ชื่อ อทิตยา มี ลูกชาย 1 ชื่อ อเล็กซานเดอร์............... มีหลานชาย ( เป็นลูกหมา ) 2 ตัวชื่อ โจอี้ กับ จูเนียร์............... เราทั้ง 4 ใช้นามสกุล เดียวกันว่า มังกร ................... มีบ้านอยู่ ใกล้คลอง เจ้าหญิง เมืองอัมสเตอร์ดัม.................. 2แม่ลูก แบกกระเป๋าเที่ยวบ่อย ทำนองว่า ทัศนศึกษา.................... เที่ยวไปมา แม่ติดลม แล้วก็มาติดบลอค บางที ก็ยกขโยงไปทั้ง4 เป็น มังกรแฟมิลี่ สัญจร ............................. รู้จักกัน พอเป็นกระสัย จะได้ ทักทายกัน พอสมควร เจ้า

Basilica di San Marco

จากที่หลานเข้ คุยมา คิดว่า หลัง ฝาก ของ ไว้ สถานีรถไฟ น่าจะต้อง หารถ มาที่ ท่า เรือ เพื่อ ข้าม มาเวนิส ตรงนี้ เดาว่า คง ใช้เวลา บ้างล่ะค่ะ เพราะ สมัยที่ไป ไปกับทัวร์ เขา บริการ ให้หมดเลย รถบัส จอด เทียบท่า ขึ้นเรือ ดั่งรูป เเรก ถ้า ขึ้นเรือแล้ว อะไร ก็สดวก

จาก รูป ที่เห็น นั่งเรือ ขึ้นท่า เดิน นิดหน่อย ก็ ผ่าน สะพาน โรแมนติค ( ตรงแหนว เป็น แถวบังคับ ) นวยนาด ถ่ายรูป ช้า อย่างไร ก็ ไม่เกิน ครึ่งชม. จะถึง ทางบังคับ เลี้ยวขวา ก็ เป็น วัง เป็น ทุกรูป อย่างที่เห็น เดิน ท่อมๆ ทั่วๆ เข้าไปใน Basilica di San Marco ให้ 2 ชม เอ้า ชม ถ่ายรูป

แล้ว อาจ แวะ ดื่ม ทาน อะไร อีก 1 ชม . แล้วก็ ไปสะพานริอัลโต้ ก็ไม่ไกล จาก Basilica เท่าไหร่ ประมาณ กาดหลวง ช้างม่อย ไป ไนท์บาซ่าร์ ท่าแพ ให้ นวยนาดสุด ครึ่ง ชม . ระหว่าง เดิน ก็ มี อะไร ให้ ชม หลากหลาย ไปเดิน บนสะพาน ใต้ สะพาน ข้าง สะพาน ก็ แทบ จะ ทั้ง หมด ล่ะค่ะ ของเวนิส ( ว่าเอา เอง )












วิหารนี้ ตั้งชื่อตาม ซานมาร์โก ( เซนต์มาร์ก) นักบุญในนิกาย อีวานเจลิสต์ เล่ากันว่า พ่อค้าชาวเวนิซ ได้นำ ซากร่างของท่าน มาจาก เมืองอเล็กซานเดรีย ในศตวรรษที่ 9 พ่อเมืองในยุคนั้น จึง ได้สร้างวิหารขึ้นเป็น ที่เก็บรักษาซากร่างของท่านเอาไว้






แต่ผ่านไปแค่ร้อยปี ก็เกิดเพลิงไหม้ วิหารที่เห็น เป็นของที่สร้างใหม่ ในปลายศตวรรษที่ 11






ตัววิหารด้านหน้าประกอบด้วยประตูทางเข้า 5 ประตู ตกแต่งด้วยภาพโมเสก

เหนือประตูใหญ่ มีรูปหล่อม้าสำริดตั้งตระหง่าน แต่เป็นรูปจำลอง ของแต๊เก็บในวิหาร แล้วก็มีรายละเอียด ประวัติ หื้ออ่านถี่ยิบ ด้านใน เปิ้นหื้อแอ่วชม แต่ห้ามถ่ายรูป เจ้า




เล่าเรื่องม้า แหมน่อย เปิ้นว่าสร้างขึ้น เมื่อ คริสต์ ศตวรรษที่ 3 หรือ 4 ชาวเวนิซ ปล้นชิงมาจาก กรุง คอนสแตนติโนเปิล เมื่อปี 1204 แล้วถูก นโปเลียน ชิงไป อีกต่อหนึ่ง ใน ปี 1797 ได้กลับคืนปี 1815 ถึง ได้เอาไปมอบแอบ ในวิหาร ( ไผ มันจะมา ลัก แบกม้า ไปนิ )





กูเกิล ดู เวนิส มี คนเที่ยว แล้ว เล่า เยอะแยะ เลยค่ะ ขอ หยิบมา 1 บทความใหญ่ จาก http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E2849608/E2849608.html

เผื่อ จะ เป็น ประโยชน์ กับ ใคร ที่ผ่านมา ทางนี้ นะคะ


เวนิส (Venice)
เวนิส หรือเวเนเซียในภาษาอิตาลีเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองในโลกนี้ที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “มีความเป็นเอกลักษณ์”
เวนิสประกอบขึ้นด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยหลายๆ เกาะเชื่อมติดกันด้วยสะพาน เป็นเมืองที่สวย และโรแมนติกมาก


ความสำคัญอย่างหนึ่งของเมืองเวนิสก็คือการเป็นบ้านเกิดของมาร์โคโปโล นักผจญภัยที่เดินทางไปถึงเมืองจีน และนำเอาศิลปวัฒนธรรมหลายๆ อย่างกลับมา เช่น ดินระเบิด สปาเก๊ตตี้ เป็นต้น
เมืองเวนิสมาเจริญเอามากๆ ในช่วงสงครามครูเสด ซึ่งเหล่านักรบชาวคริสต์ต้องมาขึ้นเรือไปกรุงอิสตันบุลจากที่นี่ ก็เลยทำให้การค้าขายเจริญก้าวหน้าอย่างมาก



จากที่จอดรถซึ่งข้ามมาทางสะพานยาวเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับหมู่เกาะ เราต่อเรือเร็วไปที่ซาน มาร์โค ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวของเวนิส
ระหว่างการเดินทางมองเห็นวิวของเวนิสสวยมาก ก่อนจะถึงซาน มาร์โค เลยบริเวณปากคลอง “The Grand Canal” จะเห็นโบสถ์สีขาวสวยขนาดใหญ่อยู่ทางขวามือ (San Giorgio Maggiore) จากนั้นเรือก็นำเราจอดที่ท่าเรือ San Zaccaria


จากท่าเรือ เราเดินเลียบริมน้ำไปทางตะวันตก ผ่านสะพาน Ponte de Vin และสะพาน Ponte della Paglia
บนสะพาน Ponte della Paglia มองผ่านคลองเข้าไปด้านในก็จะเห็นสะพาน Ponte dei Sospiri หรือสะพานแห่งการทอดถอนใจ สะพานที่เชื่อมระหว่างวัง กับคุก



พอข้ามสะพาน Ponte della Paglia มาแล้วจะเห็นเสาคอลัม 2 แห่ง ซึ่งจะนำไปสู่จัตุรัสซานมาร์โค, วังดูเคล, และโบสถ์ซาน มาร์โค
วังดูเคล (Palazzo Ducale) แปลว่าวังของดอดจ์ (Doge) เป็นที่พักของผู้ปกครองเวนิส ซึ่งเรียกว่า Doge ถูกก่อสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 แต่ได้รับการตกแต่ง และก่อสร้างเพิ่มเติมหลายครั้ง
รูปโฉมด้านนอกในปัจจุบันเป็นผลงานจากศตวรรษที่ 19 เป็นศิลปะแบบกอธิค ได้รับการตกแต่งด้วยหินอ่อนสีชมพูจากเวโรน่า


ภายในตกแต่งด้วยศิลปะหลายยุคสมัย แบ่งเป็นห้องต่างๆ มากมาย ประดับไว้ด้วยภาพวาด โดยศิลปินเวนิสหลายราย นอกจากนั้นยังมีห้องทรมานนักโทษ และทางออกไปยังสะพานแห่งการทอดถอนใจซึ่งเชื่อมไปยังคุก ว่ากันว่านักรักคาสโนว่าเคยถูกกักขังไว้ที่นี่ และสามารถหลบหนีออกมาได้
ถัดจากวังดูเคล จะเป็นโบสถ์ซานมาร์โค (Basilica di San Marco) โบสถ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเวนิสแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นักบุญมาร์ค ผู้ซึ่งเป็นที่นับถือในเวนิส


นักบุญมาร์คเป็นผู้ไปเผยแผ่ศาสนาที่อิยิปต์ และถูกประหารชีวิต ก่อนที่ชาวเวนิสจะไปนำศพกลับมาเก็บไว้ที่โบสถ์ซานมาร์โคแห่งนี้ (เรื่องที่ผมได้ยินมาในการพยายามนำศพของเซนต์มาร์คกลับมานี่ มีการนำเนื้อหมูมาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งผมว่ามันตลกๆ เลยไม่แน่ใจ และเกรงว่าจะเป็นการหมิ่นศาสนาอิสลาม จึงขอข้ามไป)


โบสถ์ที่มีโดมห้าโดมแห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะที่แตกต่างกัน ทางด้านหน้าได้รับการประดับด้วยรูปปั้นของนักบุญมาร์ค และรูปปั้นม้าบรอนซ์สี่ตัวซึ่งว่ากันว่าขโมยมาจากกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล (เป็นของจำลอง ของจริงเก็บรักษาอยู่ข้างใน)



ภายในโบสถ์เป็นที่เก็บรักษาศพของนักบุญมาร์ค จุดที่น่าสนใจอยู่ที่เพดาน กำแพง และพื้นซึ่งตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีทอง ครอบคลุมระยะกว่า 4,000 ตารางเมตร เป็นเรื่องราวการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของนักบุญมาร์ค และเรื่องราวในพระคัมภีร์


แท่นบูชา Pala d,Oro ถูกจัดเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดของโบสถ์ซานมาร์โค แท่นบูชานี้ถูกตกแต่งไว้ด้วยทอง และอัญมณีที่มีค่า (ตอนนโปเลียนตีอิตาลีแตก ได้นำบางส่วนกลับออกไป)
ภายในโบสถ์ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่ด้วยซึ่งจัดแสดงม้าบรอนซ์ กระเบื้องโมเสค บันทึกต่างๆ จากยุคกลาง และวัตถุโบราณอื่นๆ



เมื่อออกจากโบสถ์แห่งนี้แล้ว เราก็เข้าสู่จตุรัสซานมาร์โค ซึ่งเป็นที่คุ้นตากันดีจากภาพยนตร์เรื่อง Italian Job
จัตุรัสซานมาร์โคนี้เป็นจัตุรัสที่ผมคิดว่าสวยที่สุดในอิตาลีเลยที่เดียว รอบจัตุรัสมีอาคารที่สำคัญสองแห่งคือ หอระฆัง และหอนาฬิกา
หอระฆัง (Campanile) เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเวนิส นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปข้างบนเพื่อชมวิวของเมือง และลำน้ำได้ ที่นี่เป็นที่ๆ กาลิเลโอเคยทำการสาธิตกล้องส่องทางไกลของเขา
เดิมหอนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ช่วยเหลือนักเดินเรือในตอนกลางคืน แต่ในยุคกลางกลับถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ (บางครั้งนักโทษก็ถูกปล่อยให้ตายในกรงขัง)



หอระฆังนี้พังทลายลงในปี คศ. 1902 และได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยเสร็จสมบูรณ์ในปี 1912
ส่วนหอนาฬิกา (Torre dell’ Orologio) ได้รับการสร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 หน้าปัทม์นาฬิกาเป็นสีน้ำเงิน แสดงกระหมุนเวียนของพระจันทร์ และจักรราศีต่างๆ มีเรื่องเล่าว่าช่างที่ออกแบบนาฬิกานี้ถูกทำให้ตาบอดหลังจากเสร็จงาน เพื่อมิให้ไปทำนาฬิกาแบบนี้ขึ้นอีก
ออกจากจตุรัส เราแวะไปชมร้านขายเครื่องแก้ว สินค้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเวนิส มีการสาธิตการเป่าแก้วให้ดู แต่ก็ได้แต่ดูครับ เครื่องแก้วเขาสวยมากๆ ก็จริง แต่ราคาก็สูงมากๆ เช่นกันจนต้องถอย
ถ้าจับชิ้นไหน หรือดูราคา จะมีพนักงานขายวิ่งมาทันที “Sir, You like this one?” แล้วการพยายามปิดการขายก็เกิดขึ้น
“ไม่มีเงิน” ไม่เป็นไร เรามีบริการทางการเงิน หรือดูชิ้นนี้ไหม ถูกกว่า
“ขนกลับไม่ได้” ไม่เป็นไร เรามีบริการจัดส่ง พร้อมทำประกัน
เฮ้อ!



จากนั้นเราก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ บ้านเรือนของเวนิสสวยมากครับ ถนนเล็กๆ ผ่านอาคารที่สวยงาม สร้างความเพลิดเพลินที่ได้เดินผ่านจนไปถึงจุดหมายของเรา สะพานริอัลโต (Rialto)
สะพานแห่งนี้เดิมเป็นสะพานไม้ และถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หลังจากที่พังทลายลง สะพานหินก็ถูกสร้างขึ้นทดแทน และเป็นสะพานข้าม Grand Canal เพียงแห่งเดียวจนถึงปี คศ. 1854
ใครมาเวนิสแล้วไม่ได้มาข้ามสะพานนี้ถือว่ามาไม่ถึงครับ จากสะพานได้วิวสวยๆ ของแกรนด์คาแนล เป็นจุดถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยม



รอบๆ สะพานเป็นย่านขายของที่ระลึก และตลาดขายของสด
จากนั้นเราก็ไปนั่งเรือกอนโดล่ากัน เคล็ดลับก็คืออย่าไปเรียกเรือที่ท่าเรือด้านนอก เพราะจะถูกโก่งราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูท่องเที่ยว หาเรือตามคลองเล็กคลองน้อยจะได้ราคาที่ดีกว่า ตอนที่เราสอบถามราคาที่ด้านนอกนี่บอกเรา 200 ยูโร ในขณะที่เจ้าข้างในนี่คิด 80 ยูโร



การนั่งเรือกอนโดล่าไปตามคลองต่างๆ ในเวนิสเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ และควรค่าแก่การกระทำ (ก็มาเวนิสทั้งที) คนพายเรือพาเราไปตามตรอกซอกซอย พร้อมๆ กับอธิบายตลอดเวลา ว่าอาคารนี้เคยเป็นบ้านของใคร หรือเคยมีใครมาอาศัย อาทิเช่น โมสาร์ท คาสโนว่า หรือมาร์โคโปโล เป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีใครรู้ว่าอาคารนี้เคยมีคนดังคนนี้มาอยู่จริงหรือไม่
บางบริเวณก็เหมือนกับถูกปล่อยร้าง เนื่องจากน้ำท่วมไล่คนออกไป เวนิสนี่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมมากครับ ชาวเวนิสกลัวกันว่าเมืองทั้งเมืองจะจมลงไป ตามทาง และจัตุรัสจะมีโต๊ะไม้วางเอาไว้ ซึ่งเอาไว้ใช้เดินกรณีเกิดน้ำท่วมครับ
ตอนที่ออกไปที่แกรนด์คาแนลจะค่อนข้างน่ากลัวที่เดียวเพราะถึงจะเรียกว่าคลองแต่ก็ใหญ่มาก ประมาณน้องๆ เจ้าพระยาเลยทีเดียว หนำซ้ำยังมีคลื่นที่เกิดจากเรือลำใหญ่ที่แล่นผ่านไป (ประสบการณ์ประมาณตอนที่ล่องเรือหางยาวในเจ้าพระยาเลยทีเดียว)



หลังจากนั่งเรือแล้ว เราก็ไปเดินเล่นชมเมืองกันต่อ และได้ไปพบกับโบสถ์ าาาาาาา โดยบังเอิญ ตอนที่เข้าไปบาทหลวงกำลังนำศาสนิกชนร้องเพลงประสานเสียงซึ่งเพราะเหลือเกิน ในโบสถ์นี้ยังประดับประดาด้วยภาพต่างๆ ที่สวยงามอีกจำนวนมาก
โบสถ์เล็กๆ ที่ไม่โด่งดังอย่างนี้ ถ้าไปอยู่ประเทศอื่นๆ ก็คงเป็นโบสถ์ดังประจำเมืองไปแล้ว แต่พอมาอยู่ในอิตาลีเลยกลายเป็นเฉยๆ
หลังจากนั้นก็เป็นการเดินเลือกซื้อของที่ระลึก ภรรยาผมได้แหวนแก้วมาหนึ่งวง ซึ่งปรากฏว่ามีแต่คนชมว่าสวยเหลือเกินจนเธอเสียดายที่ซื้อมาแค่วงเดียว (แรกๆ กะจะไม่เอาแล้วด้วยซ้ำ)



อากาศตอนค่ำของเวนิสหนาวมากพอสมควร ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว สุดท้ายเราก็ขึ้นเรือกลับไปยังที่จอดรถ เพื่อเดินทางไปยังที่พักต่อไป
เวนิสยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง แต่เราไม่มีเวลาไปเยี่ยมชมให้ครบ อาทิเช่น


- โบสถ์ Santa Maria Gloriosa dei Frari โบสถ์ซึ่งเป็นที่เก็บศพของผู้มีชื่อเสียงของเวนิสหลายคน รวมทั้งเป็นเจ้าของผลงานศิลปะอย่างเช่น ภาพ Assumption of the Virgin โดย Titian และภาพ Madonna and Child โดย Bellini ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพศิลปะเรเนซองซ์ของเวนิสที่งดงามที่สุดภาพหนึ่ง
- โบสถ์ Santa Maria della Salute ซึ่งตั้งโดดเด่นอยู่ที่ปากทางเข้าแกรนด์คาแนล เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่จัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของเวนิส
โบสถ์แบบบาร๊อคขนาดใหญ่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขอบคุณพระเจ้าในโอกาสที่โรคระบาดได้หายไปจากเวนิสในปี 1630 จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี 1687 ห้าปีหลังจากผู้ริเริ่มสร้างโบสถ์ได้เสียชีวิตไป
ถ้ามีเวลามากพอ การล่องเรือชมแกรนด์คาแนลให้ครบตลอดลำคลองก็น่าสนใจมากๆ เพราะตลอดสองฝั่งคลองเต็มไปด้วยอาคาร และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามจำนวนมาก

จากคุณ : kumlungpainai - [ 6 มิ.ย. 47 21:21:06 A:203.152.13.161 X: ]














เวนิส ของ 2 แม่ลูก คง จบตรงนี้ เอาไว้ รอ ดู รูป ของ คุณเข้ และ ใครๆ ที่ ผ่านไป แถวนั้น อีก ดู เมื่อ ไหร่ ก็ สนุก เมื่อนั้น

เอาใจช่วย ขอ ให้ เดินทาง ปลอดภัย ไร้ฝน และ ไร้ ทุก ภัย อันตราย มีความสุข สนุก กับ ทุกที่ ทุกคน นะคะ




 

Create Date : 06 มีนาคม 2552
2 comments
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 16:53:44 น.
Counter : 729 Pageviews.

 

หวัดดีครับน้าปู

สงสัยเมื่อวานจะเมาจริงๆแหละ

กินอิ่มด้วย เลยเบลอออออออออออออ


วันนี้เข้ามาดูตอนจบครับ

ดูน้องอเล็กซ์สนุกมากเลย แต่น้าปู ท่าทางจะเมื่อยน่าดูเลยใชไหม

คิดเเล้วยังไม่รู้เลยว่าป้าผมจะเป็นไงบ้าง
ต้องเตรียมยาบีบ ยานวดไปเยอะซะเเล้ว

ปล.ออกจากเวนิส แล้วไปไหนต่อดีครับ

อยากไปเที่ยว ปารีส กับ สวิส จัง อิอิ

 

โดย: chalawanman 6 มีนาคม 2552 11:00:58 น.  

 

ทราบแล้วเปลี่ยน

สวิส ผมไปเมือง ลูเซิร์น interlaken แล้วก็โลซาน ครับ

รบกวนด้วยนะครับน้าปู

เดี๋ยวไปเดินออกกำลังกายก่อน

 

โดย: chalawanman 6 มีนาคม 2552 16:47:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่ซานเดอร์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ซานเดอร์'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.