จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 69


ตอนที่ 69


              ราชทูตแห่งปาลปุระถูกเชิญไปพักยังเรือนรับรอง หลังจากเข้าเฝ้าพระบาทเจ้าสิทธิเสณและได้กราบทูลถึงประสงค์ของเมืองปาลจนหมดสิ้นกระบวนความแล้ว ทิ้งให้ผู้มีอำนาจแห่งจุมภะต่างตกอยู่ในความครุ่นคิด ประสงค์ของเมืองปาลนั้นมิใช่เรื่องที่คาดเดาได้ยากเย็น เมื่อผู้ใดมีโอกาสก็ต้องรีบร้องขอ หากเป็นไปตามข้อเสนอแล้วปาลปุระถือว่าได้ชัยทางการเมืองอีกด้วย


             พระบาทเจ้าทรงต้องการเวลาตรึกตรอง จึงยังให้องค์ประชุมอยู่ต่อ เจ้านาคราชได้แต่ประทับเงียบงันมิได้แสดงความเห็นอันใดหากมิมีผู้ใดเอ่ยถาม ตรงกันข้ามกับกัมลาภาเทวีซึ่งติดตามพระสวามีมาฟังเรื่องราวด้วย ก็ตรัสขึ้นมาลอยๆ


             “เรื่องนี้มิใช่เรื่องยากเย็น ความผิดของผู้ใด ก็ควรให้ผู้นั้นรับผิดชอบ” สุรเสียงหวานหยามหยันอยู่ในที ยามเมื่อชม้ายพระเนตรมองยิ่งบ่งบอกดำริในหทัยชัดเจน ทำเอาทุกผู้คนหันไปยังราชบุตรเขยองค์เล็ก


             “หม่อมฉันไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ” ภูวิษะเจ้าตรัสตอบกัมลาภาเทวีทันที


             “แล้วก็ไม่ควรจะโยนความรับผิดชอบนั้นไปให้ผู้อื่นด้วย”


             “หม่อมฉันไม่เคยทำเช่นนั้น”


             “งั้นก็ดีแล้ว ข้าจะจำไว้ว่าท่านเป็นบุรุษที่อาจหาญนัก ” กัมลาภาเทวีแย้มสรวล


              “หม่อมฉันไม่คิดจะปฏิเสธโทษทัณฑ์ใดๆ หากแต่เรื่องนี้มิใช่โทษทัณฑ์ หนำซ้ำยังไม่ต่างจากบำเหน็จงามเสียด้วย หม่อมฉันสมควรจะได้รับแล้วกระนั้นหรือ” คำตอบอันแหลมคมที่ตรัสมานั้นยังผลให้คู่สนทนาพระพักตร์บึ้งตึงไปทันที


              “นั่นสินะ...ถึงอย่างไรเสียไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เจ้าหญิงแห่งปาลปุระก็ต้องเสด็จมาถวายตัว แต่...เมื่อชัยชนะพลิกกลับมาเป็นของเมืองปาลตำแหน่งฐานะที่นางจะได้ก็ต้องสูงขึ้น...แต่ถึงขั้นสูงเทียมพวกเรานั้น...มิใช่ผู้ใดจะยอมรับได้ง่ายๆ ดอก ภูวิษะข้าหวังว่าครั้งนี้ท่านจะไม่ยกบำเหน็จนี้ให้แก่ผู้ใด” ตรัสแล้วก็สรวลเบาๆ แต่ความหมายนั้นหนักแน่นนัก


              “เจ้าหญิงแห่งปาลปุระมีค่าสูงนัก มิใช่ของที่หม่อมฉันจะยกให้ใครได้ เว้นแต่...มีผู้อื่นทูลขอนางกับพระบาทเจ้า หากเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันคงไม่บังอาจขวาง” สีพระพักตร์ของเจ้านาคราชยังนิ่งสนิทผิดกับวจีนัก กระนั้นก็ส่งผลให้กัมลาภาเทวีกริ้วจนแทบระงับพระอารมณ์ไว้ไม่ได้ หากไม่ติดว่าอยู่ในท้องพระโรงคงได้ลุกขึ้นกระทืบบาทเป็นแน่


               ทุกพระองค์ท้องพระโรงทรงเก็บกิริยาได้เป็นอย่างดี ต่างมีดำริในพระทัยต่อเรื่องนี้ต่างกัน การที่เหตุการณ์เป็นไปดังนี้ ดูจะเป็นการดีต่อภูวิษะเจ้าเสียด้วยซ้ำ มิต้องโดนราชอาญาใดแล้วยังได้หญิงงามมาเป็นบรรณาการ


             “คนผู้นี้ชะตาแข็งกล้านัก เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดีไปเสียได้” ชยาทัตตรัสแก่พินทุมณีเทวีองค์ชายา


             “หัวยังไม่หลุดจากบ่า นับว่าบุญเก่ายังมี แต่เสด็จพี่มิต้องกังวลไปดอกเพคะ นางหญิงเมืองปาลนั่นเป็นแค่เจ้าหญิงจากเมืองกระจ้อยร่อย นางมิอาจเป็นขุมกำลังใดให้ภูวิษะได้ดอก” แม้ไม่พอพระทัยที่เจ้านาคราชมิได้ถูกลงพระอาญา แต่ก็ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องสำคัญนัก ด้วยว่าอย่างไรพระขนิษฐาก็เจ็บช้ำจากเรื่องที่ก่อขึ้นเป็นแน่ แค่คิดก็สาแก่พระทัยแล้ว


             “พินทุมณี...ปาลปุระมักใหญ่ใฝ่สูงก่อนหน้านี้ก็ปันใจไปจากจุมภะ แต่เมื่อได้ชัยก็กลับมาผูกมิตรเจ้าคิดว่าเมืองปาลเป็นเมืองโดดเดี่ยวมิมีผู้ใดหนุนเลยรึ?”


             “เสด็จพี่หมายความว่าอย่างไรเพคะ” สวามีแห่งนางเทวีแย้มสรวลออกมา หากเป็นรอยยิ้มที่ดูแคลนคู่สนทนานัก


             “ปาลปุระ มิใช่เมืองใหญ่ก็จริง แต่เป็นสะพานไปถึงที่ใดเล่า...”


             “...พะโค! หมายถึงพะโคหรือเพคะ ตะ..แต่ว่า พะโคไม่กล้ามีศึกกับเราซึ่งๆ หน้า” ดวงเนตรของพินทุมณีเทวีฉายแววแตกตื่นนักตรงกันข้ามกับพระสวามี


              “แต่ก็มิได้เป็นมิตรมิใช่รึ คิดดูสิหากพะโคตีจุมภะได้ เมืองต่างๆ ที่รายล้อมจุมภะอยู่จะเป็นเช่นใด มิใช่ตกอยู่ในอำนาจของพะโคทั้งสิ้นรึ?”


              “แต่ว่า...” สุรเสียงนางเทวีตะกุกตะกักนัก ด้วยว่าไม่อาจดำริตามพระสวามีได้ทัน


              “ปาลปุระเคยมีใจออกห่างจุมภะไปครั้งหนึ่ง เจ้านึกหรือว่าหากมีเชื่อมไมตรีด้วยการอภิเษกฯ แล้วปาลปุระจะมีใจภักดิ์กับจุมภะแต่เพียงผู้เดียว เมืองเล็กอย่างนั้นยิ่งใคร่ได้อำนาจ ใครใหญ่ใครดีก็หันไปพึ่งพาได้ทั้งสิ้น มิได้ตัดขาดหรือจริงใจกับผู้ใดเสมอไปดอก”


              “เพคะ...แล้วมันเกี่ยวกับเจ้าคนโอหังนั่นอย่างไร”


              “พินทุมณีเอ๋ย...น้องเป็นหญิงคงคิดอ่านไม่ทันเหตุบ้านการเมือง งั้นพี่จะเฉลยให้! การที่ภูวิษะเป็นราชบุตรเขยของปาลปุระด้วย หากพะโคคิดใคร่ใช้เมืองปาลเป็นสะพานมายึดเอาจุมภะเล่า ใช่ว่าจะทำไม่ได้ หนำซ้ำยังแยบยลขึ้นเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญ...เราก็ยังไม่รู้ว่าชายผู้นี้มาจากถิ่นใดหากมาจากพะโคแต่แรกเล่า”


              “ตายแล้ว...ละ..แล้ว..เราควรจะทำอย่างไรดีเล่าเพคะ หรือว่าควรทูลคัดค้านห้ามมิให้มีการอภิเษกสมรสขึ้น” พินทุมณีเทวีตื่นตระหนกยิ่งนัก อย่างไรเสียนางก็รักบ้านเมืองตนเอง


              “จักทำได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างลงตัวเช่นนี้ แล้วพระบาทเจ้าก็ทรงบัญชาแล้ว”


              “บ้าที่สุด...เราจะทำอย่างไรดี หรือเราควรจะ...ลอบสังหารนางหญิงปาลนั่นก่อนจะมาถึงเมืองดีเพคะ จะได้ไม่ต้องมีการอภิเษกสมรสเกิดขึ้น”


              “จะบ้าหรือพินทุมณี ขืนมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอาจเป็นการทำให้เกิดสงครามใหญ่โตตามมาน่ะสิ ที่สำคัญเจ้าลืมแล้วหรือ ว่าผู้ใดไปรับนาง”


              “เจ้าพี่ฉัตรวรุณเพคะ”


              “ใช่...หากเกิดเรื่องในการดูแลของเจ้าชายวรุณซึ่งเป็นตัวแทนของจุมภะ ผลเสียก็ต้องตกที่จุมภะอย่างมิอาจปัดให้พ้นตัวได้”


             “โอ้ย! โน่นก็มิได้ นี่ก็มิได้ แล้วจะทำอย่างไรดี” พระทัยที่ร้อนรนส่งผลให้อยู่นิ่งมิได้ ได้แต่ดำเนินไปมาเหมือนหนูติดจั่น


             “ใช่ว่าไม่มีทาง แต่...”


              “แต่อันใดเพคะ?”


              “มันมิใช่ทางที่โสภานัก ที่สำคัญ...หากผิดพลาดอันใดน้องของเจ้าก็จะ...”


              “เสด็จพี่หมายถึง...” สุรเสียงที่ตรัสถามแผ่วเบาลงจนกลายเป็นกระซิบ


              “มหิตาอย่างไรเล่า!”


               แววเนตรเย็นยะเยือกถูกถ่ายทอดลงมาสู่พินทุมณีเทวี พระนางพลันรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งวรกาย


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


            เคียงฟ้าเดินไปเดินมาด้วยความกังวล หญิงสาวชะโงกหน้าไปที่บานบัญชรอีกหนแล้วกลับมาบ่นเป็นหมีกินผึ้ง จนบรรดานางกำนัลนึกเป็นห่วง


            “พระทัยเย็นเพคะ”


            “ใครจะใจเย็นได้ ข้าอยากพบเสด็จพี่ภูวิษะ”


             ใช่..หล่อนหึงหวงกลัวเสียเขาไป แต่สิ่งที่ทำให้ร้อนรนไม่ใช่กลัวว่าเขาจะหมดรักแล้วไปเทใจให้หญิงอื่น หลังหมดสติไปครึ่งวัน ดูเหมือนสติสะตังจะกลับมาสู่ตัวตนของหล่อนแล้ว หญิงสาวจากอนาคตคิดว่าตนเองต้องคุยกับเจ้านาคราช หล่อนรู้ว่ามีบางสิ่งจะเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไรและเกิดขึ้นเพราะอะไร เพียงแต่ใจบอกว่าอีกไม่นาน..สัญชาติญาณบอกหล่อนอย่างนั้น


             ‘ต้องบอกเจ้าภู....เมืองจะล่ม มันเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง’


             เรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องเขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนทั้งที่ยังมีหล่อนอยู่ แต่เมืองทั้งเมืองล่มไปได้อย่างไรจนป่านนี้เคียงฟ้าก็ยังหาสาเหตุไม่พบ พอได้กลับมาเป็นมหิตานี่เป็นสิ่งที่หล่อนตั้งใจว่าจะต้องรู้ให้ได้ และถ้าเป็นไปได้บางทีหล่อนอาจจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ไม่ให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นก็เป็นได้ แต่สามสี่วันมานี่มัวแต่หลงทางกลับความกลัวการสูญเสียชายคนรัก จนหลงลืมไปว่ากลับมาเพื่อทำอะไร


             “ข้าจะไปพบเสด็จพี่”


             “ไม่ได้เพคะ ทรงโดนทัณฑ์อยู่ห้ามมิให้ออกนอกห้องบรรทม”


             “โอ๊ยยย!! จะขังกันไปถึงไหนนี่” หล่อนยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความขัดใจ


             “อย่างนั้นขอไปพบเสด็จแม่ได้ไหม?”


             “ไม่ได้เพคะ...เดี๋ยวจะทำให้พระบาทเจ้ากริ้วหนักกว่าเดิมนะเพคะ ทรงรับสั่งไว้ว่าหากไม่มีบัญชาห้ามพระเทวีเข้าเฝ้า” หญิงสาวฟังจบก็ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมาอย่างยืดยาว


             “คุณท้าว...เราไม่ก่อเรื่องหรอกนะ แค่มีเรื่องสำคัญต้องทูลอย่างน้อยๆ ก็จะได้ปรึกษาเสด็จแม่” ถ้าไม่ได้พบเจ้าภูวิษะก็ขอพบพระมารดาก็ยังดี พระแม่เจ้าทรงเอ็นดูมหิตาเทวีมากอาจจะยอมฟังเรื่องนี้ก็เป็นได้


             “ไม่ได้เพคะ...ถ้าอยากไปเข้าเฝ้าจริงๆ ขอให้หม่อมฉันไปทูลขอพระราชทานอนุญาตก่อนนะเพคะ”


             “แล้วเมื่อไรจะอนุญาต”


             “ก็แล้วแต่พระเมตตาเพคะ”


             “โอ๊ยยยย..ย บ้าจริงๆ ถ้างั้นเสด็จพี่ภูวิษะเล่าจะเสด็จกลับเมื่อไร” นางกำนัลพากันก้มหน้างุด ถึงเสด็จกลับก็ใช่ว่าจะมาพบพระชายาด้วยว่ายังอยู่ในช่วงหมางเมิน


              “ตอบสิ!”


              “บางที...อาจจะถูกรั้งตัวไว้ที่ตำหนักหลวงกระมังเพคะ” ได้ฟังคำตอบเคียงฟ้าก็ทรุดลงนั่งอย่างอ่อนใจ นั่นสินะเขาไปรับหน้าในเรื่องที่หล่อนก่อขึ้นมา ไหนจะมีเวลามาฟังหล่อนที่สำคัญหายโกรธหรือยังก็ไม่รู้


              “ถ้าอย่างนั้น...”


               หญิงสาวกุมขมับพยายามรีดเค้นความคิดเต็มที่ ต้องหาใครสักคนที่จะช่วยแก้ไขเรื่องนี้ได้ มหิตามีพี่สาวตั้งหลายคนนี่นะ...ต้องมีใครช่วยได้บ้าง หล่อนค่อยๆ ลำดับพระภคินีทีละองค์ กัมลาภาเทวี..เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะโดนอาละวาดถึงตำหนักไปหยกๆ คงไม่ช่วยแน่ๆ เสด็จพี่อาภาเหมก็อภิเษกฯ ไปอยู่ต่างเมืองกว่าจะส่งข่าวถึงคงนานโข เขมมินีเทวีก็ทรงครรภ์แก่ใกล้จะให้ประสูติกาลอยู่แล้ว จะไปเชิญเสด็จมาตำหนักนี้ก็ลำบากแก่พระวรกายนัก ส่วนคนสุดท้าย..พินทุมณีเทวีนั้นคงจะไม่ต้องพูดถึง แทบจะตัดพี่ตัดน้องกันแล้วเสียด้วยซ้ำ


              “บ้าชะมัด! ในเวลาอย่างนี้มันควรจะมีใครช่วยฉันได้บ้างสิ” หล่อนพึมพำออกมาด้วยความลืมตัว


              “ว่ากระไรนะเพคะ?” เคียงฟ้าในคราบมหิตาเทวีไม่ตอบยังคงครุ่นคิดอยู่ในภวังค์ของตนเอง


              “จริงด้วย! อาจารย์!!? อาจารย์อยู่แถวนี้หรือเปล่าคะ?” หล่อนเรียกหาใครบางคน ที่แม้มองไม่เห็นแต่คิดว่าเขาต้องอยู่ใกล้ตัวหล่อนแน่ๆ


              “อาจารย์วิมุตติ ฟ้ารู้ว่าอาจารย์อยู่แถวๆ นี้ใช่ไหมคะ ช่วยฟ้าหน่อยเถอะค่ะ ช่วยตามเจ้าภูกลับมาหาฟ้าที” หล่อนลุกขึ้นแล้วตะโกนอย่างไม่สนใจใคร สร้างความงงงวยให้แก่บรรดานางกำนัลที่รายล้อมอยู่เป็นอันมาก


              “พระเทวีเพคะ...พระเทวีเรียกหาผู้ใดเพคะ?”


              “ช่างเถอะคุณท้าวอย่าถามให้มากความ ไปหากระดาษกับถ่านเขียนมาให้เราบัดนี้” หล่อนชี้นิ้วสั่งจนคุณท้าวตั้งตัวไม่ทันแต่ก็รีบรนลานไปตามรับสั่ง


              ‘ใจเย็นๆ ฟ้า ค่อยๆ คิด ต้องหาทางส่งจดหมายให้เจ้าภูให้ได้เสียก่อน’ หล่อนวางแผนกับตนเองในใจ พอได้กระดาษและถ่านเขียนมาก็รีบจัดแจงเขียนจดหมายถึงนาคเจ้าทันที เมื่อเขียนเสร็จก็ม้วนแผ่นกระดาษที่หนาไม่แพ้ผ้านั่นเป็นม้วนกลมแล้วเรียกหาคลั่งมาลงผนึก ก่อนจะสอดใส่กล่องไม้สำหรับนำสาส์น


              “ข้าออกไปไม่ได้ แต่มิใช่ว่าห้ามส่งกระทั่งสาส์นใช่ไหม?”


              “พะ..เพคะ” คุณท้าวงงงัน


              “งั้นดีแล้ว รับไป เอานี่ไปให้องครักษ์นำไปส่งให้เสด็จพี่เดี๋ยวนี้!”


               สั่งจบหล่อนก็เดินฉับๆ มานั่งบนตั่งแล้ววางศอกลงบนหมอนขวาน ก่อนจะครุ่นคิดอย่างหนักเมืองล่มเกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อใด


              ‘ถ้าหากฉันเคยเป็นมหิตามาก่อน แปลว่าเราต้องรู้ว่าเมืองล่มเมื่อไร แล้วล่มเพราะอะไร เรากับเขามีส่วนทำให้มันเมืองล่ม...ไม่สิ! ไม่ใช่แค่มีส่วนเรากับเขาต่างหากที่ทำให้เมืองล่มสลายไปทั้งเมือง จนเจ้าภูติดสาปอยู่ที่นั่นส่วนมหิตาก็...มหิตาไปไหนล่ะ? ถ้ามหิตากลายเป็นเรางั้นก็แปลว่า...มหิตาตายสินะ ในเหตุการณ์นั้น’ พอคิดได้ดังนั้นหล่อนก็ขนลุกเกรียวขึ้นมา


              ‘แล้วทำไม...ทำไมวิญญาณของมหิตาถึงไม่ติดสาปอยู่ในซากเมืองพร้อมกับเจ้าภูกันนะ?’ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนหน้านี้เลย หญิงสาวอยากให้วิมุตติอยู่ที่นี่เหลือเกินหล่อนจะได้ซักถามให้เต็มที่ เคียงฟ้าเชื่อเหลือเกินว่าเขาต้องรู้เรื่องแน่ๆ


              “นั่นเพราะว่าเขาไม่ใช่คนสาปเมืองนั้นเมื่อมันล่มน่ะสิ!” เสียงทุ้มห้าวดังแทรกขึ้นมากลางใจ ราวกับมันดังมาจากสมองตนเอง หญิงสาวจากอนาคตเหลียวไปมองรอบกายหล่อนไม่เห็นใครนอกจากนางกำนัล แต่เมื่อพยายามเพ่งมองแล้วจึงเห็นเงาเลือนรางของใครบางคนอยู่ไม่ห่างไปนัก


              “พี่ปทุมมา”


              “เพคะ”


              “พวกเจ้าทุกคนออกไปจากห้องเสีย ข้าอยากอยู่คนเดียว”


              “ไม่ได้เพคะ พระเทวีกำลังประชวรอยู่” นางคนสนิทคัดค้านทันที


              “โธ่เอ๋ย...พี่ปทุมมา คิดว่าข้าจะทำสิ่งใดหรือ? ข้าแค่ต้องการพักผ่อนเงียบๆ เท่านั้น พวกพี่ออกไปเถิด หากข้าต้องการอะไรจะเรียกหาเอง”


              “แต่ว่า...”


              “ไปเถอะอย่าได้ห่วง ข้าไม่ทำอะไรบ้าๆ หรอกน่า” เมื่อเห็นมหิตาเทวีแย้มสรวลให้ด้วยพระอารมณ์ปกติ ปทุมมาจึงค่อยเบาใจขึ้นหน่อย


             “อย่างนั้นก็ได้เพคะ แต่หม่อมฉันไม่ไปไกลหรอกจะนั่งอยู่นอกบานทวารนี่นะเพคะ เผื่อมีกระไรจะได้เรียกใช้ได้ทันที” ยังอุตส่าห์จะนั่งเฝ้าอีก...หญิงสาวบ่นอุบอิบในใจ


             “ให้คนอื่นเฝ้าเถิด ส่วนพี่น่ะ เราอยากให้ไปต้มน้ำอัญชันให้เราดื่มเสียหน่อย แล้วก็ขอขนมสักเล็กน้อยด้วยนะ เราจะนอนสักตื่นอีกชั่วยามค่อยปลุก” เมื่อได้รับคำสั่งดังนี้เหล่านางกำนัลจึงยอมออกไปปล่อยทิ้งให้หล่อนอยู่คนเดียว เมื่อเห็นว่าทางสะดวกแล้ว เคียงฟ้าค่อยส่งเสียงเรียกวิมุตติเมื่อแรกก็กระซิบแต่ไม่มีเสียงตอบรับจึงค่อยเรียกดังขึ้น


             “อาจารย์คะออกมาเถอะค่ะ ไม่มีใครอยู่แล้ว” เสียงหัวเราะรื่นรมย์ดังขึ้นเบาๆ ห่างจากตัวหล่อนไปไม่ไกลนัก แล้วเงาร่างสูงใหญ่จึงค่อยปรากฏขึ้นจนมองเห็นได้ถนัดตา


             “อาจารย์ๆๆ “ หล่อนแทบจะโผเข้าไปหาเขาด้วยความโล่งอก


             “ทำไมทิ้งฟ้าให้อยู่คนเดียวตั้งนานสองนาน ฟ้าจะบ้าตายอยู่แล้วนะคะ”


             “ก็ไม่ได้ไปไหนนะ แต่เจ้าน่ะมัวแต่สติแตกเลยไม่อาจเพ่งจิตให้มองเห็นเราได้” เขาพูดจบก็นั่งลงบนตั่งอีกตัวใกล้ๆ กัน


             “ยอมรับค่ะ...ตอนนั้นอารมณ์ของมหิตามันพุ่งขึ้นจนบังตาฟ้ามิด ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย มัวแต่...กลัวเสียเจ้าภูไปจะเป็นตายอยู่อย่างนั้น”


             “รักมาก ก็หวงมากอย่างนี้แหละ ไม่เอาแล้วนะ...รักเขาเท่าไรก็ต้องรักตัวเองให้เท่าๆ กัน ไม่อย่างนั้นจะพากันไปตายอีกรอบ”


             “ค่ะ...ค่ะ” หล่อนรับปาก สีหน้าค่อยดีขึ้นหน่อย


             “อาจารย์คะฟ้ารู้สึก...รู้สึกว่าอีกไม่นานแล้วเมืองจะล่ม แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร” ชายจากแดนสรวงมองแล้วยิ้มน้อยๆ ออกมาแต่ไม่มีคำตอบให้


              “ฟ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ได้ไหมคะ? เราจะเปลี่ยนอดีตได้ไหม?”


               “เคียงฟ้า...ถ้าเปลี่ยนมันได้แล้วจะเป็นอย่างไร?”


               “ก็...เมืองจะไม่ล่ม จะไม่มีใครตาย เจ้าภูจะไม่ต้องสาปอยู่ในเมืองนี้ แล้วมหิตาเองก็..จะไม่ต้องทำผิดไปตลอดกาล”


               “แล้วประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างไร?”


               “เมืองนี้ไม่อยู่ในประวัติศาสตร์ มันหายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์แล้ว ฟ้ารู้ค่ะว่ามันหายไปแล้วไม่มีทางที่ใครจะหาเจอเพราะมันถูกซ่อนเอาไว้ รวมทั้งขังเจ้าภูไว้ในเมืองที่ถูกลืมนั่นด้วย” หล่อนลุกขึ้นเถียงด้วยความลืมตัว


               “เพราะฉะนั้น...ถึงแก้ประวัติศาสตร์ไป ก็ไม่เป็นไร มันไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรกับโลกปัจจุบัน” คราวนี้วิมุตติไม่ยิ้มแล้วยังตามด้วยเสียงถอนหายใจอันหนักหน่วง


              “แล้วเจ้ารู้ไหมว่าจุมภะอยู่ส่วนใดของประเทศไทย จริงอยู่เมืองนี้มีมาก่อนสยามจะเป็นปึกแผ่นนับพันปี แต่มันอยู่ตรงไหน?”


              “เอ้อ...” หล่อนไม่อาจตอบได้ในทันที จึงต้องนั่งลง หลบสายตาวิทยาธรหนุ่ม อีกหลายอึดใจทีเดียวกว่าหล่อนจะอ้อมแอ้มตอบออกมาได้


               “อยู่..ล้านนา ภาคเหนือ”


               “จังหวัดไหน?”


                “เอ้อ...ไม่แน่ใจค่ะ”


                “ค่อยๆ นึก”


                 หญิงสาวเงียบไปนานก่อนจะตอบออกมาอีกครั้ง ด้วยท่าทางประหวั่นไม่มั่นใจนัก


                “....เชียงใหม่ ”


                “ตรงไหนของเชียงใหม่?”


                “ฟ้าไม่รู้...” คราวนี้หล่อนร้องไห้ออกมาด้วยอารมณ์บีบครั้น


               “หลังจากจุมภะล่มสลายแถวนี้กลายเป็นลำน้ำกว้าง อีกนานนับศตวรรษกว่าทางน้ำเหือดแห้งลง แล้วกำเนิดเส้นทางแม่น้ำสายใหม่ขึ้น ที่นี่กลายเป็นดินแดนล้างจนผู้คนลืมเลือนเรื่องที่เกิดขึ้น เมืองใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นมาใกล้ๆ กับเมืองเดิมหลายครั้งหลายหน....”


               “อาจารย์หมายความว่า...?”


              “ที่นี่อยู่ใต้เวียงลงมา 40 กิโลเมตร” รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า เคียงฟ้านิ่งอึ้งไป


             “ถ้าจะฟื้นจุมภะต้องรื้อเวียงออก รอบๆ นี้น่ะขุดตรงไหนก็เจอซากเมืองซ้อนทับกันอยู่หลายเมือง”


            “ทำไม...ทำไมเขาถึงมาสร้างเมืองทับที่อาถรรพ์แบบนี้”


            “ก็นานวันเข้าเมืองเก่าก็เหลือแค่เพลงขับซอเล่าสู่กันฟังเท่านั้น แล้วพอดินถมจนเต็มก็อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ซ้ำยังมีแม่น้ำตัดผ่านหน้าเมืองเดิมที่จมดินไปแล้ว ที่ไหนจะบริบูรณ์เท่าที่นี่เล่า”


            “แล้ว...มันยังไงคะ ฟ้าไม่เข้าใจ?”


           “ถ้าจุมภะไม่สิ้นสุด...จะไม่มีเชียงใหม่ในปัจจุบัน!”




อ่านต่อตอนหน้าค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 09 มกราคม 2558
Last Update : 9 มกราคม 2558 3:20:43 น. 0 comments
Counter : 585 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.