Group Blog
 
<<
มีนาคม 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
9 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 
ท่านพระสารีบุตรบันลือสีหนาทต่อผู้กล่าวโทษ

วันนี้ขอกล่าวถึงการบันลือสีหนาทของท่านพระสารีบุตรครับ ท่านพระสารีบุตรนั้นกระทำกิจใดก็ทำด้วยสติ ด้วยความไม่ลืมตน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่มีเจตนาเบียดเบียน ไม่ประกอบเวร ไม่ยึดมั่นในกายว่าเป็นของเรา ผู้กล่าวโทษท่านด้วยความไม่รุ้ย่อมประสบบาปกรรม ไม่ประสบบุญเพราะการนี้โดยสถานเดียว

พระสูตรในวันนี้ยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม 15 อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

****************************************
สีหนาทวรรคที่ ๒

วุฏฐิสูตร

[๒๑๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถีแล้ว ข้าพระองค์ปรารถนาจะหลีกจาริกไปในชนบท พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร เธอจงสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ

ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระสารีบุตรหลีกไปแล้วไม่นาน ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกระทบข้าพระองค์แล้ว ไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งว่า ดูกรภิกษุ เธอจงมานี่ จงไปเรียกสารีบุตรตามคำของเราว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ แล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ท่านพระสารีบุตรรับคำของภิกษุนั้นแล้ว ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระอานนท์ ถือลูกดานเที่ยวประกาศไปตามวิหารว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จงรีบออกเถิดๆ บัดนี้ท่านพระสารีบุตรจะบันลือสีหนาทเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เพื่อนพรหมจรรย์รูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้ กล่าวหาเธอว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกระทบข้าพระองค์แล้ว ไม่ขอโทษหลีกจาริกไปแล้ว ฯ

ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้ ไม่ขอโทษแล้ว พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้างลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้น แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยแผ่นดินอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติอันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกายภิกษุนั้น กระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้แล้วไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหลายย่อมล้างของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ลงในน้ำ น้ำก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้น แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยน้ำอันไพบูลย์กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไฟย่อมเผาของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ไฟย่อมไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้น แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยไฟอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลมย่อมพัดซึ่งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ลมย่อมไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้น แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็เหมือนกันฉันนั้นแล มีใจเสมอด้วยลมอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ย่อมชำระของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง โลหิตบ้าง ผ้าเช็ดธุลีย่อมไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังด้วยสิ่งนั้น แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยผ้าสำหรับเช็ดธุลีอันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารหรือกุมาริกาของคนจัณฑาลถือตะกล้า นุ่งผ้าเก่าๆ เข้าไปยังบ้านหรือนิคม ย่อมตั้งจิตนอบน้อมเข้าไป แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยกุมารหรือกุมาริกาของคนจัณฑาล อันไพบูลย์กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งในธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โคเขาขาด สงบเสงี่ยม ได้รับฝึกดีแล้ว ศึกษาดีแล้ว เดินไปตามถนนหนทาง ตามตรอกเล็กซอกน้อย ก็ไม่เอาเท้าหรือเขากระทบอะไรๆ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีใจเสมอด้วยโคเขาขาด อันไพบูลย์ กว้างใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปหนึ่งในพระธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มสาว เป็นคนชอบประดับตบแต่ง พึงอึดอัดระอาเกลียดชังด้วยซากศพงู หรือซากศพสุนัขที่เขาผูกไว้ที่คอแม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมอึดอัดระอาและเกลียดชังด้วยกายอันเปื่อยเน่านี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปหนึ่งในพระธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกจาริกไปเป็นแน่ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนประคองภาชนะมันข้น มีรูทะลุเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกอยู่ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมบริหารกายนี้มีรูทะลุเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายคตาสติ อันภิกษุใดไม่เข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย ภิกษุนั้นกระทบเพื่อนพรหมจรรย์รูปหนึ่งในพระธรรมวินัยนี้แล้ว ไม่ขอโทษ พึงหลีกไปเป็นแน่ ฯ

ลำดับนั้นแล ภิกษุรูปนั้นลุกจากอาสนะ กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นคนไม่ฉลาดอย่างไร ที่ข้าพระองค์ได้กล่าวตู่ท่านพระสารีบุตรด้วยคำอันไม่มี เปล่า เท็จ ไม่เป็นจริง ขอพระผู้มีพระภาคทรงโปรดรับโทษของข้าพระองค์นั้น โดยความเป็นโทษ เพื่อความสำรวมต่อไปเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ โทษได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล คนหลง ไม่ฉลาดอย่างไรที่เธอได้กล่าวตู่สารีบุตรด้วยคำอันไม่มี เปล่า เท็จ ไม่เป็นจริง แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว กระทำคืนตามธรรม เราย่อมรับโทษของเธอนั้น ดูกรภิกษุ ข้อที่ภิกษุเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เธอจงอดโทษต่อโมฆบุรุษผู้นี้ มิฉะนั้น เพราะโทษนั้นนั่นแล ศีรษะของโมฆบุรุษนี้จักแตก ๗ เสี่ยง ฯ

ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมอดโทษต่อท่านผู้มีอายุนั้น ถ้าผู้มีอายุนั้น กล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ขอท่านผู้มีอายุนั้นจงอดโทษแก่ข้าพเจ้าด้วย ฯ
[ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรหลังจากจำพรรษาในนครสาวัตถีแล้ว ท่านปรารถนาจะหลีกจาริกไปในชนบท จึงมากราบทูลขออนุญาตจากพระศาสดา พระองค์ทรงประทานอนุญาต เมื่อท่านพระสารีบุตรหลีกไปแล้วไม่นาน มีภิกษุมากล่าวโทษท่านพระสารีบุตรว่ากระทบถูกตัวท่านแล้วไม่ขอโทษ พระศาสดาให้ภิกษุรูปหนึ่งไปเรียกท่านพระสารีบุตรมาสอบถาม ท่านพระสารีบุตรรับคำของภิกษุนั้น ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระอานนท์เที่ยวประกาศไปตามวิหารว่า ท่านทั้งหลาย บัดนี้ท่านพระสารีบุตรจะบันลือสีหนาทเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา ครั้นพระผู้มีพระภาคสอบถามตามคำกล่าวโทษของภิกษุนั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรตอบว่า
1.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ชนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังสิ่งนั้น ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
2.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับน้ำอันไพบุลย์กว้างใหญ่ ชนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างลงในน้ำ น้ำก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังสิ่งนั้น ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
3.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับไฟ ไฟเมื่อเผาของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ไฟก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังสิ่งนั้น ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
4.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับลม ลมเมื่อพัดพาของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลมก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังสิ่งนั้น ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
5.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับผ้าสำหรับเช็ดธุลี ย่อมชำระของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ผ้าสำหรับเช็ดธุลีนั้นก็ไม่อึดอัดระอาหรือเกลียดชังสิ่งนั้น ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
6.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับกุมารหรือกุมาริกาของคนจัณฑาลถือตะกร้า นุ่งผ้าเก่าๆเข้าไปยังบ้านหรือนิคม ย่อมตั้งจิตนอบน้อมเข้าไป ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
7.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับโคเขาขาด สงบเสงี่ยม ได้รับฝึกดีแล้ว เมื่อเดินไปตามถนนหนทางก็ไม่เอาเท้าหรือเขากระทบอะไรๆ ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
8.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับสตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มสาว ชอบประดับตบแต่ง พึงอึดอัดระอาเกลียดชังซากศพงุหรือซากศพสุนัขที่เขาผูกไว้ที่คอ ท่านก็ฉันนั้นแล ย่อมอึดอัดระอาและเกลียดชังกายอันเน่าเปื่อยนี้ ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป
9.ท่านเจริญกายคตาสติ มีสติ ไม่เข้าไปตั้งความยึดมั่นในกาย มีใจเสมอกับคนประคองภาชนะมันข้นอันมีรูทะลุเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกอยู่ ท่านก็เป็นฉันนั้น ย่อมบริหารกายนี้ที่มีรูทะลุเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกอยู่ ท่านมีใจอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ท่านกระทบเพื่อนภิกษุแล้วจึงไม่ขอโทษ หลีกจาริกไป

ภิกษุผู้กล่าวโทษท่านพระสารีบุตรได้หมอบลงแทบพระบาทพระผู้มีพระภาค ขอให้พระองค์ทรงโปรดรับโทษที่ตนเป็นคนหลง ไม่ฉลาด ได้กล่าวตู่ท่านพระสารีบุตรด้วยคำเท็จ ไม่เป็นจริง พระผู้มีพระภาคตรัสว่าโทษได้ครอบงำเธอแล้ว แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษ กระทำคืนตามธรรม พระองค์ย่อมรับโทษของเธอนั้น ข้อที่ภิกษุเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระสารีบุตรว่า เธอจงอดโทษต่อโมฆบุรุษผู้นี้ มิฉะนั้น ศีรษะของโมฆบุรุษนี้จักแตกเป็น7เสี่ยง ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่าท่านย่อมอดโทษแก่ภิกษุนั้น หากภิกษุนั้นจักกล่าวขออดโทษแก่ท่าน]


จบสูตรที่ ๑

สอุปาทิเสสสูตร

[๒๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ฯ

ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ท่านพระสารีบุตรมีความคิดดังนี้ว่า การเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถียังเช้าเกินไป ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปยังอารามของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกก่อนเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกำลังนั่งประชุมสนทนากันในระหว่างว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ ผู้นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก ไม่พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่พ้นจากเปรตวิสัย ไม่พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรไม่ยินดีไม่คัดค้านถ้อยคำที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าว ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไปด้วยคิดว่า เราจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ข้าพระองค์ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า การเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ยังเช้าเกินไป ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกก่อนเถิด ลำดับนั้น ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้นแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกำลังนั่งประชุมสนทนากันอยู่ในระหว่างว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ ผู้นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก ไม่พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่พ้นจากเปรตวิสัย ไม่พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ข้าพระองค์ไม่ยินดีไม่คัดค้านถ้อยคำที่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้ผู้ที่เป็นสอุปาทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ หรือจักรู้ผู้ที่เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้ที่เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ๙ จำพวกเป็นไฉน ฯ

ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอันตราปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๑ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอุปหัจจปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๒ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๓ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๔ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามีเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๕ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง กลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๖ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ ... ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ หรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต ฯ

ดูกรสารีบุตร ธรรมปริยายนี้ ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก่อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ฟังธรรมปริยายที่เรากล่าวด้วยความอธิบายปัญหานี้แล้ว อย่าถึงความประมาท ฯ
[บุคคลผุ้เป็นสอุปาทิเสสะ เมื่อกระทำกาละแล้ว พ้นจากนรก พ้นกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต 9 จำพวก ได้แก่
1.ผู้มีศีล สมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาพอประมาณ เป็นพระอนาคามีประเภทอันตราปรินิพพายี
2.ผู้มีศีล สมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาพอประมาณ เป็นพระอนาคามีประเภทอุปหัจจปรินิพพายี
3.ผู้มีศีล สมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาพอประมาณ เป็นพระอนาคามีประเภทอสังขารปรินิพพายี
4.ผู้มีศีล สมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาพอประมาณ เป็นพระอนาคามีประเภทสสังขารปรินิพพายี
5.ผู้มีศีล สมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาพอประมาณ เป็นพระอนาคามีประเภทอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
6.ผู้มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิ ปัญญาพอประมาณ เป็นพระสกทาคามี
7.ผู้มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิ ปัญญาพอประมาณ เป็นพระโสดาบันประเภทเอกพิชี บังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
8.ผู้มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิ ปัญญาพอประมาณ เป็นพระโสดาบันประเภทโกลังโกละ บังเกิดเป็นมนุษย์อีก2-3ครั้งก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
9.ผู้มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิ ปัญญาพอประมาณ เป็นพระโสดาบันประเภทสัตตักขัตตุปรมโสดา บังเกิดเป็นมนุษย์อีก7ครั้งเป็นอย่างมากก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ชนนอกศาสนาบางพวกย่อมไม่อาจดูออกว่าผู้ใดเป็นสอุปาทิเสสะ หรือเป็นอนุปาทิเสสะ(พระอรหันต์) แต่แม้ผู้เป็นสอุปาทิเสสะจะทราบว่าตนพ้นจากนรก ตลอดจนทุคติทั้งหลายแล้วก็ไม่ควรถึงความประมาท]


จบสูตรที่ ๓

โกฏฐิตสูตร

[๒๑๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดที่ให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงให้ผลในสัมปรายภพแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดที่ให้ผลในสัมปรายภพ ขอกรรมนั้นจงให้ผลในปัจจุบันแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นสุข ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นทุกข์แก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นทุกข์ ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นสุขแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเสร็จแล้ว ขอกรรมนั้นจงไม่ให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดยังไม่ให้ผลเสร็จแล้ว ขอกรรมนั้นจงให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลมาก ขอกรรมนั้นจงให้ผลน้อยแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลน้อย ขอกรรมอันนั้นจงให้ผลมากแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดยังให้ผล ขอกรรมนั้นจงไม่ให้ผลแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดไม่ให้ผล ขอกรรมนั้นจงให้ผลแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ฯ

สา. ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ฯ

ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร เมื่อเราถามท่านว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงให้ผลในสัมปรายภพแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านตอบว่า ดูกรอาวุโสไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร ก็บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลในสัมปรายภพ ขอกรรมนั้นจงให้ผลในปัจจุบันแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นสุข ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นทุกข์แก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเป็นทุกข์ ขอกรรมนั้นจงให้ผลเป็นสุขแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลเสร็จแล้ว ขอกรรมนั้นจงไม่ให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดไม่ให้ผลเสร็จแล้ว ขอกรรมนั้นจงให้ผลเสร็จแล้วแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลมาก ขอกรรมนั้นจงให้ผลน้อยแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดให้ผลน้อย ขอกรรมนั้นจงให้ผลมากแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดยังให้ผล ขอกรรมนั้นจงไม่ให้ผลแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ เมื่อเราถามว่า ดูกร อาวุโสสารีบุตร บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์นี้ว่า กรรมใดไม่ให้ผล ขอกรรมนั้นจงให้ผลแก่เรา ดังนี้ ได้หรือหนอ ท่านก็ตอบว่า ดูกรอาวุโส ไม่ใช่อย่างนี้ ดูกรอาวุโส ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อประโยชน์อะไร ฯ

ส. ดูกรอาวุโส สิ่งใดแล ที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่ตรัสรู้ บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง เพื่อตรัสรู้สิ่งนั้น ดูกรอาวุโส สิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่ตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง เพื่อตรัสรู้สิ่งนั้น ดูกรอาวุโส สิ่งนี้แลที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่ตรัสรู้ บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง เพื่อตรัสรู้ สิ่งนั้น ฯ
[บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนา มิใช่มีจุดประสงค์เพื่อ
1.ชะลอผลของกรรมที่จักให้ผลในปัจจุบัน เป็นให้ผลในชาติหน้า
2.เร่งผลของกรรมที่จักมีในชาติหน้า มาให้ผลในปัจจุบัน
3.เปลี่ยนจากกรรมที่ให้ผลเป็นสุข มาให้มีผลเป็นทุกข์
4.เปลี่ยนจากกรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ มาให้มีผลเป็นสุข
5.เพิ่มผลของกรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว ให้มีผลต่อไปอีก
6.ลดผลของกรรมที่ยังไม่ให้ผลเสร็จ ให้มีผลเสร็จแล้ว
7.เปลี่ยนผลของกรรมที่ให้ผลมาก มาเป็นให้ผลน้อยแก่ตน
8.เปลี่ยนผลของกรรมที่ให้ผลน้อย มาเป็นให้ผลมากแก่ตน
9.ตัดผลกรรมที่ยังให้ผล มาเป็นไม่ให้ผลอีกแก่ตน
10.เปลี่ยนผลกรรมใดที่ยังไม่ให้ผลแก่ตน จงให้ผล
แต่จุดประสงค์ของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนา คือทำสิ่งที่ยังไม่รุ้ ไม่เห็น ไม่บรรลุ ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่ตรัสรู้ เพื่อให้รู้ เพื่อเห็น เพื่อบรรลุ เพื่อกระทำให้แจ้ง เพื่อตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุแห่งทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางดับทุกข์]


จบสูตรที่ ๓

(ยังมีต่อ)


Create Date : 09 มีนาคม 2549
Last Update : 9 มีนาคม 2549 16:44:45 น. 0 comments
Counter : 379 Pageviews.

พญาเหยี่ยว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add พญาเหยี่ยว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.