...อย่าได้ชมน้องกระนั้นเลย หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับน้องบางทีพินทุมณีผู้นี้อาจจะแก้ไขเรื่องนี้มิได้เช่นกัน เพราะในเวลานั้นทั้งน้องทั้งมหิตาต่างเป็นเพียงหญิงที่จงรักต่อสวามีของตนเองเท่านั้น ตลอดทั้งกายใจต่างหายใจเข้าออกเป็นสวามีที่รักยิ่ง จนไม่เหลือความคิดอื่นใดอีกแล้ว” ในหทัยก็หวนเวทนาพระขนิษฐาขึ้นมา สิ่งที่ตรัสออกไปนั้นจึงเป็นความจริงในพระทัยทุกประการ


            “การเป็นหญิงที่โง่งมในความรัก...มันยากยิ่งจะพ้นความเจ็บปวด แต่หญิงเราหามีสวามีแล้วไซร้...ใครเล่าจะไม่ทุ่มเทความรักให้ชายผู้สมควรเป็นที่รักกันบ้าง จะว่าไปเสด็จพ่อ...มิได้เห็นใจมหิตาเลย ข้าไม่เข้าใจ...แค่เมืองเล็กที่บังเอิญได้ชัยเพียงครั้งเดียว ไฉนเราต้องยอมทำตามเงื่อนไขที่เสนอมา แต่งทัพไปตีอีกรอบก็สิ้นเรื่อง ข้าไม่เข้าใจจริงๆ” ยามที่ตรัสนั้นวงพักตร์แนบอิงอยู่แทบอุระพระสวามี


            “เจ้าเป็นหญิงคงไม่เข้าใจกลทางเมือง การจะตีเมืองปาลเป็นระลอกสองนั้นมิใช่เรื่องยาก หากแต่ว่า...ที่ราชทูตเมืองปาลเสนอให้สองเมืองนั้นดองญาติกันและยังเร่งรัดให้มีพิธีอภิเษกสมรสขึ้นโดยเร็วนั้นก็เพราะว่า...”


             “เพราะว่า?” ตรัสพลางทอดพระเนตรไปยังพระสวามี


             “หากช้านักจักไม่ทันการณ์ หาไม่แล้วจะแผ่นดินจะเดือดทั้งสองเมือง” พินทุมณีเทวีสดับแล้วถึงกับลุกขึ้นมาประทับนั่งประจันหน้ากับชยาทัต


              “ทำไมเล่าเพคะ?”


              “หากตัดสินใจช้า เราจะเตรียมรับศึกไม่ทัน พะโคจะใช้ชัยชนะของปาลปุระเป็นข้ออ้างมีส่วนในจุมภะ หากเราไม่ยอมทั้งเมืองปาลทั้งพะโคคงและเมืองประเทศราชอื่นๆ ของพะโคคงจะยกทัพมาตีจุมภะ แต่ถ้ายอมรับการผูกสนิทเข้าเป็นเมืองพี่น้องกับปาลปุระก็จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเรามากกว่า


               พะโคอยู่ไกลคงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีถึงได้ผลเสียที่เร่งแต่งทัพตีทั้งสองเมืองพร้อมๆ กัน และเรายังมีโอกาสประวิงเวลาเรียกเมืองลูกหลวงเข้าร่วมต้านเป็นกำแพงด่านอีกที ดูรูปการแล้วการผูกญาติของสองเมืองนั้นเป็นผลดีแก่จุมภะมากกว่า เราเพียงแค่...ต้องยอมให้เจ้าหญิงเมืองปาลมีศักดิ์ทัดเทียมกับเจ้าหญิงเมืองเรา เป็นการเสียสละส่วนน้อยที่ได้ผลรวมมากกว่า”


             “อย่างนี้นี่เอง...มิน่าเล่าถึงได้เร่งรัดอยากให้มีงานอภิเษกสมรสนักหนา” พินทุมณีเทวียกหัตถ์ขึ้นทาบพระอุระ


             “แบบนี้ก็ยิ่งมิมีทางเลี่ยง...จะด้วยเหตุผลกลใด หากภูวิษะปฏิเสธเท่ากับทรยศบ้านเมืองเป็นครั้งที่สอง ฮ่า ฮ่า”


             “ใช่...ชะตานี้จะว่าดีก็ดี จะว่าร้ายก็ร้าย ล้วนอยู่ในมือภูวิษะ สุดแล้วแต่จะพลิกไปทางไหน หากมหิตายอมรับได้ เรื่องร้ายจะกลายกลับเป็นดี....แต่” ชยาทัตชะลอการวิพากษ์ลงกะทันหัน และแสดงสีพักตร์ไม่สู้จะดีนักจนพินทุมณีเทวีพลอยกังวลพระทัยไปด้วย


             “แต่...กระไรเพคะ?” ดวงหทัยผู้เป็นชายาพลอยหวั่นไหวไปด้วย


             “ถ้าเรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี...พระบาทเจ้าหายกริ้วแล้ว ข้าเชื่อว่าอีกไม่กี่เพลาอำนาจและบารมีของภูวิษะจะเพิ่มพูนขึ้นอีกมากทีเดียว”


              “กระไรกัน...คนทำผิดมิต้องรับโทษ แต่กลับได้อำนาจราชศักดิ์มาครอบครอง แล้วผู้อื่นเล่า...เสด็จพี่ก็ไปร่วมรบครั้งนี้ จะผิดพลาดก็เพราะภูวิษะผู้เดียว แต่ไยโชคลาภจึงหันมาสู่ชายผู้นั้นเพียงผู้เดียว น้องไม่ยอม!!” สุรเสียงที่เคยหวานบัดนี้เกรี้ยวกราดยิ่งนัก


              “จะทำอย่างไรได้เล่า....” ชยาทัตทอดสุรเสียงอ่อนลงและเจือไปด้วยความท้อแท้ “พี่เคยเล่าให้เจ้าฟังแล้ว...ตัวพี่นั้นอาภัพนัก หากไปรบครั้งนี้กลับมามือเปล่าไม่ได้ความดีความชอบอย่างไรก็คงได้แต่ปลง...ในความอับโชคของตนเอง”


              “เสด็จพี่ไม่นะเพคะ...น้องยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ น้องจะไปเข้าเฝ้าทูนขอบำเหน็จให้เสด็จพี่” ตรัสจบก็ทำท่าจะเสด็จไปตำหนักหลวงทันที


             “พินทุมณี! ไม่ได้นะ บ้านเมืองเรากำลังอยู่ในความวุ่นวาย เจ้าอย่าไปกวนพระทัยพระบาทเจ้า และนี่ฟ้าก็มืดมิดแล้วอย่าได้บุ่มบ่าม”


             “ถ้าอย่างนั้นน้องจะไปเข้าเฝ้าแต่หัวรุ่ง”


             “อย่าได้ทำอย่างนั้น...มันไม่ใช่กาลเทศะอันเหมาะสม ประเดี๋ยวจะถูกกริ้ว”


             “แต่ว่า...”


             “แค่เจ้าทุกข์ร้อนแทนพี่ เพียงแค่นี้ความทุกข์ในอกก็พลอยบรรเทาไปมากแล้ว”


              “เสด็จพี่...อย่าเพิ่งตัดใจสิเพคะ” พินทุมณีร้อนไปด้วยแรงสงสารที่มีให้ต่อพระสวามียิ่งนัก จึงมิได้รู้องค์เลยว่ากำลังถูกลมปากอันหอมหวานชี้นำทางให้ดำริตาม ยิ่งเมื่อถูกพาหาแข็งแกร่งรอบวรกายอ้อนแอ้นเข้ามาสวมกอดปลอบประโลมด้วยแล้วละก็


              “เชื่อพี่เถิด..พระบาทเจ้าจะพิโรธหากเจ้าไปร้องขอในเวลานี้ รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปก่อน พี่คงจะมีโอกาสสร้างความดีความชอบอีกมาก หากว่าได้รับพระเมตตาให้ทำงานใหญ่”


              “เฮอะ...น้องกลัวแต่ถ้าการวิวาห์นี้ผ่านไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทันการณ์ ภูวิษะคงจะฉวยโอกาสนี้ขยายฐานอำนาจให้ตนเอง”


              “ก็เป็นไปได้ ตอนนี้ได้ขุนพลมหัทธนะมาอยู่ใต้อาณัติแล้ว เท่ากับมีกองทัพอยู่ในมือ”


              “เมื่อไรกัน ทำไมน้องไม่รู้เรื่อง”


              “มหัทธนะไม่มีวันยอมเป็นข้าของผู้ใด ขุนพลเฒ่านั่นมีบารมีมากด้วยว่ารับราชการมานาน มีความดีความชอบมากนัก ปรกติก็ถือตนวางท่าไม้ก้มหัวให้ผู้ใดแม้จะเป็นราชบุตรเขยหรือเจ้าชายใด ก็เพียงแต่ทำความเคารพตามทำเนียมเท่านั้น หากไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้น...มหัทธนะไม่มีทางยอมเป็นคนของภูวิษะดอก”


              “เรื่องนั้น..เรื่องอันใด...? ” พินทุมณีเทวีสดับแล้วตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเบิกเนตรกว้าง


              “ศรีดารา!!” พระสวามีพยักพักตร์รับ พระนางยกหัตถ์ขึ้นปิดโอษฐ์ตนเองด้วยความตระหนก


              “จริงด้วย..ข้าลืมไปเลย! ศรีดาราเป็นลูกสาวของมหัทธนะ” เมื่อดำริแล้วก็ทรงเวียนเศียรเป็นอันมาก


              “บ้าจริง...ที่เป็นอย่างนี้เพราะข้าเอง...เสด็จพี่น้องมิได้ตั้งใจให้เป็นดังนี้ น้องเพียงแต่....ไม่คิดว่าเรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีแก่ภูวิษะไปได้” ทรงสะอื้นไห้ออกมาด้วยความคาดไม่ถึง ให้ร้ายผู้อื่นผลนั้นจะย้อนเข้าสู่ตนเองอย่างแยบยล


             “อย่าร้องไห้ไปพินทุมณี ไม่เป็นไรพี่ไม่ว่าเจ้าดอก...” ตรัสพลางยกนิ้วพระหัตถ์ขึ้นปาดหยาดอัสสุชลออกจากดวงพักตร์องค์ชายา


            “เสด็จพี่...ข้า...ข้าขอโทษ น้องจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้เอง”


            “เจ้าจะทำกระไร ?” เพียงแวบเดียวเท่านั้นที่ประกายไฟแห่งความลิงโลดปรากฏขึ้นบนดวงเนตรบุรุษเบื้องหน้าแต่พระนางมิทันได้สังเกตเห็น


            “ด้วยวิธีของสตรีเพคะ!” นางเทวีเงยพระพักตร์ขึ้นสบเนตรพระสวามี แววเนตรนั้นสุกสกาวไปด้วยเพลิงร้อนที่หมายมาดจะเผาผลาญทุกผู้คนที่ขวางทางบุรุษอันเป็นที่รัก


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[1]ศรียศาเทวี -นางเทวีผู้มียศเป็นเกียรติแห่งตน หรือ หมายถึงเทวีผู้มียศสูงกว่าสตรีทั้งมวล







Create Date : 10 มกราคม 2558
Last Update : 10 มกราคม 2558 1:20:31 น. 10 comments
Counter : 4244 Pageviews.

 
ชยาทัตเจ้าเล่ห์มากกกก ที่เป่าหูนี่ ท่าทางจะหวังศรียศาเทวีรึเปล่า พินทุมณีโดนปั่นหัวซะแล้ว
รอลุ้นว่า เคียงฟ้าจะทำอะไรได้ ว่าแต่นาคเจ้าไม่ออกหลายตอนแล้ว คิดถึง


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 12 มกราคม 2558 เวลา:19:49:14 น.  

 
ติดตามมาตลอดค่ะ รอตอนต่อไปนะค่ะ นานมากๆๆ


โดย: Rose IP: 124.120.152.99 วันที่: 15 มกราคม 2558 เวลา:14:56:16 น.  

 
เคียงฟ้าสู้ๆ


โดย: ๋Jen IP: 114.109.186.81 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:13:11:17 น.  

 
คนแต่งหายไปไหนน้า ไม่แต่งต่อแล้วหร๊า นานเกินไปแล้ว...


โดย: yu IP: 171.101.162.181 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:18:54:28 น.  

 
รออ่านนะคะ ชอบจังค่ะ ออกเป็นหนังสือเมื่อไหร่นี่จะเหมาาาา


โดย: อลิซ IP: 58.8.98.164 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:18:18:37 น.  

 
... ไม่ได้เข้ามาซะนาน (อ่านหลังสุดถึงตอนที่ 59 เอง อิอิ)..

เดี๋ยวว่างๆ จะมาตามต่อให้ทัน.. แล้วจะมาเม้นท์ใหม่นะคะ ...

สู้ๆ ค่ะ


โดย: เจ้คนไกล IP: 110.164.21.8 วันที่: 19 มีนาคม 2558 เวลา:11:49:54 น.  

 
เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้ แล้วไม่มีตอนต่อเหรอคะ นี่ก็เข้ากลางปีแล้ว คนเขียนจ๋าต่อสิคะ อยากอ่านค่ะ


โดย: aree IP: 61.19.206.254 วันที่: 21 สิงหาคม 2558 เวลา:13:56:32 น.  

 
ทิ้งช่วงอ่านมานาน
กลับมาอ่านรวดเดียวอีกที สนุกเหมือนเดิม
รอติดตามค่า


โดย: cho IP: 49.49.249.194 วันที่: 9 ตุลาคม 2558 เวลา:0:26:10 น.  

 
เข้ามาดูเมื่อไรจะมาอัพต่อค่ะ
นานมากแล้วนะ รออ่านอยู่ค่ะ


โดย: Rose IP: 192.99.14.36 วันที่: 3 ธันวาคม 2558 เวลา:13:18:53 น.  

 
มาเล่าอีกนะ ตอนต่อไปเมื่อไหร่จ๊ะ


โดย: Tyra IP: 94.23.252.21 วันที่: 31 ธันวาคม 2558 เวลา:1:04:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.