จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 30

ตอนที่ 30
ใจนาง




                เงาภาพของกุสุมาลย์สะท้อนออกมาจากกระจกทองเหลือง หญิงงามกำลังลูบคลำบาดแผลที่ปลายคิ้วขวา รอยแผลทุเลาลงไปมากไม่บวมช้ำเท่าวันแรกๆ ที่บาดแผลยังสดใหม่อักเสบระบมจนตาแทบปิด ริมฝีปากหยักโค้งเม้มลงด้วยความวิตกกังวลไปตามประสาคนรักสวยรักงาม แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากนอกห้องจึงละสายตาจากกระจกแล้วลุกออกไป


                "แน่ใจนะว่าไหวแล้ว มิใช่ประเดี๋ยวประด๋าวหน้ามืดเข้าล่ะ" คุณท้าวจันทร์หอมถามไถ่เมื่อกุสุมาลย์ก้าวออกมาจากห้อง



                "ไหวจ้ะคุณท้าว ไม่ได้เป็นอะไรมากมายเสียหน่อย อย่าวิตกไปเลยเจ้าค่ะ" หญิงงามออกตัวและคิดว่าหล่อนหายดีพอจะไปรับใช้พระเทวีได้แล้ว จึงไปทำงานตามปกติ



                "แล้วไม่เกล้าผมรึ?" คุณท้าวชราทักขึ้นเมื่อเห็นกุสุมาลย์ปล่อยผมยาวดำขลับนั่นสยายลงมาเคลียไหล่


                "สายแล้วน่ะจ้ะ" คนฟังได้ยินเข้าก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย แต่ก็มิได้สักถามสิ่งใดต่อ



                แม้จะไม่มีกฏระเบียบบังคับอย่างเคร่งครัดนัก แต่นางกำนัลที่ถวายการรับใช้มักจะม้วนมวยเก็บผมขึ้นเมื่อต้องทำงาน เว้นแต่คนสนิทที่มีหน้าที่แค่ตามเสด็จหรือทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จึงบ่อยผมยาวได้เพราะไม่เกะกะระหว่างทำงาน มีบ่อยครั้งที่กุสุมาลย์ปล่อยผมยาวตามสบาย แต่เมื่อมีราชบุตรเขยมาประทับอยู่ที่ตำหนัก หญิงงามจึงพยายามปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ไม่ให้เป็นที่ขัดพระเนตรพระกรรณเอาได้ แต่วันนี้นางจงใจปล่อยผมยาวลงมาเพื่ออำพรางรอยแผล หากเกล้ามวยเก็บผมขึ้นไปจะเป็นที่สังเกตได้เด่นชัดกว่า


                ในห้องทรงพระสำราญภูวิษะเจ้าทรงประทับอยู่บนตั่ง เมื่อทอดพระเนตรเห็นกุสุมาลย์เข้ามาถวายงานรับใช้หลังจากล้มหมอนนอนเสื่อไปถึงห้าวัน จึงคลี่โอษฐ์แย้มสรวลส่งมอบรอยยิ้มงดงามให้ นางกำนัลคนงามแลเห็นเข้าก็รีบก้มหน้าหลบ สีหน้าปะดักปะเดื่อไม่น้อยทั้งเขินอายทั้งกังวลกับรอยบาดแผลบนใบหน้า จึงก้มหน้านิ่งมิกล้าเงยหน้าขึ้นสบดวงเนตรคมกล้าที่ฉายแววเมตตามองมาอย่างอ่อนโยนนั่น



                "กุสุมาลย์บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บอีกหรือไม่?"



                "มะ...ไม่แล้วเพคะ" พระพี่เลี้ยงตอบตะกุกตะกักยิ่งก้มหน้าต่ำลงอีก



                "แน่ใจนะว่าเป็นไร หากยังป่วยอยู่ก็อย่าได้ฝืนลุกขึ้นมาทำงานเลย ที่นี่ยังมีคนคอยดูแลรับใช้พระเทวีอีกหลายคนมิต้องเป็นกังวลดอก" สุรเสียงนั้นอ่อนโยนตรงกันข้ามกับยามเมื่อตรัสกับกัมลาภาเทวี



               "มะ...หม่อมฉันไม่เป็นไรจริงๆ เพคะ หายดีแล้วจริงๆ เพคะ คงเพราะได้โอสถดีจากหมอหลวง"



               "งั้นรึ? ก็ดี...แต่เงยหน้าให้เราดูบาดแผลหน่อย"



              เมื่อแรกกุสุมาลย์ยังก้มหน้านิ่งมิกล้าเคยขึ้น จนต้องรับสั่งซ้ำสองนางจึงค่อยๆ เงยดวงหน้าหวานละมุนนั้นขึ้นสบดวงเนตรนาคเจ้า เวลาชั่วอึดใจที่ถูกมองอย่างเพ่งพิจนั้น หญิงงามรู้สึกเนิ่นนานราวชั่วกัปชั่วกัลย์ ดวงใจเต้นไม่เป็นส่ำมันส่งเสียงดังเสียจนเกรงว่าภูวิษะเจ้าจะสดับเข้า



              "เฮ้อ...." เสียงหอนทหัยดังแว่วมาให้ได้ยิน นางกำนัลโฉมสะคราญจึงค่อยยืดตัวขึ้นนั่งได้ตามปกติ


               "คงเจ็บมากสินะ...มหิตาคงมิได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้า อย่าถือโทษโกรธนางเลย" แต่ถ้อยคำที่ตรัสออกมานั้นทำลายความหวั่นไหวเมื่อครู่ไปจนหมด เมื่อถ้วนทุกประโยคก็ล้วนแล้วแต่เอ่ยถึงนางเดียวในดวงฤทัย



               "หม่อมฉันมิบังอาจถือโทษโกรธเคืองพระเทวีหรอกเพคะ หม่อมฉันเข้าใจดีว่ายามนั้นทรงกำลังกริ้วมิทันคิดว่าจะพลั้งมือ"



               "เราขอบใจแทนมหิตาที่ไม่ถือโทษโกรธนาง"



               ถ้อยดำรัสอ่อนโยนนั้นทำให้กุสุมาลย์ยิ้มออกมาได้โดยมิต้องฝืน นางเพียงแต่ชื่นชมภูวิษะเจ้าในฐานะบุรุษอันดีงามเท่านั้น มีมิความนัยอื่นเคลือบแฝงหญิงงามกล่าวตอกย้ำตนเองในใจ



              "จริงสิ...สองวันก่อนเราได้บรรณาการจากกันทรานคร มาเป็นแพรพรรณงดงามหลายฝืน มหิตาคงใช้ผู้เดียวไม่หมดดอก เราอนุญาตให้เจ้าเลือกฝืนที่ชอบไปใช้ได้" จากนั้นจึงตรัสเรียกให้นำหีบบรรจุแพรพรรณมาวางตั้งไว้เบื้องหน้ากุสุมาลย์


              "มะ...มิต้องหรอกเพคะ หม่อมฉันไม่คู่ควรกับของสูงค่าเช่นนี้"
นางโฉมงามยังนั่งพับเพียบเรียบร้อยอย่างเจียมตน ไม่กล้าขยับมาดูสิ่งของประทาน นาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นก็ทรงทราบว่านางมิกล้าอาจเอื้อม จึงแย้มสรวลขึ้นมาน้อยๆ ก่อนจะตรัส



              "ถ้าเจ้าไม่เลือกเอง เราจะเลือกให้"



              "มะ...หม่อมฉันไม่ต้องการจริงๆ เพคะ"
               กุสุมาลย์รีบปฏิเสธให้วุ่นวาย ดวงหน้าหวานนั้นมีสีระเรื่อขึ้นมาอีก แต่ภูวิษะเจ้าหาได้สนพระทัยสิ่งที่นางพูดเลยแม้แต่น้อย หากก้มพักตร์มองดูแพรพรรณมากมายในหีบนั้น แล้วหยิบขึ้นมาทอดพระเนตรทีละฝืน



              "เรื่องแพรพรรณนี้บุรุษเยี่ยงเราไม่สันทัดนัก....ผืนใดก็ดูงดงามไปหมด" ทรงบ่นอุบอิบแล้วสรุปรวบรัด



               "ให้มหิตามาเลือกให้ก็แล้วกัน"



               แต่ผ่านไปครู่ใหญ่มหิตาเทวีก็หาได้เสด็จออกมา แม้กระทั่งภูวิษะเจ้าก็ขมวดขนงด้วยความสงสัย จนต้องส่งปทุมมาไปเรียกพระชายามาพบ แต่คนที่รอคอยก็มิได้เสด็จมาที่ติดตามปทุมมาออกห้องบรรทม มีเพียงนางศรีดาราเท่านั้น



              "พระเทวีทรงปวดเศียรเพคะ เลยให้หม่อมฉันมาช่วยเลือกผ้าให้พี่กุสุมาลย์แทน" ศรีดารายิ้มแป้นตอนทูลความ มองหาความเท็จในดวงตาไม่เจอ



               "เป็นอะไรไป? เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่นี่"



               "ทรงบ่นว่าเวียนเศียรแล้วก็อาเจียนเพคะ เลยขอตัวบรรทม" สีพระพักตร์องค์สวามีเปลี่ยนไปทันทีแต่ยังมีแก่พระทัยหันมายิ้มให้นางพี่เลี้ยงของมหิตาเทวี



               "งั้นพวกเจ้าก็ช่วยกุสุมาลย์เลือกก็แล้ว ถูกใจผ้าผืนใดก็นำไป" ตรัสจบก็ทรงลุกขึ้นปลีกวรกายเข้าไปหาพระชายาทันทีด้วยท่าทีห่วงหาอาทรยิ่งนัก นางศรีดาราเห็นเข้าก็หัวเราะดังคิกออกมา



               "ศรีดาราเจ้าหัวเราะดังไปแล้ว" ปทุมมาปรามเข้าให้แต่ก็มีรอยยิ้มระบายเต็มหน้าไม่แพ้กัน ในขณะที่กุสุมาลย์หน้าเศร้าไปถนัดตา



               "มาช่วยกันดูผ้าดีกว่า งามๆ ทั้งนั้นเลยนะพี่กุสุมาลย์ เห็นแล้วข้าก็อยากได้บ้างจะได้ใส่คล้องคออวดผู้คนตอนออกไปนอกวัง" นางคนทะเล้นดูจะกระตือรือร้นกับแพรพรรณตรงหน้า มิได้ทันสังเกตสีหน้าของกุสุมาลย์แม้แต่น้อย



               "นั่นสิ...งามแปลกตาจริงๆ ลวดลายสีสันไม่เหมือนผ้าของจุมภะเรา" ปทุมมาเองก็พลอยชื่นชมกับแพรพรรณเหล่านั้นไปด้วย



               เนื่องจากในยุคสมัยของพวกนางนั้นแพรพรรณดีๆ มิใช่ของหาง่าย ผ้าทอมือผืนงามหรือผ้ามัดย้อมเล่นสีสันสวยงามนั้น ต้องถูกสั่งทำขึ้นอย่างปราณีตบรรจงเพื่อแสดงฐานะของผู้สวมใส่ หาใช่ชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาจะมีไว้ในครอบครองได้ แม้แต่พระแม่เจ้ากมุทรามหาเทวีเองก็มิใช่ข้อยกเว้น เมื่อทรงได้แพรผืนใหม่ก็มาก็มิรั้งรอที่จะใช้ประดับวรกายตอนเสด็จออกประภาสใกล้ๆ มหาเทวีจะทรงเปลือยพระถันและสวมแต่ภูษาท่อนล่าง ก่อนจะนำผ้าผืนงามมาคล้องอังสา ซึ่งจะไม่ทรงเครื่องประดับมากนัก โดยเฉพาะสร้อยพระศอจะไม่ทรงสวมใส่ให้แย่งความเด่นของผ้า

 

               ดังนั้นเมื่อนางกำนัลได้รับพระราชทานผ้าจึงถือเป็นพระกรุณาเมตตานางผู้นั้นยิ่งนัก หากแต่กุสุมาลย์มิได้ดีใจหรือกระตือรือร้นในการเลือกแพรพรรณอันสวยงามนั้นเลย นางเพียงแต่หยิบๆ จับๆ แล้วปล่อยให้นางกำนัลอีกสองนางช่วยกันหยิบยกมาเทียบกับเรือนกายของนางเท่านั้น


               "ศรีดารา...พระเทวีทรงประชวรมากรึไม่ ?...หรือว่าทรงไม่ต้องการพบข้า?"



               "ปุดโธ่...คิดมากจริง พี่กุสุมาลย์ ทรงประชวรจริงๆ ตั้งแต่เช้าก็อาเจียนไปหลายรอบจนหมดเรี่ยวหมดแรง"



               "เอ๋?...หรือว่าจะทรงพระครรภ์กัน?" ปทุมมายกมือขึ้นปิดปากอย่างตื่นเต้น



               "ใช่ที่ไหนเล่า...เมื่อเช้าทรงเสวยของแสลงเข้าไปต่างหาก"



              "อ้าว? ของแสลงอันใด แล้วใครนำไปให้เสวย?" กุสุมาลย์ฟังเข้าก็ติติงออกมาชุดใหญ่



              "น้ำสมุนไพรที่คุณท้าวจันทร์หอมจัดถวายน่ะ ก็รู้อยู่ว่าไม่ทรงโปรดกลิ่นฉุนออกจะตายแต่จำต้องดื่มแก้ปวดระดูล่วงหน้าน่ะ ก็เห็นหมู่นี้ทรงหงุดหงิดคุณท้าวสงสัยว่าระดูจะเคลื่อน ถ้าระดูมาอาจจะประชวรได้ก็เลยจัดน้ำสมุนไพรให้เสวยกันไว้ก่อน พอเสวยเข้าไปเท่านั้นแหละ...ทรงอาเจียนเอาๆ " หญิงสาวทั้งสาวคนฟังแล้วพากันย่นจมูกพร้อมๆ กัน เพราะรู้ถึงสรรพคุณยาแก้ระดูของคุณท้าวจันทร์หอมเป็นอย่างดี



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



               ก่อนหน้าภูวิษะเจ้าจะเสด็จเข้ามาดูอาการพระชาในห้องบรรทมนั้น มหิตาเทวีมิได้ทรงบรรทมอยู่อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เพิ่งทรงเสด็จมาประทับบนแท่นบรรทมทันที ที่ทอดพระเนตรเห็นพระสวามีลุกขึ้นจะดำเนินมาดูอาการพระนาง จึงเร่งดำเนินผ่านห้องต่างๆ เข้ามาแสร้งบรรทมได้อย่างฉิวเฉียด

 

                ในขณะที่เคียงฟ้ามองการกระทำนั้นด้วยความไม่เข้าใจ หญิงสาวติดตามพระนางน้อยมาตั้งแต่เช้าก็พบว่าความเครียดจนมีผลต่อสุขภาพจริงๆ หนำซ้ำยังอาเจียนอีกด้วย แต่ก็ไม่ยอมนอนพักผ่อนเฉยๆ ตามที่ใครๆ แนะนำ อีกทั้งยังทำองค์ลับๆ ล่อๆ ไปยืนแอบอยู่หลังบานทวาร ด้วยอาการละล้าละลังคล้ายกลัวที่จะต้องออกไปสู้หน้าพระพี่เลี้ยงคนงามนั่น จึงได้แต่มายืนแอบดูอาการหลังหายป่วยอยู่ไกลๆ เท่านั้น จวบจนกระทั่งภูวิษะเจ้าขอดูบาดแผลของกุสุมาลย์แล้วทรงแย้มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน สีพระพักตร์ของมหิตาเทวีซึ่งไม่สู้จะดีอยู่แล้วก็ซีดเผือดลงไปอีก จากนั้นจึงรีบเสด็จกลับเข้าห้องไปแสร้งว่าทรงบรรทมอยู่ตลอดมิได้ออกไปไหน



               "เป็นอย่างไรบ้างมหิตา?" สุรเสียงนุ่มนวลดังขึ้นข้างวรกายแบบบาง ในขณะที่วรองค์สูงสง่านั้นนั่งประทับลงบนแท่นบรรทม



               "มิได้เป็นอะไรมากหรอกเพคะ หม่อมฉันแค่เหม็นยาที่คุณท้าวจัดให้เท่านั้น"



               "เหม็นจนอาเจียนเชียวหรือ? ปกติเจ้าไม่เคยเป็นแบบนี้นี่ หรือว่ามีไข้ด้วย" ตรัสพลางยื่นพระหัตถ์มาอังนลาฏชายา


               "ไม่มีไข้ อย่างนั้นคงไม่เป็นอันใดมาก"



              "เพคะ" วรกายบอบบางชวนถนอมบนแท่นบรรทมตรัสตอบ พลางช้อนพระเนตรขึ้นมองโฉมพระสวามี


              "ทรงประทานแพรให้พี่กุสุมาลย์หรือเพคะ?"



              "อืม...ก็มีตั้งหลายหีบ ยกให้นางไปผืนหนึ่งเจ้าคงไม่ขัดข้องใช่ไหม?" แววเนตรของภูวิษะเจ้าปราศจาคสิ่งใดเคลือบแคลง


              "เพคะ แล้วทรงประทานผ้าสีใดให้?"



              "ข้าไม่รู้หรอกว่ากุสุมาลย์ชอบสีใด เลยให้นางเลือกเอง"



             "พี่กุสุมาลย์ชอบสีชาดเพคะ"



             "อย่างนั้นรึ? ข้าจะจำไว้"



              ยิ่งสดับฟังยิ่งทรงสะท้านพระทัยนัก อันที่จริงจะทรงประทานผืนใดผืนหนึ่งแค่พอเป็นพิธีก็เป็นเกียรติแก่นางมากแล้ว แต่นี่ทรงอนุญาตให้เลือกได้เองจากแพรพรรณจำนวนมาก ย่อมแสดงให้เห็นอภิสิทธิอันเหนือนางกำนัลอื่น หนำซ้ำยังตรัสว่าจะทรงจดจำไว้ว่าสีใดที่นางโฉมงามนั้นโปรดปราณ พระเทวีทรงดำริได้ว่าครั้งหน้าคงเลือกของประทานได้ถูกใจกุสุมาลย์เป็นแน่ ยิ่งคิดยิ่งน้อยพระทัยทว่าภูวิษะเจ้าทรงไม่ทราบความในฤทัยข้อนี้ มีเพียงแต่เคียงฟ้าเท่านั้นที่ต้องถอนหายใจทันที เมื่อทราบว่าพระเทวีทรงดำริสิ่งใดอยู่ คล้ายกับว่าระหว่างหล่อนและมหิตาเทวีมีสายไยสัมพันเชื่อมต่อกัน ความรู้สึกสึกนึกคิดของพระนางน้อยจึงหลั่งรินถ่ายทอดมายังหล่อน



               'คิดมากไม่เข้าเรื่องเลย นี่ถ้าตานี่...เอ้ย ราชบุตรเขยเลือกผ้าให้กุสุมาลย์ ก็คงคิดว่าแอบไปรู้มาเมื่อไรว่าชอบสีอะไรล่ะสิ...เฮ้อ' บ่นแล้วก็ต้องส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ



               'ถ้าอีตาเจ้าภูวิษะอ่อนโยนได้อย่างสามีของเธอล่ะก็ ฉันกับเขาคงไม่ต้องทะเลาะกันทุกครั้งที่เห็นหน้าแบบนี้แน่ๆ



               ภูวิษะเจ้าทรงประทับอยู่เป็นเพื่อนพระเทวีอีกครึ่งวัน เมื่อเห็นว่าชายาของพระองค์มิได้เป็นอันใดมาก ก็เสด็จออกไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชนะศึกที่จัดเพื่อบำรุงขวัญกองทัพทหาร กว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งดวงจันทร์ก็ขึ้นไปอยู่กลางเวหาเรียบร้อยแล้ว จนแล้วจนรอดตลอดทั้งวันนั้นมหิตาเทวีก็หาได้เสด็จออกไปพบกุสุมาลย์เลย เมื่อไม่ถูกเรียกหาหญิงงามจำต้องเลี่ยงไปช่วยงานที่หลังตำหนักแทน มิกล้าเยี่ยมหน้ามาให้ระคายพระเนตรอีกเลย



                ความเย็นชาระหว่างพระเทวีและนางกำนัลผู้สะคราญโฉมยังดำเนินต่อเนื่องไปอีกสองสามวัน จนคนรอบข้างพากันรู้สึกอึดอัดใจไปด้วย แต่ไม่มีใครกล้าทูลตักเตือนจึงได้แต่ปลอบโยนกุสุมาลย์ ว่าพระเทวีทรงเข้าหน้านางไม่ติดคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง จนเคียงฟ้านึกหงุดหงิดที่ตนเองไม่อาจปรากฏให้ใครเห็นในภพนี้ได้ หาไม่แล้วหล่อนนี่แหละจะเป็นคนทูลให้สติพระนางเอง แต่จนใจที่ทำไม่ได้จึงได้แต่นั่งทอดถอนหายใจมองดูนางกำนัลทำงานกันไป



               ‘ทำอะไรกันน่ะ?’
               หญิงสาวจากอนาคตนึกแปลกใจที่เห็นพวกนางกำนัล ลอกใยกาบมะพร้าวมาแช่น้ำจนนิ่มและนำไปตากแห้ง ชิ้นใดแห้งแล้วก็เก็บมาห่อผ้าสีเข้มแล้วเย็บซ่อนเก็บใยกาบมะพร้าวนั้นไว้ภายใน 



              "ก็ผ้าซับระดูอย่างไรเล่า ทำเป็นไม่เคยเห็นไปได้นางคนนี้" คุณท้าวจันทร์หอมตอบด้วยเข้าใจว่าเป็นเสียงนางกำนัลคนใดถามขึ้นมา แต่เมื่อพบว่าทุกคนกำลังก้มหน้าคะมักคะเม้นเก็บผ้าซับระดูก็แปลกใจ



             "เมื่อกี้ผู้ใดถาม?"



             "เปล่านี่จ๊ะ คุณท้าว? ถามอะไรรึ?" นางเหล่านั้นละมือขึ้นมาตอบ คุณท้าวชราจึงได้แต่งุนงงแล้วตอบปัดว่าหูแว่วไปเอง



              เคียงฟ้ายกมือขึ้นปิดปากนึกตื่นเต้น ที่บางครั้งเสียงของหล่อนก็สามารถเล็ดลอดออกไปให้คนอื่นได้ยิน จึงเกิดคิดอุบายอย่างขึ้นมาได้ทันที หล่อนรีบมองหาศรีดาราซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มที่กำลังเย็บปักถักร้อย ซึ่งกำลังทำผ้าซับระดูหรือผ้าอนามัยโบราณเตรียมไว้ให้พระเทวี เพราะนางคนทะเล้นนั่นไม่เก่งการบ้านการเรือนเยี่ยงกุลสตรีชาววังสมควรเป็น จนถูกคุณท้าวจันทร์หอมติงว่าเป็นนางม้าดีดกะโหลกเสียด้วยซ้ำ

 

                ไม่นานนักก็พบว่าศรีดารากำลังนั่งสัปหงกอยู่หน้าห้องบรรทม เพราะว่างจากการถวายงานรับใช้เมื่อพระเทวีทรงบรรทมกลางวัน ด้วยความอ่อนเพลียซึ่งเป็นพระอาการประจำก่อนระดูจะมาจนเป็นที่รู้กันทั้งตำหนัก เคียงฟ้าจึงไปนั่งลงข้างๆ นางกำนัลคิ้วหนาเข้มแล้วค่อยพูดกระซิบกระซาบกรอกหูไป ศรีดาราซึ่งอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าสะลึมสะลือ



              "ได้ๆ ข้าจะทูลพระเทวีให้" เมื่อรับปากแล้วก็สัปหงกต่อ ปล่อยให้หญิงสาวนั่งยิ้มด้วยความพอใจ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




Create Date : 11 มกราคม 2556
Last Update : 19 มกราคม 2556 15:27:16 น. 0 comments
Counter : 1059 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.