ชื่อ อทิตยา มี ลูกชาย 1 ชื่อ อเล็กซานเดอร์............... มีหลานชาย ( เป็นลูกหมา ) 2 ตัวชื่อ โจอี้ กับ จูเนียร์............... เราทั้ง 4 ใช้นามสกุล เดียวกันว่า มังกร ................... มีบ้านอยู่ ใกล้คลอง เจ้าหญิง เมืองอัมสเตอร์ดัม.................. 2แม่ลูก แบกกระเป๋าเที่ยวบ่อย ทำนองว่า ทัศนศึกษา.................... เที่ยวไปมา แม่ติดลม แล้วก็มาติดบลอค บางที ก็ยกขโยงไปทั้ง4 เป็น มังกรแฟมิลี่ สัญจร ............................. รู้จักกัน พอเป็นกระสัย จะได้ ทักทายกัน พอสมควร เจ้า

พิพิธภัณฑ์เรือวาซา สิ่งมหัศจรรย์"สตอกโฮล์ม" โดย สกุณา ประยูรศุข

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11558 มติชนรายวัน


พิพิธภัณฑ์เรือวาซา สิ่งมหัศจรรย์"สตอกโฮล์ม"

คอลัมน์ บันทึกเดินทาง

โดย สกุณา ประยูรศุข




ไม่รู้ว่าใครมาใส่ความคิดในหัวตั้งแต่ยังเด็ก พูดถึงประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ว่าเป็นประเทศฟรีเซ็กซ์!!

เลยฝังใจจำอย่างนั้นมาเนิ่นนาน และมองภาพของคนสแกนดิเนเวียน โดยเฉพาะ สวีเดน เดนมาร์ก ว่าเป็นพวกฟรีเซ็กซ์ไปด้วย

กระทั่งมีโอกาสเดินทางไปเยือน "สวีเดน" หนึ่งในประเทศที่เคยรู้สึกมาตลอดว่าฟรีเซ็กซ์นั่นแหละ ถึงรู้ว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย แต่เป็นทัศนคติโดยรวมแบบคนยุโรปทั่วไปในเรื่องแบบที่ว่า

ในความกว้างใหญ่ของผืนโลก "สวีเดน" ซุกตัวอยู่อย่างเงียบๆ ทางตอนเหนือของยุโรป รวมอยู่ในกลุ่มนอร์ดิก บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย

เขตแดนทางตะวันตกของสวีเดนติดกับประเทศนอร์เวย์ มีเมืองหลวงชื่อ "สตอกโฮล์ม" ข้อมูลล่าสุดปี 2548 ระบุว่ามีประชากรเพียง 9 ล้านคน และมีพื้นที่เล็กกว่าประเทศไทย

"แต่คนสวีเดนกลับรวยกว่าคนไทย โดยเฉลี่ยรวยกว่าถึง 4 เท่า!!"

มาถึงปี 2552 รายได้ของคนสวีเดนจะยังเป็นเช่นนั้นอยู่อีกหรือไม่ ยังไม่มีการระบุออกมา แต่ก็น่าจะเปลี่ยนแปลง เพราะเศรษฐกิจของยุโรปตกหูรูด แถมยังมีปัญหาประท้วงเรื่องคนตกงาน และผลิตผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ ตกต่ำอีกต่างหาก

การเดินทางในปลายฤดูฝน (ฤดูของประเทศไทย) กลับเป็นฤดูที่สดใสในกรุงสตอกโฮล์ม ท้องฟ้ายามเช้าอาจจขะมุกขมัวบ้าง แต่พอบ่ายแดดก็สดใส สีของท้องฟ้าตัดกับสีของตัวตึกและอาคารเป็นสีสันที่น่าดูทีเดียว ใครที่ชอบการถ่ายรูปจะรักสวีเดนจั๋งหนับก็ตอนนี้แหละ

กรุงสตอกโฮล์มที่ดั้นด้นไปถึงในวันนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ทัศนศึกษาอย่างน่าสนใจ บ้านเมืองของคนสวีเดนประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยถึง 14 เกาะ โอบล้อมด้วยทะเลบอลติก และทะเลสาบมาลาเร็น จึงทำให้ได้สมญานาม "เวนิสแห่งยุโรปเหนือ" พร้อมยกนิ้วให้ "สตอกโฮล์ม" เป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สิ่งที่พลาดไม่ได้หากไปถึงที่นี่ คือคำแนะนำให้ไปชม "ศาลาว่าการเมือง,โรงละคร" และ "ทำเนียบรัฐบาล"

โดยเฉพาะศาลาว่าการเมืองนั้นออกแบบก่อสร้างโดย "รังนาร์ ออสเบิร์ก" "ตัวตึกก่อด้วยอิฐแดงกว่า 8 ล้านก้อน และมีห้องโถงทองคำที่มีลวดลายฝังหินโมเสคกว่า 19 ล้านชิ้นขัดผิวหน้าเรียบแล้วเคลือบด้วยทองคำ ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 12 ปี คือแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1911"





ในเดือนธันวาคมของทุกปีจะใช้ศาลาว่าการเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงให้กับผู้ได้รับรางวัลโนเบล

รุ่งเช้าวันถัดมา หลังอิ่มเอมกับความงดงามของสถาปัตยกรรมแล้ว ได้รับการแนะนำอีกว่า ต้องไปที่ "พิพิธภัณฑ์เรือวาซา" (VASA) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ตกลงทำตามคำแนะนำยอมจ่ายเงินราวๆ 70 โครน (1 โครนประมาณ 5 บาท) เป็นค่าตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์

"พิพิธภัณฑ์เรือวาซา" หรือ Vasamuseet (Vasa Museum) นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวคู่บ้านคู่เมืองของสตอกโฮล์มก็ว่าได้ ตั้งอยู่บนเกาะกลางของ "Djurgarden" ลักษณะของพิพิธภัณฑ์เหมือนเป็นการนำเรือโบราณมาจอดไว้แล้วจึงสร้างอาคารครอบลงไปอีกที เพราะมีเสากระโดงเรือโผล่พ้นยื่นจากหลังคาอาคารขึ้นมา 3 เสา

เมื่อเข้าไปภายในจะจัดแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ เห็นข้างนอกก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอดูการจัดแต่งภายในพิพิธภัณฑ์ของเขาแล้วต้องบอกว่า "ตะลึง" เลยทีเดียว อย่างนี้เองที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพราะไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวด้วยนิทรรศการและรูปภาพเท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยี เทคนิควิธีการต่างๆ ในการจัดแสดงที่ดึงดูดคนให้อยู่กับสิ่งที่ชมตลอดเวลา

"และยังรู้เรื่องของเรือไปพร้อมๆ กับประวัติศาสตร์ของสวีเดนเลยทีเดียว"

สำหรับก้าวแรกที่ย่างเข้าภายในพิพิธภัณฑ์จะพบเรือวาซาอยู่กลางห้องโถง มีการฉายภาพยนตร์บอกเล่าประวัติของเรือเสียก่อนสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องมาเลย จบแล้วจึงเดินดูการจัดแสดงบริเวณรอบๆ แต่ละโซน ทั้งตื่นเต้น ทั้งพิศวง

เรื่องราวบอกเล่าไว้ว่า- - เรือวาซา เป็นเรือรบหลวงของสวีเดน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1626 และเสร็จในปี ค.ศ.1628 ในสมัยของกษัตริย์กุสตาฟ ที่ 2 ของสวีเดน ในช่วงสงครามบอลติก ระหว่างเดนมาร์ก-รัสเซีย และโปแลนด์




กษัตริย์กุสตาฟที่ 2 ทรงสร้างเรือวาซาเพื่อจะให้เป็นเรือรบที่ยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพ และสวยงามที่สุดในเวลานั้น พอวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 เรือรบหลวงวาซาก็เคลื่อนออกจากท่ากรุงสตอกโฮล์มอย่างยิ่งใหญ่

"ทว่า...เรือวิ่งไปได้เพียงแค่ 1,000 เมตรเท่านั้น เมื่อลมกระโชกมาอย่างแรงวูบใหญ่ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคนบนฝั่งที่ยังโบกมือหยอยๆ เป็นภาพของเรือค่อยๆเอียงและจมลงในที่สุด พร้อมด้วยชีวิตลูกเรืออีกร่วมห้าสิบคนที่ออกเดินทางไปพร้อมกับเรือ"

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น สันนิษฐานกันว่าที่เรือจมเพราะเกิดจากความไม่สมดุลของใต้ท้องเรือซึ่งค่อนข้างแคบ กับเสากระโดงเรือที่สูงมากๆ เมื่อลมกระโชกอย่างแรก เรือจึงเสียการทรงตัวและเอียงกระเท่เร่ ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้าเรือ และจมสู่ก้นทะเลกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์สวีเดน

"ตำนานของเรือวาซาบอกเล่าว่า กษัตริย์กุสตาฟที่ 2 ไม่พอใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ได้สั่งประหารชีวิตลูกเรือที่เหลือรอดเพื่อเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ"

ซึ่งก็เป็นความลับมานานถึง 333 ปี เมื่อ "อังเดร ฟรานเซน" นักโบราณคดีใต้น้ำที่ติดตามหาซากเรือวาซามาเป็นเวลานานพบหลักฐานติดขึ้นมากับลูกดิ่งที่ทิ้งลงไปสำรวจใต้ท้องน้ำลึกลงไป 30 เมตร ที่ท่าเรือหน้าอ่าวกรุงสตอกโฮล์ม สิ่งที่ติดลูกดิ่งขึ้นมานั้นเป็นชิ้นไม้โอ๊คสีดำ

จากนั้นปฏิบัติการกู้เรือวาซาก็เริ่มขึ้น ตรงนี้มีนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวและขั้นตอนของการกู้เรืออย่างละเอียด ได้ความรู้มากมาย คือเขาใช้นักประดาน้ำผลัดกันขุดอุโมงค์ลอดใต้ท้องเรือเพื่อจะร้อยสายเคเบิลสำหรับยกเรือขึ้นมาจากทะเล

เล่ากันว่า ตอนที่ประดาน้ำลงไปสำรวจในเรือ ได้พบเห็นสภาพต่างๆ ภายในเรือยังคงเป็นอยู่อย่างตอนที่เรือจม ไม่ว่าข้าวของเครื่องใช้ กระดานหมากรุก ของกิน ยังอยู่ในสภาพเดิมๆ ขณะที่เสื้อผ้าของเหล่าลูกเรือก็ยังมีให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ได้เห็นของจริงว่าสมัยเมื่อสามสี่ร้อยที่ผ่านมาคนเขากินอยู่กันอย่างไร

เมื่อกู้เรือขึ้นมาได้แล้ว พบว่าสภาพโครงสร้างของเรือยังสมบูรณ์ดี จึงบูรณะเรือเสียใหม่โดยผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีหลายแขนง ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ มีการศึกษาวิเคราะห์โครงกระดูก ข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในเรือ และนำเศษซากของเรือไปค้นหาสาเหตุที่ทำให้เรือจม คำตอบก็คือ เรือมีโครงสร้างไม่สมดุลนั่นเอง

ในที่สุดรัฐบาลสวีเดนจึงให้ประกอบเรือวาซาขึ้นมาใหม่จากเศษซากไม้ชิ้นเล็กๆ กว่า 13,500 ชิ้น มีการงมรูปสลักที่ใช้ประดับประดาเรือขึ้นมาได้มากกว่า 700 ชิ้น จึงทำให้การปฏิสังขรณ์เรือวาซาใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด เมื่อประกอบเรือเสร็จสมบูรณ์จึงพบว่าการตกแต่งประดับประดาเรือวาซานั้น เป็นไปอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย รูปแกะสลักมาจากเยอรมนีและฮอลแลนด์ หัวเรือแกะสลักเป็นรูปสิงห์ มีความยาว 4 เมตร และน้ำหนักถึง 450 กิโลกรัม ถือเป็นสัญลักษณ์แทนกษัตริย์กุสตาฟ ที่ 2 และยังมีงานแกะสลักขนาดใหญ่ตราแผ่นดินที่ใช้ประดับด้านท้ายเรือด้วย

การเข้าชมไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเรือ แต่ได้จำลองห้องพักของกัปตันและทหารในชั้นที่เก็บปืนใหญ่ขนาดเท่าจริงไว้ให้ชม ซึ่งทำให้ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของทหารบนเรือได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่น่าสังเกต เป็นสีสันของรูปแกะสลักทั้งหลายและงานศิลปะบนเรือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์ยืนยันว่าเมื่อครั้งเรือวาซายังไม่จมและในสมัยนั้นเขานิยมใช้สีสันสดใสแบบนี้จริงๆ ไม่มีผิดเพี้ยน

ช่วงเวลาสามสี่ชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์ดูเหมือนผ่านไปเร็วมาก แทบไม่รู้ตัว ยังติดตากับภาพข้าวของที่พบจากซากเรือ อุปกรณ์ช้อนจานชามที่ทำจากไม้ เครื่องเคลือบ เสื้อผ้า รองเท้า และของใช้ส่วนตัวของทหารที่อยู่บนเรือในวันนั้น

"ทำให้เก็บเอามาคิดต่อ ว่า- -พวกเขาจะรู้ตัวไหมนะว่าการออกเรือไปในวันนั้นเขาจะไม่มีโอกาสกลับมาเห็นครอบครัวของเขาอีก"




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2552
5 comments
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 15:35:15 น.
Counter : 1141 Pageviews.

 

เหมือนเราไม่เจอกันนานเลยนะคะ…

พิพิธภัณฑ์มีชีวิต อ่านแล้วทำให้รู้สึกอยากให้เมืองไทยมีสถานที่แบบนี้บ้างจังเลย
อ่านแล้วทำให้นึกถึงเรือไททานิคค่ะ (ที่เคยมีคำกล่าวว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจม)

“นำเศษซากของเรือไปค้นหาสาเหตุที่ทำให้เรือจม คำตอบก็คือ เรือมีโครงสร้างไม่สมดุลนั่นเอง” อ่านแล้วทำให้สะท้อนถึงเรื่องราวต่าง ๆ ค่ะจริง ๆ แล้วต้องมีความสมดุล เช่น ร่างกาย ถ้าเราใช้ชีวิตไม่สมดุล ใช้งานมันหนักไป มันก็ป่วยเป็นค่ะ

 

โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) 1 พฤศจิกายน 2552 16:30:58 น.  

 

แวะมาทักทายครับ อ่านไปเคลิ้มไป ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

 

โดย: กัปตันลูกชุบ 1 พฤศจิกายน 2552 18:46:20 น.  

 

อ่านรวดเดียวจบครับ
น่าตื่นเต้นมาก การรักษาสภาพเรือที่มีอายุเกือบ 400 ปี
ข้าวของเครื่องใช้ที่ยังคงสมบูรณ์
ทำให้ภาพแห่งประวัติศาสตร์ของเรือลำนี้ชัดเจนมาก

 

โดย: Insignia_Museum 1 พฤศจิกายน 2552 19:30:31 น.  

 

สวัสดีค่ะ ถึงไม่มาทักทาย แต่ ก็มาเยี่ยมเยือน น่ะ นะคะ เป็นโรค ชอบอ่าน ชอมชม ชอบดู เรื่อย นั่นนิดนี่หน่อย ทุกวัน วันเวลา ก็เลย เร็ว รูป เรื่องราว ที่กองๆ ไว้ ก็ กอง อยู่ที่เดิม ..........แต่ พอเจอ เรื่อง อะไรดีๆ เกี่ยวกับ สถานที่ ท่องเที่ยว ก็รีบเอามาเก็บไว้ที่บลอค ...........นี่ แอบ เก็บ บางเรื่อง ไว้ ที่บ้าน อื่นๆ นะคะ...........ว่าแล้ว ขออนุโมทนา กับ ทุก บุญ ทาน กุศล เป็นลูกศิษย์ พระอาจารย์ปราโมช ทาง เวบไซด์ มา กว่า 4-5 ปี แล้ว ............ยามนี้ เพื่อนฝูง คนรู้จักกัน ก็ ไปเป็นลูกศิษย์ แบบถึงตัว ถึงวัด สรุปว่า เราเป็น เพื่อนกัน 2 ขั้นตอน เพื่อนร่วม บลอค เพื่อนร่วม ครูบาอาจารย์ เดียวกัน ..........จริงๆ แล้ว ยุวพุทธ นี่ ก็เคยร่วมงาน นานมาแล้ว ถ้าให้เล่า ต้องคุย ยก บลอค ..........แต่ต้องไป ลวก เส้น สปาเกตตี้ ให้ ลูกชาย แล้ว เอาเป็นว่า โอกาสหน้า จะมาคุย อีก นะคะ

 

โดย: แม่ซานเดอร์ 2 พฤศจิกายน 2552 0:45:33 น.  

 

ได้ความรู้มากเลยค่ะขอบคุณค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 5 พฤศจิกายน 2552 15:47:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่ซานเดอร์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
1 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ซานเดอร์'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.