Night Watch - The Extra Ordinary Series

เรื่องแรกที่ได้รับเกียรติมาประเดิม ก็คงเป็นหนังสือชุดที่เพิ่งอ่านจบวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ ขอนำเสนอหนังสือชุด Night Watch Series ของ Sergei Lukyanenko ซึ่งคุณสุวิทย์ ขาวปลอดเป็นผู้แปล

เพิ่งตกมาได้จากงานสัปดาห์หนังสือที่มช. เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง อันที่จริงเห็นว่ามีทั้งหมด 4 เล่ม คือ

Night Watch ผู้พิทักษ์แห่งรัตติกาล /Day Watch /Twilight Watch และ Last Watch

ในงานนี้มีแค่สามเล่มแรก เห็นว่าเล่มสุดท้ายคุณสุวิทย์กำลังแปลอยู่ อาจจะออกในงานหนังสือปีหน้า ก็รอกันต่อไป

อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นหนอนหนังสือ หรือนักอ่านตัวยงอะไรขนาดนั้น ยิ่งเรื่องที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าดีนักดังหนา หรือปรัชญามาก ๆ จะรู้สึกว่าหนักสมอง กลัวว่าขี้เลื่อยในหัวจะหายไปหมด เลยไม่ค่อยสรรหามาอ่าน ดังนั้นพวกวรรณกรรมเยาวชน หนังสือดี หนังสือดังทั้งหลายนี่ถ้ารู้มาก่อนก็อย่าหวังเลยว่าจะซื้อมาอ่าน(ตั้งแต่ครั้งแรกที่พิมพ์) คิดแต่ว่าถ้าเรามีวาสนาต่อกัน เดี๋ยวก็จะได้อ่านเอง ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นหลายเล่มอยู่เหมือนกัน ยังไงหนังสือดีก็คือหนังสือดีนั่นแหละ นะ...

สำหรับหนังสือชุดนี้ได้มาจากบูทร้านวรรณวิภา ซึ่งต้องแวะไปและได้หนังสือติดมือมาทุกปี ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้หนังสือของริชาร์ด เพรสตัน ซึ่งชอบมาก ถือเป็นหนังสือแปลในดวงใจเลยก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องนี้มีภาคต่อ ถ้าขยันเมื่อไหร่คงได้อัพความบ้าของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ ๆ นอกเรื่องไปเยอะอีกแล้ว เล่าเรื่องสั้น ๆ ไม่เคยเป็นเลย

เอาเป็นว่าจากนั้นก็แวะไปทุกปี ได้หนังสือเล่มใหม่บ้าง เก่าบ้างมาทุกปีครั้งละเล่ม แต่หลัง ๆ นี่เริ่มเป็นปีละหลายเล่ม เพราะตกหลุมพรางคุณคนขาย อธิบายหนังสือเก่งมาก ได้เรื่องใหม่ ๆ มาทุกที แต่ขอบอกว่าไม่เคยซื้อของสตีเฟน คิงหรือซิดนีย์ เชลดอนเลยซักเล่ม คือหนังสือเค้าก็ดังอ่ะนะ แต่ไม่อยากอ่าน อยากอ่านอะไรที่ใหม่ แปลก แหวก และสนุก จากที่ไปตามหนังสือของไคลส์ คัสเลอร์ ก็เลยได้หนังสือชุดนี้ติดมือมาด้วยราคาที่เป็นมิตร ถึงปีหน้าจะต้องไปซื้อเล่มสุดท้ายก็ไม่เป็นไร เอาล่ะ... จะเข้าเรื่องได้หรือยัง

แรกสุดที่เห็นคิดว่าเป็นเรื่องแนวแฟนตาซีของกลุ่มคนพิเศษ extraordinary people อีกแล้วเหรอ นี่มันยังไม่เยอะพออีกหรือไง... เกือบจะหันหลังให้แล้ว คงไม่ต้องบอกก็คงเดากันได้ว่าเราไม่ได้อ่านทไวไลท์ไม่ว่าภาคใดทั้งสิ้น รวมทั้ง Dark night series และก็อ่านแฮรี่ พอตเตอร์ไปแค่เล่มแรกเท่านั้น คุณพี่คนขายแนะนำให้ลองเอาไปอ่านดู น่าจะชอบ เพราะเป็นเรื่องแนวสืบสวนและพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ อ่ะ... เรามันก็คนใจง่าย เงินอ่ะไม่ใช่น้อยเท่าไหร่หรอก แต่ความอยากได้มีมากกว่า เลยพากลับมาด้วยกัน

ที่น่าสนใจก็คือเป็นหนังสือจากรัสเซีย ในความทรงจำก็เหมือนจะไม่เคยอ่านหนังสือจากรัสเซียเลย ไม่รู้ว่าจะอ่านยากแล้วจะเกินความเข้าใจมั้ย อ่ะ...หนังสือแบบนี้ต้องใช้ความเข้าใจด้วยงั้นเหรอ อาจมีคนสงสัย สำหรับเราแล้วงานเขียนทุกงาน ถ้าอ่านแล้วสามารถเข้าใจสิ่งที่เค้าต้องการสื่อออกมา ถึงแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม จะทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของงานชิ้นนั้นมากขึ้นไปอีก มากกว่าที่ได้จากตัวหนังสือเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าต้องอาศัยการสะสมความรู้จากการอ่านที่หลากหลายและประสบการณ์ในชีวิตซึ่งบางทีก็คงจะขึ้นอยู่กับอายุด้วย อายุมากขึ้นชีวิตก็ได้พบอะไรมากขึ้น ความคิดจากการอ่านหนังสือเล่มเดียวกันในตอนนี้กับอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้า ย่อมต่างกันแน่นอน

หนังสือชุดนี้เริ่มต้นที่ไนท์วอทช์ กลุ่มคนอีกพวกที่เป็นฝ่ายสว่าง ซึ่งประกอบด้วยผู้ใช้มนตราและแม่มด โดยมีอันทอน โกโรโดสกี้ เจ้าหน้าที่ของไนท์วอช เจ้าหน้าที่ของฝ่ายสว่างซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังการกระทำความผิดของกลุ่มคนฝ่ายมืดซึ่งประกอบด้วย ผู้ใช้มนตราและแม่มดฝ่ายมืด ไปจนถึงแวมไพร์ มนุษย์หมาป่าและกลุ่มคนกลายร่างรูปแบบอื่น ๆ ไม่ให้ละเมิดสมดุลระหว่างฝ่ายมืดและฝ่ายสว่าง
เมื่อมีการแทรกแซงด้วยการวางแผนและเล่ห์กลของฝ่ายมืดและฝ่ายสว่าง หรือฝ่ายที่เรียกอีกฝ่ายว่า ฝ่ายชั่ว-ฝ่ายดี ฝ่ายอธรรม-ฝ่ายธรรมมะ เรื่องก็ดำเนินไปท่ามกลางเล่ห์กลของทั้งสองฝ่ายที่พยายามคานอำนาจและต่อสู้กันในทไวไลท์-โลกที่ไม่ใช่ทั้งสีขาวและสีดำ หนังสือแต่ละเล่มจะแบ่งการดำเนินเรื่องเป็นสามบท ซึ่งเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็จะโยงมาถึงกันในบทสุดท้ายของแต่ละเล่ม ตอนอ่านรู้สึกเหมือนถูกโยนไปโยนมาระหว่างสองฝ่าย ตัวละครเยอะและจำชื่อยากมากในตอนแรก แต่คงเพราะอ่านรวดเดียวสามเล่มก็เลยไม่สับสนเท่าไหร่

เล่มต่อมา เดย์วอทช์ เป็นการกลับมาอีกครั้งของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสว่างและฝ่ายมืด โดยการเล่าเรื่องจากมุมมองของฝ่ายมืด เหล่าเดย์วอชท์เจ้าหน้าที่ฝ่ายมืดที่จับตามองเหตุการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลที่อาจเกิดขึ้นจากฝ่ายสว่าง เมื่อของในความคุ้มครองของฝ่ายสอบสวน-กลุ่มคนกลางที่มาจากคนอีกฝ่ายทั้งสองฝั่งหายไปและสมดุลระหว่างฝ่ายมืด-ฝ่ายสว่างถูกคุกคามอีกครั้งด้วยการวางแผนที่แยบยลและการแทรกแซงจากทไวไลท์ ซึ่งเราจะไม่รู้เลยจนกว่าจะถึงการเฉลยตอนสุดท้ายว่าทุกอย่างและทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นมีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ครั้งนี้ได้อย่างไร

เล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง คือ ทไวไลท์วอทช์ พาเรากลับเข้าสู่การต่อสู้ในโลกทไวไลท์อีกครั้งแต่เมื่อมีคนทรยศที่รู้วิธีการเปลี่ยนแปลงคนธรรมดาให้กลายเป็นคนอีกฝ่ายและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมดุลครั้งใหญ่ที่จะมีผลต่อโลก ฝ่ายสว่าง ฝ่ายมืดและฝ่ายสืบสวนในขณะที่พวกเขาต่างก็ไม่สามารถเชื่อใจกันได้อย่างเต็มที่ แต่จำเป็นต้องร่วมมือกันค้นหาคนทรยศและหยุดยั้งแผนการของเขา

อย่างแรกที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้นอกจากความแปลก สนุกและน่าติดตามของเรื่องตามสไตล์แฟนตาซีและสืบสวน ก็คงเป็นโครงเรื่องคลาสสิคที่มีฝ่ายสว่างและฝ่ายมืด เหมือนตัวแทนสิ่งที่มีสองด้าน ความดี-ความชั่ว ระบอบการปกครองสองแบบที่ตรงข้ามกัน ระบบสังคมนิยมและทุนนิยม แต่มีการนำเสนอมุมมองที่ต่างออกไปอย่างน่าสนใจ

ในมุมมองของฝ่ายสว่าง สิ่งที่ฝ่ายมืดละเมิดกฎและทำร้ายมนุษย์คือความชั่วร้าย ซึ่งต้องมีการลงโทษจนถึงกำจัดความชั่วร้ายให้หมดไปและชักนำมนุษย์ไปสู่ความดีหรือสังคมในอุดมคติ

ในมุมมองของฝ่ายมืด ฝ่ายสว่างที่สอดส่องและนำคนของฝ่ายมืดไปสู่การสอบสวนและลงโทษโดยคณะตุลาการผู้สอบสวน การพยายามทำลายสมดุลด้วยเล่ห์กลต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่ายที่พยายามชิงความเป็นใหญ่กันถือเป็นความชอบธรรมหรือไม่ การทำลายไม่ว่าฝ่ายใดไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้ายหรอกหรือ

ใครจะบอกได้ว่าการทำลายชีวิตเด็กในท้องที่อนาคตจะเกิดมาเป็นอาชญากรของหมอฝ่ายสว่างเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป็นอยู่ไปสู่สังคมแห่งอุดมคตินั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วหรือ
ในเมื่อสังคมในอุดมคติจะเท่าเทียมและมีแต่ความดีแต่ความต้องการการเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดสงครามที่นำไปสู่การสูญเสียอย่างมหาศาล

ในบางกรณีความรักอาจอยู่เหนือเหตุผลของความมืดและความสว่างได้เช่นกัน

และทุกอย่างย่อมมีสองด้านถ้าไม่มีความมืด ความสว่างจะไม่มีความหมาย มีการรับย่อมมีการให้ ในที่ซึ่งไม่มีการรับและให้ทดแทน ทุกอย่างจะกลับไปสู่ความว่างเปล่า

คิดว่าอันที่จริงแล้วผู้แต่งคงจะซ่อนนัยยะที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้คิดลึกซึ้งกว่านี้ ในเนื้อเรื่องมีการใส่บทกวี บทเพลงซึ่งมีความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับความดี ความชั่ว โชคชะตาและทางเลือก อยู่มากมาย ซึ่งอาจจะเป็นการแปลออกมาจากเนื้อเพลงของรัสเซีย ซึ่งอ่านแล้วให้ความรู้สึกรับรู้แตกต่างไปจากบทเพลงของทางอเมริกาที่คุ้นเคยกัน

รวมทั้งต้องยกความดีให้คุณสุวิทย์ ขาวปลอดผู้แปลซึ่งกรุณาถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยที่ได้ใจความด้วยภาษาที่สวยงาม รวมทั้งเป็นหนังสือที่มีเชิงอรรถมาก ซึ่งชอบอ่านหนังสือที่มีเชิงอรรถเยอะ ๆ อยู่แล้วเพราะรู้สึกถึงความทุ่มเทและเอาใจใส่ในการหาข้อมูลของผู้เขียนและผู้แปล และมักจะได้รู้อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ จากเชิงอรรถบ่อย ๆ

แต่ความอ่อนด้อยทั้งประสบการณ์และภาษาทำให้เราเก็บออกมาเล่าได้เพียงเท่านี้ แต่ก็อยากให้หนังสือชุดนี้ได้โอกาสเผยแพร่สู่คนอ่านในวงกว้างขึ้น ทางคุณสุวิทย์ก็พิมพ์ออกมาแค่ 2,000 เล่มเท่านั้นและคงไม่พิมพ์ซ้ำในอนาคตอันใกล้เหมือนที่เคยรอเล่มที่ซื้อไม่ทัน แต่ก็ไม่มีพิมพ์ใหม่ออกมาเลย

ลองหามาอ่านกันดูแล้วมารอบทจบของการต่อสู้ในโลกทไวไลท์ของฝ่ายสว่างและฝ่ายมืดในปีหน้ากันเถอะ




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2553
0 comments
Last Update : 23 ธันวาคม 2553 16:21:30 น.
Counter : 552 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


arce
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
ธันวาคม 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add arce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.